mainstand

Inspiration

ทิตาวีร์ - ทิตาธร อักษรศรี : คู่แฝดช้างศึกพลังหนุ่มที่ล้มด้วยกัน ลุกด้วยกัน ยิ้มด้วยกัน



“ผมรู้สึกภูมิใจที่เราสองคนได้ติดทีมชาติพร้อมกันสักที มันเป็นสิ่งที่เราฝันกันมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาถึงจุดนี้เราใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะเราสองคนไม่ได้เก่ง แต่ก็สู้มาด้วยกันจนมาถึงจุดนี้”


 

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของ “ทีมฟุตบอล” คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นภายในทีม ที่ต่างต้องเรียนรู้อุปนิสัยใจคอ สไตล์การเล่น จนเกิดความเข้าใจเข้าอกกันอย่างถ่องแท้ เพื่อความสมบูรณ์แบบยามลงสนาม

สำหรับ “ปาแปง” ทิตาวีร์ และ “โชแปง” ทิตาธร ความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่นั้น พัฒนาข้ามไปไกลกว่าแค่เพื่อนร่วมทีมเหมือนอย่างนักเตะคนอื่นๆ 

เพราะเขาคือคู่ฝาแฝดตระกูล อักษรศรี ที่เติบโตใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเล่นฟุตบอลมาพร้อมกัน และฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามมากมายบนเส้นทางลูกหนังมาด้วยกัน 

จนในที่สุดผลแห่งความพยายาม และพลังใจที่ทั้งคู่ส่งถึงกัน ก็ทำให้ ทิตาวีร์-ทิตาธร ถูกเรียกเข้ามาอยู่ในทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ชุดสู้ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2020 รอบสุดท้าย ที่มีตั๋วไป “โอลิมปิก เกมส์” เป็นเดิมพัน

Main Stand และ เครื่องดื่มตราช้าง ผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลทีมชาติไทย ขอพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ คู่แบ็กฝาแฝดแห่งทัพช้างศึกพลังหนุ่มประจำการแข่งขัน U-23 ชิงแชมป์เอเชีย 

 

คู่แฝดพรแสวง 

“จริงๆ เราสองคนเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตามคุณพ่อ และพี่ชายสองคน (ทิยัชชา, ทัตพิชา) ที่เล่นมาก่อน สมัยอนุบาลฯ เวลาพี่ชายมีซ้อมบอลโรงเรียน เราสองคนก็จะไปนั่งดูอยู่หลังสนาม เอาลูกบอลมาเตะเล่นกันสองคน”

ทิตาวีร์ อักษรศรี แฝดผู้พี่ ที่ได้ชื่อเล่นมาจากอดีตนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสอย่าง “ฌอง ปิแอร์ ปาแปง” ย้อนถึงจุดสตาร์ทในการไล่ล่าฝันเป็น นักฟุตบอล พร้อมๆกับ โชแปง ทิตาธร แฝดผู้น้อง 

ปาแปง และ โชแปง ต่างยอมรับว่า เขาทั้งคู่เริ่มต้นเล่นบอล ด้วยความยากลำบากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในรุ่น เพราะเขาสองคนต่างไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เลย 

แม้จะได้เข้ามาศึกษาที่ “โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน” ที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอลนักเรียน แต่ฝาแฝดตระกูลอักษรศรี ก็ไม่ได้เข้ามาด้วยโควต้านักกีฬาเหมือนกับนักฟุตบอลทีมชาติหลายๆคน 

“ตอนนั้นแม่ทำงานอยู่แถวสีลม แล้วพี่ชายก็เรียนอยู่คริสเตียนฯ อยู่แล้ว เราสองคนก็เลยสอบเข้ามาเรียนที่นี่ ตั้งแต่ป.1 อยู่มาจนจบมัธยมปลายฯ ตอนเด็กก็มีมาซ้อมบอลให้ทีมโรงเรียน หลังเลิกเรียกบ้าง” โชแปง ทิตาธร กล่าวเริ่ม ก่อนที่ ปาแปง ทิตาวีร์ จะเล่าต่อว่า “แต่ว่าเราไม่ได้เป็นตัวหลักของโรงเรียนหรอก ช่วง ม.ต้น เราทั้งคู่ตกเป็นตัวสำรองของเด็กรุ่นน้องอีกที” 

“จำได้เลยว่า มีโค้ชเดินมาหาที่ซุ้มม้านั่ง ผมสองคนนั่งอยู่ข้างกัน แล้วเขาก็พูดว่า ‘เอ็งสองคนดูเด็กคนนี้เล่นนะ มันได้เป็นตัวจริง ทั้งที่เป็นรุ่นน้องเอ็ง’ ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าเราเล่นสู้ไม่ได้นะ แต่เข้าใจว่ามันเป็นมุมมองของโค้ช”

โชแปง พูดเสริมว่า “เราก็เลยคุยกันว่า เราออกมาหาฝึกฟุตบอลตามอคาเดมีข้างนอกดีกว่า เพื่อพัฒนาตัวเองให้ทักษะ เบสิคดีกว่านี้ ดีกว่านั่งดูเพื่อนข้างสนามในทีมโรงเรียน เราคงพัฒนายาก ก็ไปซ้อมอยู่หลายที่เลยครับ” 

ทิตาวีร์ และ ทิตาธร ขวนขวายหาโอกาสให้ตัวเอง ในยามที่ไม่ได้รับโอกาสเป็น ตัวแทนสถานศึกษา ในทัวร์นาเมนต์บอลนักเรียน พวกเขาจึงออกไปตระเวนแข่งขันฟุตบอลเดินสายระดับเยาวชน รวมถึงพาตัวเองไปฝึกฝนตามอคาเดมีต่างๆ ที่เปิดสอนฟุตบอล 

จนกระทั่งฟอร์มของ แฝดผู้น้อง ทิตาธร โดดเด่นเข้าตาแมวมองของ อาร์แบค สโมสรพันธมิตรของ เทโรฯ เขาจึงได้รับโอกาสในเซ็นสัญญาเป็นเยาวชนฝึกหัดทีมมังกรไฟ ก่่อนที่แฝดผู้พี่ จะได้รับสัญญาตามมา ในเวลาต่อมา 

“พวกผมได้เป็นนักบอลเยาวชนของ เทโรฯ ตั้งแต่ก่อนที่ เทโรฯ จะมาเป็นพันธมิตรกับ กรุงเทพคริสเตียนฯ ก็ได้แข่งฟุตบอลเยาวชนให้ทีมบ้าง พอเทโรฯ มาเป็นพันธมิตรกับโรงเรียน ผมสองคนก็ถูกเรียกมาเล่นให้โรงเรียน ควบคู่กับสโมสรบีซีซี เอฟซี ตอน ม.5-6” โชแปง ทิตาธร กล่าวเริ่ม

“ช่วงนั้นเราสองคนถูกเรียกขึ้นไปซ้อมกับ เทโรฯ ชุดใหญ่ บ้าง ตอนปรีซีซั่น แต่มันก็ยากที่จะเบียดพวกรุ่นพี่ในทีม เพราะเทโรฯ ชุดนั้นมีนักเตะทีมชาติชุดใหญ่หลายคน ช่วงเข้ามหา’ลัย ตอนแรกสโมสรจะไปส่งเราสองคนให้ อุดรธานี เอฟซี ยืมตัว แต่เราก็ขอผู้ใหญ่ว่าอยากมาเล่นให้ โดม เอฟซี เพราะเราเพิ่งเข้าเรียน ชั้นปีที่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เลยถูกยืมมาเล่นที่ โดม 1 ปี”

ทิตาวีร์ และ ทิตาธร ยึดตัวหลักในการเล่นให้กับ โดม เอฟซี สโมสรในระดับไทยลีก 4 เมื่อฤดูกาล 2017 หลังจบซีซั่น โปลิศ เทโร เอฟซี ต้นสังกัดที่แท้จริงก็เรียกตัว ปาแปง-โชแปง ขึ้นสู่ชุดใหญ่ และทำให้แฟนบอลไทยได้เริ่มรู้จากพวกเขาจุดนั้น 

 

สู้มาด้วยกัน 

“เราเป็นคู่แฝดที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน คิดเหมือนกันๆ แม้แต่ของใช้ สไตล์การแต่งตัว ก็คล้ายกัน ไปไหนมาด้วยกันตลอด จนบางคนยังแซวว่า เราสองคนตัวติดกันตลอดเวลา แยกกันไม่ได้เลยเหรอ” 

“การเป็นแฝดมันดีตรงที่เราสามารถคุยกันได้ตลอด และพูดตรงๆได้ทุกเรื่องๆ ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง เช่น ‘วันนี้เล่นเป็นยังไง’ ‘มีอะไรต้องปรับปรุง’ ‘ควรไปทำอะไรเพิ่มเติมตรงไหน’ หรือชวนกันไปเล่นฟิตเนส, ชวนกันไปซ้อมเพิ่มเติมหลังโปรแกรมการซ้อมประจำวัน เพราะบางทีอย่างเวลาเราเล่นในสนาม เราเห็นตัวเองไม่ชัดเท่าคนที่ดูเราอยู่ จุดนี้เราสามารถบอกกันได้ตรงๆ ไม่ต้องเกรงใจกัน” ปาแปง ทิตาวีร์ เผย

ทิตาวีร์ และ ทิตาธร มีอุปนิสัยใจคอที่คล้ายกันมาก แถมยังมีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน อาจต่างแค่เท้าข้างที่ถนัดและตำแหน่งที่เล่นเท่านั้น (ทิตาวีร์ แบ็กขวา, ทิตาธร แบ็กซ้าย) 

พวกเขามักพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนาฝีเท้าตัวเอง โดยที่ต่างคนต่างคน จะทำหน้าที่กระจกคอยสะท้อนให้ อีกฝ่ายได้รับรู้และนำไปปรับปรุง ไม่ใช่แค่สนใจเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น

สิ่งเหล่านั้นทำให้ ทิตาวีร์ และ ทิตาธร ค่อยๆ ยกระดับฝีเท้าตัวเอง จากนักบอลที่ถูกมองข้ามจากโรงเรียน, นักเตะที่ต้องเล่นในลีกระดับ 4 ของไทย วันหนึ่งพวกเขาก็ต่างผลักดันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน จนมีโอกาสติดทีมชาติไทยระดับเยาวชนทั้งสองคน แม้จะไม่เคยติดทีมชุดเดียวกันก็ตาม 

“สมัยเด็กๆ เราสองคนผอมแห้งกันมาก ก็มาเริ่มมีกล้ามเนื้อ เพราะชวนกันไปเล่นฟิตเนสนี่ละ มันก็อาจเป็นข้อดีเหมือนกันที่เราเป็นฝาแฝด เวลาอยากทำอะไร ก็ไม่ต้องทำคนเดียว หรือไปชวนคนอื่น เราก็ทำด้วยกัน ไปด้วยกันนี่แหละ ซึ่งมันก็ดีที่ เรามีวิธีคิดคล้ายๆกัน คืออยากพัฒนาตัวเองให้ดีกว่านี้” โชแปง ทิตาธร 

อย่างไรก็ดี เส้นทางของ ทิตาวีร์ และ ทิตาธร ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะกับ โชแปง ทิตาธร ที่เคยได้รับบาดเจ็บจนต้องผ่าตัดถึง 2 ครั้ง และแน่นอนว่า คนหนึ่งที่รู้สึกเสียใจไม่แพ้เจ้าตัว คงหนีไม่พ้น ปาแปง ทิตาวีร์ แฝดพี่ผู้เปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิด เพื่อนที่รู้ใจ 

“ทุกครั้งที่ โชแปง ต้องผ่าตัด ผมโคตรสงสารมันเลย ทำไมถึงโชคร้ายโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่คนเดียว เพราะผมไม่เคยเจ็บหนักเลย วันที่โชแปงอยู่โรงพยาบาล ผมนั่งร้องไห้กับมันเลยนะ ‘ทำไมต้องเป็นมึงว่ะ แบ่งให้กูเจ็บแทนมึงได้ไหม’กูสงสารมึง” ปาแปง ทิตาวีร์ เผย

โชแปง ทิตาธร กล่าวต่อ “ปาแปงให้กำลังใจผมตลอด คอยบอกให้ สู้สู้ เดี๋ยวมึงก็กลับมาได้ ผมก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงผม เพราะผมผ่าครั้งหนึ่ง ใช้เวลาพักรักษาตัว ครึ่งปีบ้าง พักปีหนึ่งบ้าง ผมคิดว่ากำลังใจนี่สำคัญมากนะ เวลาที่เรารู้สึกแย่ อย่างน้อยก็รู้ว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆเรา”

 

มากกว่าแค่เพื่อนร่วมทีม 

ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชายซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ “ทิตาธร อักษรศรี” สลัดอาการบาดเจ็บ มีชื่อเป็น 1 ใน 20 ขุนพลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ขณะที่ “ทิตาวีร์” หลุดโผจากทีมชุดนี้

อาจเป็นโชคร้าย ที่รายการดังกล่าว ทิตาธร แบ็กซ้ายตัวจริงในชุดนั้น ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียล ถึงฟอร์มการเล่นที่ยังทำได้ไม่น่าประทับใจ แม้ว่า ทิตาวีร์ จะทำได้แค่เป็นผู้ชมทางทีวี แต่เขาย่อมเข้าใจหัวอกของแฝดน้องเป็นอย่างดี

“ตอนที่ไม่ได้ติดทีมซีเกมส์ ผมดีใจกับโชแปงนะ แต่ก็เซ็งตัวเองที่ทำไมเราไปไม่ถึงจุดนั้น ทั้งที่ก็เป็นรุ่นอายุเรา อยากไปเล่นด้วยกัน แต่ผมไม่ได้คิดอะไรมาก ก็กลับมาฝึกฝนพัฒนาตัวเอง คิดว่าสักวันหนึ่งคงเป็นโอกาสของเรา ตอนนั้นก็คุยโทรกัน ไลน์หากันตลอด” ปาแปง ทิตาวีร์ กล่าวเริ่ม

ทิตาธร เสริมต่อ “ตอนซีเกมส์ ผมก็รู้สึกนะว่า ตัวเองเล่นเหมือนไม่ใช่ตัวเอง มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แล้วพอกระแสออกไป กลายเป็นว่าผมโดนคอมเมนท์ด่าแรงๆ ทุกนัดหลังจบเกม ผมจะไลน์ไปคุยกับ ปาแปง ตลอด ถามว่า ‘กูเป็นนั้นจริงๆ เหรอวะ’ เขาก็จะให้กำลังใจ คอยบอกว่า ผมควรต้องแก้ไขอะไร เพราะเราสองคนรู้ว่า เราเล่นได้ดีมากกว่านี้ บางทีเราไม่ต้องสนใจคำพูดคนอื่นที่ไม่รู้จักเรามากก็ได้ สนใจคำพูดของคนที่เขาจริงใจกับเราดีกว่า” 

หลังฝันร้ายจากฟุตบอลชาย ซีเกมส์ ที่ทีมชาติไทยไม่สมหวัง รายการใหญ่อย่าง ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก็มีคิวรอทัพช้างศึกหนุ่ม อยู่ในอีกไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น 

ความสำคัญของทัวร์นาเมนต์นี้ อยู่ตรงที่ 3 อันดับที่ดีสุด (ไม่รวมญี่ปุ่น) จะได้ตั๋วไปแข่งขัน ฟุตบอลชาย โอลิมปิก เกมส์ ดังนั้นนี่จึงเป็นรายการที่เหล่าแข้งไทย ที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ล้วนอยากสัมผัส เพราะไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันครั้งนี้  

แม้ ทิตาธร จะผิดหวังจากฟอร์มที่ไม่่เป็นใจในซีเกมส์ และ ทิตาวีร์ จะอกหักจากการไม่ถูกเรียกติดทีมชาติ แต่พวกเขาก็ยังคงมีความหวังที่ได้ลงเล่นด้วยกันสักครั้ง 

สุดท้ายผลของความตั้งใจและไม่ย่อท้อก็ส่งผลให้ อากิระ นิชิโนะ ตัดสินใจเลือก ทิตาวีร์ และ ทิตาธร เข้ามาเป็น 23 ผู้เล่นทีมชาติไทย ชุดความหวังนี้ 

“มันเป็นความฝันที่เราพูดกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า เราอยากติดทีมชาติชุดเดียวกัน อยากลงสนามไปเล่นพร้อมกัน พอรู้ว่าครั้งนี้ เราถูกเรียกติดทีมชาติทั้งสองคน โดยไม่มีใครบาดเจ็บ ผมรู้สึกว่าเราขยับเข้าใกล้ความฝันไปอีกขั้นแล้วนะ เหลืออีกแค่ก้าวเดียว ถ้าเราได้ลงเล่นด้วยกัน มันคงเหมือนความฝันที่เป็นจริง” ทิตาธร กล่าว

ส่วน ทิตาวีร์ เสริมว่า “ที่ผ่านมาเราสองคนทำงานหนักมากจริงๆ เพราะเราไม่ใช่เด็กที่เก่งมาตั้งแต่แรก อย่างเด็กคนบางคน แค่เห็นเราก็รู้แล้วเขามีพรสวรรค์ เขาเก่งกว่าเรา” 

“กว่าที่เราจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เราซ้อมหนักกว่าคนอื่นตลอด เพราะเราอยากดีกว่านี้ ” 

“มันก็อาจเป็นข้อดีที่เราสองคน ไม่มีใครคิดล้มเลิกระหว่างทาง ทั้งที่มันก็หลายๆอย่างที่ผ่านเข้ามา เหมือนกับเวลาที่คนหนึ่งท้อ อีกคนก็จะช่วยพยุง คอยให้กำลังใจกัน มันก็เลยทำให้เราสองคนมาได้ไกลถึงตรงนี้ พร้อมๆกัน”

ไม่ว่าฝันของพวกเขาจะเป็นจริงหรือไม่ หลังจบทัวร์นาเมนต์นี้ อย่างน้อยที่สุดเรื่องราวของพวกเขา ก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจชั้นดี ที่ทำให้เราเห็นว่า หากมีความพยายามที่จะ “เล่นไม่เลิก” หรือ “สู้ไม่เลิก” พร้อมมีคนรอบข้างที่ให้กำลังใจ เคียงข้างกันที่ร่วม “เชียร์ไม่เลิก” 

บางทีอุปสรรคที่ดูว่ายาก ก็คงไม่ยากเกินกว่าจะก้าวข้ามผ่านไปได้…  

 

ภาพประกอบ

- ช้างศึก
- ฟุตบอลทีมชาติไทย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง