mainstand

Inspiration

เบื้องหลังเทพนิยาย : วันนั้นที่กว่างโจวของทีมไต้ฝุ่นหญิงไทย



“ไทยส่งไม้แล้วครับ ตามหลังค่อนข้างเยอะ จะไล่ทันหรือเปล่าครับ ? ไม้สุดท้าย นงนุช แสนราช มาแล้วครับ! นงนุช แสนราช! แล้วก็… เราทำได้สำเร็จ เหรียญทองที่ 10 ทีมชาติไทย”


 

นี่คือเสียงของผู้บรรยายการแข่งขันในวินาทีที่ ทีมวิ่งผลัด 4 x 100 เมตร หญิงทีมชาติไทย เข้าเส้นชัยคว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ เอเชียนเกมส์ 2010 ที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน มาครองได้สำเร็จ

หลังจาก นงนุช แสนราช วิ่งสุดพลังเร่งเครื่องแซงชนะ นักวิ่งชาติเจ้าภาพ ได้สุดระทึกในช่วง 50 เมตรสุดท้าย ท่ามกลางสักขีพยานเรือนหมื่นภายในสนามกวางตง โอลิมปิก สเตเดียม 

แม้กาลเวลาจะผ่านมานานเกือบ 10 ปี แต่ภาพเหตุการณ์วันนั้น ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำของแฟนกีฬาชาวไทยหลายต่อหลายคน และถูกยกให้หนึ่งในโมเมนต์การคัมแบ็กที่สุดยอดของทีมนักกีฬาไทยในรายการระดับนานาชาติ

44.09 วินาที คือเวลาที่พวกเธอทั้ง 4 คน ทำได้ในการแข่งขันครั้งนั้น แต่นั่นเป็นเพียงแค่เสี้ยวเวลาหนึ่งเท่านั้นในความพยายามไปสู่ความสำเร็จของพวกเธอ ที่เปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่ต้องฝ่าฟันทั้ง ความผิดหวัง อุปสรรค รวมถึงบททดสอบมากมาย 

และนี่คือบทสัมภาษณ์ ที่พวกเธอจะพาผู้อ่านทุกท่าน ย้อนเวลากลับไปยัง จุดสตาร์ทในวันแรก จนถึงเส้นชัยสุดท้ายที่กว่างโจว 

 

ไม้ 1 : เข้าที่

กันยายน 2005 : เป็นอีกครั้งที่ทีมวิ่งผลัดหญิง 4x100 ทีมชาติไทย ประกอบด้วย ภัสสร จักษุนิลกร, ณีรนุช กล่อมดี, ลภัสภร ถาวรเจริญ และ นงนุช แสนราช ก้าวเท้าขึ้นไปยืนอยู่บนโพเดียมอันดับ 1 ของการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์เอเชีย ที่สนามอินชอน มุนฮัก สเตเดียม ประเทศเกาหลีใต้

ผลพวงจากการคว้าแชมป์เอเชีย 2 สมัยติดต่อกัน ในปี 2003,2005 ทำให้ทีมลมกรดหญิงชุดนี้ ได้รับการจับตามองจากสื่ออย่างมาก ในฐานะตัวเต็งที่จะซิวเหรียญทอง มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2006 ที่ประเทศกาตาร์ ให้กับทัพนักกีฬาไทย

“ผมว่าทีมชุดนี้ดีที่สุดและลงตัวมากที่สุดทีมหนึ่งของวงการกรีฑาไทยเลยก็ว่าได้” โค้ชแฝดเล็ก - พล.ต.ต.ศุภวณัฎฐ์ อาริยะมงคล หัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาทีมชาติไทย กล่าวเริ่ม

“ไม่น่าเชื่อว่า 4 คนชุดนี้มาจาก 4 ภาค แต่กับเข้ากันได้ดี เพราะทุกคนอยู่ด้วยกันมานาน เกาะเกี่ยวมาตั้งแต่เป็นเยาวชนทีมชาติ อย่าง เจ้าปลา (ณีรนุช กล่อมดี) มาจากภาคกลาง, เจ้ากรอบ (ลภัสกร ถาวรเจริญ) มาจากภาคใต้ ส่วนเจ้านงนุช มาจากภาคเหนือ และ เจ้าอ้อย (ภัสสร จักษุนิลกร) มาจากอีสาน”

“ปกติในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ทีมวิ่งผลัดหญิงไทย เรามักจะจบอยู่ที่อันดับ 3-4 มาตลอด แต่ทีมชุดนี้เป็นแชมป์เอเชีย 2 สมัยติด ก็ทำให้เราเริ่มมีความหวังว่า เอเชียนเกมส์หนนี้ เรามีลุ้นเหรียญทองวิ่งผลัดหญิง”

เช่นกันกับ ณีรนุช กล่อมดี กัปตันทีมชุดแชมป์เอเชีย 2 สมัย เธอเล่าว่า ณ เวลานั้น ทีมไต้ฝุ่นหญิงไทย 4x100 มีส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัว จากการประสานงานของ 2 นักวิ่งหน้าเดิมจากชุดเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2002 อย่างเธอและลภัสภร ในตำแหน่งไม้ที่ 2 และ ไม้ที่ 3 

มาจอยกับ 2 ลมกรดหน้าใหม่อย่าง ภัสสร และ นงนุช ที่รับผิดชอบในตำแหน่งไม้ที่ 1 และ 4 ซึ่งทั้งหมดคุ้นเคยและเก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกันมาเป็นระยะเวลานานหลายปี จนกระทั่งในปี 2003 ที่พวกเธอทั้งหมดได้เป็น 4 นักวิ่งตัวจริงทีมวิ่งผลัด 4x100 เมตรทีมชาติไทย 

“เรา 4 คนชุดนี้ วิ่งด้วยกันมาประมาณ 10 ปี แต่ความจริงพวกเราอยู่ด้วยกันและรู้จักกันมานานกว่านั้น อย่างเรากับกรอบ เป็นนักวิ่งที่รุ่นเดียวกัน ส่วน นุช กับ อ้อย อายุน้อยกว่าเราประมาณ 3-4 ปี  เป็นรุ่นน้องเยาวชนที่ขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่เลิกเล่นไป”  ณีรนุช เริ่มเล่า

“สิ่งที่ทำให้เราเข้ากันได้ดี คงเป็นความสัมพันธ์ของพวกเรา มันเหมือนกับพี่น้องจริงๆ ไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องอิจฉาริษยา เพราะกีฬาวิ่งมันเป็นกีฬาที่วัดกันด้วยสถิติว่าใครคือ 4 คนที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าใครจะตัวจริง ตัวสำรอง ทุกคนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือกัน”

ด้าน ลภัสภร เสริมว่า “การวิ่งผลัด 4 คน มันมีรายละเอียดที่เยอะมาก หัวใจหลักคือการรับส่งไม้ สมาธิในการเกม ด้วยความที่เราเก็บตัวใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานมาก ทำให้เรามีความเชื่อมั่นในกันและกัน ทั้งจังหวะส่งไม้ รับไม้ อ่านมาร์ก ทุกอย่างในตอนนั้นมันเฟอร์เฟคต์หมด” 

หลังผงาดเป็นแชมป์เอเชีย ทีมวิ่งผลัด 4 x 100 เมตร หญิงทีมชาติไทย ตั้งหน้าตั้งตาเก็บตัวฝึกซ้อมกันเป็นระยะร่วมปี เพื่อเตรียมตัวสำหรับมหกรรมกีฬา เอเชียนเกมส์ ปลายปี 2006 ที่กรุงโดฮา 

นงนุช แสนราช ลมกรดไม้ที่ 4 ของทีม บอกกับเราว่า ทีมไต้ฝุ่นหญิงไทยในตอนนั้น กำลังอยู่ช่วงที่พีคสุดๆ ทั้งสภาพร่างกาย, ความมั่นใจ รวมถึงฟอร์มการวิ่ง แถมคู่แข่งจะได้เจอกันในเอเชียนเกมส์หนนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็น นักวิ่งที่พวกเธอเคยชนะมาแล้วทั้งสิ้น 

บวกกับบรรยากาศการฝึกซ้อมที่พวกเธอได้รับการดูแลอย่างดีจาก สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ก็ทำให้ตลอดช่วงการเก็บตัว พวกเธอทำผลงานในการฝึกซ้อมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แทบไม่มีข้อผิดพลาดหรือสัญญาณใดๆ บ่งบอกว่า การแข่งขันรายการใหญ่ที่กำลังมาถึง พวกเธอจะไม่ประสบความสำเร็จ 

“การรับส่งไม้มันต้องใช้ความผูกพันที่นักวิ่งมีให้กัน เราทุกคนในทีมทั้งตัวจริงและสำรอง เรามีความสัมพันธ์ที่เหมือนพี่น้องกันจริงๆ แค่มองตาก็รู้จังหวะกันแล้ว เพราะเรากิน อยู่ ซ้อมกันมานาน ทำได้ดีในตอนซ้อมด้วย” 

“เราออกเดินทางไปแข่งเอเชียนเกมส์ที่ โดฮา ด้วยความมั่นใจว่า ยังไงเราก็ได้เหรียญทองแน่” นงนุช กล่าว  

 

ไม้ 2 : ระวัง! 

สภาพอากาศที่หนาวเย็นในเดือนธันวาคม ปี 2006 ภายใน คาลิฟา อินเตอร์เนชั่นแนล สเตเดียม สนามกีฬาขนาดยักษ์ที่ใช้สำหรับจัดแข่งกรีฑาและจัดพิธีเปิดมหกรรมกีฬาที่ใหญ่สุดในทวีปเอเชีย  

ที่แห่งนี้ กลายเป็นสนามแข่งขันหนึ่งที่ “ภัสสร, ณีรนุช, ลภัสภร” และโดยเฉพาะ “นงนุช” ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำ และดูเหมือนทุกๆ ภาพเหตุการณ์ยังคงเป็นสิ่งที่พวกเธอจดจำได้อย่างแม่นยำ

“เราลงแข่งในฐานะตัวเต็งที่จะได้เหรียญทอง พวกเราทุกคนก็มั่นใจว่า ได้เหรียญทองแน่ แต่วันนั้นมันเหมือนกับว่าพวกเราไม่มีสมาธิเลย ทำอะไรก็ร้อนรนกังวลไปหมด ไม่มีความพร้อมเพรียงเลย แม้แต่ช่วงวอร์มแข่งขัน” ลภัสภร เผยถึงสัญญาณบางอย่างที่เธอเห็น ก่อนเดินไปยังจุดสตาร์ท 

จากประสบการณ์ในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ทำให้พวกเธอต่างรับรู้ว่า “จีน” ที่อยู่ลู่ติดกัน ถือเป็นคู่แข่งเบอร์ 1 ที่มีโอกาสในการเบียดลุ้นเหรียญทองกับทีมหญิงไทยมากที่สุด 

เนื่องจากการแข่งขันวิ่งผลัดหญิงในเอเชียนเกมส์ 2006 มีชาติส่งทีมจำนวนไม่มาก จึงไม่มีการแข่งรอบคัดเลือก เท่ากับว่า ทุกชาติจะไม่มีโอกาสแก้ตัวให้กับความผิดพลาดของตัวเอง หลังก้าวเท้าออกจากจุดสตาร์ท

ภัสสร ไม้ที่ 1 ออกสตาร์ทมาด้วยความเร็ว ก่อนส่งไม้ต่อให้ ณีรนุช กัปตันทีมรับไม้เพื่อนำไปส่งให้ นักวิ่งไม้ที่ 3 นั่นคือ ลภัสภร ถาวรเจริญ ผู้มีหน้าที่นำไม้นี้ไปส่งมอบให้ ไม้ที่ 4 

“เรากับนุชค่อนข้างสนิทกัน เพราะรับส่งไม้กันบ่อย ช่วงที่เข้าพีคโปรแกรมที่โค้ชวางไว้ เราไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ซ้อมรับส่งไม้กันได้ แต่เอเชียนเกมส์ครั้งนั้น นุช กับ อ้อย เป็นนักวิ่งหน้าใหม่ที่ได้ลงแข่งครั้งแรก และด้วยตำแหน่งของ นุช มันค่อนข้างแบกความกดดัน และความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก เพราะไม้ที่ 4 เป็นตัวชี้วัดว่า ทีมจะแพ้หรือชนะ” 

ไม่กี่วินาทีต่อมา สายตาของ “ลภัสภร” มองเห็น “นงนุช” นักวิ่งไม้สุดท้าย ยืนรออยู่เบื้องหน้าระยะห่างแค่เอื้อม เธอกำลังจะทำในสิ่งที่ทำร่วมกันมาไม่รู้ที่กี่พันครั้งในการส่งไม้ให้กัน.. ทว่าการส่งไม้ครั้งนี้ มีบางอย่างผิดปกติไป 

 “วันแข่งเราเหมือนคนที่เครื่องรวน ไม่มีสมาธิโฟกัสกับจุดใดจุดหนึ่งเลย ตั้งแต่ออกสตาร์ทมา เราเห็นนะว่าพี่ๆกำลังวิ่งมา จังหวะนั้นเราเห็น จีน รับไม้ออกตัวไปก่อน พอเห็นแบบนั้น เราก็ขยับตาม ไม่ได้มองจุดมาร์กว่าเท้าพี่กรอบแตะหรือยัง ทำให้จังหวะมันเสียไป ต้องชะลอความเร็วต้น สุดท้ายสกอร์บอร์ดขึ้นว่าเราเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3” นงนุช แสนราช ย้อนเหตุการณ์สำคัญในการแข่งขันครั้งนั้น

การพลาดเหรียญทอง เป็นสิ่งที่ทำให้นักวิ่งภายในทีมต่างอยู่ในอาการที่เสียใจและเสียดาย ด้วยความรับผิดชอบในฐานะกัปตันทีม “ณีรนุช กล่อมดี” จึงเข้าไปตบไหล่ปลอบใจ ภัสสร จักษุนิลกร และ นงนุช แสนราช สองรุ่นน้องที่กำลังผิดหวัง จากนั้นก็เข้าปลอบใจ ลภัสภร ที่มีสีหน้าวิตกกังวลมากกว่าใครเพื่อน

“กรอบบอกกับเราว่า ‘พี่ปลา เราอาจจะโดนจับฟาวล์นะพี่ ?’ ตอนนั้นเรายังบอกเลยว่า ‘จะฟาวล์ได้ยังไง สกอร์บอร์ดขึ้นว่าเราได้ที่ 3’ เราทุกคนตอนนั้นก็ทำใจแล้วว่า ได้ที่ 3 ก็ยังดีกว่าไม่ได้เหรียญอะไรเลย จากนั้นเดินเข้าห้องเปลี่ยนชุด” 

“หลังเปลี่ยนชุดเสร็จ เราเดินออกจากห้องคนแรก ได้เจอกับ กรรมการท่านหนึ่ง ที่เป็นคนไทย เดินมาบอกว่า ‘ทีมเอ็งฟาวล์นะ’ เท่านั้นแหละ เราเข่าทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น ลุกไม่ขึ้นเลย เราเป็นคนแรกในทีมที่รู้เรื่องนี้ สักพักน้องมันก็เดินออกจากห้องเห็นเรานั่งร้องไห้ ก็เข้ามาปลอบใจ คิดว่าเราร้องไห้เพราะเสียใจได้อันดับ 3” 

“พอทุกคนรู้ว่าเราถูก disqualify (ถูกจับแพ้ฟาวล์) คราวนี้แหละ วงแตก แยกกันคนละทิศเลย มันเหมือนทุกคนอยู่ในอาการช็อก พูดอะไรไม่ออก ก็แยกย้ายกันบ้าน ไม่ได้ติดต่อคุยกันเป็นเดือน” 

“ช่วงนั้นแค่มีใครพูดว่า ‘ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเอเชียนเกมส์สมัยหน้า ค่อยกลับไปแก้ตัว’ เราจะร้องไห้ออกมาเลย  เพราะสำหรับเรา มันอีกตั้ง 4 ปีเลยนะ เราไม่รู้ว่าตัวเองจะยังมีโอกาสกลับไปแก้ตัวอีกไหม ตอนนั้นอายุเราก็เริ่มมากแล้วด้วย” ณีรนุช เล่าถึงช่วงเวลาที่ตนเองต้องพบกับความผิดหวังครั้งใหญ่  

 

ไม้ 3 : เตรียมตัว 

เข้าสู่ศักราชใหม่ในเดือนมกราคม 2007 “โค้ชแฝดเล็ก” พล.ต.ต.ศุภวณัฎฐ์ อาริยะมงคล หัวหน้าผู้ฝึกสอนกรีฑาทีมชาติไทย เรียก 4 นักวิ่งผลัดหญิงเข้ามาพูดคุย เพื่อสอบถามว่า พวกเธอยังมีความต้องการอยากจะเป็น นักกีฬาทีมชาติไทย ต่อไปอีกหรือไม่ 

“ผมอยู่กับเด็กพวกนี้มาตั้งแต่เขายังเป็นเยาวชน ผมรู้ว่าที่เราไม่ได้เหรียญ ไม่ใช่เพราะเราสู้ชาติอื่นไม่ได้ แต่เราแพ้เพราะนักกีฬาตั้งใจมากเกินไป จนเกิดความเครียด และทำพลาด พอกลับมาถึงไทย ผมก็พาเด็กทุกคนออกสื่อทุกช่อง เพื่อขอโทษคนไทย และบอกเหตุผลว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะเราทำให้คนไทยผิดหวัง”

“จากนั้นผมก็เรียกเด็กพวกนี้มาคุย ถามมันตรงๆเลยว่า ‘พวกมึงจะเล่นต่อหรือเลิก ถ้าเลิกก็ขนของกลับบ้านไป แต่ถ้าอยากเล่นต่อ อีก 7 วันเตรียมตัวมาเจอกันที่สนามซ้อม’” เฮดโค้ช ตั้งคำถามที่นักวิ่งทั้ง 4 คนต้องตอบคำถามนี้ด้วยหัวใจของตัวเอง 

“ความรู้สึกเราตอนนั้น เราอยากเลิกเล่นทีมชาติแล้ว เพราะคนที่ทำพลาดให้ทีมไม่ได้เหรียญอะไรเลย คือ ตัวเรา พอโค้ชเรียกมาคุย ก็บอกโค้ชว่า หนูขอเป็นไม้ 1 ได้ไหม เราไม่อยากวิ่งไม้ 4 แล้ว ภาระความผิดชอบมันหนักเกินไป เรารับไม่ไหว แต่โค้ชก็บอกว่าไม้ 1 ไม่เหมาะกับเรา ยังไงเราก็ต้องวิ่งไม้ 4 เท่านั้น” นงนุช แสนราช กล่าว

“ถึงเราจะเคยทำพลาดมา แต่เพื่อนร่วมทีม โค้ชยังเชื่อมั่นในตัวเรา มันเป็นพลังที่ทำให้เราอยากกลับมาสู้ต่อ” 

ความผิดพลาดของ นงนุช อาจเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ ไทย พลาดเหรียญทองในครั้งนั้น จนทำให้เธอเสียความมั่นใจไปมาก แต่การได้กลับมาเจอกับเพื่อนร่วมทีมอีกครั้ง ทำให้เธอได้รับรู้ว่า ทุกคนยังคงเชื่อมั่นในตัวเธอและเข้าใจในสิ่งที่ นักวิ่งไม้ 4 อย่างเธอต้องแบกรับความผิดชอบนี้ 

ไม่มีคำตำหนิใดๆ ที่มาบั่นทอนกำลังใจเธอ ในทางตรงกันข้าม เพื่อนร่วมทีมและสตาฟฟ์โค้ชทุกคน กลับคอยให้กำลังใจ และวางไว้ใจทีมชุดนี้ที่เคยแพ้ ให้ลงแข่งขันต่อในศึกชิงแชมป์เอเชีย ปี 2007 และ ซีเกมส์ ในปีเดียว 

ผล คือ ทีมนักวิ่งผลัดหญิงไทย 4x100 เมตร ชุดนี้ ครองแชมป์เอเชียสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และไม่พลาดเก็บเหรียญทอง ซีเกมส์ มาคล้องคออีกสมัย

“พวกเราเสียใจที่แพ้ในครั้งนั้น แต่พวกเราไม่เคยซ้ำเติมหรือโทษกันว่า เป็นความผิดใคร แม้ว่าน้อง (นงนุช แสนราช) จะรู้สึกว่าตัวเองทำให้ทีมแพ้ อยากวิ่งไม้ 1 แต่ด้วยความสามารถ ศักยภาพของน้อง ยังไงน้องก็วิ่งไม้ 4  เราก็เลยกลับมาฝึกซ้อมกันด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจมากกว่าเดิม แต่จะไม่กดดันตัวเองเหมือนครั้งที่ผ่านๆมา พอเราเก็บชัยชนะได้ในแต่ละรายการต่างๆ ก็ทำให้ความมั่นใจเริ่มกลับมา” ลภัสภร เผย

ขณะที่ ณีรนุช กัปตันทีมเสริมว่า “จริงๆ คนทั่วไปอาจคิดว่า การวิ่งไม้ 4 มันดูเท่ เพราะเวลาชนะ คนก็จะเห็นไม้ 4 ก่อน แต่ความจริงในการวิ่งผลัด ทุกไม้มีความสำคัญหมด มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าความสามารถของนักวิ่งแต่ละคน จะเหมาะกับไม้ไหน” 

“อย่างไม้ที่ 1 อ้อย เป็นคนตัวเล็ก ออกบล็อกวิ่งได้คม นิ่ง ไม้ที่ 2-3 เป็นไม้ที่มีโอกาสผิดพลาดมากสุด เพราะต้องทำหน้าที่ทั้งรับและส่งไม้ วิ่งเยอะสุด ต้องใช้คนที่มีประสบการณ์หน่อย ซึ่งเรากับกรอบก็เป็นพี่ใหญ่ในทีม พอจะทำหน้าที่นี้ได้” 

“ส่วนไม้ 4 มันเป็นไม้ที่ต้องเจอกับแรงกดดันอยู่แล้ว เพราะเป็นไม้ตัดสินเกม แพ้ชนะอยู่ที่ไม้นี้ ต้องมีความเป็นเพชฌฆาตในตัวด้วย ซึ่ง นุช มีความสามารถและเหมาะสมที่จะเป็นไม้ 4 ให้กับทีมเรา”

ความผิดหวังที่โดฮา สำหรับพวกเธอทั้ง 4 คน มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะสิ่งที่พวกเธอทำต่อหลังจากวันนั้น คือการมุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ตลอดการฝึกซ้อม ท่ามกลางนักวิ่งดาวรุ่งที่มาเก็บตัวฝึกซ้อม และพยายามยกระดับตัวเองขึ้นมาเสียบแทน พวกเธอทั้ง 4 คน

แต่ท้ายที่สุด ทีมเวิร์กอันยอดเยี่ยมที่เกิดจากพลังแห่งความเชื่อใจซึ่งและกัน ทำให้สตาฟฟ์โค้ชเลือก ภัสสร จักษุนิลกร, ณีรนุช กล่อมดี, ลภัสภร ถาวรเจริญ และ นงนุช แสนราช 4 นักวิ่งผลัดผู้ผิดหวัง ออกไปลุยศึกเอเชียนเกมส์อีกสมัย 

โดยที่พวกเธอจะต้องลงสนามฟาดฟันกับ สองตัวเต็งอย่าง ทีมชาติญี่ปุ่น แชมป์วิ่งผลัด 4x100 หญิง ศึกชิงแชมป์เอเชียปี 2009 และทีมชาติจีน เจ้าภาพเอเชียนเกมส์และแชมป์เก่าในครั้งที่แล้ว 

 

ไม้ 4 : ไป!

“เราไปเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้กดดันตัวเอง เพราะเราไม่มีเหรียญค้ำคอ พยายามทำให้ได้อย่างที่ซ้อมกันมา ในใจหวังแค่มีเหรียญรางวัลติดมือสักเหรียญหนึ่ง ให้สมกับที่เราทุ่มเทมาก็พอใจแล้ว แต่รอบคัดเลือก เราทำเวลาได้เป็นอันดับ 1 คืนนั้นมันก็มีแอบคิดเหมือนกันว่า ถ้าวันรุ่งขึ้นแข่งจริง เราได้อันดับ 1 มันจะเกิดอะไรขึ้น” ณีรนุช กัปตันทีม เผยถึงความรู้สึกหนึ่งวันก่อนลงแข่งขัน

ค่ำคืนวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2010 ผู้ชมเจ้าถิ่นร่วมหมื่นชีวิต ทยอยเข้ามาจับจองเก้าอี้ ภายในสนาม กวางตง โอลิมปิก สเตเดียม สถานที่ใช้สำหรับจัดการแข่งขัน กรีฑาประเภท วิ่งผลัด 4x100 หญิง 

เสียงเชียร์อื้ออึง อาจเป็นพลังใจที่ดีสำหรับ นักวิ่งชาติเจ้าภาพ ในการป้องกันแชมป์อีกสมัย และในทางกลับกัน มันอาจทำให้คู่แข่งเสียสมาธิได้ง่ายๆ 

“ตอนมองขึ้นไปบนอัฒจันทร์ เราเห็นกองเชียร์จีนมากันเยอะมาก เป็นหมื่นคนได้ แต่เชื่อไหมว่า เราไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย วันนั้นเรามีสมาธิมากๆ มากกว่าตอนที่โดฮาเยอะเลย” นงนุช แสนราช กล่าวเริ่ม

“โฟกัสของเราอยู่ที่ พี่กรอบ ตรงเส้นมาร์ก จำได้ว่าพอกรรมการปล่อยตัว ปั้ง! ปกติกองเชียร์เจ้าภาพต้องเฮกันใช่ไหม ตอนนั้นเราเห็นนักวิ่งออกตัวมา แต่หูไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เหมือนกับว่าสมาธิทั้งหมดอยู่ที่เกมอย่างเดียวเลย” 

ณีรนุช กล่อมดี เล่าตอนหลัง ไทย ออกตัววิ่งในลู่ที่ 4 “จำได้ว่า อ้อย ออกสตาร์ทไม่ค่อยได้เปรียบเท่าไหร่ แต่มาไล่ตอนท้ายได้นิดเดียว แถมยังส่งไม้ให้เราพลาด ต้องตีไม้ 2 ที แต่ตอนแข่งเราไม่ได้สนใจหรอก รับไม้ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไป ตอนนั้นเราเบียดญี่ปุ่นมา เพราะไม้ 2 เขาวิ่งไม่ดี ก็มั่นใจว่า ไม้ 3 กรอบเก็บญี่ปุ่นได้แน่ ก็ส่งไม้ให้กรอบวิ่งต่อ”

ลภัสสร ถาวรเจริญ รับไม้จาก ณีรนุช ก่อนฉีกทำความเร็วแซง ญี่ปุ่น เต็ง 1 ของรายการไปได้ แต่เมื่อเหลือบมองไปที่ลู่ 3 เธอกลับพบว่า ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่ญี่ปุ่นอย่างที่พวกเธอคาดการณ์กันไว้ แต่ดันเป็น “จีน” ที่ได้พลังจากเสียงเชียร์ วิ่งขึ้นนำเป็นอันดับ 1 

และเป็นอีกครั้งที่ จีน ส่งไม้ 4 ก่อนไทย ทำให้นักวิ่งไม้สุดท้ายของเจ้าภาพดีกรีแชมป์เก่า ออกตัวไปก่อน นงนุช แสนราช 

“ตอนที่เท้าพี่กรอบมา แว่บหนึ่งเรามีความรู้สึกว่า จีน เขากระชากไม้ 4 ออกตัวไปแล้ว ถ้าตามปกติ มันคงยากที่แซงได้ ก็พยายามพีคฟอร์มของตัวเองวิ่งให้ดีที่สุด” 

“แต่วันนั้นมันเหมือนไม่ใช่ตัวเอง มีความรู้สึกที่เหมือนมีคนผลักให้ไปข้างหน้า เหมือนมีพลังมากกว่าพิเศษ วิ่งไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกเหมือนเรากำลังจะวิ่งหลุดผ่าน จีน ไปได้ อีกประมาณ 50 เมตร กำลังจะถึงเส้นชัย”

“ตอนนั้นเหมือนกับเรากำลังฝันอยู่ มันไม่น่าใช่ความจริง นี่เรากำลังได้เหรียญทองจริงๆหรือ ? แม้แต่ตอนเข้าเส้นชัยไปแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองฝันอยู่” นงนุช แสนราช เล่าช็อตวิ่งในตำนานของตัวเธอเอง 

“วันนั้นน้องเขาวงรอบขาดีมาก วิ่งทะลุ วิ่งหลุดไปเลย ยิ่งวิ่งก็ยิ่งแซง จำได้ว่าตอนวิ่งไปดีใจกับน้อง น้องยังถามอยู่เลยว่า เราได้ที่ 1 จริงใช่ไหม เพราะมันน่าเหลือเชื่อมากจริงๆ” ลภัสภร เล่าเห็นเหตุการณ์อยู่ด้านหลัง ส่วน ณีรนุช บรรยายสิ่งที่เธอจากมุมไกล “เราไม่กล้ามองไม้สุดท้ายๆแบบเต็มๆ แต่พอเห็น นุช ทุบพื้นสะใจ ก็รู้แล้วว่าเราได้เหรียญทอง”

เพลงชาติไทย ถูกบรรเลงขึ้น หลังจาก ทีมวิ่งผลัด 4x100 เมตร หญิงทีมชาติไทย สามารถคว้าเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ 2010 ได้สำเร็จ หลังเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 44.09 วินาที และบินกลับเมืองไทย ในฐานะวีรสตรีฮีโร่ที่ใครๆ ก็คงไม่มีใครลืมสิ่งที่พวกเธอทำเรื่องเหลือเชื่อนี้ได้ 

แต่เทพนิยายบทนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากในห้วงเวลานี้เมื่อ 4 ปีก่อน พวกเธอทั้ง 4 คน ถอดใจและยอมแพ้ให้กับความล้มเหลวในเกมกีฬา จนไม่กล้าลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง 

เรื่องราวของพวกเธอ จึงเป็นน่าจะเป็นพลังและแรงบันดาลใจชั้นดี ให้แก่คนทุกคน ที่อาจรู้สึกพ่ายแพ้ ล้มเหลว จงอย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ อย่ากลัวที่จะต้องลุกอีกครั้ง เพราะสิ่งที่สวยงามอาจรอคอยอยู่ที่ปลายทาง หากไม่ก้าวถอยหลังล้มเลิกก่อน 

“ความผิดพลาดมันเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬา คนเราเสียใจได้ ท้อได้แต่อย่าถอย ขอให้สู้ต่อไป เก็บความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน อย่ายอมแพ้เพียงเพราะว่าเราเคยแพ้ ถ้าเรามุ่งมั่น ตั้งใจ มีสมาธิกับสิ่งที่ทำมากกว่าขึ้น เราเชื่อว่าคนทุกคนประสบความสำเร็จได้” ณีรนุช กล่อมดี กัปตันทีมทิ้งท้าย 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง