mainstand

Inspiration

“เพราะทุกเส้นชัยต้องการคนเคียงข้าง” เรื่องอยากเล่าจากนักวิ่งคนพิการและไกด์รันเนอร์



สภาพอากาศเย็นจากอุณหภูมิที่ลดลง ในช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ต้นเดือนพฤศจิกายน ที่กรุงเทพฯ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การนอนพักผ่อนหย่อนใจให้เต็มที่ เพื่อชาร์จพลังงานก่อนไปทำงานในเช้าวันจันทร์วันรุ่งขึ้น 


 

แต่ผู้คนนับหมื่นชีวิต กลับตื่นแต่เช้ามืด เพื่อมาร่วมกิจกรรม “The Power of Unity Present Road To Tokyo 2020 / วิ่งเพื่อฮีโร่ไทย” จนทำให้สถานที่ดูกว้างใหญ่อย่าง บริเวณลานหน้าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ดูแคบลงไปถนัดตา

งานวิ่งดังกล่าว ถูกจัดขึ้นเพื่อรวบรวมพลังใจจากคนไทย และนำรายได้ทั้งหมดจากการสมัคร โดยไม่หักค่าใช้จ่าย นำไปสนับสนุน นักกีฬาทีมชาติไทย ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เกมส์ และพาราลิมปิก เกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว 

ความพิเศษในงานวิ่งครั้งนี้ คือการ เปิดโอกาสให้ ผู้พิการทางสายตา, แขน, ขา สามารถเข้ามาร่วมวิ่งอยู่ในเส้นทางเดียวกับ คนที่มีร่างกายปกติสมบรูณ์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกัน อันเป็นเจตนารมณ์ของผู้จัดอย่าง กกท. ที่ต้องการอยู่เคียงข้างนักกีฬาไทยทุกประเภท 


นอกเหนือจาก ประชาชนทั่วไป, ศิลปิน, ดารา, นักกีฬาทีมชาติไทยทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่ออกมาร่วมกิจกรรมนี้แล้ว ยังมีคนจำนวนหนึ่งกว่าร้อยกว่าชีวิต ที่สมัครใจทำหน้าที่ “ไกด์รันเนอร์” คอยดูแลและพานักวิ่งผู้พิการทางสายตา จากจุดสตาร์ทไปถึงเส้นชัยระยะทาง 5 กิโลเมตร 

จากการสังเกต เราได้เห็นว่า การทำหน้าพาอีกคนหนึ่งที่มองไม่เห็น ออกวิ่งด้วยระยะทางขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างแน่นอน และมันก็น่าสงสัยไม่น้อยว่า เหตุใดพวกเขาถึงสมัครใจมาเป็น “ไกด์รันเนอร์” ต้องติดลูกโป่งไว้ทีตัวเพื่อมาช่วยให้ “คนอื่น” เข้าเส้นชัย แทนที่มาวิ่งเพื่อเส้นชัยของตัวเอง 

“ปกติผมเป็นคนที่วิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกผมสมัครมาเป็น ไกด์รันเนอร์ เพราะอยากรู้ว่าถ้าเราสามารถช่วยให้อีกคนที่มีความพิการทางสายตาเข้าเส้นชัยได้ ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร” ชยพล ตุลยเมธี พนักงานบริษัทด้านไอทื เริ่มเล่าถึงแรงจูงใจ ในการมาสมัคร 

“ปกติถ้าเป็นการวิ่งเพื่อตัวเราเอง เราแค่วิ่งไปตามสเต็ปของตัวเอง วิ่งตามที่ฝึกซ้อมมา แต่วันนี้ที่ได้มาทำหน้าที่ไกด์รันเนอร์ เราต้องวิ่งตามเขา คอยช่วยเหลือเขาทุกอย่าง บอกจังหวะว่าเร็วไป ช้าไป ควรทำอะไรบ้าง ก็ดีใจที่สุดท้ายพาเขามาถึงเส้นชัยได้”

เช่นเดียวกับ ทัตชญา อัญนนทกิจ นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เธอเสียค่าสมัครเพื่อทำหน้าที่ ไกด์ รันเนอร์ เพราะอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆในการวิ่ง จากปกติที่เธอมักเข้าร่วมงานวิ่งอยู่ในระยะ มินิ มาราธอน 10 กิโลเมตร 

แต่สิ่งที่ได้รับตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร ในการทำหน้าที่ ไกด์ รันเนอร์ กลับเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เธอหาไม่ได้จากวิ่งครั้งไหนๆ ในชีวิต 

“ตอนที่เขาบรีฟไกด์ รันเนอร์ ก่อนวิ่งต้องทำอะไรบ้าง ? เขาให้เราลองปิดตาแล้ววิ่งดู เรารู้เลยนะว่ามันยากมาก ก็เข้าใจเลยว่า น้องๆ ผู้พิการต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน ในการออกมาวิ่ง” 

“พอถึงวันวิ่ง เราได้จับคู่กับน้องโอ๊ต ซึ่งน้องโอ๊ต ไม่ใช่นักกีฬา เคยวิ่งสูงสุดได้แค่ 2 กิโลเมตร แต่วันนี้น้องเขาต้องการพิชิต 5 กิโลเมตรเป็นครั้งแรกในชีวิต เราก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เพราะเรากำลังจะช่วยให้น้องเขาสำเร็จไปอีกขั้นในการวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร” 

“เราจำได้ว่า พอเราบอกน้องว่าโอ๊ต ‘ผ่าน 3 กิโลเมตรแล้วนะ’ น้องโอ๊ต เขายิ้มไม่หยุดเลย วิ่งด้วยรอยยิ้มตลอดทาง จนมาถึงระยะทาง 100 เมตร เราเห็นเลยว่า น้องเขาออกอาการดีใจมาก”

“เขาบอกกับเราว่า เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ เราภูมิใจที่ได้ช่วยให้เขาไปถึงปลายทาง สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือ ตัวน้องเขาเป็นคนที่จิตใจไม่ยอมแพ้ มีความตั้งใจสูงมาก น้องยังเล่าให้ฟังด้วยว่า น้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้น้องเขามีร่างกายที่ค่อนข้างแข็งแรง จนสามารถเอาชนะ 5 กิโลเมตรแรกในชีวิตไปได้”


แม้เส้นชัยในงานวิ่งครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่ผู้พิการทางสายตามองไม่เห็นมัน แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็มีความตั้งใจอย่างมาก ที่จะพยายามไปให้ถึงจุดหมาย ตามคำบอกเล่าของคนข้างกายอย่าง “ไกด์ รันเนอร์” 

ในงานวิ่งที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่แบ่งแยกใคร เพียงเพราะความบกพร่องด้านร่างกาย ดังที่เห็นภาพของ ตูน บอดี้สแลม ออกสตาร์ทวิ่งระยะ 5 กิโลเมตรฯ พร้อมกับนักวิ่งผู้พิการทางสายตา ที่สะท้อนให้สังคมได้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคนปกติหรือคนพิการ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความตั้งใจ และมีจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ต้องการมาวิ่งเพื่อระดมทุนสนับสนุนทัพนักกีฬาไทย 


“โครงการวิ่งในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมากนะครับ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม และทำให้คนภายนอกได้เห็นถึงความสำคัญของนักกีฬาไทย โดยเฉพาะนักกีฬาพารา ที่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง”

“อย่างในวันนี้พวกเราก็ตั้งใจพานักกีฬาโกลบอล (กีฬาชนิดหนึ่ง) มาวิ่งในงาน เพื่อให้นักกีฬาได้มาสัมผัสบรรยากาศ” ส่วนตัวผมในการวิ่งครั้งนี้ ก็ได้ทำหน้าที่เป็นไกด์รันเนอร์ด้วย รู้สึกสนุกดีครับ ได้เห็นความร่วมไม้ร่วมมือของทุกฝ่าย ที่ต้องการออกมาวิ่งเพื่อนักกีฬา เพื่อฮีโร่ของไทย ตามคอนเซปท์ของงาน” นครินทร์ แย้มเอี่ยม ผู้ฝึกสอนกีฬาโกลบอลทีมชาติไทย กล่าว 

ขณะที่ ชลธี สุขนุ่ม นักกีฬาผู้พิการทางสายตา กีฬาโกลบอล เผยว่า “รู้สึกตื่นเต้นดีครับที่ได้มาวิ่งในงานที่ใหญ่แบบนี้ ปกติผมจะวิ่งอยู่คนเดียว ไม่ได้ยินเสียงผู้คน แต่ครั้งนี้ผมรับรู้ว่า มีคนจำนวนมาก ออกมาวิ่งระดมทุนเพื่อช่วยนักกีฬาทีมชาติไทย และนักกีฬาพาราฯอย่างพวกผม ซึ่งพวกผมขอสัญญาว่า จะทำให้ดีที่สุด ในการแข่งขัน พาราลิมปิกเกมส์ ครั้งนี้”


เรื่องราวของ นักวิ่งผู้พิการทางสายตา และไกด์รันเนอร์หัวใจอาสา ทำให้เราได้เข้าใจความหมายของคำว่า “ชัยชนะ” มากขึ้น

เราอาจคิดว่า เวลานักกีฬาประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่มชมภาคภูมิใจเฉพาะแค่ตัวบุคคลนั้น แต่ในความจริง ในทุกๆ ความสำเร็จของนักกีฬา ย่อมต้องการคนที่อยู่เคียงข้าง 

“ไกด์ รันเนอร์” ก็คงเปรียบดั่ง “กองเชียร์” ที่ไม่ว่านักกีฬาประเภทใด ต่อให้มีร่างกายฟิตพร้อมสมบูรณ์มากแค่ไหน 

แต่หากขาดเสียงเชียร์ ไร้ซึ่งกำลังใจ ไม่มีใครสนับสนุน ก็คงยากทีจะไปถึงเส้นชัย 

ดังนั้นงานวิ่งในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ ที่ส่งไปยัง “ทัพนักกีฬาไทย” ที่เปรียบดั่ง “นักวิ่ง” ให้ได้รับรู้ว่า คนไทยพร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนพวกเขาจนถึงเส้นชัย… 

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง