mainstand

Inspiration

จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ “ผมภูมิใจที่ทำให้คนญี่ปุ่นจดจำเด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้”



4 โมงเย็นตามเวลาท้องถิ่นที่ญี่ปุ่น ในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดตลอดการเล่นฟุตบอลของ นักเตะไทยวัย 20 ปี จากจังหวัดจันทบุรี


 

“จักกิตโตะ โอ่โอ้ จักกิตโตะ” เสียงจากบนอัฒจันทร์ของกองเชียร์ราว 6,300 ชีวิต ส่งตรงมาถึงเขา ภายหลังโฆษกสนาม โคมาซาวะ สเตเดียม ประกาศชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริง ที่มี “จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์” เป็นหนึ่งในนั้น

เซเรโซ โอซากา  U-23 เป็นคู่แข่งในเกมนัดปิดฤดูกาล และนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะได้ค้าแข้งให้กับทีมเมืองหลวงญี่ปุ่นต่อไป เมื่อเกมนี้ดำเนินมาถึงเสียงนกหวีดยาวสุดท้าย อันหมายความว่า สัญญายืมตัวจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด มายัง เอฟซี โตเกียว จะสิ้นสุดลง

จักรกฤษณ์ รวบรวมสมาธิก้าวเดินออกจากห้องแต่งตัว ไปเผชิญหน้ากับ 90 นาทีสุดท้าย ฝ่ามือของเขาสัมผัสกับเหล่าผู้เล่นตัวสำรอง สตาฟฟ์โค้ช ที่ตั้งแถวส่งนักเตะตามธรรมเนียม จนมาถึงคนสุดท้าย “นาโอกิ อางาเนะ” ประธานสโมสร เอฟซี โตเกียว ที่ยกมือไหว้ลูกทีมชาวไทย ก่อนแปะมือส่ง จักรกฤษณ์ เดินลงสู่สนาม

คล้อยหลัง 21 วินาที จากตอนเขี่ยลูกเริ่มเกม โตเกียว ขึ้นเกมมาทางฝั่งซ้าย ยู อินซู เปิดบอลเรียดมาเสาสอง จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ สปีดขึ้นมาสูงจากตำแหน่ง วิงแบ็ก วิ่งเข้ามาแปด้วยเท้าขวา บอลไหลเข้าเสาสอง และหลังจากวินาทีนั้น คือ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่ไม่มีใครพรากไปจากแข้งไทยรายนี้ได้…

“ตอนที่ยิงเข้าประตูไป ท่าดีใจที่เคยคิดว่า ทำจะท่ากางปีก ไม่ออกมาจากในหัวผมเลย ผมยอมรับเลยว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูก ใจสั่น ตกใจไปหมด “นี่กูยิงเข้าจริงๆเหรอ? กูไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?” ผมเคยฝันว่า อยากจะยิงประตูให้ได้สักลูก แต่ไม่คิดว่าจะมายิงได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล หลังจากนั้น สมาธิผมหายไปเลย จนจบเกม ยอมรับว่านัดนั้น เล่นไม่ค่อยดี แต่มันเป็นเพราะผมไม่คาดคิดจริงๆว่าตัวเองจะทำได้”

ลูกยิงดังกล่าวได้ส่งให้ชื่อ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ในวัย 20 ปี กลายเป็นผู้เล่นไทยคนแรกที่ทำประตูได้ใน ฟุตบอลอาชีพ เจ.ลีก นับเป็นประตูที่คุ้มค่ากับหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท ตลอด 6 เดือนแรกในการค้าแข้งที่ญี่ปุ่น

ระหว่างที่กำลังเดินเข้าห้องแต่งตัว หลังจบเกมด้วยชัยชนะ 2-1 เจ้าหน้าที่สโมสร ได้เรียกให้ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เข้าไปพบกับ นาโอกิ อางาเนะ ประธานสโมสรเอฟซี โตเกียว เป็นการส่วนตัว บอสใหญ่ของพลังเพลิง เปิดการสนทนา ด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ตลอดช่วงเวลาที่ย้ายมาอยู่ทีนี่

ก่อนยิงเข้าคำถามสำคัญชนิดที่ “จักกิตโตะ” ตั้งตัวไม่ติดว่า  “ดีใจด้วยที่นายทำประตูได้สำเร็จ แล้วปีหน้านายยังอยากมาเล่นให้เรา ต่ออีกไหม?”

 

ตัวคนเดียว

13 กรกฎาคม 2017 จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เดินทางขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับ ไดกิ โทยามะ ผู้บริหารฝ่ายเทคนิค เอฟซี โตเกียว เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบินนาริตะ ประตูสู่เมืองโตเกียว


Photo : True Bangkok United

ระหว่างที่ นกเหล็ก กำลังลอยอยู่บนอากาศ โทยามะ ได้หันมาพูดคุยกับ แข้งชาวไทย ใจความสำคัญคือการบอกให้เตรียมใจ รับมือในสิ่งที่ต้องเจออีก 5 เดือนข้างหน้า ไม่สิ! ต้องอีก 1 ปีครึ่งหลังจากวันนั้น ว่า “จักกิตโตะ มาอยู่ที่นี่ นายต้องอยู่ตัวคนเดียวนะ เราไม่มีล่ามภาษาไทยให้ ขอให้นายตั้งใจเต็มที่”

โคดาอิระ (Kodaira-shi) เมืองทางฝั่งโตเกียวตะวันตก คือจุดหมายปลายทาง ที่ดาวรุ่งจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ต้องมาใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง แบบไม่มีล่ามช่วยแปลภาษา ในห้องแถวอพาร์ตเมนต์ 5 ชั้น ของสโมสร ที่สร้างไว้ให้เป็นที่พักนักกีฬา ที่ส่วนใหญ่ ผู้เล่นเยาวชน จะเข้ามาพักอาศัยคนละ 1 ห้อง  

จักรกฤษณ์ เอนกายนอนพร้อมความว่างเปล่า และความกังวลมากมายในหัว ต่อชีวิตใหม่ในต่างแดน ที่ไม่มีใครสื่อสารกับเขาด้วยภาษาไทยได้ เขาไม่มีเวลามากนัก ให้นอนคิดมาก เขาจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่หมด ทั้งในและนอกสนาม ก่อนเลกสอง ฤดูกาล 2017 จะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“ช่วงที่ผมย้ายไป ตอนนั้นเลกสองกำลังใกล้จะเปิดซีซั่น ครั้งแรกที่ผมมาถึงสนามซ้อม ทุกคนในทีมหันมองมาด้วยสายตาที่ สงสัยประมาณว่า “ไอ้เด็กคนนี้เป็นใคร? มันจะเล่นได้เปล่าวะ? มีฝีมือแค่ไหนเชียว?”

“ช่วงย้ายมาใหม่ๆ ผมก็ไม่ได้คุยกับใครเป็นพิเศษ เพราะว่าตัวเองพูดญี่ปุ่นไม่ได้เลย อังกฤษได้นิดหน่อย ที่สนามซ้อมจะมีล่ามชื่อ บัน (คาซูอากิ บัน) ทำหน้าที่แปลจากญี่ปุ่นมาเป็น อังกฤษ ผมต้องฟังและจับใจความจากตรงนั้นว่า โค้ชต้องการสื่อสารอะไร”


Photo : J.League

“ก่อนย้ายไปที่โตเกียว ผมเล่นตำแหน่ง ปีก แต่พอซ้อมไปได้สักระยะ โค้ช (โยชิยูกิ ชิโนดะ) เปลี่ยนให้ผมมาเล่นตำแหน่ง วิงแบ็กขวา เขาบอกว่าเกมรับผมยังไม่ได้เรื่อง ยืนตำแหน่งได้ไม่ดี ยืนรอให้บอลมาหาตัว คิดช้าทำช้า ถ้าเป็นที่ไทย  จับบอล 1 จังหวะ 2 จังหวะ 3 จังหวะ แล้วค่อยส่งยังได้ แต่ที่ญี่ปุ่น จับบอลจังหวะแรก จังหวะที่ 2 มีผู้เล่นเข้ามาถึงตัวแล้ว ช่วงแรกๆ ผมยังต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับระบบของโค้ช แต่เขาบอกว่า ถ้าผมปรับตัวได้ จะส่งลงเล่น”

ลิเป เวโลโซ ตัวรุกชาวบราซิล ที่ย้ายมาร่วมทีมเอฟซี โตเกียว พร้อมกัน คือ เพื่อนสนิทคนแรกของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ในการเล่นที่ญี่ปุ่น ทั้งคู่พักห้องติดกัน ในทุกๆเช้า ที่มีการฝึกซ้อมประจำวัน จักรกฤษณ์ และลิเป้ จะปั่นจักรยาน ไปสนามซ้อมพร้อมกัน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที

แต่ในขากลับนั้น จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ จะเดินทางกลับช้ากว่า เพราะในขณะที่ เพื่อนร่วมทีมทุกคนกำลังเข้ายิม อาบน้ำ แต่งตัว กินอาหาร เพื่อรอกลับบ้าน หลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมประจำวัน ราว 1 ชั่วโมง 30 นาที ดาวเตะชาวไทย ยังคงง้วนอยู่ต่อกับ คาซูอากิ บัน ในสนามฝึกซ้อม เพื่อฝึกฝนเพิ่มเติม ตามที่เจ้าตัวร้องขอกับทางเฮดโค้ช


Photo : J.League

“ความจริงโค้ชไม่ได้สั่งให้ผมซ้อมต่อนะ แต่ผมขอร้องเอง เพราะผมมีความตั้งใจว่า อยากยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมชุด U-23 จาก (ทาคาฮิโร) ทานางิ ให้ได้ เขาติดเยาวชนทีมชาติญี่ปุ่น รุ่นเดียวกับที่ผมติดทีมชาติไทย ผมฝากล่ามถามโค้ชว่า ในแต่ละการฝึกซ้อม ผมยังขาดอะไรบ้าง มีตรงไหนต้องแก้ไข เพิ่มเติมอะไรอีก”

“ช่วงนั้นผมเครียด และกดดันนะ ตรงที่เราเป็นคนไทยที่ได้รับโอกาสมาทำหน้าที่ตรงนี้ จะมีสักกี่คนที่ได้โอกาสแบบเรา แล้วคนญี่ปุ่นเขาจะมองเรา มองประเทศเรายังไง ถ้าเรายังเล่นไม่เข้ากับระบบเขา เราทำให้คนไทยที่เขาติดตามเชียร์ ผิดหวังหรือเปล่า? ผมจึงพยายามปรับตัวเข้ากับทีมให้ได้เร็วที่สุด ปกติคนอื่นเขาซ้อมกัน 1 ชั่วโมง ถึง ชั่วโมงครึ่ง เข้ายิม อาบน้ำ กินข้าวกลับบ้าน ส่วนผมยังซ้อมแยกคนเดียว เพิ่มไปอีก 30 นาที - 1 ชั่วโมง”

“เพราะผมอยากทำให้โค้ชเห็นว่า คนไทยเวลาซ้อมตั้งใจนะ ขยัน มุ่งมั่น กระหายอยากลงเล่น ผมใส่ความจริงจังเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าจากตอนที่อยู่เมืองไทย ผมยอมเหนื่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อทำให้ผมพัฒนาขึ้นในระยะยาวดีกว่า หลังจากซ้อมเสร็จ ผมจะชอบไปเล่นเวท แต่ว่า ลิเป ช่วงหลังเขาไม่ยอมมาเล่นเป็นเพื่อนผม ผมก็เล่นคนเดียวในยิมข้างสนามซ้อม”

ผลของความพยายามอย่างหนัก ในช่วงสองเดือนแรกของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ทำให้ ทาคาโยชิ อัมมะ กุนซือขัดตาทัพ ที่คลุกคลีกับทีมเยาวชนของสโมสรเป็นอย่างดี ตัดสินใจเลือก ดาวเตะชาวไทย ชิมลางลงเป็นตัวสำรอง 1 นัด ก่อนใส่ชื่อเป็นตัวจริงในเกมที่บุกไปเยือน โทชิงิ เอสซี

“กล้าเล่น กล้าทำหน้าที่ของตัวเอง นายได้รับโอกาสแล้ว ทำหน้าที่ของนายให้เต็มที่” คำสั่งจากเจ้านายที่บอกกับ แข้งหมายเลข 52


Photo : J.League

เกมดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะของ เอฟซี โตเกียว U-23 ด้วยสกอร์ 4-1 หลังจากวันนั้น เขาได้โอกาสลงสนามอีก 9 เกมในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง โดยสลับกันลงเป็นตัวจริงกับ ทานางิ แบ็กขวาตัวหลักในทีมชุด U-23

จักรกฤษณ์ ปรับตัวได้ดีขึ้นไม่ใช่แค่ในสนามฟุตบอล ที่เริ่มได้รับโอกาสมากเพิ่มขึ้น แต่ในห้องแต่งตัว เขายังเข้ากับเพือนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักเตะจากชุดเยาวชน (Youth Team)  ส่วนเรื่องนอกสนาม เขาเริ่มเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น เดินทางด้วยตัวเองเป็น กล้าออกไปไหนมาไหนกว่าเดิม หลังจากคลุกอยู่แต่ในห้องนานถึง 4 เดือน


Photo : J.League

“ผมว่าใครมาอยู่แบบผม ต้องรู้สึกเบื่ออยู่แล้ว วันๆ อยู่แต่ในห้อง ซ้อมเสร็จกลับมาก็นอน เปิดยูทูบ ดูเป็นต่อ จบทุกตอน วนไปวนมา ทั้งที่ใจผมนะอยากออกไปไหนมาไหนบ้างนะ แต่ว่ากลัวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่เก่งมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว ภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องพูดถึงเลย เข้าใจยากมาก เพราะคนญี่ปุ่นที่นี่เขาพูดเร็วกัน บางประโยคก็รวบคำ”

“นั่งรถไฟฟ้า บ้านเขาก็งงอีก เพราะว่ามันมีหลายขบวน เป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ไม่มีภาษาอังกฤษให้ดู มีแบบ Express Train (รถไฟด่วน) จอดเป็นบางสถานี กับแบบ Local Train (รถไฟท้องถิ่น) ที่แวะทุกสถานี ผมต้องสังเกตเอง เคยนั่งหลงเป็นชั่วโมง จะไปชิบูยา นั่งไปนั่งมา อ้าว กลับมาที่เดิม ผมโทรหาพี่คนไทยให้เขาช่วยว่า ผมต้องทำยังไงดี บางครั้งถ้าปั่นจักรยาน ไม่เปิด GPS ดู ก็หลงอีก”

“จนมาช่วง 1-2 เดือนหลังก่อนหมดสัญญาปีแรก ผมเริ่มออกไปไหนมาไหนมากขึ้น เริ่มไปหาร้านอาหารอร่อยๆในเมืองกิน ไม่ได้อยู่แต่ในห้อง เพราะเริ่มเดินทางเป็น เพื่อนร่วมทีมก็มาคุยเยอะขึ้น ผมเป็นคนเฮฮาไง อย่างพวกนักเตะชุดใหญ่ ชอบมาแกล้งผม ส่วนพวกเด็กๆ จะมาเล่นด้วย ชวนคุย บางคนเขาก็คุยกับผมไม่ได้นะ ใช้ภาษามือ ทำท่างคุยกัน ผมยังเสียดายเลยถ้าได้ภาษามากกว่านี้ คุยญี่ปุ่นได้ ผมคงมีเพื่อนในทีมเยอะกว่านี้”


Photo : J.League

“แต่ที่เขาเห็นผมสนุก เฮฮา เขาไม่รู้หรอกว่า ข้างในใจผมมันบอบช้ำแค่ไหน ผมเคยผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง แต่ผมไม่เคยบอกใครในทีม เอฟซี โตเกียว ให้เขามาสงสาร หรือต้องมาเห็นใจผม ผมแค่มาทำตามหน้าที่ ตามสัญญาที่เคยให้กับพ่อแม่ไว้” จักรกฤษณ์ ลดน้ำเสียงลง

 

กราบเท้าครั้งสุดท้าย

ก่อนจะได้ชื่อว่า เป็นผู้เล่นไทยคนแรกที่ทำประตูในลีกอาชีพญี่ปุ่น (เจ.ลีก) ย้อนกลับไปประมาณ 14-15 ปีที่แล้ว เด็กชายคนเดียวกับที่สร้างประวัติศาสตร์ในแผ่นดินญี่ปุ่น กำลังวิ่งไล่เก็บลูกฟุตบอล ตามหน้าที่ “เด็กเก็บบอล” ให้พวกรุ่นพี่ในหมู่บ้าน ที่เตะบอลในช่วงเย็นของทุกวัน อย่างขยันขันแข็ง

จักรกฤษณ์ มีพี่ชายที่เล่นฟุตบอลก่อนหน้าเขา และได้รับการสนับสนุนที่ดีกว่าตอนเขาเล่น จากครอบครัว น่าเสียดาย ที่พี่ชายของเขา ไม่ได้ประสบความสำเร็จในเส้นทางลูกหนัง อีกทั้งยังเรียนไม่จบ ทำให้ความหวังของผู้เป็นพ่อ ฝากไว้ที่น้องคนรอง แต่เป็นความหวังด้านการเรียนมากกว่าเล่นกีฬา

“ผมเริ่มจากคนเตะบอลไม่เป็น ไปเก็บบอลให้เขา จากนั้นได้ไปอยู่ทีมรวมมณี ทีมเยาวชนของจังหวัดจันทบุรี ทีมเดียวกับ พี่บาส ปกรณ์ (เปรมภักดิ์) แต่ว่าตอนนั้น พ่อกับแม่ เขาไม่ค่อยได้ส่งเสริมผมเท่าไหร่ เพราะว่าพ่อต้องทำงานขับรถรับจ้าง ส่วนแม่ก็ทำงานเหมือนกัน บางทีก็ไม่มีเวลาไปส่งผมเตะฟุตบอลในเมือง ผมต้องติดรถไปกับแม่เพื่อน ที่อยู่ใกล้ๆกัน”

“โค้ชจับผมเป็น ผู้รักษาประตู  เพราะผมตัวใหญ่ แต่หลังจากมีคนเข้ามาใหม่ เล่นตำแหน่งนี้ ผมจึงได้ออกมาเป็นผู้เล่น ก็ฝึกมาเรื่อย พูดตรงๆ ผมไม่เคยฝันไกล ข้ามขั้นว่าจะไปเล่นที่ต่างประเทศ ผมฝันไปทีละสเตป วันนี้เตะไม่เป็น ทำยังไงถึงจะเตะเป็น ถ้าเตะเป็นแล้ว ทำยังไงถึงจะได้เป็นนักบอลโรงเรียน ทำยังไงจะได้ไปเตะใน กทม.”

จักรกฤษณ์ อาจไม่ใช่นักบอล ที่โดดเด่น ในเรื่องทักษะเหนือชั้นเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็ใช้จุดขายในความขยัน วิ่งพล่านทั่วสนาม จนไปเข้าตา อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ ชักชวนเด็กจากจังหวัดจันทบุรี เข้ามาเรียนต่อและเล่นฟุตบอลที่ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี

สถานศึกษาที่ทำให้ เขาได้ลงเล่นรายการขาสั้นระดับประเทศ อย่างต่อเนื่อง ได้ติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 17 ปี และ 19 ปี จนได้มาเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา

“พ่อเคยพูดกับผมว่า ตอนเด็กๆ เขาน่าจะสนับสนุนผมให้เล่นฟุตบอลมากกว่านี้ เพราะเขาเคยสนับสนุนพี่ชายมากกว่าผม แต่พี่ชายทำให้พ่อแม่ผิดหวัง และตอนนี้ก็ไม่ได้เตะบอลแล้ว ผมบอกกับพ่อว่า พ่ออย่าโทษตัวเองเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้”

“ผมภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ ถึงแม้ว่าครอบครัวเราจะยากจน ลำบาก ขนาดรองเท้าผมขาด ที่บ้านยังไม่มีเงินซื้อคู่ใหม่ให้ผม แต่ถ้าผมเกิดมาสบาย ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเอง จะมีความอดทน มีความพยายามมากขนาดนี้ไหม ความยากลำบากสอนทุกอย่าง ให้ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้ ผมสัญญากับพ่อแม่ว่า ตราบใดที่พ่อกับแม่ยังไม่สบาย ผมจะไม่หยุดแค่ตรงนี้ และผมจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังในตัวผม โดยเด็ดขาด”

คำมั่นสัญญาของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ กลายเป็นหลักในการนำชีวิตของเจ้าตัว เขาใส่ความพยายามลงไปในทุกโอกาส จนได้ติดทีมชาติชุดเยาวชน รวมถึงมีรายได้จากการเป็นนักบอลอาชีพ เงินเดือนส่วนหนี่งถูกโอนส่งกลับไปให้ทางบ้านใช้

จนต้นสังกัดเห็นถึงความตั้งใจจริง ในการเล่นฟุตบอล จึงเปิดโอกาสให้ เขา และ ศศลักษณ์ ไหประโคน เดินทางไปฝึกซ้อม และทดสอบฝีเท้ากับ เอฟซี โตเกียว เป็นเวลา 10 วันในช่วงต้นปี 2017

“ตอนที่ไปทดสอบฝีเท้ากับ พี ศศลักษณ์ ได้เห็นความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมที่ เมืองโตเกียว น่าอยู่มากๆ ใจหนึ่งคิดไว้เหมือนกันนะว่าอยากมาถึงจุดนี้ พี ก็คงคิดเหมือนผมว่า “ถ้าได้มาเล่นที่นี่ คงเกินความฝันของตัวเองมากๆ” แต่อีกใจหนึ่ง ผมยังเป็นห่วงครอบครัว เพราะว่าช่วงนั้น พ่อเริ่มทรุดลงไป หลังรู้ว่าตัวเองมีอาการป่วย”

“ทุกครั้งที่ผมมีเวลาว่างจากฟุตบอล ผมพยายามไปอยู่กับพ่อให้ได้มากที่สุด พาไปเที่ยวทะเล ไปดูโน่นดูนี้ ดูแลพ่อ ผมยังอยากให้พ่อเห็นความสำเร็จของผม เพราะพ่อเคยบอกผมว่า พ่อพยายามอดทนอย่างมาก ในการรักษา เพื่อจะอยู่รอดูความสำเร็จของผม”

“จนมาช่วงเดือน เมษายน ผมลงเล่นเกมนัดรองสุดท้าย เลกแรกให้กับ แบงค็อกฯ บี ก่อนเกมญาติโทรมาบอกว่า “ไอซ์ กลับมาดูพ่อหน่อย พ่อเริ่มไม่ไหวแล้ว” แต่ว่าผมเป็นตัวจริงนัดนั้น พอพักครึ่งพี่โทรมาหลายสาย ผมโทรกลับไปเขาก็ร้องไห้บอกว่า “พ่อไปแล้วนะ” ผมขอเปลี่ยนตัวออกจากสนาม รีบขับรถกลับไปโรงพยาบาล ฝนตก ฟ้าร้องตลอดทาง ผมไปถึงโรงพยาบาลไม่ทัน พ่อสิ้นใจไปแล้ว แต่ยังได้กราบเท้าครั้งสุดท้าย ก่อนเขาจะเอาพ่อเข้าโรงศพ”

“เมื่อก่อน พ่อเป็นเสาหลักของบ้าน เวลามีอะไรผมปรึกษาเขาตลอด พ่อเป็นคนทำงานเก่ง ดูแลผมมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากนี้ เวลาทำอะไรผมต้องตัดสินใจเอง ปรึกษาพ่อไม่ได้แล้ว ผมต้องขึ้นมาเป็นเสาหลักของบ้านแทนพ่อ ดูแลน้องสาว แม่ รวมถึงหลาน และพี่ชาย”

3 เดือนต่อมาหลังการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์... ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด สโมสรต้นสังกัดได้แจ้งข่าวดีว่า เขาผ่านการทดสอบฝีเท้า ให้ย้ายไปเล่นที่ เอฟซี โตเกียว ด้วยสัญญายืมตัวจบฤดูกาล 2017 ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ถึง 10 วันงานแถลงข่าวถูกจัดเตรียมไว้ ผู้บริหารจากสโมสรญี่ปุ่น เดินทางมายังประเทศไทย ด้วยตัวเอง

จักรกฤษณ์ มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 2 สัปดาห์ ในการจัดการเก็บเสื้อผ้า กระเป๋า และร่ำลา กับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ก่อนเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่ เมืองหลวงประเทศญี่ปุ่น โดยไม่มีล่ามแปลภาษา อย่างที่ ผู้บริหารของเอฟซี โตเกียว ได้บอกกับเขาตอนอยู่บนเครื่องบิน

“ผมดีใจจนพูดไม่ถูก ตอนแรกไม่กล้าบอกแม่ด้วยซ้ำ รอให้ทุกอย่างชัวร์จริงๆ จำได้ว่าตอนนั้น แม่ดีใจจนร้องไห้ แม่บอกให้ผม อดทน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อย่ากดดันตัวเอง อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก สู้เพื่ออนาคตตัวเอง แม่บอกว่า พ่อรอดูความสำเร็จของผมอยู่บนฟ้า ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมามาก”

“ผมบอกแม่ว่า ผมจะทำเต็มที่เพื่อให้ครอบครัวสบาย และนำความสำเร็จ มาตอบแทนที่พ่อเลี้ยงดูผมมา อะไรที่ผมเคยสัญญาและตกลงกับพ่อแม่ไว้ ผมจะต้องทำให้ได้ ผมเพิ่งมารู้จากย่าว่า จริงๆ พ่อผมเคยเตะบอลมาก่อน และโดนย่าตีประจำ แต่เขาไม่เคยพูดกับผมเลยว่า เขารักฟุตบอลมากขนาดไหน ผมรับรู้เรื่องราวของเขาเกี่ยวกับฟุตบอลหลายอย่าง หลังจากที่พ่อเสียไปแล้ว”

“ตอนแรกๆ ที่ย้ายไปอยู่โตเกียว ผมเครียดนะ กังวลไปหมด กลัวทำผลงานได้ไม่ดี แต่ผมมาที่นี่เพื่อสู้ ถึงแม้ว่า พ่อผมจะเสียไปแล้ว แต่ผมยังเหลือแม่อยู่ และท่านก็ยังไม่สบาย ถึงในใจผมจะเจ็บแค่ไหน ผมก็ต้องสู้ และอยู่ที่นี่ให้ได้ไม่ว่าจะเจออะไร”

 

ปีที่สอง และน้ำตาที่ไม่มีวันได้เห็น

หลังจบการสนทนากับ นาโอกิ อางาเนะ ประธานสโมสร เอฟซี โตเกียว แบ็กขวาสัญชาติไทย เดินทางกลับมายังประเทศไทย เพื่อเก็บตัวร่วมกับ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่มีทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง M-150 Cup กับรายการใหญ่อย่าง ศึก U-23 ชิงแชมป์เอเชีย รออยู่

เสร็จจากภารกิจทีมชาติไทย ขจร เจียรวนนท์ ประธานสโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ได้เรียกให้ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพื่อถามคำถามที่เจ้าตัวอยากตอบมากที่สุด “เอฟซี โตเกียว ติดต่อมา อยากยืมตัวเราไปเล่นอีกฤดูกาล ไอซ์ อยากไปเล่นที่โน่นต่อไหม?”

“ครับ” คำตอบสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายที่ว่า การผจญจัยในฤดูกาลที่สอง ของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีนั้น

เขาบินไปร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมปรีซีซั่น ที่แสนหฤโหด ตามแบบฉบับสโมสรญี่ปุ่น รวมถึงการต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับแท็คติกใหม่ ที่สโมสรเปลี่ยนเฮดโค้ชมาเป็น เคนตะ ฮาเซงาวะ อดีตกุนซือฝีมือดีจาก กัมบะ โอซาก้า

“ที่โน่นมีกฎว่า เวลาฝึกซ้อมต้องใส่สนับแข้ง เพราะคนญี่ปุ่นเล่นบอลจริงจังทุกคน ที่ญี่ปุ่น เวลาซ้อมไม่มีคนพูดเล่น ไม่มีใครพูดเรื่องไร้สาระ ถ้าคุยก็คุยแต่เรื่องฟุตบอล เข้าปะทะกันหนักเหมือนแข่งจริง ใส่กันเต็มที่ เข้าบอลถึงเนื้อถึงตัวตลอด แต่เจตนาเล่นที่บอล ไม่ได้เล่นนอกเกม ถ้าไม่ใส่สนับแข้งอาจได้รับบาดเจ็บได้”

“ช่วงปรีซีซั่นเราไปเก็บตัวกันบนเขา ซ้อมหนักขึ้นไปอีก 2 เท่า ซ้อมเช้า ซ้อมเย็น รวมถึง วิ่งสปรินท์ จากเคยซ้อมมื้อละ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็เพิ่มไปอีกเป็น 2 ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ว่าอากาศไม่ถึงกับหนาวมาก เย็นสบาย”

“ผมเพิ่งรู้ว่าความจริงตัวเองสามารถลงเล่น เจ 1 ลีกได้ ปีก่อนหน้านั้นไม่รู้เลย คิดว่าตัวเองเล่นได้แค่ เจ 3 ลีก ปีนี้ ผมก็ตั้งเป้าว่าอยากยึดตัวหลักของชุด U-23 ให้ได้ แล้วอยากมีโอกาสขึ้นไปสัมผัสเกมชุดใหญ่สักครั้ง”

จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ปรับตัวเข้าตัวสภาพแวดล้อมของเมืองได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงในด้านฟุตบอล เขาก็เริ่มทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าโดดเด่นไม่แพ้เด็กญี่ปุ่นรุ่นราวคราวเดียว ภายในทีมเอฟซี โตเกียว ในช่วงเลกสอง เขาได้คนไทยในมหานครโตเกียว มาช่วยทำหน้าที่ ล่ามแปลภาษาบ้างเป็นครั้งคราว

แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาแข็งแกร่ง และเก่งขึ้น เจ้าตัวบอกว่ามาจากการที่ได้ฝึกซ้อม ลงทีมเจอกับผู้เล่นชุดใหญ่ตลอด แถมยังอยู่ในสายตาของโค้ชฮาเซงาวะ เขาอธิบายให้ฟังว่า ที่เอฟซี โตเกียว นักเตะเยาวชนและทีมชุดใหญ่ ประมาณ 40 ชีวิต จะฝึกซ้อมร่วมกัน ในสนามเดียว ไม่ได้ซ้อมแยกระหว่าง ทีม U-23 กับทีมชุดใหญ่

เพื่อให้ เฮดโค้ช ได้เห็นว่ามีดาวรุ่งคนไหน สามารถหยิบขึ้นมาใช้งานในทีมชุดใหญ่ ลงเล่น เจ 1 ลีก ได้บ้าง ส่วนแข้งดาวรุ่ง ที่ไม่มีชื่อในเกมลีกสูงสุด หากโค้ชต้องการให้ ใครมีเกม ก็จะใส่ชื่อเป็นตัวจริงในเกม เจ 1 ลีก ข้อแตกต่างจากที่ไทยก็คือ โค้ชชุดใหญ่ จะเป็นคนเลือกผู้เล่นเอง ไม่ใช่โค้ช U-23 เป็นคนเลือก

ดังนั้นในทุกๆการฝึกซ้อม จึงเต็มไปด้วยความเข้มข้น และการแข่งขันภายในทีมของผู้เล่นทุกคน ที่อยากจะโชว์ผลงานให้ เคนตะ ฮาเซงาวะ ประทับใจเพื่อใช้ตนเองลงเล่นในเกมเจ 1 ลีก หรือ เจ 3 ลีก

“ผมว่าความแตกต่างในการฝึกซ้อมที่ไทย กับญี่ปุ่น คือ ทุกคนซีเรียสกับการฝึกซ้อมมาก พอได้มาซ้อมด้วยกันหมดทั้งชุดใหญ่ ชุดเล็ก พวกดาวรุ่งรุ่นๆผม เขาก็จะซ้อมเต็มที่ทุกครั้ง เพื่อทำให้โค้ชเห็นว่า พวกเขาเล่นได้”

“ส่วนพวกผู้เล่นตัวหลัก เขาก็จะไม่ยอมให้พวกผมผ่านง่ายๆ อยากรักษาตำแหน่งตรงนี้ไว้ โค้ชเขาไม่สนใจเลยว่าใครเป็นสตาร์ ถ้าใครซ้อมดี เข้ากับระบบได้ เขาเลือกเป็นตัวจริง อย่าง (มาซาโตะ) โมริชิเกะ (กัปตันทีม) ขนาดเขาติดทีมชาติญี่ปุ่น เวลาซ้อม เขาเต็มที่มาก ไม่เคยเหยาะแหยะเลย”

“อย่างเวลาลงทีม ผมต้องเจอกับ (โคซึเกะ) โอตะ แบ็กซ้ายตัวหลักของชุดใหญ่ เขาก็ไม่ยอมผมเลย ผมก็ไม่ยอมเขาเหมือนกัน ต่างคนต่างไม่ยอมกัน ตลอดการฝึกซ้อม 1 ชั่วโมงครึ่ง ทุกคนเอาจริงหมด ทำให้นักเตะในทีมต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมา มันสนุกดีนะ ผมชอบบรรยากาศการฝึกซ้อมที่นี่ หนัก แต่วัดกันด้วยความสามารถจริงๆ เหมือนได้เล่นกับพวกเจ 1 ลีกทุกวัน”

จักรกฤษณ์ ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแทบทุกนัด (หากไม่มีอาการบาดเจ็บ) ตั้งแต่ผ่านนัดที่ 3 ของฤดูกาล 2018 รวมถึงขยับเข้าใกล้ทีมชุดใหญ่มากขึ้นไปอีก ด้วยการมีชื่ออยู่ในม้านั่งสำรอง ฟุตบอลถ้วย เจ.ลีก คัพ นัดที่พบกับ โยโกฮามา เอฟ.มารินอส และ อัลบิเรกซ์ นิงาตะ

ในช่วงเดือน สิงหาคม จักรกฤษณ์ ถูกเรียกเข้ามาติดทีมชุดเตรียมสู้ศึก เอเชียนเกมส์ 2018 โอกาสครั้งเดียวที่เขาจะได้ลงเล่นรายการนี้… น่าเสียดายที่โอกาสนั้นหลุดลอยไป ชนิดที่เขาไม่ทันได้เตรียมใจรับมือกับความผิดหวัง ที่ไม่มีชื่อติดทีมไปเล่นรายการดังกล่าว

“ผมผิดหวังและเสียใจมาก พี่เข้าใจความรู้สึกนี้ไหม? ผมมาจากญี่ปุ่น ทั้งทีมมีแบ็กขวาแค่ 2 คน ผมคิดว่าตัวเอง น่าจะได้ไปแน่ๆ แต่เขาไม่เลือกผม ผมต้องแบกหน้ากลับไปญี่ปุ่น พูดตรงๆ ผมไม่รู้ว่าตอนนั้น ผมจะไปสู้หน้าคนที่สโมสรได้อย่างไร จะบอกเขายังไงว่า ผมไม่ติดทีมชุดนี้ เขาจะมองผมยังไง”

“ผมผิดหวังที่โค้ชไม่ใช้งานผม แต่มันก็ดีเหมือนกัน เป็นแรงผลักดันให้ผมพัฒนาไปอีก ไม่ใช่ว่าไปเล่นญี่ปุ่น กลับมาไทยแล้วจะได้ติดทีมตลอด”

“ผมเป็นคนที่ไม่ชอบร้องไห้ คุณจะเห็นน้ำตาผมยากมาก นอกจากผมไม่ไหวจริงๆ คุณถึงจะได้เห็น เรื่องที่ผ่านมามากมาย ผมอดทนได้ ผมไม่อยากให้คนอื่นมาบอกว่า ผมเป็นคนอ่อนแอ ผมไม่ชอบอ่อนแอให้ใครเห็น แต่ก็มีบางครั้งที่ผมอ่อนแอให้แม่เห็น เวลาโทรคุยกัน อย่างตอนที่หลุด เอเชียนเกมส์ ก็เป็นครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกแย่สุดๆ”

“ผมระบายกับแม่ว่า แม่ หนูไม่ดีเหรอ? ทำไมหนูไม่ติด หนูไม่เต็มที่เหรอ? ผมเล่าให้แม่ฟัง ช่วงที่ไปอุ่นเครื่องที่ เมียนมา ว่า รายการนั้น ผมได้เล่นแบ็กขวาแค่ครึ่งแรก ที่เหลือผมโดนจับไปเล่นทุกตำแหน่งเลย ตั้งแต่ กองหน้า กองกลาง กองหลัง พอรู้ผลประกาศรายชื่อ พวกพี่เต๋า (ธนาสิทธิ์ ศิริผลา) พี่เจน (เจนรบ สำเภาดี) พี่บอล (ชัยวัฒน์ บุราญ) พี่เป้ (นพพล พลคำ) ก็มาคุยให้กำลังใจผม บอกว่า ไม่เป็นไรนะน้อง สู้ๆ อย่าท้อ อย่าไปคิดมาก พี่รู้ว่าเอ็งตั้งใจอยู่แล้ว เอ็งก็อยากไปรับใช้ชาติ พี่ก็งงว่าทำไมเอ็งไม่ติด”

“ก็เป็นเรื่องดีๆ ในช่วงเวลาแย่ๆ ที่อย่างน้อยได้รู้ว่ามีคนรักเรา รวมถึงแฟนบอลชาวไทย ที่คอยให้กำลังใจ คอยคอมเมนท์เชียร์ผม ผมว่ากำลังใจเป็นเรื่องสำคัญนะ ถ้าผมมาเตะที่นี่ แล้วไม่มีคนไทยคอยสนับสนุน ไม่มีคนติดตามเชียร์ ผมก็ไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร จะสู้เพื่อตัวเองอย่างเดียวเหรอ คนเราก็ต้องทำเพื่อส่วนรวมด้วยสิ”

 

เสียงตะโกนจากคนญี่ปุ่น

22 นัด เป็นตัวเลขจำนวนเกมที่ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในศึก เจ 3 ลีก ฤดูกาล 2018 แน่นอนว่าหากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน จนต้องหยุดไปหลายสัปดาห์ ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ในทุกๆนัดที่เขาได้ลงสนามเป็น 11 คนแรก ล้วนเป็นผลจากความพยายามอย่างหนักของ แข้งชาวไทย ในทุกๆการฝึกซ้อม บนพื้นฐานความรับผิดชอบที่เจ้าตัวยึดมั่นเสมอมา ตลอดช่วงเวลา 1 ปีครึ่งที่ญี่ปุ่น

“ผมทุ่มเท พยายามมาตลอด ในการเล่นญี่ปุ่น เพราะไม่อยากให้คนชาติอื่นมาดูถูกว่า คนไทย เล่นได้แค่นี้เหรอ? ความสามารถมีเท่านี้เหรอ? แล้วจะเอาคนไทยมาเล่นเจลีกทำไม”

“ตั้งแต่ผมมาเล่นที่ ญี่ปุ่น ผมอยู่ในระเบียบวินัยตลอด ไม่เคยขาดซ้อม ไม่เคยผิดเวลา ไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสียให้กับคนไทย ผมมาตัวคนเดียวก็จริง แต่ผมแบกคำว่าประเทศไทย มาด้วย ดังนั้นผมไม่อยากทำให้คนไทยผิดหวังในตัวผม”

เย็นวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน ภายในรังเหย้า อายิโนโมโตะ ฟิลด์ นิชิงาโอกะ เกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018 เดินทางมาถึง

แบ็กขวาหมายเลข 31 ได้รับเลือกให้เป็น 11 คนแรกเช่นเคย เสียงตะโกนจากสแตนด์กองเชียร์ที่มีผู้ชม 2,400 กว่าชีวิต ร่วมกันร้องว่า “จักกิตโตะ โอ่โอ้ จักกิตโตะ” ดังขึ้นต่อเนื่อง

จักรกฤษณ์ เดินออกจากอุโมงค์  ฝ่ามือของเขาสัมผัสกับเหล่าผู้เล่นตัวสำรอง สตาฟฟ์โค้ชที่ตั้งแถวส่งนักเตะตามธรรมเนียมเช่นเคย โดยมี “นาโอกิ อางาเนะ” ประธานสโมสร เอฟซี โตเกียว ยืนรอยกมือไหว้ลูกทีมชาวไทย ก่อนแปะมือส่ง จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เดินลงสู่สนามพบกับ สโมสรนางาโนะ ปาเซโร

“แฟนบอลที่นี่รู้จักผมเยอะขึ้นกว่าปีแรก มีคนมาทักบ่อยขึ้น เขาเจอเราที่รถไฟใต้ดิน เขาก็มาทักทาย ผมชอบเวลาที่แฟนบอลตะโกนเรียกชื่อเรา อย่างตอนประกาศ 11 ตัวจริง เวลาที่สกัดบอลได้ หรือระหว่างเกมที่ รู้สึกท้อๆ เหนื่อยๆ พอได้ยินเสียงแฟนบอลตะโกน “จักกิตโตะ โอ่โอ้” ผมมีความสุขมากนะ เหมือนมีพลังฮึดขึ้นให้ตัวเอง อยากทำให้ดีกว่านี้ ทุกครั้งก่อนลงสนาม ผมจะหันไปไหว้กองเชียร์ทุกคน คิดในใจว่า แมตช์นี้กูต้องเอานะ”

“ความจริงโค้ชใหญ่ (เคนตะ ฮาเซงาวะ) เคยมาพูดคุยกับผมก่อนกลับว่า จริงๆ เขาอยากให้ผมอยู่ต่อ เขาจะดันขึ้นมาใช้งานชุดใหญ่ในฤดูกาลหน้า เพราะว่าแบ็กขวาตัวหลักที่ติดทีมชาติญี่ปุ่น (เซอิ มูโรยะ) อาจไม่ได้อยู่ต่อ ตอนนี้มีทีมต่างประเทศสนใจ แต่เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ หากได้ไปโตเกียว ก็ดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานกับทีมอีกครั้ง แต่ถ้ากลับมาเล่นให้ แบงค็อก ผมหวังจะยึดตัวจริง และทำให้คนไทยเห็นว่า ผมพัฒนาไปมากแค่ไหน”

“หลังจบเกมนัดสุดท้ายที่ญี่ปุ่น (แพ้ 0-1) ผมคิดว่าตัวเองทำงานสำเร็จแล้ว ได้ฝากชื่อเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ให้คนญี่ปุ่นรู้จัก ยิงประตูได้ 2 ปีติด จากตำแหน่งกองหลัง ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ทั้งฟุตบอล และการใช้ชีวิต ในสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่าง มันทำให้ผมเติบโตขึ้นมาก”

“ช่วงเก็บข้าวของก่อนกลับไทย ผมมาคิดทบทวนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่า 1 ปีครึ่ง นี่มันเร็วมากเลยนะ ยังอยากอยู่ต่อ ถามตัวเองเหมือนกัน ว่าเราทำได้ดีหรือยังวะ โอเคแล้วใช่ไหม...ส่วนตัวผมคิดว่าผมทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้ว ไม่มีอะไรติดค้างในใจ” คำถามสุดท้ายที่ จักรกฤษณ์ ถามตัวเองบนแผ่นดินญี่ปุ่น ก่อนเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน ประเทศไทย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง