mainstand

Inspiration

ยูคิมิตสึ : เด็กเนิร์ดจาก Eyeshield ที่บอกทุกคนว่า "ชีวิตมัธยมฯ มีให้ใช้แค่ครั้งเดียว"



"จืดที่สุดเท่าที่ตัวละครในเรื่อง Eyeshield 21 จะมีได้" นี่คือคำบรรยายที่เหมาะกับ ยูคิมิตสึ มานาบุ ผู้เล่นสำรองของทีม "เดมอน เดวิลแบ็ตส์" 


 

อย่างไรก็ตาม ทุกตัวละครย่อมมีความสำคัญและสะท้อนความจริงของโลกให้เห็นแตกต่างกันไป และบททของ ยูคิมิตสึ ที่เขาได้รับนั้นเป็นหนึ่งในบทที่ "เรียล" ที่สุด 

ไม่เท่, ไม่มีความสามารถพิเศษ และยังเป็นมิสเตอร์จืดจางที่ใครก็มองข้าม ทว่าสุดท้ายสิ่งที่พลิกบทบาทของ ยูคิมิตสึ ให้แฟนๆ เรื่อง Eyeshield 21 จดจำได้มากที่สุดคนหนึ่งก็เกิดขึ้น เพียงเพราะเขาระลึกได้ว่า เขากำลังจะไม่ได้ประสบการณ์อะไรในชีวิตเลย นอกจากการเรียนหนังสือและโดนรังแกในช่วง "ชีวิตของเด็กมัธยม"

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปด้วยบางสิ่งที่เขามีอยู่ในตัว มันคือแรงผลักดันที่ว่า ชีวิต ม.ปลาย มีให้ใช้แค่ครั้งเดียว ... จะทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำหรือไม่? และพร้อมจะเดิมพันกับมันด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือเปล่า?

ติดตามความคูลของเด็กหนุ่มผู้จืดจางได้ที่นี่ 

 

ตัวละครสุดเรียล

ไม่ต้องเริ่มต้นที่การ์ตูนเลยสำหรับบทบาทของ ยูคิมิตสึ มานาบุ เพราะคาแร็คเตอร์ของเขา คือภาพสะท้อนของการเป็นนักเรียนมัธยมของญี่ปุ่นโดยแท้จริง


Photo : comicvine.gamespot.com

ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 2 ของการจัดอันดับ 20 ประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก (The World Top 20 Education Poll) จากตัวเลขดังกล่าว เราอาจจะคิดว่าเด็กญี่ปุ่นทุกคนโดนกดดันให้เรียนหนังสืออย่างหนักหน่วงตั้งแต่เด็ก ซึ่งความจริงแล้วมีการยืนยันด้วยสถิติว่า ในช่วงวัยประถม ประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ได้กดดันเด็กจนเลยเถิดอย่างที่ใครเข้าใจ พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 30 ของประเทศที่เรียนหนักที่สุดในโลก 

การสำรวจดังกล่าใช้วิธีนับชั่วโมงเรียนตลอดทั้งปี และเด็กญี่ปุ่นในระดับประถมนั้นเรียนปีละ 761 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่อันดับ 1 ในโลกของเด็กเรียนหนักระดับประถม คือประเทศไทยของเรานั่นเอง (1,200 ชั่วโมงต่อปี) 

อย่างไรก็ตาม หลังจากจบประถมไป หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเด็กญี่ปุ่นด้านการเรียนจะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเขาเข้าสู่โลกของเด็กมัธยม โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลายนั้นจะเข้มข้นขึ้นมาก ด้วยค่านิยมของสังคมที่ต้องการพลเมืองระดับหัวกะทิ จบจากมหาวิทยาลัยดังๆ เพื่อเข้าไปทำงานในบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียง จึงทำให้เป้าหมายในการเรียนของเด็ก ม.ปลาย ของญี่ปุ่นนั้นมีปลายทางที่ "การสอบเข้ามหาวิทยาลัย" นั่นเอง

ในเรื่องของวิธีการก็คงจะต้องแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน บางคนมีพรสวรรค์ด้านกีฬา, บางรายมีพรสวรรค์ด้านดนตรี หรือ ศิลปะแขนงต่างๆ ก็สามารถสอบชิงทุนได้ ทว่าหากเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมากับการแข่งขันตั้งแต่เด็กล่ะ? พวกเขาเลือกอะไรได้บ้าง? เด็กๆ ที่ขยันเรียนมาตลอดตั้งแต่จำความได้ จะเจอความกดดันมากกว่าปกติ เพราะการเรียนคือทุกอย่างของพวกเขา และโดนกดดันจากครอบครัว ดังนั้นหากไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือชิงทุนการศึกษาได้ สิ่งที่เคยทำมาตลอดชีวิตวัยเด็กก็แทบจะไร้ค่า ดังนั้นผู้ปกครองหลายคนจึงพยายามผลักดันให้ลูกๆ ตั้งใจเรียนให้ได้มากที่สุดในชีวิต ม.ปลาย เพราะมันคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตนั่นเอง 

ยูคิมิตสึ มานาบุ คือเด็กจากครอบครัวเช่นนั้นที่ว่าไว้ ครอบครัว (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณแม่) คาดหวังกับการเจริญเติบโตในการศึกษาของเขาอย่างที่สุด จับลูกส่งเรียนพิเศษ ตั้งเป้าหมายหนึ่งเดียวในชีวิต ม.ปลายว่า ตั้งใจเรียน และเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ โดยมีวงเล็บย้ำว่า "สถานเดียว" 

ที่จริง มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปตัดสินใครว่าใช้ชีวิตคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะแต่ละคนก็มีสิ่งที่ถนัดและชื่นชอบแตกต่างกันออกไป ยูคิมิตสึ ไม่ใช่คนที่รู้สึกท้อแท้กับเรื่องของการเรียน แต่สิ่งที่ทำให้เขาไขว้เขวคือตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 (ม.5) เมื่อมีเด็กกลุ่มนักเลงขาโจ๋ในโรงเรียนรู้ว่าเขาเป็นเด็กที่อ่อนแอไม่สู้คน การบูลลี่แบบเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น ทั้งการใช้งานเขาเป็นเด็กวิ่งซื้อของตลอดทั้งวัน โดนดูถูกและพูดจาเยาะเย้ยใส่กันแบบจังๆ แต่เขาก็ได้ทำได้แค่เก็บความเจ็บใจเอาไว้ เพราะไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความเข้มแข็งเพื่อต่อต้านการโดนกลั่นแกล้งเหล่านั้น 


Photo : aminoapps.com

สิ่งที่ทำให้ ยูคิมิตสึ ไม่กล้าแสดงความแข็งแกร่ง อาจจะเกิดจากการปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากแม่และพ่อของเขาจะให้ตั้งใจเรียนแล้ว ยังมีข้อห้ามอีกมากมายที่ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือการห้ามออกกำลังกายและเล่นกีฬา เพราะถูกมองว่าจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บและส่งผลต่อความต่อเนื่องในการเรียนได้ 

ยิ่งเข้าใกล้ปี 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชีวิตเด็ก ม.ปลาย หลายอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แม่บังคับหนักกว่าเดิม โดนแกล้งมากกว่าเดิม และเขาก็เรียนหนักยิ่งกว่าเดิม สุดท้าย ยูคิมิตสึ ก็มาถึงจุดที่ตัวเองต้องมานั่งร้องไห้เจ็บปวดกับสิ่งที่ตัวเองต้องเจอทุกวัน แต่ไม่อาจระบายให้ใครได้ ...

ยูคิมิตสึ นั่งทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในฐานะเด็ก ม.ปลาย คนหนึ่ง และพบว่าถ้าปล่อยให้ให้สิ่งเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ กับเขา ช่วงเวลาที่ว่ากันว่า "มีความสุขที่สุดในชีวิต" จะผ่านไปแบบไม่อะไรให้น่าจดจำอย่างแน่นอน ... จากนั้นการทวงคืนชีวิตเด็ก ม.ปลาย ของเขาก็เริ่มขึ้น 

 

มันง่ายกว่าถ้าจะโทษคนอื่น 

การต้องการปลดแอกความอ่อนของตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนบนโลกนี้ล้วนอยากจะทำให้ได้ แต่ประเด็นคือมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดชัยชนะเหนือจิตใจตัวเอง


Photo : www.anisearch.com

เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยฉับพลัน เปลี่ยนสิ่งที่ทำ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมนั้น คือความยากลำบากอย่างปฎิเสธไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ย่อมต้องแลกมาด้วยอุปสรรคที่หนักกว่าที่เคยเจอ เปรียบเทียบง่ายๆ กับคนที่อยากจะลดน้ำหนัก เมื่อต้องมาคุมอาหารแบบจริงจังและออกกำลังกายทุกวัน หากมีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอก็เกิดการยอมแพ้ได้ง่ายๆ พร้อมกับคำแก้ตัวสารพัดเท่าที่จะนึกได้ อาทิ "ไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน" เป็นต้น 

แต่ ยูคิมิตสึ นั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่อธิบายไว้ข้างต้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้ร่างกายของเขาจะอ่อนแอจากการไม่เคยออกกำลังกายเลยตลอดชีวิต แต่สภาพจิตใจของเขาถือว่ามาพร้อมกับความแน่วแน่ เขาตัดสินใจสมัครเข้าทีมอเมริกันฟุตบอล "เดมอน เดวิลแบ็ตส์" ของ โรงเรียนเดมอน ที่เขาศึกษา ซึ่งเริ่มมีชื่อเสียงมาบ้างแล้วในเวลานั้น และต้องเจอบททดสอบจากกัปตันทีมขาโหดอย่าง ฮิรุม่า โยอิจิ ที่ทำการเช่า (อันที่จริงเราคงต้องเรียกว่า "แบล็กเมล์" ให้ได้ใช้ฟรีๆ มากกว่า) สถานที่ โตเกียว ทาวเวอร์ แบบเหมาวัน โดยกฎของสมาชิกใหม่ที่จะเข้าทีมได้ จะต้องแบกถุงน้ำแข็งตั้งแต่ชั้นล่างสุดเดินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นบนสุดให้ได้ ก่อนที่น้ำแข็งจะละลายหมดถุง

แน่นอนว่า ณ ตอนนั้น ยูคิมิตสึ ไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว ด้วยร่างกายที่อ่อนแอยิ่งกว่าใคร ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาไปต่อได้ทีละขั้นๆ คือการบอกตัวเองว่า จะไม่หาข้ออ้างให้กับการยอมแพ้ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายในการได้ใช้ชีวิตเด็ก ม.ปลาย ของเด็กปี 2 เช่นเขา (สาเหตุเนื่องมาจาก กฎของโรงเรียนเดมอนระบุไว้ด้วยว่า เมื่อนักเรียนขึ้นปี 3 จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมชมรมอีกต่อไป เพื่อโฟกัสกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว)

พลังใจของ ยูคิมิตสึ ท่วมท้นมาก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่เขามี เขาใช้จุดเด่นของตัวเองนั่นคือการคิดวิเคราะห์เป็นส่วนสำคัญในการท้าทายชาลเลนจ์นี้ เพราะในขณะที่คนอื่นเลือกถุงน้ำแข็งถุงเล็ก และใช้การวิ่งขึ้นบันไดเต็มสปีดเพื่อให้ถึงชั้นบนเร็วที่สุด (เพราะน้ำหนักเบา) นั้น ยูคิมิตสึ ทำในสิ่งที่แตกต่าง เขาประเมินตัวเองว่า ถ้าให้เขาวิ่งขึ้นบันไดและตัดสินกันด้วยความเร็ว เขาไม่สามารถทำได้แน่ เขาจึงเปลี่ยนวิธี ใช้การแบกถุงใหญ่ระดับที่เรียกว่า "กระสอบใส่น้ำแข็ง" ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่างยากลำบากพร้อมกับบอกตัวเองว่า 

Photo : ent.fanpiece.com

"ฉันเคยเลือกเส้นทางที่ผิดพลาดมาแล้ว ฉันจะยอมแพ้ไม่ได้ นี่คือโอกาสสุดท้ายที่ฉันจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ นี่มันคือโอกาสครั้งสุดท้าย" และเมื่อพลังสมองกับพลังใจรวมกันเป็นหนึ่ง เขาสามารถใช้มันทดแทนพลังร่างกายได้ สุดท้ายก็ได้เข้าสู่ทีมในท้ายที่สุด 

ความพยายามของ ยูคิมิตสึ ยังไม่จบลงแค่นั้น เมื่อเขาได้เข้าสู่ทีมแล้ว สิ่งที่ต้องพบเจอคือ แม้จะมีความพยายาม แต่เขาก็ยังอ่อนหัดกว่าคนอื่นๆ ในทีมเยอะ จนไม่ได้โอกาสจาก ฮิรุม่า ให้ลงสนามเสียที แม้คนอื่นๆ ในทีมจะช่วยเชียร์ให้ ฮิรุม่า ให้โอกาส ยูคิมิตสึ บ้าง แต่กัปตันทีมและควอเตอร์แบ็คอย่าง ฮิรุม่า ก็ไม่เปลี่ยนความคิดของตัวเอง

เรื่องดังกล่าวทำให้ยูคิมิตสึถึงกับเสียน้ำตาเป็นครั้งที่ 2 เขาแอบร้องไห้กับการด้อยพรสวรรค์ของตัวเอง และโทษตัวเองว่าทำไมจึงไม่ยอมเริ่มเล่นกีฬาให้ไวกว่านี้ จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่มีความสามารถมากพอจะเป็นนักกีฬาตัวจริง ทั้งที่เขาพยายามฝึกหนักไม่แพ้คนอื่น

มาถึงจุดนี้ มันเหมือนกับตัวอย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ นั่นคือเรื่องของคนที่กำลังพยายามลดน้ำหนักและเปลี่ยนแปลงตัวเอง พวกเขาทดลองแล้วและรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ มันเหนื่อยเกินไป มันยากเกินไป หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายนั่นก็เป็นเหตุผลในการเลิกและถอดใจไปในท้ายที่สุด ยูคิมิตสึ เองก็เกือบจะเดินไปถึงจุดนั้นแล้ว แต่อย่างที่กล่าวไว้ ปณิธานของเขาแน่วแน่มาก เขาไม่ยอมออกจากชมรมอเมริกันฟุตบอล ขอสู้ต่อในแบบของตัวเอง เพื่อสร้างความภูมิใจให้กับตัวเองสักครั้ง ด้วยการเดิมพันความทุ่มเททั้งหมด กับเป้าหมายที่ไม่รู้ว่าจะไปจบที่ตอนไหน 

ชีวิตเด็ก ม.ปลาย ร้อยทั้งร้อย ทุกคนล้วนอยากได้การยอมรับจากคนอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ทว่าหากการจะได้การยอมรับนั้น ย่อมต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นได้เห็นเสียก่อนจึงจะได้สิ่งนั้นมา ยูคิมิตสึ กับความฝันที่เรียบง่าย "แค่อยากเป็นเหมือนกับเด็ก ม.ปลาย ทั่วไป" แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้เขาเลิกหาข้ออ้างและโทษสิ่งอื่นๆ ไปโดยปริยาย ...

 

สร้างตัวตนเฉพาะที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ 

ในขณะที่ผู้เล่นแต่ละคนในทีม เดมอน เดวิลแบ็ตส์ มีความสามารถพิเศษกันแทบทุกคน ยูคิมิตสึ เป็นตัวแทนของคนธรรมดาอย่างแท้จริง วิ่งไม่เร็ว ขว้างบอลไม่แม่น ร่างกายไม่แข็งแรง ดังนั้นหน้าที่ส่วนใหญ่ของเขาจึงทำได้แค่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง คอยเอาใจช่วยเพื่อนที่ลงแข่งเสมอ 


Photo : www.weibo.com

อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังลับซ่อนอยู่ในตัว ในขณะที่เขาไม่สามารถใช้ร่างกายได้ดีเท่ากับคนอื่นๆ แต่คนอื่นๆ ก็ไม่สามารถใช้สมองได้ดี และมีความพยายามเท่าเขาเช่นกัน

ย้อนกลับไปในตอนที่ปีน โตเกียว ทาวเวอร์ ... ยูคิมิตสึ ไปถึงชั้นบนสุดได้ด้วยความพยายามก็จริง แต่สุดท้ายน้ำแข็งในถุงของเขาละลายหมดแล้ว ซึ่งตามกฎ เขาจะไม่ผ่าน แต่สุดท้าย ฮิรุม่า ก็เห็นในความพยายามของเขา และได้แอบเอาน้ำแข็งไปใส่ไว้ในถุงของ ยูคิมิตสึ 1 ก้อนและบ้างว่า "อ้าว ยังเหลืออยู่ก้อนนึงแฮะ" จนเป็นเหตุให้เขาได้เข้าสู่ทีม

การใส่น้ำแข็งลงไปครั้งนี้ของ ฮิรุม่า เป็นการแสดงความยอมรับในตัวตนของ ยูคิมิตสึ อย่างแท้จริง เขาพยายามแสดงความตั้งใจทั้งหมดที่มี การเดินขึ้นมาพร้อมกับถุงที่มีน้ำหนักมากก็ถือเป็นเรื่องระดับปาฏิหาริย์ของเด็กเนิร์ดคนหนึ่ง ซึ่งเพียงเท่านี้ก็มากพอแล้วสำหรับการพิสูจน์ตัวเองของ ยูคิมิตสึ เขาเดิมพันทุกสิ่งที่ตัวเองมี แสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขามีดีอะไร และเมื่อนั้นการยอมรับก็เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเขาได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ แบบที่ไม่เคยเจอเลยมาตลอดชีวิตการเป็นนักเรียน มันก็เหมือนกับเป็นการส่งพลังให้กับตัวเขา เป็นเหมือนกับการบอกว่า "จงพยายามในแบบของตัวเองต่อไป" ซึ่งนั่นทำให้ ยูคิมิตสึ เกิดสภาวะของความแข็งแกร่งทางจิตใจในแบบที่ไม่เคยมี และเข้าใจความหมายของการมีเพื่อนอย่างแท้จริงเสียที

การมีเพื่อนและมิตรแท้ คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ ยูคิมิตสึ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างแข็งขัน แม้ไม่ได้ลงสนามก็คอยตะโกนเชียร์ และยังใช้จุดเด่นเรื่องหัวสมองจดจำเพลย์ต่างๆ ของทีมตัวเองและทีมคู่แข่งอย่างแม่นยำ สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายโอกาสของเขาก็มาถึงในเกมรอบแรกของศึกชิงแชมป์ภูมิภาคคันโต กับทีม ชินริวจิ นาคา ที่มี 2 อัจฉริยะของวงการอเมริกันฟุตบอลของญี่ปุ่นอย่าง คอนโง อากอน และ โฮโซกาวะ อิคคิว นั่นเอง 

การเป็นรองเรื่องคุณภาพผู้เล่น ทำให้ เดม่อน เดวิลแบ็ตส์ โดนนำไปถึง 32-0 ในครึ่งแรก ผู้เล่นอย่าง โคบายาคาว่า เซนะ หรือ Eyeshield 21 พระเอกของเรื่อง, มอนตะ หรือ ไรมอน ทาโร่ รวมถึง ฮิรุม่า ที่เป็นตัวชูโรงทำอะไรไม่ได้เลย จนทำให้ ฮิรุม่า บอกกับเพื่อนร่วมทีมว่าเกมจบแล้ว ออกไปเล่นให้หมดเวลาและรักษาเนื้อรักษาตัวเอาไว้ไม่ให้บาดเจ็บดีกว่า ใจความคือ "ยอมแพ้เสียเถอะ" 

เมื่อการแข่งขันไม่มีผลอะไรแล้ว ก็เป็นโอกาสที่ ยูคิมิตสึ ผู้เล่นตัวสำรองจะได้โอกาสลงสนามเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าชมรม แน่นอนว่าไม่มีใครคาดหวังอะไรในตัวเขามากมายนัก เพราะด้านความสามารถนั้นมันห่างชั้นกันเกินไป ทว่ามีเพียง ฮิรุม่า เท่านั้นที่รู้อยู่ใจว่า ยูคิมิตสึ นั้นวิเคราะห์สิ่งต่างๆ มากมายในสมอง และการจะสร้างเซอร์ไพรส์ในเกมใหญ่แบบนี้ จำเป็นจะต้องใช้คนที่อยู่นอกสายตาคนอื่นมากที่สุด 


Photo : www.yizhikan.com

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ ยูคิมิตสึ รู้จากการนั่งอยู่บนม้านั่งสำรองมาตลอดคือ "เขารู้ว่า ฮิรุม่า จะขว้างบอลไปที่ไหน" และการคาดคะเนของเด็กเนิร์ดอย่างเขาก็ถูกเป๊ะ ข้อมูลที่ ยูคิมิตสึ เตรียมมา ทำให้เขาวิ่งไปคว้าบอลที่ ฮิรุม่า โยนมาได้อย่างแม่นยำ กลายเป็นทัชดาวน์แรกของทีม เดมอน เดวิลแบ็ตส์ และเป็นเหมือนกับแต้มจุดประกายให้ทีมพลิกกลับมาคว้าชัยชนะ เหนือสิ่งอื่นใด ทัชดาวน์นั้นเป็นการคว้าบอลด้วยการเอาชนะ 2 เทพอย่าง อากอน และ อิคคิว อีกด้วย 

และหลังจากนั้น ยูคิมิตสึ ก็ได้กลายเป็น "ไอเทมลับ" ของ เดมอน เดวิลแบ็ตส์ เวลาที่จำเป็นต้องใช้เพลย์การเล่นซึ่งไม่มีใครคาดถึง โดยอีกไฮไลต์นั้นเกิดขึ้นในรอบรองชนะเลิศของศึกชิงแชมป์ภูมิภาคคันโต ซึ่งต้องเจอกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง โอโจ ไวท์ไนต์ส แต่คราวนี้ ยูคิมิตสึ ทำในสิ่งตรงข้าม ด้วยการผลัก ชิน เซย์จูโร่ ให้เข้าเอนด์โซน ทำคะแนนแก่ทีม ไวท์ไนต์ส

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า ยูคิมิตสึ จะช่วยคู่แข่งทำแต้มทำไม แต่ก็อย่างที่บอกว่า เวลาที่ เดวิลแบ็ตส์ ต้องใช้เพลย์เกินคาด ยูคิมิตสึ จะเป็นคนที่ได้เล่นเสมอ เหตุผลก็เพราะว่า ชิน ตั้งใจทำทัชดาวน์ดังกล่าว พร้อมเผาเวลาในเกมให้เหลือ 0 วินาทีพอดี ซึ่งจะเป็นสกอร์ที่ทำให้ ไวท์ไนต์ส ชนะไปโดยปริยาย แต่พอ ยูคิมิตสึ รีบผลักเจ้าตัวเข้าเอนด์โซน มันทำให้เวลาในเกมไม่จบที่ 0 แต่เหลืออยู่ 1 วินาที ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับ ฮิรุม่า และพรรคพวกในการพลิกเกมกลับมาคว้าชัยชนะได้แล้วนั่นเอง

 

เพื่อนคือปัจจัยสำคัญ

อย่าเพิ่งแปลกใจเมื่ออ่านถึงตรงนี้ ทุกคนรู้ว่าการศึกษานั้นสำคัญขนาดไหน แต่เราลองย้อนกลับไปในตอนที่เรายังเด็ก เราไม่ได้คิดถึงอนาคตไปไกลใหญ่โต ขอแค่ได้มาโรงเรียนมาเจอกับเพื่อนๆ ก็มีความสุขแล้ว ดังนั้น คำว่าเพื่อนสำหรับเด็ก ม.ปลาย จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายอนาคตได้ในทางหนึ่งเลยทีเดียว


Photo : www.weibo.com

ยูคิมิตสึ ไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน เขาจึงมีชีวิตที่เหี่ยวเฉาตลอดช่วงมัธยม ดังนั้นการได้ใช้ความพยายามของตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิกทีมอเมริกันฟุตบอล เปลี่ยนชีวิตเขาไปโดยปริยาย คาแร็คเตอร์มิสเตอร์จืดจางของเขาค่อยๆ เลือนหายไปทีเล็กทีละน้อย กลายเป็นคนที่มีความมั่นใจขึ้นมา เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายด้าน กล้าออกกำลังกายหนักๆ กล้าโกหกแม่เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และสุดท้าย การเปลี่ยนบุคลิกจากเด็กเนิร์ดหน้าผากกว้าง เขาเริ่มจริงจังกับการเล่นมากขึ้น จึงเปลี่ยนทรงผมด้วยการหวีผมลงมาปิดหน้าผากซึ่งทำให้เขาดูเท่กว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว

สิ่งที่เปลี่ยนทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากคำว่าเพื่อนอย่างแท้จริง ทุกคนในทีม เดวิลแบ็ตส์ คือกำลังใจที่ทำให้ ยูคิมิตสึ เดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแบกน้ำแข็งขึ้น โตเกียว ทาวเวอร์ การฝึกแบบนรก "Death March" ที่ต้องวิ่งเป็นระยะทาง 2,000 กิโลเมตร และการรีดจุดแข็งของตัวเองมาช่วยเติมเต็มทีมทุกสิ่งที่กล่าวมา ยูคิมิตสึ ทำมันอย่างเต็มความสามารถ และในครั้งที่เขาทำไม่ไหว เพื่อนร่วมทีมก็มักจะให้ความช่วยเหลือเขาอย่างเต็มใจเสมอ มันทำให้ในตอนจบเขาได้ยิ้มให้กับความยากลำบากนี้อย่างมีความสุข 

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีเพื่อนโดยแท้ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ ของการมีเพื่อนคือ ยูคิมิตสึ นั้นมีความลับเรื่องการเล่นอเมริกันฟุตบอลกับแม่มาตลอด แต่ความจริงแล้ว กัปตันทีมอย่าง ฮิรุม่า ที่เชื่อมั่นในตัวของเขาก็ได้แอบช่วยเขาเรื่องนี้แบบลับๆ ด้วยการปลอมเป็นครูเพื่อไปคุยกับแม่ของ ยูคิมิตสึ ว่าหากปล่อยให้ลูกชายได้เล่นกีฬาอย่างเต็มที่ มีรางวัลติดไม้ติดมือ ก็จะทำให้ ยูคิมิตสึ เป็นเด็กมีโปรไฟล์ที่ใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเรียนดี กีฬาเด่น ในคนเดียวกัน ... แม่ของเขาเห็นด้วยกับ ฮิรุม่า นั่นทำให้ความอึดอีดใจที่ ยูคิมิตสึ มีมาตลอดได้คลายออกไป ทำให้เขาได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ 


Photo : dokusho-ojikan.jp

จะเห็นได้ว่า ช่วงมัธยมปลายคือช่วงสำคัญที่ต้องหาตัวเองรวมถึงเพื่อนแท้ให้เจอ และยูคิมิตสึก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ สุดท้ายการเป็นขบฎต่อคำสั่งของแม่ ก็เปลี่ยนชีวิตของเขาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะหลังจากจบ ม.ปลาย ยูคิมิตสึ ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย Shuuei Medical College ได้สำเร็จ ด้วยการเป็นโควต้านักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอีกด้วย เรียกได้ว่าการตัดสินใจของเขา ทำให้เขาได้ตามความฝันของตัวเอง นั่นคือการมีชีวิต ม.ปลาย ที่น่าจดจำพร้อมกับเพื่อนๆ ในชมรม ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พ่อและแม่ของเขาก็มีความสุขที่ลูกชายได้เข้ามหาวิทยาลัยอย่างที่ตั้งใจไว้

หาก ยูคิมิตสึ มีตัวตนจริงๆ เขาคงเป็นตัวแทนของเด็กที่ไม่ได้แข็งแกร่งทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ จนทำให้ชีวิตเด็กมัธยมนั้นเจอกับความยุ่งยากและเรื่องทุกข์ใจในแบบที่คนอื่นไม่เข้าใจ 

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง ... ด้วยความตั้งใจที่มากพอ และแรงปรารถนาที่ไม่ยอมให้ใครมาหยุดได้ ไม่จำเป็นต้องมีไลฟ์โค้ช ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบังคับ หากมีเป้าหมายที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง จงทำให้เต็มที่ ชีวิตวัยรุ่นอย่ากลัวล้ม ... นี่คือช่วงเวลาเดียวที่คุณจะมีอิสระและความสุขกับมิตรภาพ โลกนี้ยังมีความยากลำบากอีกมากมายรออยู่ ไว้ถึงตอนนั้นหากมองย้อนกลับมา เหตุการณ์เก่าๆเหล่านี้ก็จะเป็นขุมพลังลับ หรืออย่างน้อยๆ ก็ทำให้คุณยิ้มได้และรู้สึกถึงความสุขของช่วงชีวิต ณ เวลานั้น...  

 

แหล่งอ้งอิง

https://eyeshield21.fandom.com/wiki/Manabu_Yukimitsu
http://whereisthailand.info/2012/01/pupils-class-hours/
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_Eyeshield_21_episodes
https://gitopia.wordpress.com/2017/02/10/character-talk-yukimitsu-manabu/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง