mainstand

Inspiration

ศิวกร ภูอุดม : ผู้ตัดสินไทยที่ไม่เคยหยุดคิดไประดับโลก



เป็นเวลานานถึง 15 ปีแล้ว ที่ไม่เคยมี ผู้ตัดสินสัญชาติไทย ลงทำหน้าที่ชี้ขาดในศึกชิงแชมป์สโมสรถ้วยใหญ่ของเอเชีย


 

9 เมษายน 2019 การแข่งขันฟุตบอล AFC Champions League รอบแบ่งกลุ่ม กลับมาโคจรฟาดแข้งกันอีกครั้ง เชื่อว่าแฟนบอลไทยส่วนมาก คงโฟกัสไปที่เกมระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตัวแทนสโมสรไทย ลงฟาดแข้งกับ ปักกิ่ง กั๋วอัน จ่าฝูงไชนีส ซูเปอร์ ลีก จากจีน

ถัดออกไปเกือบ 10,000 กิโลเมตร จากประเทศไทย ที่สนาม คิง อับดุลลาห์ สปอร์ต ซิตี้ สเตเดียม ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในวันเดียวกัน

“เปาโค้ช” ศิวกร ภูอุดม” ผู้ตัดสินหนุ่มสัญชาติไทย กำลังยุติช่วงเวลาที่เว้นว่าง นับตั้งแต่ปี 2004 ที่เคยมีกรรมการคนไทยลงตัดสินเกม ACL

เขาย่างก้าวลงไปทำหน้าที่ตัดสินในเกมที่ อัล-อัตติฮัด เปิดบ้านต้อนรับ โลโคโมทีฟ ทาชเคนท์ ผู้มาเยือนจากอุซเบกิสถาน ผลสกอร์จบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน 3-2 ประตู แต่เกมนั้นคงไม่มีความหมายกับวงการเชิ้ตดำไทย หากผู้ชายที่ชื่อ ศิวกร ภูอุดม ไม่ได้สวมบทบาทผู้ตัดสินที่ 1 ในแมตช์ดังกล่าว

15 ปีที่ไม่มีผู้ตัดสินไทย ใน AFC Champions League นับเป็นเวลาที่ยาวนาน มากพอที่ทำให้ เด็กหนุ่มในวัย 17 ปีจากรั้ว สวนกุหลาบวิทยาลัยวันนั้น ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ตัดสินแถวหน้าของเมืองไทย และได้รับเลือกจาก สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ให้ตัดสินในรอบแบ่งกลุ่ม ศึกฟุตบอลถ้วยชิงแชมป์สโมสรที่ยิ่งใหญ่สุดในทวีป ที่เขาบอกกับเราว่า นี่ยังไม่ใช่จุดสูงสุดในอาชีพผู้ตัดสินที่เขาวาดฝันไว้

 

ก่อนจะมาเป็นผู้ตัดสินไทยระดับสากลอย่างในปัจจุบัน ความทรงจำในวัยเด็กของคุณต่ออาชีพนี้เป็นอย่างไร

ผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว ส่วนเรื่องอาชีพผู้ตัดสิน น่าจะได้ซึบซับมาจากคุณพ่อ (พีระพล ภูอุดม) ซึ่งเป็นอดีตผู้ตัดสิน FIFA (สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ) ตอนเด็กๆเรามองว่าอาชีพนี้มันเท่นะ เพราะเวลาพ่อไปทำหน้าที่ในต่างประเทศ จะซื้อของเล่น ของกลับติดมือกลับมาตลอด ก็คิดว่าถ้าเราได้ไปเมืองนอกแบบพ่อบ้างคงดีเหมือนกัน

ประกอบกับ คุณพ่อเป็น ประธานชมรมผู้ตัดสินฟุตบอลจังหวัดสมุทรสาคร เวลามีประชุมอบรม หรือไปทำหน้าที่ผมก็ตามไปด้วยตลอด จำได้ว่าเวลาคุณพ่อไปสนามกีฬา ผมจะชอบไปนั่งเล่นอยู่ใต้โต๊ะผู้ตัดสินที่ 4 จนอายุสักประมาณ 15 ปี ก็ได้ลองทำหน้าที่กรรมการในฟุตบอลนักเรียน รุ่นอายุ 12 ปี ได้เงินค่าจ้าง 250 บาท

250 บาทสำหรับเด็กคนหนึ่ง ในยุคนั้นก็ถือว่าเยอะมากแล้ว ผมจึงเริ่มสนใจผู้ตัดสิน เพราะเป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย วิ่งกับพ่อทุกเช้าอยู่แล้ว แค่ลงไปวิ่งในสนาม แถมได้เงิน แต่ตอนนั้นผมแทบไม่รู้รายละเอียดของการเป็นผู้ตัดสินเลย จังหวะวิ่งอะไรมั่วมาก รู้แค่ว่าประมาณไหนคือฟาวล์ แบบไหนคือล้ำหน้า

 

หลังจากนั้นก้าวมาสู่เส้นทางการเป็นผู้ตัดสินอาชีพได้อย่างไร

ชีวิตวัยรุ่นของผมจะดูงงๆนิดนึง ตอนอายุ 18 ปี ผมเข้าไปมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโควต้านักกีฬากอล์ฟ เพราะว่าตีกอล์ฟมาตั้งแต่เด็ก แต่ในปีนั้น ผมตัดสินไปสอบผู้ตัดสินกับสมาคมฟุตบอลฯ ตามเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ว่า ต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป ปรากฎว่าสอบผ่าน จึงได้เป็นผู้ตัดสินของสมาคมฯ

ในสมัยนั้น มีการแบ่งระดับออกเป็น 4 เกรด ได้แก่  ผู้ตัดสินสมาคมชั้นที่ 1-3 และผูัตัดสิน FIFA ฉะนั้นอย่างเร็วสุดที่สามารถเป็นผู้ตัดสิน FIFA ได้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี เพราะคุณต้องมีคุณสมบัติเป็น ผู้ตัดสินชั้น 3 อย่างน้อย 2 ปี, ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 1 อย่างน้อย 1 ปี

ช่วงที่เรียน ผมจึงต้องไปทำหน้าที่ ผู้ตัดสินฟุตบอล ตั้งแต่ถ้วย ง. ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้เป่า ดิวิชั่น 2 (ไทยลีก 3-4 เดิม), ดิวิชั่น 1 (ไทยลีก 2 เดิม) จนมาถึงไทยลีก ควบคู่กับการเล่นกีฬากอล์ฟเป็นตัวแทนให้ มหาวิทยาลัย รวมถึงการเดินทางไปอบรมผู้ตัดสินตามคอร์สต่างๆ

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมอยากมุ่งมั่นมาเอาดีในอาชีพผู้ตัดสินเต็มตัว เกิดขึ้นใน ระหว่างที่ผมถูกส่งไปอบรมอยู่ในโครงการ AFC Project Future Referees รุ่นปี 2010 ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น AFC Referee Academy

โครงการนี้ AFC จะให้ชาติสมาชิกส่งผู้ตัดสินอายุน้อยที่ยังไม่เป็น ผู้ตัดสินระดับ FIFA เพื่อมาอบรม และเลือกเก็บคนที่มีศักยภาพไว้สอนต่อ เป็นเวลา 2 ปี คัดออกไปเรื่อยๆ จาก 70 คน เหลือที่สำเร็จการศึกษาพร้อมกันในรุ่นผมแค่ 11 คน ซึ่งผมได้เป็นหนึ่งในนั้น

 

เกิดจุดเปลี่ยนอย่างไร คุณไปเห็นอะไรมา?

ตลอดเวลาที่อยู่ในโครงการ AFC Project Future Referees ผมได้เห็นผู้ตัดสินหลายๆคน ที่มีศักยภาพสูงมาก ทำให้ผมมีแรงกระตุ้นอยากแข่งขันกับ กรรมการต่างชาติ อยากให้เขารู้ว่า ผู้ตัดสินจากประเทศไทยก็มีศักยภาพที่ดีเหมือนกัน ตั้งแต่นั้น ผมมีความกระหายอยากเป็นผู้ตัดสินระดับนานาชาติ

ในปี 2013 ผมได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ผู้ตัดสินระดับ FIFA ตามเกณฑ์อายุที่เขากำหนดว่าต้องไม่ต่ำกว่า 25 ปี ณ ตอนนั้นที่ได้เป็น ผูัตัดสินระดับ FIFA  ผมอายุ 25 ปี 1 เดือน ผ่านเกณฑ์พอดี ปีต่อมา (2014) สมาคมฯ ได้ส่งผมไปสอบเป็นผู้ตัดสินระดับ FIFA Elite (ผู้ตัดสินนานาชาติขั้นสูง) ซึ่งผมสอบผ่านได้เป็น FIFA Elite ในปีนั้น

ผู้ตัดสิน FIFA Elite ต่างกับ ผู้ตัดสิน FIFA ตรงที่สามารถทำหน้าที่ในเกมอย่างเป็นทางการของ AFC (สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย) ได้ทั้งหมด ทั้ง AFC Cup, AFC Champions League รวมถึงฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ส่วนผู้ตัดสินระดับ FIFA ธรรมดา ลงตัดสินได้แค่เฉพาะในเกมอุ่นเครื่อง และรายการที่จัดโดย AFF (สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน)

ทุกอย่างมันดูเหมือนเร็วมาก แต่นั่นเป็นเพราะผมเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนแรกๆที่ได้เป็น ผู้ตัดสิน FIFA ผมเคยมีความคิดว่า ตัวเองเก่ง มีฝีมือไม่ธรรมดา หากเทียบกับอายุ แต่พอผมไปสอบผ่าน FIFA Elite ได้ไปเข้าคอร์สอบรมกับทาง AFC

รอบๆตัวเรามีแต่ผู้ตัดสินฝีมือดีทั้งนั้นเลย ได้เห็น เบนจามิน โจ วิลเลียมส์ ผู้ตัดสินจากออสเตรเลีย, อาลีเรซา ฟากานี ผู้ตัดสินอิหร่าน ที่ทั้งคู่เคยไปทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายมาแล้ว ณ ตอนนั้นความรู้สึกที่ตัวเองแน่แล้ว หายไปเลย พอได้เข้ามาสัมผัสจริงๆ ก็รู้ได้ทันทีว่า เรายังห่างกับเขาอีกเยอะมาก แต่เชื่อว่าตัวเองสามารถไปถึงจุดนั้นได้ ในสักวันหนึ่งเมื่อเราโตขึ้น

จนมาวันหนึ่งผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเรายังไม่ได้เป่าใน AFC Champions League สักที ทั้งที่เราก็ลงเป่าใน AFC Cup มาตลอด 2 ปี ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เหมือนเราย่ำอยู่กับที่

จนกระทั่งในปี 2017 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้เชิญ มิสเตอร์ฟาฮัด อับดุลลาเยฟ ที่มีประสบการณ์คลุกคลีกับผู้ตัดสินแถวหน้าของเอเชีย มาหลายคน มาเป็นที่ปรึกษา ผมจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ AFC คาดหวังในตัวผู้ตัดสินมีอะไรบ้าง

 

แสดงว่าตอนนั้นรู้ว่าตัวเองยังมีข้อบกพร่อง ที่ทำให้ AFC ไม่เลือกดันเราขึ้นไปทำหน้าที่รายการใหญ่

ใช่ เราเทสต์ร่างกายผ่านทุกครั้ง แต่บางเกมที่ลงไปตัดสิน เรากลับรู้สึกเหนื่อยมากเลย ทั้งที่สภาพร่างกายเราโคตรฟิตเลยนะ จนได้มารู้สาเหตุว่า เป็นเพราะเราไม่เข้าใจฟุตบอลมากพอ เราไม่รู้ว่าฟุตบอลในยุคนี้เล่นกันอย่างไร เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ รู้แค่กติกา กับตัดสินตามที่สายตาเห็น

แต่ผู้ตัดสินระดับท็อปของเอเชีย เขาศึกษา ตั้งแต่แท็คติกทีม ระบบการเล่น ของแต่ละทีมเป็นอย่างไร ใครเป็น นักเตะตัวหลัก ใครคือผู้เล่นที่สร้างปัญหาให้คู่แข่งได้มากสุด รู้แม้กระทั่ง ถ้าแมตช์นี้ ทีมหนึ่งที่ใช้ระบบ 4-3-3 เจอกับอีกทีมที่เล่นระบบ 4-4-2  มีพื้นที่ตรงไหนในสนามบ้างที่ต้องระวังการปะทะกันของแผงมิดฟิลด์

ในขณะที่เราฝึกซ้อม เราทำซ้ำๆทุกวัน แต่มันกลับไม่พัฒนาขึ้นเลย ผมจึงตัดสินไปจ้าง เทรนเนอร์ส่วนตัว มาช่วยทำให้ร่างกายเราดีขึ้น

ที่ผ่านมาอดีตผู้ตัดสินไทย จะมาจากอาจารย์พละฯ หรือนักฟุตบอลที่เลิกเล่น ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ แต่ปัจจุบันผู้ตัดสิน คือ นักกรีฑาที่รู้กติกา และเข้าใจว่าฟุตบอลเล่นกันอย่างไร เพราะค่าเฉลี่ยการวิ่งต่อเกมของผู้ตัดสินมันเพิ่มจากอดีตที่อยู่ประมาณ 7-8 กิโลเมตรต่อเกม มาเป็น 10-12 กิโลเมตรต่อเกมในระดับนานาชาติ

ดังนั้นคนที่เป็น "ผู้ตัดสินอาชีพ" ไม่ใช่ "อาชีพผู้ตัดสิน" ต้องทำงานอย่างหนัก และดีขึ้นในทุกๆวัน อีกอย่างเรามีแรงบันดาลใจที่อยากดึงความยิ่งใหญ่ของวงการผู้ตัดสินไทยกลับมาให้อีกครั้ง เพราะหลังจากหมดยุคของ อ.ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ และ อ.ปรัชญา เพิ่มพานิช ผู้ตัดสินไทยที่ไปยืนในจุดนั้นมันหายไป ถ้าเราสามารถทำได้ คงเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจไม่น้อย

 

อยากให้เล่าขั้นตอน กว่าที่ผู้ตัดสินคนหนึ่งจะขยับจากการทำหน้าที่ใน AFC Cup มาเป็น AFC Champions League  ต้องผ่านกระบวนการใดบ้าง

ทาง AFC จะมีการให้คะแนน ผู้ตัดสิน ทุกนัดที่ลงตัดสินในรายการ AFC Cup เพื่อนำมาพิจารณาช่วงปลายปีว่า ใครดีพอที่ขยับไปทำหน้าที่ใน AFC Championship ฤดูกาลต่อไปบ้าง?

โดยส่วนใหญ่ ผู้ตัดสินใน AFC Cup จะถูกส่งไปทำหน้าที่ในฟุตบอล รุ่น U-16, U-19 ชิงแชมป์เอเชีย อย่่างตัวผม ได้ไปทำหน้าที่การแข่งขัน รุ่น U-16 ที่ประเทศอินเดีย ครั้งแรก ตอนปี 2016 ครั้งนั้นเฟลมาก เพราะตัดสินไม่ดี โดนส่งกลับหลังจบรอบแรก ส่วนผู้ตัดสิน 3 คนที่ลงทำหน้าที่ในรอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศ ปีต่อมาถูกขยับขึ้นไปเป่าใน AFC Champions League

ต่อมา ผมได้ไปทำหน้าที่ใน U-19 ชิงแชมป์เอเชีย คราวนี้เหมือนเดิมเลย ผู้ตัดสินที่เป่ารอบรองฯ กับรอบชิง 3 คน ถูกดันไปเป่า ACLในปีต่อมา พอเราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เป่าใน AFC Champions League ผมก็เลยต้องจ้างโค้ชส่วนตัว, พยายามพัฒนาทั้งด้านร่างกาย และเทคนิคมากขึ้น เพราะยังมีเวลาอีกประมาณ 2 ปี ก่อนที่การแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รุ่น U-16 กับ U-19 จะมาถึง

ซึ่งมันก็เริ่มเห็นผล เพราะตั้งแต่ปี 2014 ที่ผมตัดสินใน AFC Cup ผมไม่เคยได้ทำหน้าที่ในรอบน็อกเอาท์เลย จนมาในปี 2018 ผมได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรก หลังจากนั้น ผมมีชื่อไปทำหน้าที่ รายการ U-19 ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อปีที่แล้ว ที่อินโดนีเซีย

พูดแล้วยังขนลุก ผมกับบอกพี่มด สุรเดช (มั่นวิมล) ที่สนิทกันก่อนเดินทางว่า หากผมไม่ได้ตัดสินในรอบชิง U-19 “ผมจะขอไม่กลับไทย” ผมจะเกิดหรือดับก็อยู่ที่รายการนี้ เพราะผมรู้ดีว่า ถ้าครั้งนี้ผมคว้าโอกาสไว้ไม่ได้ อีกสองปีข้างหน้ามันคงสายไปแล้ว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณย่ำอยู่กับที่นานเกินไป AFC จะไม่หันกลับมามองคุณอีก

มันเหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ ของผม หลังจบรอบแบ่งกลุ่ม AFC เก็บผู้ตัดสินไว้ 9 คน พักผมไว้ในรอบ 16 ทีม รอบ 8 ทีม ตอนนั้นก็คิดว่าผมมีโอกาสเกิน 80 เปอร์เซนต์ที่จะได้เป่าคู่ชิง แต่ยอมรับว่าต้องลุ้นจนถึงวันสุดท้าย เพราะประเทศไทย ไม่ได้มีกำลังภายในที่ AFC เราไม่มีผู้บริหารที่อยู่ตรงนั้น โอกาสที่ได้เป่าในคู่ชิงก็ยากเหมือนกัน

พอถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ผมก็ยังถูกพักอยู่ จนสุดท้าย AFC ก็เลือกเราเป่าคู่ชิงจริงๆ ก็มั่นใจแล้วว่า ปีหน้า ผมได้ลงทำหน้าที่ ใน AFC Champions League แน่นอน

 

สิ่งที่ AFC มองหาในตัวผู้ตัดสิน ก่อนเลือกใครสักคนไปทำหน้าที่ในรายการอย่างเป็นทางการ คืออะไร? ทำไมเขาถึงเลือกแค่ไม่กี่คนจะได้ไปทำหน้าที่ตรงนั้น จากจำนวนผู้ตัดสินที่มากมายหลายคนในทวีป

หากเป็นเมื่อก่อน AFC ต้องการผู้ตัดสินที่มีความฟิต และแม่นกติกา แต่ปัจจุบันในทุกๆ หัวข้อที่มีการอบรม สิ่งที่ AFC เน้นย้ำมากที่สุดคือ ผู้ตัดสินต้องมีความเข้าใจฟุตบอลและผู้เล่น รองลงมาคือเรื่องความฟิต

อีกส่วนหนึ่งคือ ประสบการณ์ ที่คุณต้องใช้เวลาสั่งสม ยกตัวอย่างในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2018 มีผู้ตัดสินเอเชียได้ไปทำหน้าที่ 5 คน อายุน้อยสุดคือ 39 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ผู้ตัดสินพีคมากสุด คล้ายๆนักฟุตบอลพีคตอนอายุ 27 ปี

ตอนที่ผู้ตัดสินอายุ 39 ปี คุณมีทั้งบารมี ประสบการณ์ แม้ว่าความเร็ว ความฟิต ความปราดเปรียวในสนาม อาจไม่เท่ากับตอนอายุ 31-32 ปี แต่คุณสามารถบริหารจัดการเหตุการณ์ต่างๆในสนามได้ดี เข้าใจฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง  ดังนั้น ผู้ตัดสิน จึงเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลามากพอสมควร กว่าจะสร้างกรรมการคนหนึ่งให้เก่งได้

 

คุณมีวิธีการฝึกซ้อมหรือเตรียมตัวอย่างไรในแต่ละสัปดาห์

สัปดาห์หนึ่ง ถ้ามีเกมให้เป่า 1 คู่ ผมต้องมีเวลาฝึกซ้อมอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เฉลี่ย 4 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ในแต่ละสัปดาห์เราต้องถามตัวเองก่อนว่า 8 ชั่วโมงหลังจากนี้ เราจะทำอะไรบ้าง จะเติมเต็มส่วนไหนที่ยังขาด เพราะผู้ตัดสินแต่ละคนขาดไม่เหมือนกัน

ในการฝึกซ้อมของผมจะมี 4 ส่วน 1.ฝึกความคงทน 2.ฝึกความคล่องตัว 3.ฝึกความแข็งแรง 4.ฝึกความเร็ว เมื่อก่อนผมมีปัญหาเรื่องความคล่องตัว ผมเป็นคนที่สามารถวิ่งได้ตลอดทั้งเกม แต่ไม่มีความคล่องตัวในการเปลี่ยนทิศทางระยะใกล้ๆ หรือในจังหวะสวนกลับเร็ว อาจต้องปรับโปรแกรมซ้อม เพิ่มเติมเรื่องความคล่องตัวเข้าไป ถ้าเป็นสัปดาห์ที่มีเป่า 2 เกม สิ่งสำคัญคือการพักผ่อน และฟื้นฟูร่างกาย

รวมถึงเรื่องการควบคุมอาหาร เพราะผู้ตัดสินจะมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์สุดในช่วง 1-2 วันก่อนเกม นอกเหนือจากการฝึกซ้อมด้านร่างกาย ในทุกๆสัปดาห์ ผมจะต้องเข้าออฟฟิศ บ.ไทยลีก เพื่อเข้ามานั่งทำคลิป ตัดต่อคลิปเอง เพื่อนำไปศึกษา หรือดูข้อบกพร่องของตัวเอง

 

อธิบายได้ไหมว่า ทำไมบางครั้งผู้ตัดสินที่อยู่ในสนาม กับผู้ชมที่นั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ หรือมุมกล้องถ่ายทอดสด ถึงเห็นไม่เหมือนกัน และมองว่ากรรมการตัดสิน “ค้านสายตา” ?

ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ อัตราการเต้นของหัวใจมนุษย์มีอยู่ 5 ระดับ โดยปกติในหนึ่งเกม ผู้ตัดสินจะมีช่วงอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ ในระดับ 4 ที่เป็นช่วงสีส้มประมาณ 75-80 เปอร์เซนต์ กับระดับที่ 5 สีแดง  ดังนั้นถ้าอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด อยู่ที่ 190 ครั้ง/นาที อัตราการเต้นของหัวใจผู้ตัดสิน ในตอนลงทำหน้าที่ถ้าเป็นระดับที่ 4 ก็อยู่ราวๆ 160 ครั้ง/นาที

เมื่อหัวใจเต้นระดับนี้แล้ว ตามหลักวิทยาศาสตร์ มันจะไปกระทบเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจ ดังนั้นผู้ตัดสินอาชีพ จึงต้องฝึกฝนร่างกายตัวเองให้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ ในช่วงเสี้ยววินาที กับภาพที่เห็น ในขณะที่ต้องวิ่ง และอัตราการเต้นของหัวใจสูงมากขนาดนี้

การฝึกซ้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อก่อนผมไม่รู้เลยว่า ผู้ตัดสินระดับโลก เขาฝึกซ้อมอย่างไร แต่ปัจจุบันเมื่อเรารู้วิธีการแล้ว เราก็ต้องมาสร้างแบบฝึกขึ้นมา เช่น ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ผมจะกลับไปซ้อมวิ่งที่บ้าน โดยให้คุณพ่อตั้งกรวย 4 สี ลองวิ่งด้วยความเร็วประมาณนี้ เมื่อถึงจุดสุดท้ายก่อนเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง คุณพ่อจะชูกรวยที่วางอยู่กับพื้น 2 อันขึ้นมา แล้วให้เขาหันไปตอบทันทีว่า 2 อันที่หายไป เป็นสีอะไรบ้าง ?

ดังนั้นในแต่ละการตัดสินใจของผมในสนาม ไม่ได้ออกมาจากพรสวรรค์ ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันออกมาจากการทำงานหนักจริงๆ ซึ่งตรงนี้คนดูเขาไม่รู้หรอกว่า ผู้ตัดสินฝึกซ้อมทำอะไรบ้าง ? อย่างที่สองทำอย่างไรให้ตัวเองสามารถเห็นเกมได้ทั้งหมด

ในตอนฝึกซ้อม ผมพยายามเปลี่ยนจุดโฟกัสทุกๆ 5 วินาที เพราะการซ้อมแบบธรรมดา เราจะได้แค่พละกำลัง แต่ไม่ได้สอนให้สมองและร่างกาย ปรับตัวให้พร้อมสำหรับเกมการแข่งขันจริงๆ

เพราะผู้ตัดสินไม่ได้มีแค่ทักษะการเคลื่อนที่อย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมี Decision-Making (การตัดสินใจ) ที่ถูกต้องด้วย บอกตรงๆ ผู้ตัดสินบางเหตุการณ์มองไม่เห็นหรอก แต่ทำไมเขาถึงรู้ว่าเป็นจังหวะ แฮนด์บอล

เพราะเราไม่ได้ฝึกฝนแค่ร่างกาย เราฝึกฝนด้านเทคนิคด้วย อย่างตัวผม ผมเป็นคนดูคลิปฟุตบอลเยอะ ในแต่ละสัปดาห์ สมมุติเราพลาดในจังหวะแฮนด์บอล ก็ดูคลิปแฮนด์บอลบ่อยๆ

บางครั้งผู้เล่นอยู่ในจุดอับ แต่ทำไมเราถึงเป่าให้แฮนด์บอล เพราะเรารู้ว่า ถ้าลูกฟุตบอลโดนส่วนแข็งของร่างกาย ความเร็วจะไม่เปลี่ยน เช่น บอลโดนศีรษะ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม หากความเร็วเปลี่ยนไป เท่ากับว่าจังหวะนั้น ลูกฟุตบอล โดนส่วนนิ่มของร่างกาย เช่น แขน เป็นต้น

 

แรงกดดันที่ผู้ตัดสินไทยเจอมีมากแค่ไหน

ถ้าเทียบกันแล้ว แมตช์ที่ลงทำหน้าที่ตัดสินในไทย กับเกมในระดับเอเชีย อย่างหลังกดดันน้อยกว่าอีกนะ เพราะอย่างแรกประเทศไทย เราเป็นสังคม Seniority (ให้ความเคารพตามอาวุโส) มีรุ่นพี่ รุ่นน้อง มีความเกรงใจซึ่งกันและกัน

ส่วนการไปทำหน้าที่ในต่างประเทศ ง่ายกว่า เพราะเราไม่รู้จักใครเลย ก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองไป ตัดสินจบก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว แต่ถ้าเป็นบ้านเรา โทษนะครับ ยังไงเราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด เจอกันอยู่อย่างนี้ ความเด็ดขาดในสนาม จึงกลายเป็นการประนีประนอมกันมากกว่า

การตัดสินฟุตบอลในไทย มีแรงกดดันที่มากกว่าการตัดสินในต่างประเทศอยู่แล้ว อีกอย่างต้องบอกว่า ผู้บริหาร คนทำทีมฟุตบอล ทุกคนเป็น ผู้มีอิทธิพลทั้งหมด ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉะนั้นการที่ผู้ตัดสินไทยคนหนึ่ง ที่เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้มีอิทธิพลอะไร ก็ต้องมีความกังวลอยู่แล้ว

ในช่วง 5-6 ปีก่อนหน้านี้ มันมีข่าวคราวที่ไม่ดีนัก ในเรื่องที่ผู้ตัดสินโดนทำร้าย ออกจากสนามไม่ได้ ใครอยากไปทำหน้าที่แล้วออกจากสนามฟุตบอลไม่ได้บ้างละ ทุกคนมีครอบครัว มีคนทีอยู่ข้างหลังที่ต้องดูแล

 

เคยเจอประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม?

เป็นเรื่องปกติ ยิ่งสมัยเป่าอยู่ดิวิชั่น 2 การรักษาความปลอดภัยแทบไม่มี กว่าจะออกจากสนามได้ ต้องรอเจ้าหน้าที่ รปภ. ตำรวจ มาคุ้มกัน เรื่องความกลัวมีอยู่แล้วเป็นธรรมดา โชคดีที่คุณพ่อจะตามไปด้วยตลอด แล้วนั่งอัดในวิดีโอ บวกกับคุณพ่อเป็นที่รู้จักในวงการฟุตบอล

แรงเสียดสี การกระทบกระทั่งที่ผมเจอ จึงมีน้อยกว่าผู้ตัดสินท่านอื่น ที่ต้องเผชิญชะตาด้วยตัวเอง บางคนโดนผู้มีอิทธิพลเข้ามาข่มขู่ในห้อง จะเดินลงสนามก็พูดว่า “ตัดสินให้ดีนะ มึงจะออกจากสนามไหม” โอ๊ย มีสารพัดต่างๆนานาที่กรรมการไทยโดนข่มขู่

 

ต้นตอมันเกิดจากการที่ ผู้ตัดสิน ไม่ได้รับการยอมรับ และความเคารพน้อยกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า?

ปัญหามันเกิดจากความรู้สึกที่วันนี้ หลายๆทีม คิดว่าการเป็นเจ้าบ้านต้องได้ประโยชน์ พอมีการตัดสินผิดพลาด ออกผิดฝั่ง จากเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆ เขาไม่คิดว่าเป็น Human Error (ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจของมนุษย์) เขากลับไปฝังใจคิดว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลัง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า มันมีข่าวคราวไม่ดีเรื่องการล้มบอล ข่าวผู้ตัดสินอื้อฉาว

ไม่ผิดที่เขาจะคิดแบบนั้น แต่พอเขาคิด มันก็กลายเป็นแรงผลักให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นในสนาม แล้วความรู้สึกที่ไม่เชื่อมั่นผู้ตัดสินไทย มันทับถมมานานเป็น 10 ปี จนถึงจุดที่ว่าการจะเรียกศรัทธาจากคนในวงการต่อผู้ตัดสิน ไม่สามารถทำได้แค่ปีเดียว

อย่างในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้ตัดสินมีการพัฒนานะ เรามีผู้ตัดสินที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ไม่เพียงพอกับจำนวนแมตช์ในแต่ละปี และการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของฟุตบอลไทย ช่วง 3 ปีหลัง ผู้ตัดสินออกไปอบรม ไปแคมป์ผู้ตัดสินเยอะมากนะ แต่ของแบบนี้ต้องใช้เวลา กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

 

เห็นด้วยกับคอมเมนท์แฟนบอลไทยบอกว่า “ผู้ตัดสินใน AFC Champions League ให้ฟาวล์ยาก ผู้ตัดสินไทยให้ฟาวล์ง่าย” หรือไม่ ?

เรื่องนี้เป็นนโยบายของ AFC เขามองเห็นว่าปัญหาที่ทีมจากเอเชีย สู้ยุโรปไม่ได้ เป็นเพราะผู้เล่นนอนกันเยอะ มีการหยุดเกมบ่อย เขาจึงทำแคมเปญ “60 Minutes” เพื่อผู้เล่นใช้เวลาเล่นในสนามต่อหนึ่งเกมมากกว่า 60 นาที และทุกๆปีจะมีการเซ็ทมาตรฐานใหม่

ดังนั้นถูกต้องแล้ว ใน ACL มีการเป่าฟาวล์ยากมาก เพราะเขารู้ว่าผู้ชมต้องการดูฟุตบอลที่เอนเตอร์เทน อยากดูการยิงประตู ถ้าเกมๆหนึ่งไม่ได้ยินเสียง นกหวีดผู้ตัดสินเลย เขาคงรู้สึกสนุกมาก เพราะเกมมันไหลลื่น ไม่มีใครเขาเสียเงินอยากมาดูนักฟุตบอลนอนหรอก

นั่นทำให้เราพยายามยกระดับการตัดสิน เริ่มให้ฟาวล์ยากขึ้น เพื่อให้ผู้เล่นรู้ว่า ถ้าคุณพยายามเล่นที่บอล อาจมีกระทบกระทั่งบ้าง หากยังไม่เสียเปรียบ เราก็จะปล่อยให้เกมเล่นต่อไป AFC จึงมองว่า ผู้ตัดสิน เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยพัฒนาผู้เล่น และผลักดันให้นโยบายนี้สำเร็จ ใน ACL เตะกันแทบตายยังไม่ค่อยฟาวล์เลย เพราะเขาอยากให้ฟุตบอลไหลลื่น

ส่วนในบ้านเรา ต้องยอมรับก่อน ในปัจจุบันผู้เล่นไทย มีความเป็นมืออาชีพสูงขึ้น หากเทียบกับหลายปีก่อน แต่อาจเป็นเรื่องของ ศักดิ์ศรี เราถูกสอนกันมาว่า มีรุ่นพี่ รุ่นน้อง ไม่เหมือนต่างประเทศที่พี่เตะน้อง น้องเตะพี่ เป็นเรื่องปกติ เพราะเขาคือนักฟุตบอลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเมืองไทย น้องหวดพี่ พี่ก็จะรับไม่ได้ เกิดการเอาคืนกัน

เราดูออกว่ามีความพยายามเล่นนอกเกม ถามว่าในต่างประเทศมีไหม ก็มีนะ แต่คงน้อยมาก เพราะเขาโฟกัสกับเกมฟุตบอลมากกว่า ถ้าเราใช้สแตนด์ดาร์ด ACL มาตัดสินในไทยลีกนะ รับรองต่อยกันยับ ผมเคยนั่งคุยกับ โฮเวิร์ด เว็บบ์ ในแคมป์ผู้ตัดสินที่อังกฤษ

วันนั้นมีเกม UEFA Champions League มาร์ก แคทเทนเบิร์ก ลงเป่า ผมถาม เว็บบ์ ว่า ทำไมจังหวะแบบนี้ในบอลยุโรป แคทเทนเบิร์ก ถึงเป่าใหฟาวล์ แต่พอกลับไปเป่าในอังกฤษ บางครั้งกระโดดเสียบขาคู่ใส่ เขายังไม่ให้ฟาวล์เลย เขาบอกผมว่า นโยบายแต่ละที่ไม่เหมือนกัน อย่างในอังกฤษ เขาต้องการฟุตบอลเอ็นเตอร์เทน ฉะนั้นยังเล่นได้ เล่นไป

แต่พอ ผู้ตัดสินอังกฤษ มาเป่าเกมระดับนานาชาติ ก็จะลดสแตนดาร์ดตัวเองลงมา ถ้าประมาณนี้ให้ฟาวล์แล้วนะ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ตัดสินอาชีพต้องมาประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศ โดยที่อยู่ภายใต้กรอบของกติกาฟุตบอล

 

การสื่อสาร น่าจะเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญของผู้ตัดสิน อยากรู้ว่าเวลาอยู่ในสนาม นักฟุตบอลกับกรรมการสื่อสารอะไรกัน ?

เรื่องที่ผู้เล่นทุกคนอยากรู้คือ ทำไมเราถึงตัดสินใจแบบนี้? การที่เขาเข้ามาหาเรา เพราะเขารู้สึกว่า จังหวะนั้นน่าจะเป็นอีกอย่าง เขาต้องการทราบเหตุผล ถ้าเราอธิบายเขาได้ นักบอล เขาก็จบตรงนั้น อย่างที่ผมบอก นักเตะไทยมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ผมเห็นผู้ตัดสินหลายคน พอนักฟุตบอลเดินไปหา กลับเลือกที่จะเดินหนี หรือชักใบเหลืองใส่ ใช่ เรากับนักฟุตบอลมีขอบเขตอยู่ แต่ถ้าเรายังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์นั้น เราควรเป็นมิตรกับเขา ในคอนเซปท์ของผม ก่อนที่จะได้ความเคารพจากนักฟุตบอล เราต้องให้ความเคารพเขาก่อน

การที่เข้ามาถามหรือพูดคุย ถ้ามันยังอยู่ภายใต้กติกา ไม่ได้หยาบกร้าวเกินไป เราควรจะพูดคุยกับเขา แล้วหลังจากนั้น เราจะคุยกับเขาง่ายขึ้น รวมถึงได้รับความเชื่อถือจากเขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าเราตัดสินผิดพลาดจริงๆ การขอโทษในสนามไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลย

ผมยังเคยขอโทษผู้เล่นในสนาม "น้อง พี่ขอโทษจริงๆ จังหวะเมื่อกี้พี่ไม่มั่นใจจริงๆ" ด้วยความที่นักฟุตบอลไทยมืออาชีพขึ้น ถ้าเรายอมรับผิด เขาก็จบ ต่างจากเมื่อสัก 4-5 ปีที่แล้ว ถ้าคุณขอโทษผู้เล่นในสนามนะเหรอ? คุณเตรียมออกมาโดนรอกระทืบหน้าสนาม เพราะเขาคิดว่าคุณจงใจตัดสินผิด

ทุกวันนี้ ถ้าผิดก็ขอโทษไป ทุกอย่างจบ ถ้าเขาเห็นต่างกับเรา ก็อธิบายให้เขาเข้าใจ ถึงแม้เขาจะอ่านกติกาเล่มเดียวกับเรา แต่เขาไม่รู้หรอกว่า FIFA เขาตีความกฏ กติกา แต่ละข้ออย่างไร เขาไม่รู้ลึกเท่าเรา เราก็ต้องสื่อสารกับเขาให้เขาเข้าใจ

 

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ไม่มีผู้ตัดสินไทยไปเป่าใน AFC Champions League นานถึง 15 ปี

ผมไม่ได้คิดว่า วงการผู้ตัดสินไทยแย่ลงนะ เพียงแต่ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ชาติอื่นเขาพัฒนาขึ้นเยอะมาก และมีแนวทางที่ชัดเจน ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี ผู้ตัดสินฝั่งอาหรับ ที่ผู้ตัดสินบ้านเขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ส่วนประเทศไทย เรามีผู้ตัดสิน FIFA Elite แค่ 2 คน ผม กับ พี่มงคลชัย (เพชรศรี) ซึ่งกระบวนการจาก FIFA ธรรมดา มาเป็น Elite มันยาก แต่ละประเทศส่งได้ปีละ 2 คน ไปรวมทุกชาติในเอเชีย อย่างในรุ่นผม สอบเป่า 2 นัด ผ่าน 35 คน มาเข้าแคมป์ทดสอบอีก 5 วัน สุดท้ายคนที่ผ่านได้เป็น FIFA Elite รุ่นนั้นมีแค่ 6 คนเอง ผมคิดว่าปัญหาหลักของผู้ตัดสินไทยคือเรื่องภาษา

 

องค์ประกอบสำคัญที่ผู้ตัดสินอาชีพระดับสากล ควรต้องมีในมุมมองของคุณ

อย่างแรก ความซื่อสัตย์ คุณเปรียบเหมือนตุลาการผู้พิพากษาในสนาม คุณมีกติกาในมือ ต้องซื่อสัตย์กับอาชีพ อย่างที่สองต้องมีความเข้าใจฟุตบอล รู้ว่าอะไรคือธรรมชาติฟุตบอล อะไรคือสิ่งที่ผิดธรรมชาติ อย่างที่สามคือระเบียบวินัย คุณหยุดซ้อมไม่ได้ ตราบใดที่นักฟุตบอลยังไม่หยุด เขามี 11 คนในสนาม สามารถเปลี่ยนตัวตลอด แต่ผู้ตัดสินเปลี่ยนตัวไม่ได้

รวมถึงต้องหมั่นศึกษาฟุตบอล กฎ กติกา อยู่สม่ำเสมอ ทำอย่างไรก็ได้ ให้ชีวิตผู้ตัดสินอยู่ในตัวคุณ อย่างเวลาดูฟุตบอล คนอื่นอาจดูผู้เล่นอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ เล่นเกมรุกสวยงาม แต่คุณต้องดูฟุตบอลเพื่อใช้สำหรับการตัดสิน ดูว่าแต่ละทีมเล่นอย่างไร ถ้าในสถานการณ์นี้ คุณจะอยู่ตรงไหนสนามของสนาม

 

ในที่สุดวันที่คุณรอคอยก็มาถึง ที่ได้เป็นคนไทยคนแรกรอบ 15 ปี ลงทำหน้าที่ในเกม AFC Champions League

สำหรับผมความทรงจำที่ดี เกิดขึ้นวันนี้ก็จริง แต่วันพรุ่งนี้มันก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านมาแล้ว เป็นเรื่องราวใหม่ๆ ผมมองว่าแมตช์นี้ เป็นก้าวแรก ไม่ใช่ว่าผมเป็น ผู้ตัดสินระดับโลกแล้ว ก็ดีใจที่คว้าโอกาสนี้ได้ เป็นรางวัลที่ตอบแทนความพยายายามอย่างหนักตลอดหลายปีท่ผ่านมา

หลังจากนี้ เราก็ต้องกลับไปทำงานให้หนักกว่าเดิม เพื่อต่อยอดในโอกาสต่อๆไปที่เขามา เพราะผมก็เหมือนกับผู้ตัดสินทั่วโลก ที่อยากไปทำหน้าที่เป็น ผู้ตัดสินในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ไม่ใช่ผู้ตัดสินประจำ VAR ไม่ใช่ผู้ตัดสินที่ 4 ต้องเป็นผู้ตัดสินที่ 1 เท่านั้น

แต่การจะไปทำหน้าที่ตรงนั้น ต้องอาศัยหลากหลายปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ อย่างในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา เอเชียของเรามีผู้ตัดสินที่เกรดเดียวกับคนที่ได้ทำหน้าที่มากถึง 15 คน บอลโลกจึงเป็นเรืองของบุญวาสนาด้วย

ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องการ และคาดหวัง คือ ต้องได้ทำหน้าที่เป็น ผู้ตัดสินในนัดชิง AFC Champions League สักครั้ง หากเรามัวแต่นั่งคิดอย่างเดียวมันคงไม่เกิด แต่ถ้าเราเราต้องลงมือทำด้วย ผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง