mainstand

Inspiration

“มวยไทยเปลี่ยนชีวิตผม” : เรื่องจริงของสองนักชกกะเหรี่ยง ‘กริชเพชร-บอซูลู’



“ผมชกมวยไทยครั้งแรกได้เงินค่าตัว 200 บาท สำหรับผมมันเป็นเงินที่เยอะมาก ทำงานรับจ้างทั้งวันยังไม่ได้เงินเท่านี้เลย”

 

อย่างที่รู้กันดีว่า มวยไทย เป็นกีฬาการต่อสู้ที่นักชกต้องเอาร่างกายไปปะทะความเจ็บปวด เพื่อแลกกับเงินค่าตัว

ถึงแม้ว่ากีฬานี้จะมีความอันตรายและเสี่ยงบาดเจ็บมากแค่ไหน ก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อย เลือกที่ยึดอาชีพ “นักมวยไทย” ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป บ้างชกเพราะใจรัก บ้างต่อยเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ ตามแต่ละบริบท สภาพแวดล้อม และแรงจูงใจของนักมวยแต่ละคน 

สำหรับ “กริชเพชร” และ “บอซูลู” สองหนุ่มชาวเผ่าปกาเกอะญอ ในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน พวกเขาเลือกเข้าสู่เส้นทางนักมวยไทยอาชีพ เพราะมองว่านี่คือหนทางที่ดีสุด ที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเอง จากความเป็นอยู่ที่ลำบาก ยากจน  และขาดแคลนโอกาสหลายๆอย่างในชีวิต 

ชีวิตบนที่ราบสูงของชาวกะเหรี่ยง ก่อนมาชกมวยไทยเป็นอย่างไร ? กีฬานี้เปลี่ยนแปลงเขาไปในทิศทางไหน ? และเหตุใดพวกเขาถึงมองว่า มวยไทย คือโอกาสที่ดีสุด แม้รู้ดีว่ากีฬานี้สุดแสนจะอันตรายขนาดไหน 


เด็กอพยพ 

บ่ายวันหนึ่ง ก่อนการฝึกซ้อมช่วงเย็น เราเดินทางมายัง ค่ายมวยศูนย์กีฬาห้วยต้ม เพื่อมาคุยกับเด็กหนุ่มทั้งสองคน 

คนแรกเป็นหนุ่มร่างสันทัด วัย 23 ปี ท่าทางขี้อาย และแสดงอาการตื่นเต้นตลอดการสัมภาษณ์ เขาใช้ชื่อในการชกมวยไทยว่า “บอซูลู” ที่แปลว่า เสือภูเขา ตามภาษากะเหรี่ยง 

ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มหน้าใส รูปร่างดี วัย 17 ปี ผู้มีรอยยิ้มและอัธยาศัยเป็นมิตรกับเรา แม้ไม่เคยเจอกันมาก่อน ชื่อในการชกมวยของเขาคือ “กริชเพชร” 

จากการคลุกคลีกันอยู่หลายชั่วโมง เราได้เห็นถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน และความเรียบร้อยยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นของเขาทั้งคู่ แต่ก็มีแววตาที่มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง เมื่อเข้าสู่ช่วงฝึกซ้อมในค่ายมวยแห่งนี้… ที่ไม่ใช่ถิ่นฐานบ้านเกิดที่แท้จริงของพวกเขา 

“บ้านเกิดจริงๆ เราอยู่ที่จังหวัดตาก ครอบครัวผมประกอบอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป แต่ความเป็นอยู่ที่นั่นค่อนข้างลำบาก ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีทีวี ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลย"

"พอผมอายุได้ 6 ขวบ ผมก็อพยพตามครอบครัวมาปักหลักอยู่ที่นี่” กริชเพชร เล่าย้อนถึงช่วงวัยเด็กของตนเองที่อพยพจาก จังหวัดตาก มาตั้งรกรากใหม่ที่นี่ เหมือนกับชาวบ้านหลายๆ ครอบครัวในพื้นที่ ที่ล้วนเป็น ชาวกะเหรี่ยงเผ่าปกาเกอะญอ ที่ย้ายมาอยู่บ้านห้วยต้ม 

เช่นเดียวกับ บอซูลู ที่ย้ายมาตอนอายุ 14 ปี นั้น เขามีชีวิตในวัยเด็กที่ไม่แตกต่างกับ กริชเพชร มาก แต่อาจจะลำบากกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากที่บ้านของเขาฐานะไม่ค่อยดีพอจะส่งเขาเล่าเรียน บอซูลู จึงต้องบวชสามเณรอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ควบคู่กับการเรียนหนังสือ 

“ครอบครัวผมปลูกข้าวโพด แต่รายได้ไม่ค่อยแน่นอน บางครั้งได้เงินเยอะ บางทีได้เงินน้อย พออพยพมาอยู่ที่นี่ ความเป็นอยู่ก็แตกต่างกันมาก เพราะที่นี่มีเทคโนโลยีหลายๆอย่าง แต่ที่เก่าไม่มีอะไรเลย” 

“ช่วงก่อนที่ผมจะย้ายออกมา ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงเลย มีเพียงบางบ้านเท่านั้นที่ติดแผงโซลาร์ เซลล์ โรงเรียนก็อยู่ห่างไกล ต้องเดินเท้าหลายกิโลฯ แต่พอย้ายมาอยู่ที่บ้านห้วยต้ม ก็สะดวกดีครับ โรงเรียนอยู่ไม่ไกลมาก”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ ครอบครัวของ กริชเพชร และบอซูลู เลือกย้ายมาที่นี่ พวกเขาบอกกับเราว่า เป็นเพราะความศรัทธาของชาวกะเหรี่ยงที่มีต่อ “พระครูพิพัฒนกิจจานุรักษ์” หรือครูบาชัยวงษา พระนักพัฒนา ที่ย้ายมาจำพรรษา อยู่ที่หมู่บ้านนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 จนมรณภาพเมื่อปี 2543 

ครูบาวงษ์ เปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของคนชาติพันธุ์ และชาวกะเหรี่ยงก็มีความเลื่อมใสในตัวของท่านมาก ประกอบกับสภาพความเป็นอยู่ในถิ่นฐานเดิมไม่ค่อยดีนัก ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมาก จึงค่อยๆ ทยอยกันมาตั้งแต่รกรากใหม่ที่ หมู่บ้านห้วยต้ม 

จนเกิดเป็น ชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเป็นหมู่บ้านชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งขรัด ควบคู่การทำเกษตรกรรม ที่เป็นอาชีพหลักของผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ 

“ผู้คนที่นี่นับถือครูบามาก สิ่งที่พวกเราทำมาตลอดคือการใส่บาตรทุกเช้า หากเป็นวันพระใหญ่ จะหยุดงาน เพื่อไปทำบุญที่วัด”

“วิถีชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ที่แตกต่างอาจเป็นเรื่องความเป็นอยู่ ที่นี่ดีกว่าในหลายๆด้าน” กริชเพชร เผย 


เปลี่ยนชีวิตโดยมวยไทย

คุณูปการของ ครูบาวงษ์ฯ ไม่ได้มีแค่เพียงด้านศาสนา และสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านการศึกษา ที่ท่านดำริให้สร้าง โรงเรียนบ้านห้วมต้ม (ชัยวงษาอุปถัมภ์) เพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับลูกหลานชาวกะเหรี่ยงในชุมชน

คงเหมือนกับโชคชะตา ความบังเอิญ “อ.สงบ พุทธพฤกษ์” ครูสอนวิชาพลศึกษา ที่ย้ายมาสอนที่นี่ ในปี 2543 มีความชื่นชอบในกีฬามวยไทย จึงเปิดค่ายมวยสำหรับฝึกสอนลูกศิษย์ในโรงเรียน ชื่อว่า “ค่ายมวยศูนย์กีฬาห้วยต้ม”

แม้ในอดีต มวยไทย จะไม่เคยอยู่ในความคิดของ บอซูลู และ กริชเพชร เมื่อครั้งอยู่ในถิ่นกำเนิด เนื่องจากการเข้าถึงมวยไทย หรือคนที่จะมาฝึกสอนเขานั้นยังไม่มี แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อเขาอพยพมาอยู่ที่บ้านห้วยต้ม และได้เข้ามาฝึกมวยไทยกับ อ.สงบ พุทธพฤกษ์

“ ผมเริ่มฝึกมวยไทยตอนอายุ 14 ปี ได้ครู (สงบ พุทธพฤกษ์) มาช่วยสอน ถ้าไม่มีครู ไม่มีค่ายมวย ผมก็คงไม่มีทางได้ชกมวย  ตอนนั้นผมมีความฝันอยากชกมวยออกทีวีสักครั้ง ” บอซูลู กล่าว

ส่วน กริชเพชร เผยจุดเริ่มต้นในเส้นทางมวยไทยของตัวเองว่า “ผมเริ่มมาหัดชกตอนอายุ 11 ปีกับครู ครูสอนว่าถ้าอยากเป็นนักมวยที่เก่ง ต้องมีความอดทน และระเบียบวินัย”

หลังจากเข้ามาฝึก มวยไทย เป็นเวลาหลายปี บอซูลู และ กริชเพชร ก็ยอมรับว่าตัวพวกเขาเองมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มวยไทย สอนให้พวกเขารู้จักหน้าที่ และมีความรับผิดชอบมากขึ้น รวมถึงทำให้พวกเขามีจุดหมายในชีวิตมากกว่าเดิม 

“ก่อนชกมวยไทย ผมโดดเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง แต่พอได้มาฝึกมวยไทย การได้อยู่ในระเบียบวินัย ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไป ตั้งใจเรียนขึ้น รู้จักหน้าที่ของตัวเอง” 

“จากตอนแรกที่ผมไม่ค่อยสนใจเรียน ตอนนี้ผมมีเป้าหมาย ที่อยากเรียนสูงๆ ถ้าผมชกมวยไทย ผมก็มีลู่ทางที่จะได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น สำหรับมวยไทยเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว” กริชเพชร ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 กล่าว โดยที่ บอซูลู บอกว่าเขาเปลี่ยนไปในลักษณะเดียวกัน 

หนทางในการก้าวไปถึงขั้น นักมวยที่ประสบความสำเร็จ ค่าตัวเรือนหมื่น เรือนแสนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขาต้องเริ่มจากการเป็น นักชกที่โดดเด่นในเวทีระดับท้องถิ่นก่อน ที่มีค่าตัวหลักร้อย หลักพัน เพื่อเสริมสร้างกระดูก 

บอซูลู  เริ่มต้นชกมวยไฟต์แรกด้วยค่าตัว 200 บาท ส่วน กริชเพชร สตาร์ทค่าตัว 500 บาท…ซึ่งในสายตาคนภายนอก อาจดูมองว่านี่เป็นเงินจำนวนเพียงน้อยนิดที่เด็กคนหนึ่งหามาได้ แต่ในมุมมองของ สองหนุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เขากลับบอกว่า เงินค่าตัวก้อนแรกที่เขาหามาได้นั้นถือว่าเยอะมาก เมื่อกับรายได้จากการทำงานอย่างอื่น ตามสภาพแวดล้อมที่เขาเป็นอยู่

“ผมชกมวยไทยครั้งแรกได้เงินค่าตัว 200 บาท สำหรับผม มันเป็นเงินที่เยอะมาก ทำงานรับจ้างทั้งวันยังไม่ได้ค่าจ้างเท่านี้เลย” บอซูลู กล่าวเริ่ม

“ถ้าผมไม่ได้ชกมวยไทย ผมก็คงไม่ได้เรียนหนังสือ อาจจะต้องไปทำงานอย่างอื่น เก็บลำใย ปลูกข้าวโพด ที่ทำได้แค่เฉพาะหน้าฝน หน้าแล้งก็ไม่มีงานทำงาน หรือไม่ก็คงต้องออกจากบ้านไปทำงานในนิคมโรงงานฯ” 

ส่วน กริชเพชร เสริมว่า “มวยไทยเปลี่ยนชีวิตเราไปมาก ถ้าไม่ได้ชกมวยไทย ก็คงไม่มีเงินส่งให้ครอบครัว” 

มวยไทย อาจไม่ใช่อาชีพในฝันของเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ แต่สำหรับคนอีกจำนวนหนึ่ง มวยไทย เป็นลู่ทางที่ดีในการเปลี่ยนแปลงชีวิต และช่วยทำให้เขาพ้นความยากลำบาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 


ภูมิใจที่เกิดมาเป็นปกาเกอะญอ 


“เวลาท้อก็นึกถึงพ่อแม่ คนข้างหลังครับ เราต้องอดทน ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ผมไม่อยากให้ครอบครัวต้องลำบากอีก อยากเห็นครอบครัวมีรอยยิ้ม ผมจะออกไปสู้ ไปหาเงินเอง” บอซูลู ที่ปัจจุบันชกมวยอยู่ในศึกสายรายการ มวยดีวิถีไทย กล่าว 

เป็นระยะเวลากว่า 9 ปี นับตั้งแต่วันแรก บอซูลู ยังคงฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นชก ทั้งเวทีต่างจังหวัด รวมถึงในเมืองกรุง แม้จะยังไม่ใช่นักมวยที่มีชือเสียงดังเปรี้ยงปร้าง แต่อย่างน้อย เขาก็ทำให้แฟนหมัดมวยจดจำได้ ในฐานะนักมวยชาวกะเหรี่ยง

เช่นเดียวกับ กริชเพชร หนุ่มหน้าละอ่อน ที่กำลังเดินตามรุ่นพี่อย่าง มาวิน, คมเพชร  และ เพชรมงคล สู่สังเวียนมวยช่อง 7 สี ด้วยสไตล์ที่ทั้งคู่เหมือนกันคือ “ใจสู้” ไม่ยอมแพ้ จนกว่าร่างกายจะทนไม่ไหวจริงๆ จนกลายเป็นคาแรกเตอร์ที่หากนึกถึง “นักมวยกะเหรี่ยง” ก็จะนึกถึง นักชกที่มีความแข็งแกร่ง และจิตใจเข้มแข็ง 

“ผมภูมิใจที่การชกมวยของเรา ทำให้คนภายนอกได้รู้จักชาติพันธุ์เรามากขึ้น ผมอยากขึ้นไปทำให้ทุกคนเห็นว่า พวกเรามีดีเหมือนกัน มันไม่เกี่ยวว่าเราจะมีเชื้อสายอะไร การชกมันอยู่ที่ตัวเราเองว่า จะมีความอดทน มีระเบียบวินัย และความพยายามมากแค่ไหน”

“ส่วนตัวผมมีความศรัทธาในอาชีพนักมวยไทย ผมอยากเป็นแชมป์เวทีมาตรฐาน มีค่าตัวเยอะๆ เพื่อให้ครอบครัวสุขสบาย ไม่ต้องออกไปทำงานลำบากเหมือนแต่ก่อน ผมหวังว่าจะมีรายการชกสม่ำเสมอ มีเงินเก็บสะสม เพื่อที่จะเอาไปสร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่” ความในใจของกริชเพชร 

กริชเพชร และ บอซูลู ภาคภูมิใจและไม่เคยอายที่จะบอกใครว่า พวกเขาคือ คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เพราะเขารับรู้ว่าทุกครั้งที่เขาขึ้นชก ผู้คนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะส่งกำลังใจเชียร์เขาอยู่ทางหน้าจอทีวี 

ในฐานะ นักสู้ตัวแทนคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่ต้องการสื่อสารให้สังคมได้มอง คนชาติพันธฺุ์กะเหรี่ยงว่า พวกเขามีความเป็นคนอ่อมน้อม ถ่อมตน เรียบง่าย รักสงบ 

แต่ก็มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ความยากลำบาก และมีความศรัทธาแรงกล้าต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ผ่านการต่อสู้ทุกครั้งบนสังเวียนมวยไทยที่เขาแสดงออก 


 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง