mainstand

Inspiration

จตุรพัช สัทธรรม : จากเด็กวัดสู่การเป็นแข้งความหวังช้างศึกซีเกมส์



หากใครติดตามฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา น่าจะคุ้นชื่อของ “จตุรพัช สัทธรรม” แบ็กซ้ายสโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล เป็นอย่างดี


 

แม็ก - จตุรพัช พัฒนาตัวเองขึ้นมาจากแข้งดาวรุ่งมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมอย่างเต็มตัว และฝากผลงานส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม จนถูกเรียกเข้ามาเป็นหนึ่งในขุนพล ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่จะมีภารกิจสำคัญในการไปล่าเหรียญทองซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ปลายปีนี้ 

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เส้นทางของ จตุรพัช ต้องผ่านพบกับประสบการณ์ชีวิตมากมาย โดยเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งที่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ก้นกุฏิเป็น “เด็กวัด” กินข้าวก้นบาตรพระ และถูกขัดเกลานิสัยโดยหลวงพ่อ 

Main Stand x เครื่องดื่มตราช้าง ผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลทีมชาติไทย จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ จตุรพัช สัทธรรม ดาวเตะตัวความหวังของทีมช้างศึกซีเกมส์ 2019 ให้มากยิ่งขึ้นผ่านบทความชิ้นนี้ 

 

เด็กก้นกุฏิ 

ทุ่งหญ้าสีเขียว ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ในพื้นที่อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น คือ ภาพความทรงจำวัยเยาว์ที่ “แม็ก จตุรพัช” จดจำได้เป็นอย่างดี 

เพราะท้องนาท้องไร่เป็นที่ทำกินของ คุณปู่และคุณย่า ซึ่งเลี้ยงดูเขามาตั้แต่เด็ก เนื่องจากพ่อแม่ออกไปทำงานในต่างจังหวัด และในวัยเด็ก เขาก็ไม่เคยลืมภาพที่ตัวเองวิ่งหวดลูกฟุตบอลตามท้องนา 

“ตั้งแต่จำความได้ ผมก็เริ่มเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆแถวบ้าน ตามประสาเด็กๆ แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฟุตบอลเล่นอย่างไร  ตอนนั้นผมก็ไม่ได้เล่นเก่งกว่าคนอื่นเลยครับ แค่ยิงแรงกว่าคนอื่น แต่สำหรับเด็กแค่นั้นก็ถือว่าเก่งแล้วครับ (หัวเราะ)”

“พอโตมาสักหน่อยก็เริ่มคบกับเด็กที่โตกว่า เตะบอล เล่นเกม พ่อกับแม่ก็เป็นห่วง กลัวผมจะออกนอกลู่นอกทางไปข้องเกี่ยวกับสิ่งไม่ดีครับ จึงให้ผมย้ายจากขอนแก่นมาอยู่กับพวกท่านที่จังหวัดระยอง ตอน ป.5 ครับ”

จตุรพัช ยอมรับว่าเขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างเกเร ประกอบกับพ่อและแม่ของเขา ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ เป็นช่างทำกระจก ทำให้ไม่มีเวลาดูแลเขาอย่างเต็มที่ ดังนั้นครอบครัวของเขาจึงตัดสินใจส่ง จตุรพัช ไปฝากฝังกับหลวงพ่อเวทย์ และเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนวัดน้ำคอกจังหวัดระยอง ซึ่งสถานที่แห่งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงเขาเป็นอีกคน 

“ตอนแรกที่ผมอยู่วัด ผมร้องไห้เลย อยากกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ เพราะเรายังเด็กไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อน แต่พออยู่สักระยะก็เริ่มปรับตัวได้ และเริ่มมีความสุขมากขึ้น”

“การอยู่วัดช่วยให้ผมเกเรน้อยลงครับ เพราะหลวงพ่อท่านสอนผมทุกอย่าง ทั้งเรื่องระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ถ้าผมดื้อก็ต้องโดนลงโทษ เช่น นั่งสมาธิอยู่หน้าเมรุ โดนตีบ้าง แต่การได้มาอยู่วัดก็ทำให้ผมได้กลับมาอยู่ในทางที่ควรจะเป็น เจตนาของท่านคือต้องการสอนให้ผมเป็นคนดี หลวงพ่อจึงเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในชีวิตผม”

นอกจากเรื่องวินัยในการใช้ชีวิตที่ได้รับการขัดเกลาหลังกำแพงวัดแล้ว สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือการใช้ชีวิตอยู่ในวัดกลับทำให้จตุรพัชจริงจังกับฟุตบอลมากขึ้น เพราะในจังหวัดระยองละแวกที่เขาอยู่ มีการจัดแข่งขันฟุตบอลเด็ก เปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้ร่วมแข่งขัน ซึ่งเขาเองก็ได้มีส่วนร่วมในฐานะนักเตะทีมโรงเรียนวัดน้ำคอก

“ผมเริ่มจริงจังกับฟุตบอลมากขึ้นครับ เริ่มรู้แล้วว่าฟุตบอลจริง ๆ มันเป็นยังไง มีวิธีการเล่นอย่างไร ตอนนั้นผมเล่นตำแหน่งตัวรุกกับปีก หลังจบ ป.5 ผมก็มีโอกาสได้มาเรียนต่อที่ โรงเรียนอนุบาลระยอง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอลของระยอง และหลังจบป.6 ผมก็ไปตระเวนคัดตัวกับโรงเรียนมัธยมดังๆ ทั่วภาคตะวันออก”

“ผมไปคัดทั้งโรงเรียนชลราษฎรอำรุง อัสสัมชัญศรีราชา แล้วก็อีกหลายโรงเรียน แต่ไม่ติดเลยครับ เขาบอกว่าผมตัวเล็กเกินไป ตอนนั้นผมร้องไห้เลยครับ ผิดหวังมาก ต้องกลับมาเรียนที่ระยองต่ออีกปีที่โรงเรียนมัธยมตากสินครับ”

ถึงจะผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้จตุรพัชท้อถอย ในทางกลับกันมันยิ่งทำให้เขามุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม เพราะในปีต่อมาหลังจากอดทนรอมาหนึ่งปีเต็ม ๆ เขาก็พร้อมแล้วสำหรับการไปคัดตัวอีกครั้ง และคราวนี้ไม่ใช่แค่การคัดตัวในภาคตะวันออก จตุรพัช มุ่งหน้าเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร 

 

“โค้ชโต่ย” และคริสเตียน 

“ปีต่อมาผมเข้ามาคัดตัวที่กรุงเทพเลยครับ ตอนแรกผมไปราชวินิตบางแก้ว ผมก็ติดที่ราชวินิตบางแก้ว แต่พอเขาถามเรื่องปีเกิดผม ปรากฏว่าปีเกิดไม่ถึงเกณฑ์อายุ ผมเกิดปี 42 เขาจะเอาปีเกิด 41 ผมก็เลยไม่ได้ แต่ก็ไปตระเวนคัดต่อครับ ไม่ยอมแพ้” 

“วันหนึ่งผมจะไปเล่นเกมส์กับเพื่อนผม แต่มีรุ่นพี่ที่พ่อเขาเป็นโค้ชฟุตบอล ซึ่งโค้ชคนนั้นก็เคยสอนผมที่ระยองเหมือนกัน ชวนผมไปคัดตัวเป็นเพื่อนที่ประเทืองทิพย์ ตอนแรกผมกะจะไปเป็นเพื่อนเฉย ๆ ไม่ได้เอาอะไรไปเลย แต่พอไปถึงสนามพ่อของรุ่นพี่คนนั้นก็ไล่ผมลงไปในสนาม ให้ลองคัดดู ผมก็ต้องยืมรองเท้าพ่อเขามาใส่ เสื้อผ้าก็ยืมเหมือนกัน ผลสุดท้ายผมติดคนเดียว รุ่นพี่คนนั้นไม่ติด”

“ผมต้องของคุณแกด้วยครับ ถ้าวันนั้นผมตัดสินใจไปเล่นเกม ชีวิตผมก็คงไม่มาถึงตอนนี้”

สุดท้ายจตุรพัชก็ได้เข้ามาเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนอะคาเดมี่ของสโมสรโอสถสภา ที่นี่ทำให้เขาได้พบกับผู้ชายอีกหนึ่งคน ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อชีวิตนักฟุตบอลของเขาอย่างมาก คนนั้นๆมีชื่อว่า “โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย”

“ช่วงแรก ๆ ที่ผมเข้ามาในประเทืองทิพย์ ผมก็ยังปรับตัวกับชีวิตไม่ได้ครับ คิดถึงบ้าน อยากกลับไปอยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ได้โค้ชโต่ยนี่แหละครับ ตอนนั้นเขาทำทีมประเทืองทิพย์อยู่ เขาวางรากฐานให้ผมตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ” 

“เมื่อก่อนผมอาจจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยเชื่อฟัง เป็นเด็กดื้อหน่อย เขาก็วางแนวทางชีวิตให้กับผม เปลี่ยนผมทั้งในสนามนอกสนาม เป็นอีกคนที่มีความสำคัญ มีอิทธิพลต่อชีวิตผมครับ ทำให้ผมได้รู้จักคำว่าฟุตบอลจริง ๆ ทำให้เราพัฒนาได้”

“ตอนอยู่กับโค้ชโต่ย ผมได้แชมป์รายการมหานคร ชนะอัสสัมชัญธนบุรี ตอนอายุ 14 ปี แล้วมันก็จะมีพวกบอลถ้วย ก. ผมก็เข้าชิงมาตลอดตั้งแต่อายุ 14 ถึง 18 ก็ถือว่าเป็นทีมโรงเรียนที่มีชื่อเหมือนกันครับ”

จตุรพัชใช้ชีวิตในฐานะนักฟุตบอลโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยาเรื่อยมาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยฟอร์มในสนามที่โดดเด่น ทำให้เขาได้รับการทาบทามจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนดังในเครือจตุรมิตร

“หลังจากจบม.4 ผมก็ได้ย้ายไปที่กรุงเทพคริสเตียนครับ ที่ได้ไปเพราะว่าแมวมองครับ ตามการแข่งบอลนักเรียนมันจะมีแมวมองจากโรงเรียนใหญ่ ๆ พวกโค้ชที่มาดูเด็ก ๆ แข่ง เขาก็มาทาบทามผมให้ไปอยู่ครับ” 

“ตอนนั้นไม่รู้เลยครับว่าจตุรมิตรคืออะไร จนได้มีโอกาสไปดูครั้งหนึ่ง มันยิ่งใหญ่มาก ‘นี่มันบอลนักเรียนจริงเหรอวะเนี่ย มีคนดูสองสามหมื่นคน’ ผมเป็นเด็กบ้านนอกไม่เคยเจอบอลระดับนี้ มันน่าตื่นเต้นและคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีในชีวิตเลยย้ายไปครับ”

จตุรพัช ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวแล้ว และการได้มาเป็นส่วนหนึ่งในรั้วชงโคสีม่วง ยิ่งทำให้เขาขยับเข้าใกล้คำว่าฟุตบอลอาชีพมากขึ้น เนื่องจากที่โรงเรียนมีทีมลูกหนังอาชีพในไทยลีก 4 และเหนือสิ่งใดที่นี่ยังทำเขาได้ค้นพบตำแหน่งที่แท้จริงของตัวเอง 

“นอกจากการเตะฟุตบอลในนามโรงเรียนแล้ว กรุงเทพคริสเตียนก็จะมีสโมสรอาชีพที่อยู่ใน T4 สโมสรบีซีซี ผมก็ต้องลงไปเตะด้วยเป็นการเตะฟุตบอลอาชีพครั้งแรก เจอกับนักฟุตบอลอาชีพ มีต่างชาติด้วย แต่ก็พอสู้ได้ครับ พาทีมจบประมาณอันดับ 4-5 ได้”

“ผมเปลี่ยนมาเล่น แบ็กซ้าย เพราะโค้ชฝรั่งที่มาทำคริสเตียนสั่งให้ผมเล่น เขาไม่ได้ให้เหตุผลด้วยว่าทำไมให้ผมเล่นตำแหน่งนี้ อยู่ ๆ ก็จับผมลงไปเล่นเลย (หัวเราะ)”

“ตอนแรกก็รู้สึกแปลก ๆ ครับ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ เราไม่คุ้นเคยมากกว่า เพราะเมื่อก่อนเราเล่นตัวรุกมาตลอด แต่โค้ชให้ผมเล่นตำแหน่งไหนผมก็ต้องเล่น ได้รับมอบหมายมาแล้ว เราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา ช่วงแรก ๆ ก็ยังห่วงเกมรุกหน่อย เติมไม่ยอมลง พอหลัง ๆ มาผมได้เล่นตลอดเลย กลายเป็นว่าแบ็กซ้ายคือตำแหน่งผมไปแล้ว ก็ปรับตัวได้ เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ จากรุ่นพี่ ต้องเน้นเกมรับด้วย”

จากตำแหน่งที่ได้มาเล่นโดยไม่ได้ตั้งใจ กลับกลายเป็นว่าจตุรพัชโชว์ฟอร์มได้ดี ทั้งในการแข่งขันระดับสโมสรและรายการจตุรมิตร จนไปเตะตาสตาฟฟ์โค้ชของเอคโคโน่ ที่รับหน้าที่ดูแลทีมชาติไทยระดับเยาวชนในเวลานั้น จตุรพัช จึงได้โอกาสสำคัญที่จตุรพัชได้รับ...นั่นคือการติดทีมชาติครั้งแรก

“เอคโคโน่เรียกผมไปติดทีมชาติครับ รู้สึกว่าตอนนั้นจะชุดอายุไม่เกิน 18 ปี ได้ไปแข่งรายการชิงแชมป์อาเซี่ยน AFF ครับ แล้วก็ได้แชมป์ นั่นคือแชมป์แรกของผมในนามทีมชาติเลย ดีใจมาก ๆ ประทับอยู่ในความทรงจำเลยครับ”

กราฟชีวิตของจุตรพัชก็พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังจากนั้น เขาได้รับข้อเสนอจากทีมระดับลีกสูงสุด ทั้งที่เจ้าตัวยังค้าแข้งอยู่ในลีกระดับ 4 

“ผมลงแข่งจตุรมิตรครับ แล้วก็มีแมวมองมาทาบทาม มีจากทั้งราชบุรีแล้วก็ชัยนาทเลย มันคือโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิตครับ แต่ตอนนั้นก็แอบคิดครับว่า ‘นี่ทีมไทยลีกมาเซ็นกูเลยเหรอวะ มันเร็วไปมั้ย’ และพอได้เห็นตัวเลขในสัญญา ผมตกใจเลย แบบโอ้โห…ฟุตบอลอาชีพมันได้ตังค์ว่ะ จากเมื่อก่อนเราถ้าเกิดอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้เตะฟุตบอล เราจะได้เงินแบบนี้มั้ย”

“ผมเลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับโค้ชโต่ยครับ เพราะเขาเป็นคนดูแลเรามาตลอด โค้ชก็บอกว่าให้ผมลองไปชัยนาทดู ก็เลยได้ไปครับ ตอนนั้นยังไม่จบม.6 ครับ อีกแป๊ปเดียวจะจบ เราก็เรียนให้จบก่อนแล้วย้ายไปอยู่ชัยนาทเลยครับ”

 

ถึงเวลาโบกบิน 

“ตอนย้ายมาชัยนาทผมก็ไม่คิดเลยครับว่าจะได้เป็นตัวจริง เพราะ T1 มันก็คือลีกสูงสุดของประเทศ ผมยังเป็นเด็กอยู่ด้วย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ มาอยู่ชัยนาทเลกแรกผมได้ลงแค่นัดเดียว จำได้เลยว่าเจอชลบุรี รู้เลยครับว่าตัวเองยังไม่ไหว โดนปีกชลบุรีเลี้ยงหลอกเละเทะเลย แต่ก็แอบคิดครับว่าถ้ามีโอกาสได้ลงต่อเนื่อง ผมน่าจะทำได้ดีขึ้น”

“จากนั้นผมก็ต้องลงไปเล่นกับทีมชัยนาทชุด B ครับ เล่นใน T4 เหมือนเดิม (หัวเราะ)” จตุรพัชเล่าถึงชีวิตช่วงแรกในสโมสรนกใหญ่พิฆาต ที่เขาคิดว่ามันคงไม่ง่าย 

และมันก็ไม่ง่ายจริง ๆ เขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นให้กับชัยนาทชุด B แต่ถึงจะอยู่ในระดับ T4 แต่มันก็ช่วยให้เขาค่อย ๆ เก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ เสริมกระดูกให้แข็งแกร่งขึ้น จนกระทั่งการแข่งขันดำเนินเข้าสู่ช่วงเลกสอง โอกาสสำคัญในชีวิตของจตุรพัชก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อเขาถูก “เทพอินทรี” อุบล ยูไนเต็ด ยืมตัวไปร่วมทัพ   

“เลกสองผมโดนยืมตัวไปอุบล แต่ไปก็ยังไม่ได้ลงครับ สำรองเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นคัมเบะ (ซูกาโอะ คัมเบะ) ทำ เขาเป็นชอบให้โอกาสเด็ก ผมเลยได้มีโอกาสมาลงช่วงปลาย ๆ ประมาณ 4-5 แมตช์ ผมรู้สึกว่าผมเล่นดีขึ้นกว่าแมตช์แรกที่ลงกับชัยนาทเยอะเลยครับ พอได้ลงต่อเนื่อง ยิงไปลูกนึงด้วยครับ ยิงสุพรรณ ประตูแรกของผมในการเล่นอาชีพเลย”

“ฤดูกาลนั้นอุบลก็ตกชั้นไป สัญญายืมตัวเราก็หมด ผมก็กลับมาชัยนาทเหมือนเดิม เริ่มเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลใหม่ แต่ผมก็ยังลงไปซ้อมกับชุด B อยู่ครับ (หัวเราะ) จนเกือบจะเปิดฤดูกาลอยู่แล้วครับ ก็มีทีมหนองบัวพิชญ์อยากจะยืมตัวผม เพราะว่าคัมเบะเขาย้ายไปทำหนองบัว เขาถามผมว่า ผมอยากร่วมงานกับคุณอีกสักฤดูกาลหนึ่ง คุณมามั้ย”

“ตอนแรกผมกะจะไปแน่นอน เพราะตอนนั้นผมซ้อมกับชุด B แปลว่าผมก็ต้องกลับลงไปเล่น T4 แต่ตอนนั้นหนองบัวอยู่ T2 การได้เล่น T2 ก็น่าจะมีมาตรฐานดีกว่า เป็นประโยชน์กับตัวเองมากกว่า ผมก็เลยอยากไปหาเกมระดับสูงเล่น ผมตอบตกลงไปแล้ว แต่ไป ๆ มา ๆ เดนนิส ( เดนนิส อามาโต) เขาไม่ยอมให้ผมไป เรียกผมขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่”

การตัดสินใจของกุนซือชัยนาททำให้จตุรพัชคิดว่าฤดูกาลที่กำลังจะถึง เขาน่าจะได้ขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่มากขึ้น แต่ก็น่าจะได้รับโอกาสลงเล่นไม่กี่แมตช์ เพราะในตอนนั้นเขาถือว่าเป็นแบ็กซ้ายเบอร์ 3 ของทีม อย่างไรก็ตามโชคกลับเข้าข้างเขากว่าที่คิด

“พอใกล้จะถึงนัดเปิดฤดูกาล พี่อาร์ต จิระ เจริญสุข แบ็กซ้ายตัวจริงเจ็บ พี่แทน เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม แบ็กซ้ายสำรองก็ปวดท้องพอดี ผมตอนนั้นที่เป็นแบ็กซ้ายเบอร์ 3 ของทีมเลยได้โอกาสลง เพราะเหลือผมคนเดียว ไม่มีทางเลือก”

“ตอนนั้นผมก็ไม่ทันได้ตั้งตัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ‘เมื่อไม่กี่วันที่แล้วกูยังลงไปซ้อมกับชุด B อยู่เลย’ (หัวเราะ) แต่ผมก็ไม่ตื่นเต้นนะ เพราะผมเคยสัมผัสเกม T1 มาพอสมควรแล้ว แต่ผมคิดว่าโอกาสครั้งนี้คือตัวชี้วัดผมละ ว่าผมจะคว้าโอกาสที่มีได้มั้ย”

คำตอบคือจตุรพัชคว้าโอกาสให้ตัวเองได้สำเร็จ แมตช์แรกในฤดูกาลที่ได้ลงเขาโชว์ฟอร์มได้ค่อนข้างดี ก่อนจะสามารถยิงประตูได้ในนัดที่สองที่ทีมเจอกับตราด ส่งผลให้เขาพาตัวเองขึ้นมาเป็นแบ็กซ้ายตัวหลักให้กับทีมได้สำเร็จในช่วงเวลาอันสั้น และตามประสาเด็กหนุ่มที่ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ แม้จะเจอกับหนึ่งในสโมสรที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทยเขาก็ไม่กลัว 

“ที่ประทับใจที่สุดเลยคือการยิงบุรีรัมย์ครับ ยิงในบ้านชัยนาท นัดนั้นชนะด้วยครับ ผมยิงให้ออกนำ 1-0 ช่วงต้นเกม จบเกมชนะ 2-1 ครับ เป็นลูกยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ ผมก็ยิงไปมั่ว ๆ ครับ แค่จังหวะนั้นมันต้องยิง หันไปแล้วจังหวะบอลมันได้พอดี ยิงเข้าไปก็ดีใจครับ มันมีความหมาย ได้ยิงในนัดสำคัญ ได้กลายเป็นกองหลังคนไทยที่ทำประตูสูงสุด”

จตุรพัชจบฤดูกาล 2019 กับชัยนาทด้วยการลงเล่น 26 นัด ยิงได้ 3 ประตู และด้วยฟอร์มการเล่นนี้ก็ทำให้เขามีชื่อติดทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 23 ปีในที่สุด มันคือความสำเร็จอีกก้าวในชีวิตของอดีตเด็กวัดคนหนึ่ง 

 

เล่นไม่เลิกจนกว่าถึงฝั่งฝัน 

จตุรพัชบอกว่าเขาไม่เคยคาดหวังว่าตัวเองจะมาได้ไกลขนาดนี้ในเส้นทางสายลูกหนัง มันดูเกินจะเป็นไปได้มาก ๆ สำหรับเด็กวัดคนหนึ่ง และเมื่อมองกลับไปข้างหลัง เขาพบว่าคนที่สนับสนุนเขามาตลอดคือครอบครัว ตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เขาจะตอบแทนสิ่งนั้นกลับไปบ้าง

“การที่เราเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ได้ติดทีมชาติ ก็ทำให้ครอบครัวผมภูมิใจไปด้วย ตอนนี้ผมก็สามารถเป็นเสาหลักให้ครอบครัวได้ด้วย แต่ผมก็ไม่ได้โอ้อวดว่าเราอย่างนู้นอย่างนี้ ก็ยังใช้ชีวิตบ้าน ๆ ปกติครับ มันก็มีความสุขขึ้นมาบ้าง เราได้ทำชื่อเสียงให้ตระกูล แต่ก็ไม่ได้สบายมาก แค่ช่วยให้โอเคขึ้น”

ส่วนในเรื่องของอนาคต จตุรพัชบอกว่าเขายังรู้สึกพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่เขาก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการวาดฝันไว้บ้าง โดยเฉพาะกับการขึ้นไปเล่น ทีมชาติไทยชุดใหญ่ 

“ผมยังคิดว่าตัวเองไม่เก่งครับ มีคนเก่งกว่าผมอีกเยอะมาก ผมอาจจะเด่นที่ลูกขยัน ลูกวิ่ง สื่อมาเห็นเขาก็เอาไปเขียน แต่จริง ๆ ผมก็เหนื่อยนะครับ (หัวเราะ) แล้วผมยังต้องพัฒนาลูกครอสลูกเปิดอีกเยอะครับ รวมถึงการเล่นเกมรับที่ต้องเคี่ยวกว่านี้ด้วย โค้ชโต่ยเคยบอกกับผมว่า ‘มึงรุกได้มึงก็ต้อรับได้ มึงก็ต้องรับได้’”

“ทีมชาติไทยชุดใหญ่ คือความฝันของผม แต่มันอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ผมยังอยากพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ มากกว่าครับ ผมดีใจได้ที่ติดทีม U-23 ครับ ก็จะพยายามเต็มที่ทุกครั้ง กับทุกโอกาสได้ที่ได้รับใช้ชาติ” จตุรพัชกล่าวทิ้งท้าย 

ถึงแม้ตอนนี้ความฝันที่เขาวาดไว้จะยังมาไม่เลิก แต่หากเขายังมุ่งมั่นฝึกฝน พัฒนาตัวเอง ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากรอบข้าง และ “เล่นไม่เลิก” ในเส้นทางสายนี้ เชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแน่นอน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง