mainstand

Inspiration

“หมอเอก” ดร.เอกภพ เพียรพิเศษ : จากแพทย์สนามบอลไทยสู่ ว่าที่ ส.ส.



“หมอเอก” ดร.เอกภพ เพียรพิเศษ กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่สร้างความฮือฮาที่สุด ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา


 

เมื่อผู้สมัครที่มีโปรไฟล์เป็นเพียง แพทย์สนามฟุตบอล สามารถคว้าชัยในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (เชียงราย เขต.1) ด้วยการเอาชนะ 2 ผู้สมัครตัวเต็งอย่างอย่าง นายสามารถ แก้วมีชัย จากพรรคเพื่อไทย และ นางรัตนา จงสุทธานามณี จากพรรคพลังประชารัฐ

Main Stand เดินทางมาพูดคุยกับ ว่าที่ ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ถึงวันที่เขามี สองบทบาท ที่เขาต้องรับผิดชอบ จากนายแพทย์ผู้ดูแลนักกีฬาในสนามฟุตบอล สู่หน้าที่ใหญ่ขึ้นในการเป็น ส.ส.ที่ต้องดูแลทุกข์ สุข และเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่  

 

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับ ชัยชนะในการผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ตอนนี้หลายคนรู้จักคุณในฐานะว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่ จากเชียงราย แต่บางคนอาจไม่รู้ว่า คุณทำงานและคลุกคลีอยู่กับวงการฟุตบอลไทยมานานพอสมควร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

หากนับกันจริงๆ ผมคลุกคลีอยู่กับในวงการฟุตบอลมานานเกินสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ สร้างสนามฟุตบอลให้กับเด็กๆเยาวชนที่อำเภอเทิง (จังหวัดเชียงราย) ให้ได้มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย เพราะผมชอบฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กที่โตมากับการ์ตูนซึบาสะ แต่ว่าฝีเท้าเราไปไม่ถึง พอโตมาก็ยังวนเวียนอยู่กับวงการฟุตบอล

อย่างตอนที่ผมไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเทิง ผมได้ทำโปรเจคสร้างสนามฟุตบอลในพื้นที่โรงพยาบาลขึ้นมา โดยได้เงินสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆในพื้นที่ พอสร้างสนามเสร็จ ผมก็ไปดึงเด็กๆเยาวชนในพื้นที่มาฝึกฟุตบอล ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กที่ไม่ได้ติดตัวโรงเรียนหรือเล่นบอลไม่ค่อยจะเป็นมาฝึกมาซ้อม โชคดีเราได้โค้ชทวิช (ทวิช ไกลถิ่น) ที่เป็นเพื่อนของผมมาสอนเด็กๆพวกนี้  

แรกๆก็ส่งแข่งในพื้นที่อำเภอเทิง เราแพ้ตลอดในช่วงแรก จากแพ้ขาดลอยก็พัฒนามาสู้ได้และแพ้น้อยลง และพัฒนามาเป็นทีมแถวหน้าของอำเภอเทิง และเราก็ขยับส่งทีมเข้ามาแข่งในตัวจังหวัด นั้นก็ทำให้ผมได้มีโอกาสรู้จักกับคนในวงการฟุตบอลของจังหวัดเชียงราย

ผมเป็นคนที่ชอบฟุตบอล ถึงขั้นที่ว่า ตอนที่ผมเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลเทิง เวลาคัดลูกจ้างไม่ว่าจะเป็น คนขับรถ คนสวน ผมจะเลือกเอาคนที่เล่นกีฬาเป็นอันดับแรกๆ จะบอกว่าผมเน้นเลยก็ได้  ไม่รู้นะผมพิสูจน์มาแล้วว่า คนที่เล่นดนตรี หรือกีฬา คนพวกนี้จะมีจิตใจที่เป็นสาธารณะ เวลาเราขอความช่วยเหลือจากคนพวกนี้แทบไม่เคยถูกปฎิเสธเลย พนักงานเหล่านี้ถูกผมจับมาเล่นฟุตบอลหมด

 

ทราบว่าชอบฟุตบอลมาก ถึงขั้นได้เข้าไปอยู่สโมสรฟุตบอลอาชีพ และทีมชาติไทย

อย่างที่บอกละ กีฬาฟุตบอลทำให้ผมรู้จักคนเยอะ เริ่มจาก ผมมีโอกาสได้เข้าไปช่วยทำทีมฟุตบอลของราชภัฏเชียงราย น่าจะเป็นคนแรกๆเลยมั้ง ที่ให้เบี้ยเลี้ยงซ้อมนักกีฬา เด็กของเราก็ก้าวไปติดทีมจังหวัดกันเยอะ จนมาวันหนึ่ง ผมถูกพวกรุ่นพี่ในวงการฟุตบอลของจังหวัด ชวนไปเตะฟุตบอลที่สิบสองปันนา (ประเทศจีน) ก็มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกัน

พอดีผมเอ่ยปากบอกว่าอยากจะทำทีมฟุตบอลอาชีพ พวกพี่ๆที่ไปด้วยกันก็เชียร์ เอาเลย เอาเลย ก็เลยส่งทีมฟุตบอลเข้าแข่งขันฟุตบอลอาชีพในนามสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงราย  ชื่อทีม เชียงราย เอฟซี ฉายา แมงป่องไฟ

ส่วนทีมชาติไทย ผมได้รับการชักชวนจากคุณฮั่น (มิตติ ติยะไพรัช) ให้เข้ามาเป็น นายแพทย์ประจำทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี เมื่อปี 2011 แล้วก็ทำงานตำแหน่งนี้ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ผมเป็นแพทย์สโมสรให้กับทีมในเวลาต่อมา

 

คุณมีบทบาทอะไรในสโมสร เชียงราย เอฟซี ตอนนั้น

ผมเป็นประธานสโมสรเชียงราย เอฟซี คนแรก เราเริ่มกันในปี 2010 หลังจากเชียงราย ยูไนเต็ด 1 ปี ซึ่งจริงๆแล้วผมก็มีทีมฟุตบอลของผมอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว คือจริงๆเราก็หาทางเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลอาชีพอยู่ก่อนแล้ว

ผมโทรไปหาพี่อรรณพ (อรรณพ สิงห์โตทอง) เขาก็แนะนำให้เริ่มจากฟุตบอลถ้วย ง. ที่เป็นการแข่งขันระดับสมัครเล่นก่อน แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นมา

โชคดีด้วยที่ผมได้เจอกับพี่น้อย (ทนุเกียรติ จันทร์ชุม) ซึ่งเป็นคนเชียงราย และเดินทางกลับบ้านพอดี ได้มีโอกาสคุยกัน พี่น้อยแนะนำให้เขียนแผนโครงการทีมฟุตบอลอาชีพ ส่งให้กับ สมาคมฟุตบอลและ กกท. กว่าจะผ่านยากมาก พรีเซนต์หลายรอบกว่าจะได้สิทธิ์ส่งทีมเข้าแข่งขัน

แต่ผลงานไม่ไหวเลย (หัวเราะ) การทำฟุตบอลอาชีพหนักกว่าที่คิดเยอะ ไม่ง่ายเหมือนทำบอลสมัครเล่น โดยเฉพาะการหาสปอนเซอร์ยากมาก เพราะคนส่วนใหญ่ กลัวเรื่องการเมืองเพราะคิดว่าทีมเราเป็นขั้วตรงข้ามกับ เชียงราย ยูไนเต็ด ยิ่งผมไม่ได้เป็นนักการเมืองมาทำฟุตบอลด้วยยอมรับว่าหนัก

ทำได้แค่ปีกว่าๆ ก็ต้องถอนตัวออกมา ปีนั้นเชียงราย เอฟซี ขาดทุนไปมากกว่า 3 ล้านบาท อาจจะดูน้อยนะ แต่เยอะสำหรับพวกผมเหมือนกัน จริงๆก็ไม่ใช่เงินของผมทั้งหมดหรอก ก็ได้หลายคนช่วยกัน สัดส่วนของผมอาจจะเข้าเนื้อไม่มาก แต่เจ็บตัวอยู่เหมือนกัน

คุณเชื่อไหม...ผมหมดเงินไปกับการทำบอลครั้งนั้นมากกว่าการใช้หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้เสียอีก เราไม่มีการจ่ายเงินซื้อเสียง เราไม่มีระบบหัวคะแนน เราใช้ป้ายหาเสียงให้น้อยที่สุด

 

จากแพทย์สนามประจำทีมฟุตบอล แล้วอะไรทำให้คุณตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมือง เพราะมันดูห่างกันมากเลยนะ?

จริงๆ แล้ว ไม่เคยมีความคิดเลยที่จะเข้ามาเป็นนักการเมือง แต่คนเราพอถึงช่วงเวลาหนึ่งจะต้องหันมาสนในเรื่องราวของการเมือง เพราะนี่คือเรื่องสำคัญของประเทศ ผมก็ติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเหมือนกับคนทั่วๆไป ถึงอย่างไร อาชีพนักการเมืองก็ไม่เคยอยู่ในหัวอยู่ดี

เมื่อปีที่แล้วผมก็นั่งอ่านข่าวสารทางเฟซบุ๊กทั่วๆไปตามปกติ พอดีไปเจอคลิปๆหนึ่งมีคนแชร์กันเยอะพอสมควร เป็นคลิปของ คุณเอก ธนาธร (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) ไปออกรายการอะไรสักอย่าง พอดูจบแวบแรกที่ฉุดขึ้นมาทันทีก็ ไอ้หมอนี่มันเป็นใครวะ

จากนั้นผมก็ค้นหาประวัติว่าเป็นใครมาจากไหน และก็ได้ติดตามมาโดยตลอด เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ดี ก็คิดตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจะเลือกพรรคนี่ล่ะ เพราะเป็นพรรคการเมืองรูปแบบใหม่ที่ประเทศเราไม่เคยมีมาก่อน ผมเองก็มีความคิดไปทางในทางพรรคอนาคตใหม่

ผมนึกถึงคำพูดของ คุณอรรถณพ (สิงห์โตทอง) เคยบอกผมเมื่อสักสิบปีที่แล้วว่า ถ้าอยากรู้เรื่องฟุตบอลก็ต้องเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในวงการฟุตบอล หรือหากอยากรู้เรื่องอะไร ก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงการนั้นๆ

ผมตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เพราะก็ติดตามข่าวสารการเมืองมาโดยตลอด แต่ไม่รู้เลยว่า จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นไร ก็นึกถึงคำแนะนำของคุณอรรณพ ที่เคยบอกว่า ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรก็ต้องเข้าไปอยู่ตรงนั้นให้ได้ ผมก็เลยพาตัวเองเข้ามาอยู่สนามการเมือง

 

จากวันนั้น คุณเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ได้อย่างไร

ผมก็ศึกษาข้อมูลของพรรคอนาคตใหม่ จนได้ทราบว่า พรรคมีการสมัครสมาชิก ผ่านทางเว็บไซต์ ผมก็เลยตัดสินใจสมัครทันที พอกรอกประวัติข้อมูลส่วนตัวอะไรเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะคลิ๊กยืนยันการสมัคร ช่องล่างสุดจะมีให้บันทึกข้อความ

ผมก็พิมพ์ไปเลยว่า ผมพร้อมที่จะลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคอนาคตใหม่ ตอนนั้นก็ไม่คิดหรอกว่าจะได้ลงหรือไม่ อย่างน้อยขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรค

พอดีเป็นจังหวะที่ทางพรรคอนาคตใหม่เดินทางมายังจังหวัดเชียงราย และได้มีการเรียกผมเข้าไปนั่งคุยถึงแนวทางในการทำงาน พอคุยกันเสร็จเขายินดีให้ผมลง ส.ส. ในที่เชียงราย ผมได้รับเลือกเป็นคนแรกๆ เลยนะว่าจะลงเขตไหน

 

คู่แข่งขันของคุณในเขต 1 นี่หนักมากเลยนะ มีทั้งคุณรัตนา (จงสุทธานามณี) และคุณสามารถ (แก้วมีชัย) ซึ่งมีภาษีและเป็นที่รู้จักของผู้คนมากกว่าคุณ

ตอนที่ตัดสินใจลงเขต 1 เพื่อนๆหรือคนรอบข้างก็บอกว่าจะดีเหรอ ทำไมไม่ลงเขตอื่นที่มีโอกาสชนะมากกว่า ก่อนที่ผมจะลงสมัครผมทำการบ้านมาแล้วว่า เขตที่ผมจะมีโอกาสชนะมากที่สุดก็คือเขต 1 นี่ละ

ผมเก็บข้อมูลการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พบว่าเชียงรายเขต 1 พบว่ามีเปอร์เซ็นต์ Vote No (ไม่ออกเสียง) เยอะมาก

อีกอย่างการเลือกตั้งครั้งนี้มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็น First-Time Voter (ผู้ใช้สิทธิ์ครั้งแรก) จำนวนมาก หากเราสามารถดึงคะแนนเหล่านี้มาได้ เราก็มีโอกาสชนะ แล้วเราก็ทำได้ตามที่คิดจริงๆ อีกอย่างคงเป็นเพราะกระแสของพรรคด้วย ที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่เบื่อการเมืองในแบบเดิมๆ

มันเหมือนกับกีฬาฟุตบอล ก่อนแข่งเราก็ต้องมีการประเมินว่าเรามีโอกาสชนะมากน้อยแค่ไหน ยิ่งหากรู้ข้อมูลคู่ต่อสู้ได้มากเท่าไหร่ก็มีโอกาสชนะมากเท่านั้น ก็เหมือนที่ว่า รู้เขารู้เรา นั่นละ

ถ้าเป็นการแข่งขันฟุตบอล เราเหมือนอยู่ในกรุ๊ปออฟเดธเลย คู่แข่งก็มีทีมอย่าง เรอัล มาดริด และเปแอสเช ส่วนเรานะหรอก ทีมอะไรดี เออ... (หยุดคิดสักครู่หนึ่ง) ก็คงเชียงราย ยูไนเต็ด นี่ละ ฮ่าๆๆ หรือไม่ก็เอาทีมชาติไทยไปสู้กับทีมพวกนี้

 

คุณเปรียบเทียบว่าตัวเองเป็นทีมเล็ก แล้วทีมเล็กแบบคุณ มีแท็คติก วิธีการอย่างไร ถึงไปชนะทีมใหญ่ได้

เราต้องประมาณตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ในเชิงกีฬาที่สู้กันในสนาม หากเราเป็นทีมเล็กแล้วเล่นตามเกมทีมใหญ่ ไม่มีทางที่จะชนะได้หรอก ทีมใหญ่เขาบุกเข้าใส่เรา เราจะไปบุกสู้เขาก็คงไม่ได้

เช่นเดียวกันการเมืองหากเราไปเดินตามเกมพรรคใหญ่ๆ ก็ไม่มีทางชนะเช่นกัน เราต้องรู้ศักยภาพของตัวเองก่อนว่ามีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร แล้วเราก็ใช้จุดเด่นของเราเข้าสู้

จุดเด่นของพรรค อนาคตใหม่ คือเราได้ใจคนรุ่นใหม่ เรามีโซเซียล เราก็ต้องใช้จุดนี้ ก็เหมือนกัน หากเป็นทีมฟุตบอลเรามีกองหน้าเร็วๆสักคน ก็ต้อง แทงบอล โยนบอล และใช้ประโยชน์จากกองหน้าของเราให้ได้มากที่สุด

ถ้าเปรียบเป็นวอลเลย์บอล หากเราตัวเล็กกว่า เราก็ต้องอาศัยการเล่นบอลให้เร็ว ใช้ความคล่องตัวที่มี หรือจะต้องมีวิธีการโจมตีคู่ต่อสู้ที่หลากหลายขึ้น ซึ่งผมตั้งใจว่าอย่างไรก็จะต้องเดินเข้าไปผู้คนในพื้นที่ ให้ได้มากที่สุด

 

หมอสนามมีหน้าที่ช่วยเหลือนักกีฬา ส.ส.มีหน้าที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน คุณคิดว่าสองหน้าที่ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

ช่วงที่เดินหาเสียง ก็มีคนถามมาว่า จะเลิกเป็นหมอแล้วเหรอ? ผมก็ตอบไปว่าไม่ได้เลิก ตอนนี้ประเทศป่วย ขออนุญาตไปรักษาประเทศก่อน

สำหรับผมไม่ได้แตกต่างกัน มันคือการทำงานเหมือนกัน แต่ต่างกันที่รูปแบบการทำงานเท่านั้น อย่างตอนที่ผมเป็นแพทย์ประจำทีมชาติ แล้ววิ่งลงไปในสนาม มีความรู้สึกว่าเราคือส่วนหนึ่งของทีม ที่กำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนไทย หรือเป็นตัวแทนหมอ เช่นเดียวกัน ตอนนี้ผมก็คิดว่าผมกำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน

 

อยากทราบความรู้สึก ตอนที่เป็น นายแพทย์ยืนข้างสนาม ลุ้นให้ทีมฟุตบอลตัวเองชนะ กับ ตอนลุ้นผลคะแนน ตอนที่ตัวเองเป็น ผู้สมัคร ส.ส. อันไหนตื่นเต้นกว่ากัน

ฟุตบอลตื่นเต้นกว่า ผมว่าการลุ้นกีฬาเนี้ยมีผมมีอารมณ์ร่วมกับมันมากกว่า อย่างตอนเป็นแพทย์ทีมชาติ เวลาทีมได้ประตูเราก็จะกระโดดดีใจตามไปด้วยกับเขาเหมือนกับว่าเราคือนักกีฬาคนหนึ่ง ก็คงไม่ต่างจากแฟนบอล

อีกอย่างฟุตบอลเราต้องลุ้นไปด้วยแบบวินาทีต่อวินาทีในสนามแข่ง ส่วนการลุ้นคะแนนเลือกตั้งเราทำอะไรไม่ได้แล้ว รอแค่เพียงผลอย่างเดียว

ย้อนไปตอนนับคะแนนเลือกตั้งที่ผ่านมา ช่วงประมาณ 2-3 ทุ่มที่คะแนนเริ่มนำผู้สมัครคนอื่น และมีโอกาสเป็นผู้ชนะ ก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจนะ แต่พอการนับคะแนนใกล้เสร็จ พอรู้ว่าเราชนะ ก็ตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาทันที

ส.ส.นี่เขาทำหน้าที่อะไรกัน ภาพที่เราเคยเห็นก็คือเข้าไปนั่งในสภา ทำนู้นทำนี่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ยัง งงๆ อยู่เหมือนกันว่าพอเข้าไปแล้วจะทำอะไรบ้าง รู้อย่างเดียวคือเข้าไปเป็นกระบอกเสียงของ คนเชียงราย ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกผมนะ คนที่ไม่ได้เลือกผมก็ถือว่าผมเป็นตัวแทนของพวกเขา

 

สิ่งที่คุณอยากทำอะไร หากได้รับการรองรับเป็น ส.ส. จริงๆ

ที่คิดไว้ก็มีเยอะเลย ปัญหาที่เราอยากจะเข้าไปช่วยแก้ไข แต่ก็ไม่รู้ว่าพอเข้าไปจริงๆแล้วจะทำได้หรือไม่? จะเจอขวากหนามอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้าง ส่วนตัวแล้วผมเข้าไปในฐานะตัวแทนของคนเชียงราย ก็ต้องมองถึงปัญหาคนในพื้นที่เป็นอันดับแรก และในฐานะ หมอ คนกีฬา ก็มีสิ่งที่อยากทำหลายเรื่อง

เอาเรื่องใกล้ตัวก่อน ปัญหาหมอกควันในพื้นที่เชียงราย ล่าสุดผมก็ได้มีโอกาสได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นกับองค์กรต่างๆในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จากแตกก่อน เป็นแค่ หมอเอก ไม่มีใครฟังหรอก แต่วันนี้เสียงของเรามีพลังมากขึ้น

เมื่อก่อนผมบ่นอะไรลงเฟสบุ๊ก ไม่มีใครสนใจหรอก แต่วันนี้อะไรที่ผมบ่น แสดงความคิดเห็นลงไป หน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบเรื่องที่ผมบ่นๆไป ก็เริ่มขยับตัวมากขึ้น ผมอาจจะไม่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหา แต่ผมสามารถช่วยเป็นเสียงของประชาชนที่เขาเดือดร้อนได้

ส่วนเรื่องกีฬานั้น ที่คิดไว้ก็เป็น เรื่องของสวัสดิการนักกีฬาทีมชาติ พวกที่เลิกเล่นไปแล้วเราควรดูแลเขาให้ดีด้วย สิทธิ์การรักษาของพวกอดีตนักกีฬาทีมชาติ ทุกวันนี้ใช้สิทธิ์รักษาฟรีแต่ต้องไปที่ กกท. ลองคิดดูหากอยู่เชียงราย จะเดินทางไปรักษาทีหมดค่าเดินทางเท่าไหร่

อีกทั้งความเท่าเทียมกันระหว่างนักกีฬาปกติกับนักกีฬาคนพิการ ค่าตอบแทนทั้งเบี้ยเลี้ยงการฝึกซ้อมรวมไปถึงเงินรางวัลจากการแข่งขันกีฬา ผมว่านักกีฬาคนพิการได้น้อยไป ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาก็ฝึกซ้อมหนักเหมือนกับนักกีฬาปกติ

ส่วนในเรื่องของสมาคมกีฬาต่างๆ เราไปยุ่งมากไม่ได้ และเป็นสิ่งที่นักการเมืองเข้าไปก้าวกาย แต่หากต้องการให้ผมช่วยอะไร หรือมีอะไรที่ผมสามารถช่วยได้ก็พร้อมเต็มที่

 

ปัญหาที่คุณพบเจอทั้งในวงการกีฬา และระดับสังคม ที่อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงคืออะไร

จริงๆผมทำคนเดียวไม่ได้หรอก ทุกคนต้องช่วยกันแก้ และพัฒนา อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะได้มีโอกาสดูเรื่องกีฬามากน้อยแค่ไหน แต่หากมีโอกาสก็จะเอาตัวเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแน่นอน

อย่างเรื่องแพทย์ประจำทีมกีฬา ผมว่า ณ เวลานี้บ้านเรายังน้อยไปหน่อย โดยเฉพาะทีมฟุตบอล ใช่ละ แต่ละทีมอาจจะคิดว่าแพทย์ประจำสโมสรเป็นงบที่สิ้นเปลือง หลายๆทีมอาจจะไม่เห็นความสำคัญในจุดนี้

ความจริงแล้ว แพทย์ประจำทีมสำคัญมาก ลองนึกว่านักกีฬาสักคนยกตัวอย่างใกล้ตัวก็นักฟุตบอลนี่ละ เขามีอายุการใช้งานกี่ปีกัน นี่คือช่วงเวลาที่เขากอบโกยรายได้ให้กับตัวเอง ถ้าเกิดเขาเจ็บขึ้นมา บางคนสภาพกลับมาไม่ได้เหมือนเดิม หรือบางคนถึงกับต้องเลิกเล่นเลยก็มีมาแล้ว

หากแต่ละทีมให้ความสำคัญเรื่องนี้ อาการบาดเจ็บของนักกีฬา แพทย์ประจำทีม หรือแพทย์สนาม ก็จะช่วยบรรเทาได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญแพทย์สนามจำเป็นต้องรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื่องต้นให้กับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บ นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมอยากจะช่วยวงการกีฬา

ไม่ใช่แค่นักกีฬานะ คนที่เข้ามาดูกีฬาในสนามด้วย บางสนามมีคนเข้ามาดูกีฬาเป็นหมื่นคน หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา แพทย์ที่มีอยู่จะช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหรือไม่

ต่างประเทศ เขาจะแยกแพทย์ทีมกีฬากับแพทย์ประจำสนามออกชัดเจน ส่วนวงการกีฬาบ้านเรายังไม่ให้ความสำคัญ อาจเป็นเพราะยังไม่เคยเกิดเรื่องขึ้น

 

คิดอย่างไรกับสภาพฟุตบอลไทยบ้านเราที่คนการเมือง นิยมลงมาทำทีมฟุตบอล

ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ที่วงการกีฬาได้นักการเมืองเข้ามา ทำให้วงการกีฬาเดินไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น แต่...นักการเมืองที่เข้ามาก็ต้องแยกแยะ คำว่า กีฬา กับ การเมือง ออกจากกันให้ได้ก่อน

นักการเมืองมาทำกีฬาเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องเก็บเรื่องการเมืองเอาไว้ข้างนอก อย่านำเข้ามาอยู่ในวงการกีฬา

 

หลายคนมักพูดกันว่า การเมืองกับกีฬาไม่ควรยุ่งกัน คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดนี้

เราต้องขีดเส้นก่อนระหว่าง การเมืองกับกีฬา อย่างที่บอกนักการเมืองมาทำกีฬาผมว่าดี แต่ต้องไม่นำความขัดแย่งเรื่องการเมืองมาสู่กีฬา และต้องไม่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

หรือแม้แต่การนำอำนาจ อิทธิพลจากการเป็นนักการเมือง มาใช้กับกีฬา สิ่งนี้ต้องเอาออกไปให้ได้ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้คนมองว่า การเมืองไม่ควรยุ่งกับกีฬาก็เพราะจุดนี้ด้วย

มีผู้สนับสนุนอีกมากมาย หรือคนที่อยากจะเข้ามาวงการกีฬาอีกหลายคน ไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเรื่องการเมืองหากเราลบภาพเหล่านี้ได้ จะทำให้วงการกีฬาไปได้ไกลกว่านี้ อีกอย่างหนึ่ง องค์กรกีฬามีกฏชัดเจน ในเรื่องนี้ด้วย

 

นอกเหนือจากฟุตบอล มีกีฬาอะไรที่คุณสนใจอีก

ผมอาจจะคลุกคลีในวงการฟุตบอลมานาน แต่จริงๆแล้วก็ติดตามกีฬาหลายชนิด เป็นคนชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว

ตอนนี้ก็อยากจะทำกีฬาอื่นให้บูมเหมือนกับฟุตบอล โดยเฉพาะวอลเลย์บอล พอดีมีรุ่นน้องที่รู้จักกันทำทีมวอลเลย์บอล แล้วอยากให้การแข่งขันวอลเลย์บอลอาชีพได้รับกระแสมากกว่านี้ ผมคิดว่า วอลเลย์บอลก็เป็นไปได้

หากดูจำนวนคนดูที่เข้าชมการแข่งขันวอลเลย์บอลลีกบ้านเรา ก็มีจำนวนเยอะ บางสนามคนดูเต็มเลยนะ ผมว่าถ้าผลักดันกันดีๆ เราสามารถสร้างวอลเลย์บอลลีกอาชีพบ้านเราให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน หรือระดับเอเชียก็ได้

หรือจะเป็นบาสเกตบอล ที่อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร แต่คนที่ดูกีฬาบาสก็มีจำนวนมากนะ หากมีการขยายทีมขยายสนามออกไปสู่ต่างจังหวัดให้ได้มากกว่านี้ วงการบาสก็มีโอกาสโตขึ้นไปอีก

มีอีกหนึ่งสิ่งที่คิดไว้นะ แต่ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสทำหรือทำได้หรือไม่ อยากจะผลักดันให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนวงการกีฬาให้ได้มากกว่านี้ ลองดูซิ ก็มีไม่กี่เจ้าที่เข้ามาสนับสนุนทีมฟุตบอล หากจะให้วงการกีฬาจำนวนคนสนับสนุนต้องมากกว่านี้

 

จะเพิ่มได้อย่างไร ?

รัฐก็ต้องช่วย อย่างเช่นเป็นคนช่วยจับคู่ให้ระหว่างธุรกิจเอกชนกับทีมกีฬา ให้ทั้งสองเป็นพาร์ทเนอร์กัน อาจจะเป็นธุรกิจในท้องถิ่นในพื้นที่ของทีมกีฬานั้น ภาคเอกชนช่วยดันกีฬา กีฬาก็จะช่วยสนับสนุนธุรกิจนั้นๆ การจะถึงภาคเอกชนเข้ามาก็ต้องมีอะไรล่อใจให้พวกเขาเข้ามา

 

สุดท้ายครับประชาชนจะได้เห็นอะไร จากคนวงการกีฬาที่ก้าวมาทำงานการเมือง

ทุกวันนี้ที่เราเห็นกันหรือมักพูดๆกันว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีน้ำใจนักกีฬา แต่ลองพลิกกับกันนะ ถ้าเอาคนคนที่มีน้ำใจนักกีฬามาเล่นการเมือง เราก็จะได้นักการเมืองที่ดี ไม่รู้นะส่วนตัวผมคิดว่าคนที่อยู่ในวงการกีฬาจะต้องมีเรื่องของ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย อยู่ในตัวอยู่แล้ว และที่สำคัญจะสู้กันในเกมในกติกา



ชื่นชอบบทความนี้ของ : พีรวัตร สืบสวัสดิ์นิติกุล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง