mainstand

Inspiration

ชเว ยอง ซอก : 17 ปีของ “โค้ชเช” ผู้สร้างเทควันโดไทย ไประดับโลก



ทันทีที่ชายชาวเกาหลีใต้วัย 45 ปี ก้าวเท้าออกจากห้องพักผู้ฝึกสอน เดินเข้าสู่สนามฝึกซ้อม บรรยากาศโดยรอบเป็นไปอย่างเงียบสงัดในทันตา โดยที่เขาแทบไม่ต้องพูดอะไรเลย แม้แต่ประโยคเดียว


 

นักกีฬาทุกคนต่างจัดแถวอยู่ในความเรียบร้อย เพื่อรอฟังคำสั่งจากโค้ช ที่มีกิตติศัพท์ด้านความเฮี้ยบ และความเอาจริงเอาจังการทำทีม

ชายผู้ที่เรากำลังเขียนถึง คือ ชเว ยอง ซอก หรือ “โค้ชเช” ผู้ทำหน้าหัวหน้าผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทยมาเป็นระยะเวลากว่า 17 ปี ซึ่งนานกว่าอายุของนักกีฬาทีมชาติบางคนที่เขาฝึกสอนในตอนนี้เสียอีก 

จนเราแทบพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เขานี่แหละ คือ คนที่เข้ามาทำให้ จอมเตะสายเลือดไทย ก้าวไปสู่ระดับโลกในกีฬาเทควันโด

 

Round 1 : คนเข้มจากเกาหลี

“ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะได้อยู่คุมทีมชาติไทยมานานถึง 17 ปี เพราะผมได้สัญญาฉบับแรกจากสมาคมฯ แค่เพียง 8 เดือนเท่านั้น สำหรับเตรียมทีมแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่ปูซาน"

"ผมคิดว่าจบทัวร์นาเมนต์นั้น ก็คงแยกย้ายกลับไปเป็นโค้ชที่เกาหลีฯต่อ”

โค้ชเช นั่งย้อนเรื่องราวจุดเริ่มต้นของตนเอง ด้วยภาษาไทยสำเนียงเกาหลีที่เขาพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ภายในห้องทำงานที่อยู่ติดกับสนามฝึกซ้อม 

เขายังไม่ลืมเหตุการณ์วันแรกที่เจ้าตัวได้มาเจอกับนักกีฬาเทควันโดไทยในโรงยิมฯ  

ณ เวลานั้นทั้งนักกีฬาและโค้ชหน้าใหม่ ต่างรู้สึกเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน เพราะพูดกันคนละภาษา และเติบโตมาในสังคม วัฒนธรรมที่ต่างกันมากพอสมควร

“ผมพูดตรงๆว่า ตอนแรกที่มาไทย ผมแทบไม่รู้จักนิสัยใจคอหรือวัฒนธรรมไทยเลย พูดภาษาไทยก็ไม่เป็น พูดได้แต่ภาษาเกาหลี  อีกทั้งโครงสร้างของเทควันโดในไทยยังไม่มี ตอนเริ่มต้นมันยากลำบากสุดๆเลย”

“เท่าที่เห็นในตอนนั้น คนไทยเล่นกีฬาเทควันโดใช้ได้ แต่ยังขาดเรื่องเทคนิค แต่ผมมีเวลาเตรียมทีมแค่ 8 เดือน ซึ่งระยะเวลามันสั้นมาก"

"ผมมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไร ให้นักกีฬาซ้อม 8 เดือนเก่งเท่ากับคนที่ฝึกมา 8 ปี”

“วิธีการของผม คือการต้องฝึกนักกีฬาให้หนัก ครั้งแรกที่เก็บตัวทีมชาติ มีนักกีฬาอยู่ประมาณ 20 คน แต่พอผ่านไปได้สัก 2-3 อาทิตย์ นักกีฬาค่อยๆทยอยออกจากแคมป์ จนเหลือ 10 กว่าคนเท่านั้น”


ขึ้นชื่อว่าเป็น “โค้ชเกาหลี” แนวคิดในการทำงานหนัก แทบจะแทรกซึมอยู่ในดีเอ็นเอของคนจากชาตินี้อยู่แล้ว 

ชเว ยอง ซอก ยืนหน้าเครียด สั่งนักกีฬาเทควันโดวิ่งขึ้นลงบันได วิ่งระยะไกลวันละ 2-3 ชั่วโมง ต่อด้วย การฝึกทักษะ เทคนิค แท็คติกที่เข้มข้นสุดๆ จนจอมเตะบางคนถึงกับต้องยอมทิ้งโอกาสในติดทีมชาติ เพราะไม่สามารถทนกับระบบการฝึกสุดโหดของโค้ชหน้าใหม่คนนี้

...ถึงแม้บางคนจะถอดใจไป แต่นักกีฬาอีกจำพวกหนึ่ง กลับยังสู้ต่อ ยอมโดน “โค้ชเช” โขกสับ ดุด่า และทนฝึกซ้อมอย่างหนัก วันละหลายชั่วโมง เพียงเพราะพวกเขามีเป้าหมายและความเชื่อที่เหมือนกัน ในการคว้าเหรียญรางวัลจากมหกรรมกีฬา เอเชียนเกมส์ 2002 

“ตอนนั้นผมกับนักกีฬาไม่ค่อยเข้าใจกัน เพราะผมสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ทำได้แค่ซ้อมให้หนักอย่างเดียวจริงๆ"

"สมมุติผมสอนแท็คติกอย่างหนึ่ง ถ้าเขาทำไม่ได้ ผมก็จะซ้อมแต่แท็คติกนั้นอย่างเดียวซ้ำๆ วันนี้ถ้ายังทำไม่ได้ พรุ่งนี้ทำต่อ ทำจนกว่าจะทำได้ บางแท็คติกผมใช้เวลานานถึง 1 สัปดาห์ เพื่อสอนเขา โดยไม่สอนแท็คติกอื่นเลย”

“ผมประทับใจที่นักกีฬาเขาตั้งใจซ้อม และมุ่งมั่นเต็มที่ แม้เราจะสื่อสารเขาไม่ค่อยถนัดนัก จนมาถึงวันแข่งขัน เอเชียนเกมส์ครั้งนั้น เราทำผลงานดีเกินคาด ได้มาถึง 2 เหรียญเงิน” 

“หลังหมดสัญญา ผมบินกลับมาไทยเพื่อเก็บข้าวของเตรียมกลับไปทำงานโค้ชที่อื่น เพราะช่วงนั้นก็มีหลายๆ ชาติติดต่อผมมาเหมือนกัน”

ชเว ยอง ซอก นัดพบกับนักกีฬาเพื่อเตรียมตัวร่ำลา แต่เหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้น และทำให้เขาตัดสินใจทำงานต่อที่เมืองไทย จนถึงปัจจุบัน 

“วันสุดท้ายก่อนผมกลับ นักกีฬาเข้ามาขอร้องและพูดกับผมว่า ‘โค้ชอยู่ต่อได้ไหม, โค้ชอย่าเพิ่งทิ้งพวกเขาได้ไหม’"

"มันเป็นความรู้สึกที่ผมตื้นตันใจนะ เหมือนกับสิ่งที่ผมทุ่มเทไป พวกเขารู้ว่าผมทำเพื่อใคร ผมจึงตัดสินใจอยู่ไทยต่อ แม้เงินเดือนจะน้อยกว่าที่อื่น"

"ผมพูดเลยว่า คำขอร้องของนักกีฬาในวันนั้น คือเหตุผลหลักที่ผมตัดสินใจทำทีมชาติไทยต่อ”

 

Round 2 : ดอกผลจากหงาดเหงื่อ 

“ข้าพเจ้าจะทุ่มเทเพื่อประเทศชาติ อย่างสุดความสามารถ”
“ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามกฎระเบียบและเชื่อฟังผู้ฝึกสอนอย่างเคร่งครัด”
“ข้าพเจ้าจะตั้งใจฝึกซ้อมด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และอดทน”

ป้ายคำปฏิญาณ 3 ข้อ ที่ โค้ชเช นำมาติดไว้ข้างผนัง บริเวณสนามฝึกซ้อม เปรียบเสมือนข้อความที่คอยเตือนใจเหล่านักกีฬาทุกคน โดยมีป้ายข้างๆ คู่กันเป็นประโยคภาษาอังกฤษว่า “NO PAIN NO GAIN” (ไม่เจ็บไม่เรียนรู้) 

“ผมถามนักกีฬาทุกคนว่า เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ? หากเป้าหมายทุกคน คือ เหรียญทองโอลิมปิก, เหรียญทองชิงแชมป์โลก  คุณต้องซ้อมให้หนักมากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า ผมถามนักกีฬาว่า คุณทนได้ไหม? เขาบอก ทนได้ครับ ทนได้ค่ะโค้ช”

“ทำไมผมต้องให้เขาฝึกหนัก เพราะเทควันโดเป็นกีฬาต่อสู้ คนจะเป็นแชมป์ต้องมีความใจสู้ ความอดทน"

"นั่นเป็นเหตุผลที่เราเก็บนักกีฬารายการหนึ่ง นานเกือบทั้งปี เช้าซ้อม เย็นซ้อม บางวันเริ่มซ้อม 5 โมงเย็น ถ้าผมยังไม่พอใจ ก็ต้องลากไปถึง 3-4 ทุ่ม ผมซ้อมนักกีฬาหนักจริงๆ เพื่อฝึกความใจสู้และอดทน”


หยาดเหงื่อบนเบาะพื้นสนามของเหล่านักกีฬา ในแต่ละวันของการฝึกซ้อม คือ การลงทุนที่ ชเว ยอง ซอก เรียกร้องให้นักเทควันโดทีมชาติไทย ทุกคนทุ่มเทอย่างเต็มที่ เสมือนเป็นแข่งจริงในทุกๆ การฝึกซ้อม ตลอดระยะเวลาการเก็บตัวที่ยาวนาน 11 เดือนต่อ 1 ทัวร์นาเมนต์   

ชเว ยอง ซอก ให้ความสำคัญกับนักกีฬาชายและหญิงเท่าเทียม เขาจะไม่แบ่งแยกว่า ผู้หญิง ต้องซ้อมเบาหรือน้อยกว่าผู้ชาย  

กลับกัน เขาต้องการเห็นผู้หญิงต้องอดทนให้ได้แบบผู้ชาย บางครั้งในการฝึกซ้อม เขาจะให้ผู้หญิงมาสู้กับพละกำลังกับแรงผู้ชาย หรือบางที โค้ชเช จะลงมาเตะกับนักกีฬาด้วยตัวเอง 

เพราะเขารู้ว่าในสนามจริงบนเวทีระดับโลก มีอุปสรรค และคู่แข่งที่ยากกว่านี้อีกมากมาย รอนักเทควันโดไทยอยู่


“สิ่งที่สำคัญกว่าตอนแข่ง คือตอนฝึกซ้อม ผมพูดกับนักกีฬาตลอดว่า ทำตอนแข่งให้เหมือนตอนซ้อม ทำตอนซ้อมให้เหมือนตอนแข่ง ต้องฝึกหนัก ต้องจริงจัง ห้ามทำเป็นเล่น"

"ช่วง 10 ปีแรกที่ผมทำทีมชาติไทย ผมยังใส่อุปกรณ์ลงไปเข้าคู่ซ้อมกับนักกีฬาอยู่เลย เวลาเตะ ผมเตะจริง ต่อให้เป็นนักกีฬาผู้หญิง ถ้าจังหวะเตะหัว ผมก็ต้องทำ เพราะว่าเขาไปแข่งจริง เขาต้องเจอคู่ต่อสู้ที่สูงกว่าผม ผู้ชาย-ผู้หญิง บางทีผมให้เข้าคู่ แข่งกันเลย”

“ผมเห็นนักกีฬาผู้หญิงบางคน ซ้อมไป ร้องไห้ไป แต่ผมจะไม่ใจอ่อน เมื่อไหร่ที่เขาผ่านความยากลำบากในตอนซ้อมได้ วันแข่งขัน เขาจะผ่านมันไปได้เช่นกัน นั่นทำให้ช่วงที่ผมทำเทควันโดยุคแรกๆ นักกีฬาผู้หญิงจะประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ชาย”

ทุกเหรียญรางวัลไปจนถึงแชมป์โลกที่ ทัพเทควันโดไทยทำได้ ล้วนเป็นผลมาจากหงาดเหงื่อแรงกายของนักกีฬา และความมุ่งมั่นเอาจริงของผู้ฝึกสอนที่เคี่ยวกรำ จอมเตะทีมชาติไทยมาอย่างยาวนานหลายปี 

ไม่มีเหรียญรางวัลไหน หรือทัวร์นาเมนต์ใดที่ “โค้ชเช” ไม่มีส่วนรวม 

“นักกีฬาที่จะประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลก ต้องหิวก่อน ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาอิ่ม เขาจะไม่อยากวิ่ง ไม่อยากซ้อม ไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากลำบาก ผมยกตัวอย่าง นักสู้เกาหลีใต้ หลายคนมาจากความยากลำบาก มาจากครอบครัวที่ยากจน ผมก็เคยเป็นคนจนมาก่อน พ่อผมเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ผมต้องการให้นักกีฬาเรากระหายอยู่ตลอดเวลา”

“เมื่อไหร่ที่เขาลงสนาม เขาต้องตั้งใจ มั่นใจ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องเป็นคนที่ใจสู้ บางคนเทคนิคดี ฝีมือดี แต่พอขาดความมั่นใจ ใจไม่สู้ จิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็ไม่มีทางจะประสบความสำเร็จได้”

น่าสนใจเหลือเกินว่า โค้ชเช มีวิธีการอย่างไรทำให้ นักกีฬาไทย มีความมั่นใจ และหลอมทุกคนให้สู้ไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่บนเวทีแข่งขันระดับนานาชาติ 

 

Round 3 : หัวหน้าครอบครัว

“ความมั่นใจต้องเกิดจากความเชื่อใจกันและกัน ถ้านักกีฬาไม่เชื่อใจโค้ช เขาก็จะไม่ทำตาม หรือ โค้ชไม่เชื่อใจนักกีฬา นักกีฬาก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง”

“เมื่อก่อนผมมีความรู้สึกกับนักกีฬา เหมือนโค้ชกับลูกทีม แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี ตอนนี้ผมรู้สึกกับนักกีฬาชาย เหมือนเขาเป็นลูกชาย นักกีฬาหญิงเป็นลูกสาว เราคือครอบครัวเดียวกัน เพราะอยู่ด้วยกัน ซ้อมด้วยกัน กินด้วยกัน ทำอะไรหลายๆอย่างเหมือนพ่อกับลูกในชีวิตจริง เวลาผมสอนนักกีฬา ก็จะเหมือนพ่อสอนลูก”

ความมุ่งมั่น ทุ่มเทที่มากกว่าแค่ในเวลางานของ ชเว ยอง ซอก เป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนสัมผัสได้ 

สิ่งเหล่านั้นได้พัฒนาจากหน้าที่ มาเป็นความผูกพันระหว่าง นักกีฬาทีมชาติไทย กับผู้ฝึกสอนชาวเกาหลีใต้ แบบแยกกันไม่ออก

บ่อยครั้งที่เขาได้รับข้อเสนอที่ดี จากหลายๆ ชาติที่ต่างยอมรับในความสามารถ และมีความต้องการอยากได้ ชเว ยอง ช็อก ไปทำทีมเทควันโดทีมชาติ

แต่ทุกครั้ง เขากลับเลือกที่ปฏิเสธรายได้ก้อนโต ด้วยเหตุผลที่ใครหลายคน อาจไม่เคยรู้มาก่อน

“ตลอดระยะเวลาที่ทำทีมชาติไทย มีหลายๆ ชาติติดต่อเข้ามาหาผมเยอะจริงๆ บางชาติให้เงินเดือนผมมากกว่าเดิม 3-4 เท่า แต่ผมไม่สามารถรับข้อเสนอนั้นไว้ได้” 

“เพราะผมรู้สึกว่าประเทศไทยคือบ้านหลังที่ 2 ทีมเทควันโดไทย ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ไทย ทุกคนในสมาคมฯ คือ ครอบครัวของผม นักกีฬาทุกคนคือลูกชาย ลูกสาว ผมทำใจไม่ได้ ถ้าต้องไปทำทีมชาติอื่นมาแข่งกับ ลูกชาย ลูกสาวตัวเอง ที่ผมปั้นมากับมือ ผมมีความตั้งใจว่า จะทำทีมชาติไทย เป็นประเทศสุดท้าย”

โค้ชเช ไม่เคยลืมเสียงเชียร์จากคนไทย ที่ไม่ว่าจะแข่งขันใกล้หรือไกลแค่ไหน ก็จะได้ยินเสียงเชียร์จากคนไทยในประเทศนั้นๆ ตามไปให้กำลังใจเสมอ  

นั่นทำให้ โค้ชชาวเกาหลีใต้ รับรู้ ยามมีการแข่งขันกีฬาครั้งใด คนไทยทุกคนก็พร้อมที่จะสู้ไปด้วยกันกับนักกีฬาทุกครั้ง เช่นเดียวกันกับ “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม ที่พร้อมสนับสนุน เคียงข้างนักกีฬาทีมชาติไทย ตามสโลแกนที่ว่า “ทีมชาติไทย...มั่นใจสู้ไปด้วย” ...นี่ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เงินตราหาซื้อไม่ได้ 

ในปีที่ 17 ของการทำหน้าที่นี้ ชเว ยอง ซอก ยังคงมีความสุขและความภาคภูมิใจทุกครั้ง เมื่อเห็นนักกีฬาไทยประสบความสำเร็จ 

เขาบอกกับเราว่า ในตอนนี้ เขามีความรู้สึกและจิตใจที่ไม่ได้แตกต่างกับคนไทย… ที่ต้องการเห็นนักกีฬาไทยไปสร้างชื่อเสียง สร้างความสำเร็จ บนเวทีการแข่งขันระดับโลก โดยเฉพาะ โอลิมปิก เกมส์

“ผมจะขอสัญชาติได้หรือไม่นั้น  สำหรับผมมันไม่สำคัญหรอกว่า สัญชาติบนพาสปอร์ตผม จะเป็น เกาหลีใต้หรือไทย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น อยู่ตรงที่ใจ"

"ผมอยู่เมืองไทยมานาน จนตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทยคนหนึ่ง วันข้างหน้าไม่ว่าผมจะได้สัญชาติหรือไม่ได้สัญชาติไทย หัวใจผมก็เป็นไทยไปแล้ว”

“ผมมีเป้าหมายอยากเห็น นักกีฬาเทควันโดไทย ไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ เหมือนคนไทยทุกคนรอคอย"

"เราประสบความสำเร็จมาทุกรายการ แม้แต่ชิงแชมป์โลก เราเคยได้อันดับ 1 มาแล้ว ผมเชื่อว่าเรามีโอกาสไปถึงเหรียญทองในโอลิมปิก 2020 ถึงแม้เป้าหมายนั้นจะไม่ง่าย แต่ผมเชื่อว่าเราทำได้ ผมเชื่อในครอบครัวของเรา” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง