mainstand

Inspiration

ยิมคานา : สปอร์ตคลับแห่งแรกของไทยใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่มีอายุ 121 ปี



บนพื้นที่เนื้อที่ 102 ไร่ ถนนเส้นเชียงใหม่-ลำพูน มีสโมสรกีฬา (Sports Club) แห่งหนึ่ง เปิดทำการมาเป็นเวลามากว่า 121 ปี


 

ที่แห่งนี้มีชื่อว่า สโมสรยิมคานาเชียงใหม่ (The Chiengmai Gymkhana Club) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1898 ตั้งแต่ประเทศของเรายังเรียกตัวเองว่า “สยาม” หรือก่อนที่โลกใบนี้จะรู้จัก สงครามโลกครั้งที่ 1 

แม้ว่าปัจจุบันชื่อเสียงของ สปอร์ตคลับแห่งแรกในไทย จะไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเฉกเช่น “ราชกรีฑาสโมสร” ที่ถือกำเนิดภายหลัง (ค.ศ. 1901) แต่ สโมสรยิมคานา ยังคงเป็นสถานที่มีคุณค่าอย่างมากในด้านประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาไทย 

นั่นเป็นเหตุผลมากพอที่เราจะมายังจังหวัดเชียงใหม่  เพื่อสำรวจ และซึบซับบรรยากาศอันร่มรื่น เป็นธรรมชาติ แต่แฝงไปด้วยมนต์ขลัง ความเป็นตำนานที่น่าค้นหาของสโมสรยิมคานาเชียงใหม่ 

 

ยุคก่อตั้ง

ก่อนจะเขียนถึงจุดกำเนิดสโมสรยิมคานา คงต้องเท้าความไปถึงสภาพสังคม และบริบทของยุคสมัยนั้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพมากยิ่งขึ้น

นครเชียงใหม่ เดิมทีไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ สยาม มีสถานะเป็นประเทศราชอยู่ในดินแดนล้านนา ปกครองแผ่นดินโดยเจ้าผู้ครองนคร (แต่ต้องส่งบรรณาการให้สยามทุกๆ 3 ปี)  

สภาพภูมิศาสตร์อุดมไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ ขุนเขา ทำให้ชาติผู้ล่าอาณานิคมอย่าง อังกฤษ และฝรั่งเศส จึงเริ่มเข้ามาขยายอิทธิพลในนครเชียงใหม่ โดยเริ่มจากการทำสัมปทานป่าไม้ เพราะไม้สักจากเมืองเชียงใหม่เป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้มหาศาล

อิทธิพลและการเข้ามามีบทบาทของต่างชาติ ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงมีนโยบาย ปฏิรูปมณฑลนครเชียงใหม่ ในปี ค.ศ.1884 เพื่อป้องกันการรุกราน จากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ ที่เริ่มแพร่ขยายอิทธิพลเข้ามาถึงดินแดนล้านนา 

ในปี 1898 นครเชียงใหม่ กลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญ สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าไม้ และเมื่อชาวต่างชาติรวมตัวกัน แนวคิดในการก่อตั้ง สปอร์ตคลับแห่งแรกในไทยก็เกิดขึ้น โดยคณะบุคคล 14 ท่าน (ชาวต่างชาติ 13 คน, ชาวไทย 1 คน) 

ซึ่งส่วนใหญ่มีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับ การทำสัมปทานป่าไม้ และบางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กงสุล, ผู้ดูแลป่า, ข้าหลวง เป็นต้น โดยคณะผู้ก่อตั้ง ได้มองหาที่ดินที่เหมาะสมสำหรับสร้างสโมสรกีฬา ก่อนร่วมกันลงขันซื้อที่ดินบริเวณ “บ้านเมืองก๋าย” ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ด้วยเงินจำนวน 2,500 รูปี (สมัยนั้นเชียงใหม่ใช้สกุลเงินรูปี)

ในที่ประชุม วันที่ 19 สิงหาคม 1898 คณะผู้ก่อตั้ง ได้มีการร่างกฎและข้อบังคับ พร้อมกับตั้งชื่อสโมสรว่า “สโมสรยิมคานา” ที่เป็นคำที่เพี้ยนมาจาก Gend-Khana (Ball House) ซึ่งเป็นคำภาษาฮินดูตามปกติ โดยในเวลานั้น ชื่อนี้เป็นที่นิยมใช้กัน สำหรับสโมสรกีฬาแห่งสหราชอาณาจักร ที่แผ่กระจายไปทั่วเอเชีย


ภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการส่งเสริมกิจการด้านกีฬาในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของเหล่าสมาชิกและครอบครัวสมาชิก

ผู้ก่อตั้งทั้ง 14 ราย ไม่ถือว่า ยิมคานา เป็นสมบัติของตนเอง เพราะได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ คณะกรรมการบริหารสโมสร ที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสามัญ ในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี (ใช้วิธีการโหวตลับ) 

ซึ่งในข้อบังคับสโมสรยิมคานา ได้มีการระบุว่า สมาชิกสามัญถือเป็นเจ้าของสโมสร และยึดถือกรรมสิทธิ์นี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกในปัจจุบันและในอนาคต ฉะนั้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสโมสร ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งจะนำออกไปให้เช่าหรือขายไม่ได้ ตราบใดที่สโมสรฯ ยังดำรงอยู่ เพราะสโมสรแห่งนี้ถือเป็นนิติบุคคล

ในกรณีที่ต้องเลิกกิจการสโมสร ให้นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินและทรัพย์สินของสโมสร “ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในเชียงใหม่” (ยังยึดหลักการนี้จนถึงปัจจุบัน) 

หลักการดังกล่าวกลายเป็น เสาหลักที่ค้ำยันให้ ยิมคานา ยืดหยัดมาได้เป็นเวลามากกว่า 120 ปี เพราะหลังจากนั้นไม่นานนัก บรรดาผู้ก่อตั้งจำนวนหนึ่ง ก็ต่างแยกย้ายกันออกไป และเสียชีวิตไปตามอายุขัย แต่สโมสรดำเนินกิจการต่อไป ด้วยค่าสมัครและเงินบริจาคจากสมาชิก 

“ยิมคานา ใช้เลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ก่อนประเทศไทยอีกนะ (หัวเราะ)”  ไมตรี เมฆรา นายกสมาคมสโมสรเชียงใหม่ ยิมคานา คนปัจจุบัน กล่าวติดตลก เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในไทย 

 

ยุคสงครามโลก 

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากบันทึกการประชุม ระบุว่า สโมสรยิมคานา ได้มีการจัดแข่งกีฬาหลายๆ ชนิดอย่างเป็นทางการขึ้นครั้งแรก ในปี 1899 ประกอบด้วย โปโล, คริกเกต, กรีฑาประเภทต่างๆ, เทนนิส, ม้าแข่ง รวมถึงงานรื่นเริงต่างๆ 

หรือเทียบให้เห็นภาพก็คือ สโมสรยิมคานา เป็นที่แรกๆในไทยที่มีการจัดแข่ง คริกเกต, โปโล, มีการจัดแข่งเทนนิส ก่อนหน้าจะมีการก่อตั้ง ลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นเวลาถึง 28 ปี หรือจัดม้าแข่งก่อนหน้า ราชกรีฑาสโมสร และราชตฤณมัยสมาคม จะถือกำเนิด 

คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง หากจะบอกว่า หลายๆชนิด มีจุดกำเนิดและเริ่มต้นจาก สนามภายใน ยิมคานา คลับ 

หลังจากนั้น สปอร์ตคลับแห่งนี้ ก็มีการจัดแข่งขันกีฬาชนิดอื่นเพิ่มเติมขึ้นมา อาทิ ยิงเป้าปืน, ฟุตบอล, กอล์ฟ (เป็นสนามกอล์ฟแห่งแรกในภาคเหนือ), สควอช, รักบี้ (สองกีฬานี้เพิ่มขึ้นในภายหลัง) โดยจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ที่สมาชิกส่วนใหญ่จะกลับมาอยู่ในเชียงใหม่ จนกลายเป็นธรรมเนียมของสโมสร ที่จะมีการจัดแข่งขันกีฬาในช่วงปลายปี 

นอกจากนี้ ยิมคานา ยังได้ต้อนรับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หลายพระองค์ รวมถึงเชื้อพระวงศ์ และแขกชั้นสูง ที่มาทรงเล่นกีฬา และทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬา และได้รับความสนใจจากบรรดาผู้มั่งคั่ง และมีอำนาจสมัครเข้าเป็นสมาชิก

แต่ขณะเดียวกัน สโมสรยิมคานา ก็ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ และสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ภัยจากสงคราม เริ่มตั้งแต่ปี 1902 ที่มีการเกิดกบฏเงี้ยวขึ้น ทำให้ สยาม มีการเข้ามาควบคุมที่มากขึ้น และเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าเดิม 

จนกระทั่งในปี 1914-1918 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้บรรดาสมาชิกสามัญที่เป็น ชาวต่างชาติ ต่างไม่ได้เข้ามาใช้บริการกันอย่างแต่ก่อน และผลพวงจากสงครามนั้นทำให้ บันทึกรายงานการประชุมของสโมสร ช่วงระหว่างปี 1906-1922 หายไปด้วย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ต่อมาในปี 1932 สยาม ได้มีการเปลี่ยนระบบการปกครองในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ส่วนดินแดนล้านนาได้ถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ประเทศไทย อย่างสมบูรณ์  

จากนั้นในปี 1937 - 1945 สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น สโมสรได้รับผลกระทบอย่างมาก ทั้งด้านทรัพย์สินที่ถูกคนไม่หวังดีเข้ามาโจรกรรม ตลอดจนการลักลอบแข่งม้าโดยไม่ได้อนุญาต 

และสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สุด คือ การลดหายไปของบรรดาสมาชิก ที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งต่างย้ายกลับภูมิลำเนา หลังการปิดกิจการของบริษัทที่ทำสัมปทานป่าไม้ และการถอนกำลังของชาติล่าอาณานิคมอังกฤษในพม่า ทำให้สมาชิกของสโมสรแทบไม่เหลือ 


ในปี 1947 สโมสรได้หาทางออก ด้วยการแก้ไขเปลี่ยนข้อบังคับให้มีการเปิดรับ คนสัญชาติไทย เข้ามาเป็นสมาชิกของสโมสรได้ และนับแต่นั้นคนไทยก็ถือเป็นหัวหอกสำคัญ ในการขับเคลื่อนสโมสร แทนที่ชาวต่างชาติ ท่ามกลางปัญหาต่างๆมากมาย ในช่วงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย  

 

ยุคหลังสงคราม 

สโมสรยิมคานา ในช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ได้พบเจอผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย มีช่วงเวลาที่เป็นขาขึ้น และขาลง ตามวัฏจักรของการทำธุรกิจกีฬา 

สโมสรมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่มีการอนุญาตให้ คนไทย และยินดีให้คนทุกสัญชาติ สามารถสมัครเป็นเมมเบอร์ของสโมสรได้ (เคยออกกฎไม่อนุญาต ชาวเยอรมัน เป็นเมมเบอร์ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1)  จนมีกำไรเหลือพอที่จะไปซ่อมแซม ปรับปรุง รวมถึงสร้างอาคารคลับ เฮาส์ (หลังปัจจุบัน) 

แต่ในบางช่วงสโมสรก็ต้องเผชิญสภาวะขาดทุน จากการค้างชำระจ่ายเงินของสมาชิกบางส่วน (รวมถึงการยกเลิกจัดแข่งม้าในภายหลัง ซึ่งส่งผลต่อรายได้) ทำให้สโมสรต้องไปกู้เงินธนาคาร หรือแม้แต่จัดงานราตรีการกุศลเพื่อระดมทุน โดยในภายหลังสโมสรสามารถผ่านพ้นวิกฤตินั้นไปได้ 

“เราได้นำพาสโมสรจากสภาพเกือบล้มละลาย มาสู่สภาพคล่องตัวขึ้น มีผู้บริจาคสร้างสนามเทนนิสอย่างดี 2 คอร์ต และโรงสควอชใหม่ 1 โรง ซึ่งเป็นของขวัญที่ดีแก่สมาชิกของเรา โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เลย ผมขอกล่าวปิดท้ายด้วยความข้อที่สำคัญสุด คือ เราเสียใจที่ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จ ในการทำให้สมาชิกมี Club Spirit ซึ่งเราต้องการเห็นมากที่สุด” คำกล่าวของประธานสโมสร ในการประชุมวิสามัญประจำปี 1979 ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของสมาชิก ที่ต้องควรต้องช่วยสโมสร 

ด้วยทำเลที่ตั้งที่ดี ทำให้มีเอกชนหลายราย พยายามติดต่อเข้ามาเช่าซื้อพื้นที่บางส่วน ตั้งแต่เมื่อ 40-50 ปีก่อน แต่ทุกครั้งคณะกรรมการฯ ก็ปฏิเสธข้อเสนอก้อนโตนั้นไป แม้แต่ข้อเสนอจาก ราชกรีฑาสโมสร ที่ เคยมีความพยายามจะควบรวมกิจการเข้าไว้ด้วยกัน ในปี 1979 แต่ถูกล้มเลิกไปเพราะสมาชิกไม่เห็นด้วย


ในระหว่างนี้ ทางราชกรีฑาสโมสร กับสโมสรยิมคานา ยังคงมีความสัมพันธ์อันดี และช่วยเหลือต่อกัน โดยสมาชิกของสโมสรยิมคานา ที่จ่ายค่าสมาชิกอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน สามารถเข้าไปใช้บริการใน ราชกรีฑาสโมสรได้

ค.ศ. 1986 มีความพยายามอีกครั้งที่รวมสโมสรกับ ราชกรีฑาสโมสร เนื่องจาก ยิมคานา ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ในปรับปรุงสถานที่ แต่ถึงกระนั้นสมาชิกส่วนใหญ่ ยังคงยืนกรานที่อยากให้สโมสรแห่งนี้ มีเจ้าของเป็นสมาชิกสามัญ ดังที่เคยเป็นมา

“เรามีความจำเป็นนักหรือ ? ที่ต้องให้เช่าหรือขายที่ของสโมสร เราพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะยอมเสียสละบรรยากาศความเขียวชะอุ่ม สดชื่น และหมอกบางๆ ในตอนเช้า เพื่อแลกกับห้องกีฬาติดเครืองปรับอากาศ” ส่วนหนึ่งของข้อความจาก นายแพทย์ธาดา มาร์ติน ที่เขียนถึงประเด็นนี้ 

ในที่สุด ที่ประชุมคณะกรรมการ ปี 1988 ได้ลงความเห็นว่า จะไม่มีการรวมกิจการกับทางราชกรีฑาสโมสร แต่สมาชิกของสโมสรยิมคานา ยังคงใช้บริการที่ ราชกรีฑาสโมสร ได้ตามเดิม และทั้งสอง สปอร์ตคลับเก่าแก่ของไทย ก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยยิมคานา คลับ เลือกใช้วิธีการปรับเพิ่มค่าสมัครสมาชิกตามยุคสมัย เพื่อรักษาสถานะสโมสรที่มีสมาชิกเป็นเจ้าของให้คงอยู่ต่อไป 

“เคยมีคนขอซื้อที่ดินตรงนี้ ข้อเสนอก็หลักพันล้านบาท แต่คณะกรรมการคงรับไว้ไม่ได้หรอก เพราะข้อบังคับของสโมสร ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามขาย จนกว่าจะเลิกกิจการ และเราก็ถือว่าที่นี่เป็นสมบัติของสมาชิกทุกคน ตามเจตนารมณ์ของท่านผู้ก่อตั้ง ที่ไม่ได้ต้องการให้ ยิมคานา เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง”

“พวกผมก็ยังยึดมั่นในอุดมการณ์นี้ เชื่อหรือไหมว่า คณะผู้บริหารของสโมสร เราไม่มีเงินเดือนประจำตำแหน่งนะ ไม่มีเบี้ยประชุม แต่เราก็เต็มใจทำหน้าที่นี้ เพราะเพื่อนสมาชิกไว้วางใจเลือกเราเข้ามาทำหน้าที่ เราก็ต้องพยายามปรับปรุง ดูแลให้สโมสรเดินต่อไปได้”  ไมตรี เมฆรา นายกสมาคม สโมสรยิมคานา เผยกับเรา 

 

ปัจจุบันและอนาคต

ต้นจามจุรีขนาดใหญ่ยักษ์ ยังคงตั้งเด่นสง่า เป็นดั่งสัญลักษณ์ของสโมสร และประจักษ์พยานถึงความเก่าแก่ของ สปอร์ตคลับแห่งแรกในประเทศไทย ที่ผ่านกาลเวลามากว่า 6 แผ่นดิน 

วิวที่มองออกจากระเบียงคลับ เฮาส์ เป็นบรรยากาศที่ทั้งสงบ ร่มรื่น สบายตา และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสนามกีฬาแบบในอดีต ที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน จากที่เราไปสัมผัสสนามกีฬามามากมาย ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีที่ไหนเหมือนกับที่ยิมคานา 


ไม่ว่าด้านนอกรั้วรอบของ สโมสรยิมคานา จะเป็นตัวเมืองเชียงใหม่ ที่มีความเปลี่ยนแปลง มีความเจริญ ทันสมัยไปมากเพียงใด แต่เมื่อย่างเท้าเข้ามาอยู่ภายในสโมสร ก็จะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ และความเก่าแก่ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ในราคาค่าบริการที่ไม่แพงนัก 

“คุณรู้ไหม ? อะไรคือสิ่งที่สำคัญสุดของสำหรับคนวัยเกษียณอย่างพวกผม” นาวิน เจือรัตนศิริกุล กรรมการและเหรัญญิกของสโมสร ชวนผู้เขียนพูดคุย 

“สิ่งที่สำคัญสุดในวัยอย่างพวกเรา คือสังคม เราจำเป็นต้องมีกิจกรรม ต้องออกไปเจอผู้คน ในวันที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว ฉะนั้นความรู้สึกเวลาที่เราได้มาที่คลับ ก็เหมือนกับการออกมาอยู่ในสังคม ได้มาทำกิจกรรมร่วมกันคบอื่น คุณต้องเห็นบรรยากาศตอนเย็น มันสนุกมาก”

“แล้วคุณคิดว่าคนวัยไหน สำคัญกับสโมสร” นาวิน ถามเราอีกครั้ง “คนสูงวัย” คือคำตอบของผู้เขียน แต่คู่สนทนาที่อายุคราวพ่อ ตอบกลับมาว่า  “ไม่ใช่”

เขาบอกกับเราว่า “คนรุ่นใหม่” สำคัญที่สุดต่อการคงอยู่ของสโมสร เพราะปัจจุบัน สมาชิกของสโมสรยิมคานา ส่วนใหญ่เป็นคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ส่วนสมาชิกวัยหนุ่มสาวมีจำนวนเพียงน้อยนิด นั่นเป็นจึงสิ่งที่เขากังวลต่ออนาคตของ สปอร์ตคลับที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้ 

“ผมเชื่อมากๆเลยว่า คนรุ่นใหม่ เขาก็มีความคิด วิธีการ มุมมองที่ล้ำหน้า และเข้ากับยุคสมัยมากกว่าคนรุ่นเก่า คนอย่างรุ่นผม จะอยู่กันได้นานอีกสักแค่ไหน เราดีใจที่สื่อออนไลน์ยุคใหม่ให้ความสนใจที่นี่ ผมดีใจจริงๆนะ” 

“เพราะพวกเราอยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่า เรายินดีและเต็มใจเปิดรับ เราอยากเห็นเมมเบอร์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เข้ามาใช้บริการ เข้ามามีบทบาทในการบริหาร เพื่อให้สโมสรเดินต่อไป ไม่อยากให้มองว่า ยิมคานา เป็นแค่สถานที่ของคนสูงวัยเท่านั้น” แววตาที่จริงใจของ นาวิน พูดแทนทุกอย่างที่อยู่ในใจ 


เราเดินออกมาจากสโมสรยิมคานา ด้วยความรู้สึกที่ปนเปอยู่มากมายภายในใจ ดีใจที่ได้มาซึบซับบรรยากาศ และรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของสโมสรกีฬาแห่งแรกในไทย 

แต่แอบใจหายเหมือนกัน... หากในวันข้างหน้า สถานที่แห่งนี้ จะเหลือไว้เพียงแค่ตำนานและเรื่องเล่า ถ้ววันหนึ่งที่แห่งนี้ต้องปิดกิจการไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง 

 

ข้อมูลอ้างอิง

หนังสือ 100 ปี สโมสรยิมคานา เชียงใหม่ 1898 - 1989



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง