mainstand

Inspiration

ปูมิ - ปรัชญ์ภูมิ : จากแฟนมวยปล้ำหน้าจอสู่ 'WWE' สมาคมอันดับหนึ่งของโลก



WWE (ดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูอี) คือสมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก ไม่มีแฟนมวยปล้ำคนไหนในประเทศไทยไม่รู้จักสมาคมนี้ หรือต่อให้ไม่ได้เป็นแฟนมวยปล้ำ หลายคนก็ยังรู้จักชื่อของ WWE ผ่านชื่อของเหล่านักมวยปล้ำชื่อดังอย่าง เดอะ ร็อค, จอห์น ซีน่า หรือบาติสต้า ที่กำลังโลดแล่นเป็นดาราอยู่บนจอภาพยนตร์

 


แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนมวยปล้ำไทยไม่รู้ มีคนไทยคนหนึ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมงานร่วมกับ WWE ในฐานะทีมงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างลับๆ โดยที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน

ปูมิ - ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต คือชื่อของชายคนนี้ จากชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่เป็นเพียงแฟนมวยปล้ำหน้าจอ กับเส้นทางการทำงานมวยปล้ำที่เริ่มต้นเพียงอยากเจอนักมวยปล้ำตัวเป็นๆ สู่การร่วมงานกับค่ายมวยปล้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Main Stand จะพาไปพูดคุยกับ คนไทยที่ได้ทำงานกับ WWE กับบทบาทหน้าที่อันหลากหลาย ที่ทำให้ชีวิตของเขาได้ประสบการณ์ที่ล้ำค่าและเห็นมุมมองใหม่ในการทำงานที่หาที่ไหนไม่ได้ นอกจากสมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก

 

โชคชะตาพาสู่วงการมวยปล้ำ

“ผมเริ่มดูมวยปล้ำตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพราะมีพี่ชายเป็นคนชอบดูมวยปล้ำ เราก็เลยต้องดูมวยปล้ำตามพี่ ไปร้านเช่าวีดีโอก็เช่ามวยปล้ำมาดู” ปูมิเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเขากับมวยปล้ำ

“จนกระทั่ง 5 ขวบ ได้มีโอกาสดูศึก Halloween Havoc (ฮาโลวีน ฮาว็อค) ปี 1995 ของสมาคม WCW (ดับเบิ้ลยูซีดับเบิ้ลยู) แล้วมันจะมีตอนที่ ฮ้องค์ โฮแกน ไปสู้กับไจแอ้นท์ (หรือบิ๊กโชว์ในปัจจุบัน) บนดาดฟ้าของตึก แล้วสุดท้ายไจแอ้นท์โดนอัดร่วงลงจากดาดฟ้า”

“แต่ตอนคู่เอกท้ายรายการ ไจแอ้นท์มันยังกลับมาปล้ำกับโฮแกนได้อีก เลยรู้สึกตื่นเต้นกับมวยปล้ำ รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่สนุกมาก จุดนี้เป็นความประทับใจแรกของตัวเองกับมวยปล้ำ จากนั้นก็ติดตามมวยปล้ำมาตลอด ดูตามวีดีโอ ตามช่องเคเบิ้ล พ่อแม่ชวนไปเที่ยวไหนก็ไม่ไป เพราะรอดูรายการมวยปล้ำทางช่องเคเบิ้ล”

ปูมิ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นความหลงใหลในกีฬามวยปล้ำ และกลายเป็นแฟนมวยปล้ำตัวยงมาตั้งแต่นั้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคม WCW, WWE หรือ TNA (ทีเอ็นเอ) เขาก็ติดตามมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งจากแฟนมวยปล้ำธรรมดาๆเขาได้กระโดดเข้ามาเป็นคนทำงานในวงการมวยปล้ำไทย ด้วยความบังเอิญแบบเหมือนโชคชะตาลิขิตไว้

“ตอนนั้นปี 2010 ผมกำลังจะนั่งรถตู้กลับบ้านที่นครปฐมจากอนุสาวรีย์ฯ ก็นั่งเล่นมือถือแล้วเจอว่า เคิร์ต แองเกิ้ล (นักมวยปล้ำระดับตำนานของ WWE และ TNA) มาที่ไทยและกำลังทำกิจกรรมที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เราคิดว่าอยากเจอเคิร์ต ไหนๆมาไทยทั้งที บ้านราชวิถีก็ใกล้กับอนุสาวรีย์ฯ เลยไม่กลับแล้วนครปฐม ไปหาเคิร์ต แองเกิ้ลแทน”

“เราไม่รู้หรอกว่าไปแล้วจะโดนเขาไล่กลับไหม พอไปถึงเราก็บอกเขาว่าเราเป็นแฟนมวยปล้ำ ไม่ได้เป็นสื่อ แค่อยากมาเจอเคิร์ต พอนักข่าวเขารู้ว่าเราเป็นแฟนมวยปล้ำ เขาก็ให้เราช่วยดูคำถามที่เขาจะถามเคิร์ตให้หน่อย ก็ได้ช่วยเขาแก้คำถามไปเยอะ เพราะนักข่าวทั่วไปเขาไม่รู้จักมวยปล้ำ เลยได้เข้างานไปเจอเคิร์ต”

“พอเข้างานไป ด้วยความที่นักข่าวทั้งงานไม่ใช่สายมวยปล้ำ ไม่มีใครสามารถคุยกับเคิร์ตได้เลย เขาให้ผมไปคุยกับเคิร์ตแทน ทาง TNA (สมาคมที่เคิร์ตปล้ำให้ในเวลานั้น) เห็นว่าเราคุยกับเคิร์ตได้ เขาเลยให้เราเป็นคนคอยสัมภาษณ์ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกของการทำงานในวงการมวยปล้ำ”

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ปูมิผ่านงานหลายอย่างมากมายในวงการมวยปล้ำ ไล่ไปตั้งแต่ ล่าม, คนดูแลนักมวยปล้ำ, นักพากย์, โปรดิวเซอร์รายการ, ผู้จัดการค่ายมวยปล้ำ ยันคนประกาศชื่อนักมวยปล้ำบนเวที ผ่านการร่วมงานกับหลากหลายสมาคมทั่วโลก จนสุดท้ายเส้นทางสายนี้ก็พาเขาไปบรรจบกับค่ายมวยปล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่าง WWE

 

เป็นสายลับของ WWE

“หน้าที่ของ Street Team (สตรีททีม) คือการเป็นคนที่ช่วยคอยสอดส่องดูแล เก็บข้อมูลทุกอย่างในพื้นที่การดูแลของเราให้กับ WWE มีหน้าที่จับตาดูวงการมวยปล้ำไทยและเก็บข้อมูลให้เขา เช็คกระแสในโลกอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทุกอย่างที่เขาต้องการ ไปจนถึงหาข้อมูลนักมวยปล้ำท้องถิ่นให้ WWE”

ปูมิ เล่าถึงหน้าที่ของเขาคร่าวๆกับการทำงานกับ WWE ในฐานะสตรีททีมคนหนึ่งในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปูมิเล่าว่า เขาได้เริ่มงานกับ WWE ในปี 2014 หลังจากที่สมาคมจากสหรัฐอเมริกา ประกาศหาผู้มีความรู้ทางด้านมวยปล้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน เนื่องจากตอนนั้น WWE เริ่มมีแผนการเจาะตลาดในภูมิภาคนี้อย่างจริงจัง

“เขาต้องการคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในวงการมวยปล้ำไปทำงานให้กับเขา เพราะเขาไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับภูมิภาคนี้หรือในไทย เขาต้องการคนไปคอยหาข้อมูลและรายงานให้ ซึ่งพอเห็นเขารับสมัครสตรีททีมในไทย ผมก็สมัครไป แล้วก็ได้เป็นสตรีททีม”

“พอเป็นสตรีททีมเราต้องหาข้อมูลให้เขาเยอะมาก เพราะเขาอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมวยปล้ำในไทย เช่น กระแสมวยปล้ำในไทยตอนนี้ รายการมวยปล้ำทางทีวีควรฉายเวลาไหน รายการฉายตรงเวลาหรือเปล่า การโปรโมตรายการในไทยเป็นไปตามที่เขาต้องการไหม หรือมีปัญหาอะไร เขาต้องการรู้ทั้งหมด เราก็ต้องรายงานไป”

“ไม่ใช่แค่เรื่องของมวยปล้ำที่ WWE อยากรู้ เขาอยากรู้เรื่องของวงการกีฬาอื่นในบ้านเราด้วย อย่าง กระแสมวยไทยในบ้านเราเป็นไง คนไทยชอบดูกีฬาไหนในประเทศ ฟุตบอลหรือกีฬาอื่น ตั๋วฟุตบอลในไทยราคาเท่าไหร่ เรื่องแบบนี้เขาอยากรู้ ผมต้องไปหาข้อมูลให้เขาหมด เพราะทุกเรื่องมันส่งผลต่อการทำตลาดของเขาในบ้านเรา”

สิ่งหนึ่งที่น่าสนุก ซึ่งปูมิเราให้ฟังคือ การทำงานของเขาจะให้คนในวงการมวยปล้ำในเมืองไทยรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขากำลังจับตารายงานทุกการกระทำให้ทาง WWE ได้รับรู้ เพราะ WWE ต้องการข้อมูลที่จริงที่สุด จะเรียกว่าเขาเป็นเหมือนสายลับคนหนึ่งของ WWE ที่แฝงตัวในประเทศไทยก็ว่าได้

นอกจากจะเป็นการทำงานในฐานะสตรีททีมจะเป็นคนที่ต้องรายงานเรื่องราวต่างให้กับ WWE แล้ว ปูมิยังสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับแฟนมวยปล้ำไทย ให้ WWE เข้าใจพฤติกรรมการเสพมวยปล้ำของคนในบ้านเราได้ เพื่อให้ WWE สามารถทำตลาดในเมืองไทยได้อย่างถูกต้อง

“สิ่งหนึ่งที่ WWE ไม่เคยเข้าใจเลย คือ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมการฉายมวยปล้ำในไทยต้องมีการพากย์ทับไปอีกที เรื่องนี้ผมต้องเป็นเหมือนกระบอกเสียงคอยพูดให้เขาเข้าใจ ว่าคนไทยยังติดการดูมวยปล้ำแบบพากย์ไทยอ ชอบการมีมุกตลกสอดแทรกในการพากย์ เพราะมันทำให้คนไทยดูมวยปล้ำได้เข้าใจและสนุกมากขึ้น ดีกว่าปล่อยเป็นพากย์ภาษาอังกฤษ ซึ่งคนไทยบางคนอาจจะไม่เข้าใจและทำให้ไม่สนุกกับมวยปล้ำ”

“เวลาผมจะรายงานอะไรหรือบอกอะไรกับทาง WWE ผมต้องคิดก่อนนะ เพราะ WWE เขาให้น้ำหนักกับเราเยอะ เขาเชื่อถือเรา ถ้าเราพูดอะไรที่มันไม่ดีมากออกไป มันอาจจะกระทบต่อภาพของวงการมวยปล้ำไทย”

ไม่ใช่แค่การทำงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่ปูมิยังต้องออกไปทำงานนอกประเทศด้วยในบางครั้ง ในฐานะคนที่คอยรายงานและดูภาพรวมยามที่ WWE มาจัดโชว์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในช่วงที่โปรโมตขายบัตร และในวันที่โชว์จัดจริง

“ตอน WWE มาจัดโชว์ในอาเซียน เขาจะให้ตั๋วฟรีมาให้ผมไปดู เพื่อไปรายงานว่าโชว์ที่มาจัดเป็นยังไง สนุกไหม เราก็บอกเขาตามความจริง แบบนักมวยปล้ำคนนี้เปิดตัวนานมากเลย การจัดแมทช์ปล้ำในโชว์ไม่ดีเลย สิ่งที่ดีคือเขารับฟังเราหมด เขาเชื่อเรา เขาอยากรู้อยากให้เราเล่าหมดเลย”

 

คนไทยก็เกือบได้ปล้ำที่ WWE

หนี่งในหน้าที่ของสตรีททีมก็คือการทำงานในฐานะสตรีททีม คือการเป็นแมวมองคอยสอดส่องหานักมวยปล้ำที่ WWE จะสามารถนำไปร่วมงานด้วยในอนาคต ซึ่งหน้าที่ของปูมิคือการคอยเช็คและดูผลงานของนักมวยปล้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นใน สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ รวมถึงในไทย

เพราะหากจะเจาะตลาดในภูมิภาคนี้แล้ว การมีนักมวยปล้ำอาเซียนไปปล้ำออกจอของ WWE ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด เพราะเคยได้ผลมาได้กับภูมิภาคอื่น

“มีนักมวยปล้ำฮ่องกงคนหนึ่งที่เคยไปปล้ำที่ WWE ชื่อโฮโฮ ลุน ที่ในสายตาแฟนมวยปล้ำทั่วไปรู้สึกว่า คนนี้ไม่เห็นเก่งตรงไหนเลย แต่ที่ฮ่องกงเขาคือเก่งและดังที่สุด ตอนที่เขาไปปล้ำที่ WWE คือกระแสมวยปล้ำที่ฮ่องกงมันก็บูมมาก คนดูกันเยอะ WWE เขาก็ต้องการอะไรแบบนี้จากอาเซียนบ้าง”

ปูมิ เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง WWE เคยจัดรายการชื่อ Cruiserweight Classic (ครุยเซอร์เวท คลาสสิค) ซึ่งเอานักมวยปล้ำตัวเล็กที่น้ำหนักไม่เกิน 205 ปอนด์จากทั่วโลกมาปล้ำกัน และ WWE ก็มีแผนที่จะจัดรายการนี้ในอาเซียน มีแค่นักมวยปล้ำในอาเซียนอย่างเดียวที่จะมาปล้ำกัน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำหน้าที่เป็นแมวมองให้กับ WWE

“หน้าที่ของผมคือการเป็นแมวมองต้องไล่เช็คผลงานการปล้ำของนักมวยปล้ำแต่ละคนว่ามีสไตล์การปล้ำเป็นอย่างไร มีจุดเด่นอะไรในการปล้ำ มีคาแรคเตอร์ตามที่ WWE สนใจหรือเปล่า หรือพอจะสร้างกระแสได้ไหม ก็ต้องรายงานข้อมูลนักมวยปล้ำเหล่านี้ให้กับทาง WWE”

“WWE เวลาเขาจะเอานักมวยปล้ำต่างชาติไปปล้ำในอเมริกา เขาไม่ได้ต้องการนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุดของแต่ละชาติ เขาต้องการนักมวยปล้ำที่ขายได้ มีคาแรคเตอร์ที่เป็นภาพสะท้อนของแต่ละประเทศ นักมวยปล้ำพวกนี้คือคนที่ผมต้องไปหาและส่งข้อมูลให้ WWE”

“ซึ่ง WWE เคยสนใจที่จะเอานักมวยปล้ำไทยไปปล้ำด้วย นักมวยปล้ำที่ชื่อ ‘ปักษา’ เป็นนักมวยปล้ำในค่ายของผมเอง เราก็แอบส่งไป (ฮา) แต่ WWE เขาก็สนใจ เพราะว่าปักษาเป็นนักมวยปล้ำที่มีคาแรคเตอร์เป็นนักมวยไทย มันไปตรงกับภาพจำของชาวต่างชาติพอดีว่าประเทศไทยต้องคู่กับนักมวยไทย” ปูมิเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งคนไทยก็เกือบจะได้เห็นนักมวยปล้ำไทยไปปล้ำในสมาคมอันดับหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตามเมื่อรายการครุยเซอร์เวท คลาสสิค ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ WWE คาดหวังด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้ WWE ตัดสินใจที่จะพับโครงการที่จะจัดรายการนี้ในภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย

ปูมิยอมรับว่า หน้าที่ของเขาในฐานะสตรีททีมที่ร่วมงานกับ WWE ตอนนี้ คือการเป็นแมวมองเป็นหลัก เพราะปัจจุบัน WWE มีเว็บไซต์สตรีมมิ่งถ่ายทอดมวยปล้ำเป็นของตัวเองอย่าง WWE Network (ดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูอี เน็ตเวิร์ค)

ดังนั้น WWE จำเป็นต้องจัดรายการมวยปล้ำจำนวนมากลงเว็บไซต์ของตัวเอง และก็ต้องการหานักมวยปล้ำหน้าใหม่ไปปล้ำในรายการ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้คนดู

ทั้งนี้ ปูมิก็ได้พูดถึงหน้าที่ของสตรีททีมของเขากับ WWE ว่ามีบทบาทน้อยลงกว่าเมื่อก่อน เพราะ WWE ได้หาวิธีทางใหม่ในการเช็คกระแสมวยปล้ำตามภูมิภาคต่างๆ ทำให้การทำงานของเขากับ WWE อาจไม่ได้มีบทบาทมากนัก หากเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้

 

เรียนรู้จากสมาคมอันดับหนึ่ง

การได้ร่วมงานกับ WWE ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าและหากันไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานบริหารค่ายมวยปล้ำอยู่ในปัจจุบันแบบปูมิ เนื่องจากในปัจจุบันปูมิเป็นผู้จัดการของค่ายมวยปล้ำ Gatoh Move Thailand (กาโต้ห์ มูฟ ไทยแลนด์)

สำหรับเขาแล้วการได้เรียนรู้การทำงานแบบมืออาชีพ เข้าใจวิธีการทำงานแบบสมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก ถือว่ามีประโยชน์มาก เพราะสามารถช่วยให้เขาเอาไปปล้ำใช้กับการทำงานในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี

“มันสำคัญกับผมมากการทำงานกับ WWE ได้เห็นมุมมองของเขา เราได้รู้ว่าการทำธุรกิจมวยปล้ำ เขาทำกันอย่างไร วิธีคิดคือต้องทำยังไงให้ได้กำไรมากที่สุด และใช้งบน้อยที่สุด แฟนมวยปล้ำอาจจะคิดว่าอยากทำค่ายมวยปล้ำก็ไปจ้างนักมวยปล้ำทีมีชื่อเสียงมาสิ ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น”

“การจะทำแบบนั้นได้ เราต้องมีรายละเอียด มีข้อมูลมากที่สุด การที่ผมได้เป็นสตรีททีมมันช่วยสอนตรงนี้ ตอนเขามาทำงานตอนแรก ผมไม่เคยเข้าใจเลยเขาจะอยากรู้อะไรนักหนา”

“เช่น มาถามผมว่า นักมวยปล้ำคนนี้ควรถอดเสื้อปล้ำไหม นักมวยปล้ำคนนี้ควรเปิดตัวยังไง เพลงนักมวยปล้ำคนนี้มันดีไหม เขาถามหมด เพราะเขาอยากได้ข้อมูลมากที่สุด เราก็ได้เรียนรู้ตรงนี้”

นอกจากนี้ ปูมิยังเผยว่าเขายังได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบโชว์มวยปล้ำจาก WWE ว่าควรจะออกแบบโชว์ในรูปแบบใด ให้สนุกและเป็นที่จดจำของแฟนมวยปล้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของวงการนี้ เพราะหากโชว์ไม่สนุก แฟนๆก็จะมาติดตามโชว์ต่อไปกันน้อยลง

“การทำโชว์มวยปล้ำมันไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำมวยปล้ำคุณภาพดีทุกแมตช์ในโชว์ งานมันจะออกมาดี มันอาจต้องมีแมทช์ที่มันห่วยบ้าง แมตช์ที่มันตลกบ้าง สร้างความแตกต่างให้กับคนดู”

“บางทีเราอาจต้องสร้างแมตช์ห่วยๆหลายแมตช์ แล้วขอแค่คู่เอกปิดรายการสนุกคู่เดียวพอ คนก็จะจดจำคู่แมตช์คู่เอกได้ แค่นั้นก็พอแล้ว นี่คือสิ่งที่ WWE ให้เป็นประสบการณ์แก่ผม”

ซึ่งปูมิบอกกับเราว่า เขาก็ได้พยายามเอาทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้กับสมาคมมวยปล้ำชื่อดังแห่งนี้ มาปรับใช้กับการทำค่ายมวยปล้ำของเขา มีมุมมองคิดในการทำโชว์มากขึ้น โดยเรื่องการทำโชว์สำหรับปูมิแล้ว ถือเป็นเรื่องที่เขาเอาไปปล้ำใช้ได้จริงมากที่สุด

 

ฝันที่เป็นไปได้ของนักมวยปล้ำไทยกับ WWE

แม้ในปัจจุบันเราจะยังไม่ได้เห็นนักมวยปล้ำไทยไปร่วมงานกับ WWE โดยตรง แต่สำหรับคนที่ทำงานกับ WWE มาตลอดหลายปีอย่างปูมิ มองว่าการที่จะได้เห็นนักมวยปล้ำแดนสยามไปอยู่บนเวทีสี่เหลี่ยมของสมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก ไม่ได้เป็นแค่ฝันแล้วอีกต่อไปในตอนนี้

ปูมิมองว่าในปัจจุบันวงการมวยปล้ำทั่วโลกได้เชื่อมถึงกันมากขึ้น และ WWE เองก็พยายามที่จะหานักมวยปล้ำจากทั่วโลกเข้าไปปล้ำในสมาคมให้มากขึ้นอยู่แล้ว เพื่อสร้างฐานการตลาดของสมาคมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ WWE เดินหน้าต่อไปได้ในธุรกิจของตัวเอง

“แฟนมวยปล้ำต้องการอะไรที่แปลกใหม่ ไม่อยากดูแต่ของซ้ำเดิม WWE ก็ต้องปรับตัว สร้างทางเลือกให้ตอบโจทย์ผู้ชม ตอนนี้ WWE ต้องการแสดงให้เห็นว่าเขามีนักมวยปล้ำที่หลากหลาย ความเป็นไปได้ที่นักมวยปล้ำไทยจะไป WWE มันก็มีมากขึ้น”

“ที่สำคัญตอนนี้ WWE พร้อมเปิดรับนักมวยปล้ำจากค่ายเล็ก ถ้าเขารู้สึกว่านักมวยปล้ำคนนี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาคม อย่างในความคิดผม ถ้าวันนึง WWE เอานักมวยปล้ำไทยไปปล้ำ ผมว่าคนไทยก็จะหันไปสนใจติดตามดู WWE มากขึ้น ถ้าถามผมว่าระหว่างนักมวยปล้ำธรรมดาในค่ายเล็กที่อเมริกา กับนักมวยปล้ำในไทย ผมว่านักมวยปล้ำไทยมีโอกาสได้ไปปล้ำที่ WWE มากกว่า”

อย่างไรก็ตามในแง่ของการที่ WWE จะมาจัดโชว์ที่ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนมวยปล้ำไทยในปัจจุบันต้องการมาก ปูมิกลับมองว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่เราจะได้เห็น WWE กลับมาจัดโชว์ที่ไทยอีกครั้งหลังจากหายไปนับตั้งแต่ปี 2007 เพราะทั้งกระแสมวยปล้ำในไทยที่ตกลงไป รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคมวยปล้ำของคนไทยที่ลดลงด้วย

“WWE ให้ความสำคัญกับการมีมวยปล้ำฉายทางโทรทัศน์มาก ซึ่งในตอนนี้เราไม่มี จุดนี้เลยทำให้ WWE ไม่สนใจจะมาจัดโชว์ที่ไทย เมื่อก่อนคนไทยติดตามมวยปล้ำผ่านเคเบิ้ลทีวี และเรามีแค่เคเบิ้ลทีวีให้ดูเป็นความบันเทิง มวยปล้ำเลยได้รับความนิยม แต่ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ต คนมีทางเลือกที่หลากหลาย กีฬาอื่นในไทยก็ดังขึ้น อย่างเช่น ฟุตบอลไทย”

“ผมรู้สึกว่าคนไทยมองว่ามวยปล้ำไม่สนุกเหมือนเดิม แค่อ่านผลก็พอ หรือดูเป็นคลิปไป ไม่จำเป็นต้องดูทั้งรายการ เอาไว้มีกระแสอยากดูค่อยมาดู อีกอย่างในมุมมองของผม มองว่ากระแสและคุณภาพมวยปล้ำทั่วโลกมันลดลงไปด้วย”

“นอกจากเรื่องกระแส ยังมีเรื่องพฤติกรรมของคนไทยด้วย เรามีคนสมัคร WWE Network แค่หมื่นคน ถามว่ามีคนดูมวยปล้ำในไทยแค่หมื่นคนรึเปล่า มีเยอะกว่านั้น แต่ไปดูบนเว็บเถื่อนกันหมด WWE เขารู้นะเรื่องนี้ไม่ใช่ไม่รู้ ขนาดจ่ายเงินเดือนละ 300 บาท ดูเว็บถูกลิขสิทธิ์ยังไม่ทำเลย แล้ว WWE มาจัดโชว์ในไทย คนดูจะมีซักเท่าไหร่ มันไม่คุ้ม เจ๊งแน่นอนในความคิดเขา”

“สำหรับผม ผมอยากเห็นนักมวยปล้ำไทยไปปล้ำที่ WWE มากกว่า ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ ขอแค่นักมวยปล้ำไทยตั้งใจขยันฝึกซ้อม” ปูมิทิ้งท้ายกับเรา



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง