mainstand

Inspiration

‘พเยาว์ พูลธรัตน์’ กับช่วงเวลาแห่งโชคชะตาของฮีโร่โอลิมปิกไทยคนแรก



โอลิมปิก เกมส์ คือมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ในทุกๆ 4 ปี ทุกประเทศที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน ย่อมหวังถึงเหรียญรางวัลของนักกีฬา ในฐานะรางวัลที่สร้างความภูมิใจให้กับคนทั้งชาติ


 

สำหรับประเทศไทย ครั้งแรกที่ดินแดนสยามเมืองยิ้ม ได้สัมผัสถึงเหรียญรางวัล จากมหกรรมกีฬานี้ ต้องย้อนไป 44 ปีที่แล้ว เมื่อนักชกมวยสากลสมัครเล่นหนุ่มวัย 19 ปี นามว่า “พเยาว์ พูลธรัตน์” หักปากกาเซียน ก้าวไปคว้าเหรียญทองแดง จากโอลิมปิก เกมส์ 1976 ที่ประเทศแคนาดา มาได้สำเร็จ

เรื่องราวของ พเยาว์ พูลธรัตน์ อาจไม่เป็นที่พูดถึงมากนักในปัจจุบัน กับยุคที่ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก เกิดขึ้นในแทบทุก 4 ปี แต่ครั้งหนึ่ง ความสำเร็จของพเยาว์ สามารถพาเรื่องราวของเขา และวงการกีฬา ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ชื่อดัง ในช่วงเวลานั้นมาแล้ว

 

นักชกตัวความหวัง

พเยาว์ พูลธรัตน์ เกิดที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยความที่เขาไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีฐานะ ทำให้เมื่อพเยาว์ เรียนจบจากชั้นประถมศึกษา เขาจึงเก็บกระเป๋า เข้ามาหาความท้าทายให้กับชีวิต ในกรุงเทพมหานคร

เมื่อเข้าสู่เมืองกรุง โชคชะตาพาเขาไปพบกับกีฬามวยไทย ซึ่งกลายเป็นกีฬาโปรดในดวงใจของเขา ทำให้เขาฝากตัวเป็นศิษย์ของ ออมทรัพย์ แหลมฟ้าฝ่า อดีตรองแชมป์มวยไทยโลก และขึ้นสังเวียนมวยไทยในชื่อ “เพชรพะเยาว์ ศิษย์ครูทัศน์”

กระนั้นพเยาว์ กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในสังเวียนมวยไทย ทำให้เขาตัดสินใจ เบนเป้าเข้าสู่เวทีมวยสากลสมัครเล่น ซึ่งเขาตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

เพราะพเยาว์สร้างชื่ออย่างรวดเร็ว ในศึกมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์เอเชีย ในปี 1975 พเยาว์คว้าเหรียญเงิน ในรุ่นฟลายเวต มาครองได้สำเร็จ

หลังจากนั้น เจ้าตัวขยับมาชกรุ่นไลท์ฟลายเวต ในศึกคิงส์คัพ ก่อนโอลิมปิก เกมส์ 1976 จะเริ่มต้นที่ประเทศแคนาดา เพียง 4 เดือน และเป็นอีกครั้งที่เขาทำผลงานได้น่าพอใจ ด้วยการคว้าตำแหน่งเหรียญเงินมาครอง จนทำให้เขากลายเป็นนักมวย ที่ไทยคาดหวังจะคว้าเหรียญรางวัล ในโอลิมปิก เกมส์ 

เพราะในช่วงเวลาปี 1976 หรือพ.ศ. 2519 มีเพียงสองกีฬาที่เรียกได้ว่า ยึดพื้นที่บนหน้าหนังสือพิมพ์ในทุกฉบับ คือฟุตบอล กับมวย

ต่อให้ก่อนหน้านี้ จะไม่เคยมีนักกีฬาไทยได้เหรียญรางวัลมาก่อน แต่สำหรับกีฬามวย นี่คือกีฬาที่ประเทศไทย ประกาศตั้งเป้าหมาย ต้องมีเหรียญทองจากโอลิมปิก เกมส์ ในทุก 4 ปี ไม่ต่างอะไร กับการประกาศวางเป้าให้ฟุตบอลไทย ไปฟุตบอลโลกในปัจจุบัน

หากมองจากความเป็นจริงในตอนนั้นแล้ว การบอกว่ามวยไทยจะได้เหรียญจากโอลิมปิก ดูเป็นฝันไกลไม่ต่างอะไร จากคำว่าบอลไทยไปบอลโลกในปัจจุบัน แม้สื่อจะคาดหวังความสำเร็จของทัพนักมวยไทย ในโอลิมปิก เกมส์ 1976 แต่กีฬาที่สื่อยกให้เป็นความหวังคว้าเหรียญของไทย ในเวลานั้น คือว่ายน้ำ, ยิงปืน และกรีฑามากกว่า 

แม้แต่ พ.ท.สุธีร์ พรหมใจรักษ์ โค้ชทัพนักมวยสมัครเล่นในช่วงเวลานั้น ยังยอมรับด้วยตัวเองว่า การคาดหวังกับเหรียญรางวัลจากกีฬามวย ในโอลิมปิก ควรหวังกับ 4 ปีข้างหน้า ไม่ใช่โอลิมปิก 1976

“การไปของนักชกไทยในโอลิมปิกหนนี้ ถ้าเราไปอยู่สายเดียวกับนักชกแข็ง เราคงพ่ายแพ้อย่างย่อยยับแน่ เพราะเรามีเวลารวมตัวฝึกซ้อมเพียง 2 สัปดาห์ กว่าจะได้มารวมตัวกัน ก็ต้องเสียเวลาไปมาก เพราะนักมวยของเรา ยังต้องไปชกมวยไทยอยู่เลย” พ.ท.สุธีร์ กล่าวกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 

หนึ่งในนักมวยที่ต้องไปชกมวยไทย ก่อนโอลิมปิก เกมส์จะเริ่มขึ้น คือพเยาว์ ที่กลับไปชกมวยไทยอีกครั้งบนเวทีลุมพินี และนักชกที่ได้รับเลือกว่าเป็นเบอร์หนึ่ง ในโอลิมปิกครั้งนี้ของไทย กลับกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในการชกมวยไทยครั้งนั้น

 

สู่โอลิมปิก เกมส์

ทุกสิ่งดูไม่เป็นใจ กับกีฬาขวัญใจของชาวไทย เมื่อสมาคมมวยสากลสมัครเล่นในเวลานั้น ยังขาดความพร้อม นักชกอันดับหนึ่งไปแพ้ในเวทีมวยไทย การเดินทางไปแคนาดากินเวลานานหลายวัน อีกทั้งนักกีฬาหลายคน เจอปัญหากับอาหารต่างถิ่น ต้องบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันเป็นว่าเล่น


กระนั้นด้วยความหวังของคนทั้งชาติ ทำให้เหล่านักชกต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไปให้ไกลที่สุด กับการแข่งขันโอลิมปิก ครั้งนี้ เพราะท่ามกลางสังคมใน พ.ศ. 2519 กับปัญหาทางการเมืองต่างๆ ความสำเร็จจากโอลิมปิก เกมส์ น่าจะสร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศ ได้แน่นอน

“ผมเป็นห่วงว่าเราจะเป็นรองในการแข่งขันครั้งนี้ ผมจึงให้เราซ้อมให้หนักที่สุด อย่างน้อยต้อง 10 ยก วันไหนลงนวม ต้อง 12 หรือ 14 ยก” พ.ท.สุธีร์ โค้ชมวยสากลทีมชาติไทย กล่าวก่อนไปลุยโอลิมปิก

ผลลัพธ์ของการซ้อมหนัก ก่อนการแข่งขันเริ่มไม่กี่วัน กลับลงเอยด้วยอาการบาดเจ็บมือซ้นของพเยาว์ จนถูกนำมาลงข่าว ทางหนังสือพิมพ์ 

แถมในการประกบคู่ของพเยาว์ ยังต้องเจอกับ เรมุส คอสมา นักชกตัวเก็งจากโรมาเนีย ดูเหมือนโชคจะไม่ค่อยเข้าข้างนักชกชาวไทยแม้แต่น้อย

เมื่อถึงเวลาชกจริง ในยกแรกพเยาว์เสียเปรียบอย่างชัดเจน แถมในยกที่สอง เจ้าตัวยังพลาดหัวแตกเลือดอาบ หลังศรีษะของเจ้าตัว ไปชนกับศรีษะของนักชกจากโรมาเนีย โดยบังเอิญ

ด้วยเลือกที่ไหลออกมาไม่หยุด ทำให้การชกครั้งนี้เกือบยุติ แต่หลังจากที่ทีมไทยทำแผลให้กับพเยาว์ จนกลับมาชกต่อได้ ... “ภาวะเลือดขึ้นหน้า” ได้เกิดขึ้นกับนักชกรายนี้ เมื่อเจ้าตัวบุกหนักไล่ชกนักมวยจากโรมาเนีย อย่างไม่เกรงกลัว 

แม้ว่าจะต้องหยุดการชกอีกถึง 2 ครั้ง เพราะเลือดจากแผลแตกของพเยาว์ยังไหลไม่หยุด แต่นักชกหนุ่มวัย 19 อย่างพเยาว์ ไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป เขาไล่ชกคอสมา ตลอดทั้งการแข่งขัน จนกลายเป็นผู้ชนะในครั้งนี้ 

“นักชกไทยกำชัยโอลิมปิก” คือคำขึ้นพาดหัวหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ หลังจากชัยชนะของพเยาว์ เขาสร้างความประทับใจให้คนทั้งประเทศ และกลายเป็นที่จับตาของสื่อในทันที ว่าอาจเป็นความหวังตัวจริง ในการคว้าเหรียญรางวัล ให้กับทีมชาติไทย

อย่างไรก็ตาม แผลแตกบริเวณปลายคิ้วซ้ายของพเยาว์ กลายเป็นปัญหาสำคัญ เพราะหากเขาโดนชกเข้าตรงจุดนั้น เพียงแค่หมัดเดียว แผลจะแตกในทันที และสามารถทำให้พเยาว์ถูกปรับแพ้ได้ไม่ยาก ... แต่ถึงแม้จะมีจุดอ่อนติดตัว พเยาว์ก็สร้างเซอร์ไพรซ์อีกครั้ง

“‘พเยาว์ มีหวังเหรียญ ชนะรัสเซียเข้ารอบ 3” คือคำขึ้นพาดหัวอีกครั้ง หลังพเยาว์เอาชนะ อเล็กซานเดอร์ เตเชนโก จากสหภาพโซเวียต (รัสเซียในปัจจุบัน) ทำให้เขาเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย และหากเขาชนะอีกแค่แมทช์เดียว พเยาว์จะมีเหรียญติดมือ กลับประเทศไทยทันที

แต่นักชกที่ยืนขวางหน้าพเยาว์ ในรอบ 8 คนสุดท้าย คือ เกอร์รี เกโด นักชกจากฮังการี เจ้าของเหรียญทอง จากโอลิมปิก เกมส์ ปี 1972 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก (เยอรมนีในปัจจุบัน) ... ซึ่ง 4 ปีก่อนหน้านี้ เกโด เคยชนะน็อค สุรพงษ์ ศรีภิรมย์ นักชกไทย กลางสังเวียนมาแล้ว

ผลลัพธ์ของการพบกันระหว่างพเยาว์กับเกโด จบลงด้วยคะแนน 4 ต่อ 1 ... หากเกโดชนะ ทุกอย่างคงเรียกว่าเป็นไปตามคาด แต่ในความจริง กลายเป็นพเยาว์ที่ไล่ต้อนเกโด จนกลายเป็นฝ่ายชนะในการชกครั้งนี้ และเป็นครั้งที่สาม ที่พเยาว์ได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทย กับพาดหัว “หมัดประวัติศาสตร์”

ชัยชนะเหนือเกโด ทำให้พเยาว์คว้าเหรียญทองแดงมาครอง ในทันที แต่ ณ เวลานั้น ไม่มีใครพูดถึงเหรียญทองแดงของพเยาว์ เพราะชาวไทยทุกคนหวังไปไกลกว่านั้นแล้วว่า นักชกรายนี้จะเป็นชาวไทยคนแรก ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก มาได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม แผนที่ปลายคิ้วซ้ายของพเยาว์ กลับมาสร้างความเสียหายของเขา ในการชกรอบรองชนะเลิศ กับ ลี บยองอุก นักชกชาวเกาหลีเหนือ หลังนักชกรายนี้ตั้งใจเล่นงานไปที่แผลของของพเยาว์ จนแผลเปิดเลือดไหลอาบ กรรมการต้องสั่งยุติการชกเพียงยกที่สอง ทำให้พเยาว์ต้องยุติเส้นทางอันน่าจดจำของเขา ไว้เพียงเหรียญทองแดง

 

การกลับมาของฮีโร่

แม้จะไม่ได้เหรียญทองกลับมา แต่ความสำเร็จของพเยาว์คือเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก ของวงการกีฬาไทย เพราะนี่คือครั้งแรก ที่นักกีฬาไทย คว้าเหรียญรางวัล จากมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของมวลมนุษยชาติ

7 สิงหาคม เวลา 9 นาฬิกา 50 นาที คือเวลาที่ฮีโร่ของคนไทย กลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิด ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่ามกลางการต้อนรับจากตัวแทนของรัฐบาลไทย 

“บรรยากาศในตอนนั้นคือ เอารถเปิดประทุนไปรับถึงดอนเมือง หลังจากนั้นก็พาแห่กันมาเลย ตอนนั้นก็เป็นกระแสที่คนไทยเขาก็สนใจกัน” สร้อย มั่งมี ผู้สื่อข่าวมวยในนามปากกา สอดสร้อย สาวสังเวียน ให้ข้อมูลกับ Main Stand

พเยาว์เดินสายเข้าพบผู้มีอำนาจในประเทศหลายคน หนึ่งในนั้นคือ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ที่ถึงกับจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ภายในทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับมอบประกาศนียบัตร ให้กับพเยาว์ ในฐานะประชาชนที่สร้าชื่อเสียงให้ประเทศ 

“ตอนนั้นน่าเสียดายตรงที่ ยุคนั้นไม่เหมือนยุคนี้ สปอนเซอร์หรือนักการเมือง ยังไม่เห็นความสำคัญของกีฬาเท่าปัจจุบัน แกเลยได้แต่กระแส เป็นฮีโร่ของประเทศ แห่เฉลิมฉลองชัยชนะ แค่นั้นก็จบเลย พูดง่ายๆ คือได้แต่กล่อง ไม่ได้เงิน” สร้อย มั่งมี กล่าว

เป็นที่น่าเสียดายสำหรับความสำเร็จของพเยาว์ เพราะในขณะที่นักมวยยุคหลังที่ประสบความสำเร็จ จากโอลิมปิก สามารถต่อยอดหารายได้ให้กับตัวเอง แต่กระแสของพเยาว์กลับเงียบหาย ไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ และถูกแทนที่ ด้วยประเด็นปัญหาทางการเมืองอีกครั้ง

“อย่างน้อยความสำเร็จของพเยาว์ ก็สร้างกระแส สร้างความหวัง ให้กับคนไทย ทุกๆ 4 ปี เราหวังกับมวยสากลสมัครเล่น ที่จะเอาเหรียญกลับมา จากโอลิมปิก เขาเป็นเหมือนคนจุดประกาย ให้กับกีฬานี้ และเป็นความหวังของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน” เจ้าของนามปากกา สอดสร้อย สาวสังเวียน กล่าว



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง