mainstand

Inspiration

กมล ตันกิมหงษ์ : 3 ทศวรรษของโค้ชผู้เป็นทุกอย่างแก่ตะกร้อทีมชาติไทย



ในโลกของกีฬาที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว การที่ใครสักคนหนึ่งสามารถอยู่คุมทีมกีฬาทีมเดียว มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี โดยที่ไม่เคยเปลี่ยนงาน คุณว่าเขาคนนั้นต้องมีความพิเศษขนาดไหน ? 


 

เราเดินทางมายัง ศูนย์ฝึกมูลนิธิตะกร้อแห่งประเทศไทย จ.ปทุมธานี สถานที่เก็บตัวฝึกซ้อมของเหล่านักหวดลูกหวายตัวแทนประเทศ ทั้งชายและหญิง มูลค่าการก่อสร้างสูงถึง 150 ล้านบาท 

เพื่อสนทนากับชายคนหนึ่งที่อุทิศเวลาเกือบครึ่งชีวิต ให้กับการทำทีมเซปัคตะกร้อทีมชาติไทย จนสร้างความสำเร็จนับไม่ถ้วนแก่ประเทศไทย และทำให้กีฬาชนิดนี้ กลายเป็นกีฬาขวัญใจคนชาว

เขาคือ “กมล ตันกิมหงษ์” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเซปัคตะกร้อ ทีมชาติไทย วัย 63 ปี 

 

กว่าจะมาเป็นปรมาจารย์ตะกร้อ 

“ผมไม่ใช่คนที่ชอบตะกร้อมาก่อนนะ สำหรับผมมวยไทยคือความหลงใหลอันดับ 1” ชายผู้ถูกยกย่องให้เป็น ปรมาจารย์แห่งวงการลูกหวายไทย เอ่ยประโยคนี้กับเรา 

“ผมเริ่มต้นจากการทำงานเป็นครูสอนวิชาพลศึกษาฯ เคยเป็นโค้ชทีมบาสเกตบอลโรงเรียน คำว่า ‘ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย’ ผมไม่เคยนึกถึงมันเลย พราะมันอยู่ไกลจากตัวผมมาก”

กมล ตันกิมหงษ์ เริ่มต้นเส้นทางผู้ฝึกสอน จากคุมทีมบาสเกสตบอลโรงเรียนวัดสุทธิวราราม แต่เพราะความเอาจริงเอาจังในการทำทีมกีฬาระดับสถานศึกษา 

ทำให้เขาได้รับการชักชวนให้เข้ามาทำงานใน กองการกีฬา กรมพลศึกษา “กมล” ตัดสินใจลาออกจากงานสอนหนังสือ มาเป็นข้าราชการกรมพละฯ และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ เขามีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมนักเตะลูกหวายไทย 

ในปี พ.ศ.2526 กมล ตันกิมหงษ์ เริ่มต้นงานโค้ชทีมชาติ จากการคุมทีม ตะกร้อนักเรียนไทย ในการแข่งขันกีฬานักเรียนระหว่างประเทศอาเซียน (อาเซียน สคูล เกมส์ ในปัจจุบัน) และดูแลทีมชาติรุ่นเยาวชนเรื่อยมา 

แม้เขาจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านกีฬาตะกร้อ แต่เพราะการทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีวันหยุดพัก ทำให้วันหนึ่ง กมล ได้รับเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเซปัคตะกร้อ ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในปี 2538 

“กีฬาตะกร้อ ไม่ว่าใครจะมาเล่นก็กดดันทั้งนั้น เพราะรุ่นพี่เก่าๆ แข่งกันมาแทบไม่เคยแพ้ ตอนที่ได้เข้ามาทำทีมชาติ ยอมรับว่าเครียดและกังวลมาก เพราะผมไม่ใช่คนที่มาจากกีฬาตะกร้อโดยตรง รุ่นเก่าๆ เขาทำไว้ดีมาก”

“การสอนของผมในช่วงแรก ผมจึงยึดหลักว่า ‘ซ้อมมากได้มาก’ ถ้าเราอยากชนะ เราต้องผ่านความเหนื่อย ความยาก ความลำบากที่สุดไปให้ได้” 

“สมัยนั้นเรายังไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา เราซ้อมทุกวันไม่มีวันหยุด เพราะว่าผมเคยได้ยินเขาสอนกันมาว่า ‘ต้องซ้อมให้หนัก ซ้อมเยอะๆ’ ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาดมากเลยนะ นักกีฬาผมได้รับบาดเจ็บ บางคนถึงขั้นฟอกสบู่ไม่ได้ เพราะเรามัวแต่สนใจเรื่องดันพื้นกล้ามท้อง เราไม่รู้ว่าควรต้องทำกี่เซ็ท สัปดาห์หนึ่งควรทำเท่าไหร่ มีเวลาว่างก็ใส่อย่างเดียว นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต” 

กมล เล่าว่าสมัยที่เขาเริ่มเข้ามาทำทีมชาติ เรื่องวิทยาการกีฬา องค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงโครงสร้างกีฬาตะกร้อยังไม่มีอะไรเลย เขาต้องจึงใช้เวลาตระเวนพาลูกทีมไปร่อนเร่เก็บตัวตามสถานที่ต่างๆ  ยามเว้นว่างก็จะต้องหาเวลาไปนั่งดูการแข่งขันระดับนักเรียนและประชาชน เพื่อเฟ้นหานักกีฬา

การลองผิด ลองถูกมาหลายครั้ง กลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ กมล ตันกิมหงษ์ ได้เรียนรู้และเข้าใจกีฬาเซปัคตะกร้ออย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดที่เขาทำไป เพียงเพื่อต้องการจะรู้จักกีฬานี้ให้ครบทุกด้านทุกมุม 

“สมัยก่อนกว่าจะได้ความรู้อะไรสักอย่างมันใช้เวลานานมาก ต้องใช้ความพยายาม ศึกษาด้วยตัวเองทั้งหมด ผมใช้ความรู้รอบโต๊ะเยอะมาก ใช้การลงไปเห็น ลงไปลองทำ เอาตัวเองคลุกคลี พูดง่ายๆก็คือ ผมใช้การเรียนรู้มากกว่าเรียนจากในหนังสือ”

“แต่กีฬาทุกชนิด มันมีวิวัฒนาการไม่มีที่สิ้นสุด ตะกร้อก็เช่นกัน ผมเป็นแก้วน้ำที่ไม่เคยเต็ม คนสามารถเข้ามาเติมได้ตลอด เราเปิดรับทุกองค์กร ทุกสถาบัน ทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา, โภชนาการ, สมรรถภาพนักกีฬา รวมถึงด้านจิตวิทยา เราเอาผู้เชี่ยวชาญทุกด้านมาช่วยกันพัฒนาตะกร้อทีมชาติไทย” 

“เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า จุดหมายของเราคืออะไร ? หากเราต้องการทำทีมเพื่อชัยชนะ เราก็ต้องรู้ให้จริงทุกแง่ รู้ให้แน่ทุกมุม ดังนั้นหน้าที่ของผมคือการทำให้นักกีฬาของเรามีความพร้อมทั้งด้านทักษะ, สมรรถภาพร่างกาย และจิตใจ เพราะตะกร้อเป็นกีฬาที่มีความกดดันสูง ถ้าแพ้เท่ากับล้มเหลว ฉะนั้นทำอย่างไรให้เมื่อถึงวันแข่งขันจริง นักกีฬาจะมีความพร้อมทุกด้าน” โค้ชกมล เผย 

นับตั้งแต่ กมล ตันกิมหงษ์ เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนชุดใหญ่ ในปี 2538 ทีมชาติไทย ก็ก้าวขึ้นมาเป็นชาติเบอร์ 1 ของโลกในกีฬาชนิดนี้อย่างเต็มภาคภูมิ  จากผลงานการคุมทีมเข้าร่วมมหกรรมกีฬา “ซีเกมส์” 13 สมัย, เอเชียนเกมส์ “6 ครั้ง” และครองถ้วยพระราชทาน “คิงส์ คัพ” ได้ทุกสมัยที่ลงทำการแข่งขัน 

แต่ฉากหน้าความสำเร็จที่สวยงามนั้น มีเบื้องหลังที่ผู้ชายคนนี้ ต้องเสียสละเวลาชีวิตและความสุขส่วนตนกว่า 30 ปี เพื่อวางรากฐานให้กับตะกร้อไทย อย่างทีเราเห็นในยุคปัจจุบัน 

 

ไม่เสียสละชัยชนะไม่เกิด 

“ผมอยู่ในการแข่งขันนัดชิงฯ ถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ปี 2532 ที่อินเดอร์สเตเดียม หัวหมาก ส่วนแฟนผมอยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีคนโทรมาบอกว่า ‘ลูกคลอดก่อนกำหนด’ ตอนนั้นผมคุมทีมชาติไทยแข่งกับมาเลเซีย เซ็ท 2 โดนนำอยู่ 14-11 ก็ตัดสินใจว่าจะคุมทีมแข่งต่อ โดยให้เพื่อนไปดูแลภรรยาแทน”

“ผมไม่รู้ว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดกับผู้ฝึกสอนคนอื่นจะเป็นอย่างไร ในวันที่ลูกคลอด แต่เรายังอยู่ในเกมการแข่งขัน ผมจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘ดิว’ เพราะว่าเซ็ทนั้นเราพลิกกลับมาชนะดิวไปได้”

“นี่เป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ผมอยู่กับตะกร้อมา 30 ปี ผ่านหลายเหตุการณ์มาก บางครั้งญาติพี่น้องคนใกล้ชิดเสียชีวิต ระหว่างการเก็บตัวหรือการแข่งขัน ผมก็ไม่สามารถไปได้ เพราะเวลาทีมแพ้ เราไม่ได้แพ้แค่ตัวเราคนเดียว แต่หมายถึงประเทศแพ้ด้วย”

“กีฬา คือการลงทุนและเสียสละ  นักกีฬา สตาฟฟ์โค้ชที่เข้าทำหน้าที่ตรงนี้ ทุกคนต่างต้องเสียสละกันทั้งสิ้น กีฬาถ้าไม่เสียสละชัยชนะก็ไม่เกิด โดยเฉพาะกีฬาประเภทที่เราต้องเห็นแก่ส่วนรวม มากกว่าส่วนตน”

นอกจากกำลังใจจากคนไทย คอยตามเชียร์ และติดตามชมการถ่ายทอดทางทีวี จะเป็นพลังสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ทัพนักกีฬาและผู้ฝึกสอน รับรู้ว่าพวกเขายังมี คนไทยทั้งประเทศ ที่มั่นใจและพร้อมสู้ไปด้วยกันกับทีมเซปักตะกร้อทีมชาติไทย เช่นเดียวกับ “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม ที่คอยให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน ไปสู่ฝั่งฝันดังที่ตั้งใจไว้

ในส่วนลึก ของจิตใจปรมาจารย์ตะกร้อไทย ผู้เคร่งเรื่องระเบียบวินัยและการทำงานหนัก เขาก็ยังเป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องการความรัก กำลังใจ และคนใกล้ตัวที่เข้าใจ

กมล ตันกิมหงษ์ บอกกับเราว่า ตัวเองคงไม่มีทางประสบความสำเร็จได้อย่างที่ทุกคนเห็น หากปราศจากลมใต้ปีกนั่นคือ “ครอบครัว” 

“ถ้าเป็นช่วงที่เก็บตัวนักกีฬา ผมจะกินนอนอยู่กับนักกีฬาตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ออกไปไหนเลย พอแต่งงานมีครอบครัว ผมรู้ว่าตัวเองคงไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์แบบ ดังนั้นครอบครัวจึงเป็นส่วนสำคัญที่สุดในความสำเร็จของผม” 

“แฟนผมลาออกจากราชการ เพื่อมาดูแลลูกทั้งสองคน สมัยก่อนเวลาเก็บตัวไกลๆ ไม่มีเครื่องมือสื่อสารอย่างยุคนี้นะ แต่ผมมีภรรยาและลูกๆ ที่เข้าใจ คอยให้กำลังใจ บอกให้ผมทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ผมจึงเต็มที่กับงานที่ผมทำ และเมื่อถึงช่วงวันหยุดของผม ผมใช้เวลานี้ เป็นวันของครอบครัว”

“ทุกวันนี้ ผมก็ยังมีความรู้สึก อยากกลับไปทำหน้าที่ พ่อ แต่ว่าลูกของเราก็เติบโต แต่งงานมีครอบครัว มันเลยเวลานั้นไปแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกภูมิใจ และดีใจที่ได้มาเจอครอบครัวดี ที่อยู่เคียงข้างให้กำลังใจผมเสมอมา”

น้อยคนจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่ ผู้ชายคนหนึ่งในวัยเกษียณต้องแบกรับไว้ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่ทำงานเป็น เฮดโค้ชทีมชาติไทย เขายังอยู่ในแคมป์เก็บตัวกับนักกีฬา ที่กินระยะเวลายาวนาน 6-8 เดือนต่อ 1 ทัวร์นาเมนต์ อย่างใกล้ชิด มาเหมือนอย่างที่เคยทำมาตั้งแต่วันแรก 

นี่จึงเป็นคำตอบที่อยากรู้จากปากของเขาว่า เหตุใด กมล ตันกิมหงษ์ ยังคงทุ่มเททุกอย่างเพื่อวงการตะกร้อไทย ? 

 

ซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ 

“การได้เห็นนักกีฬาประสบความสำเร็จ คือสิ่งที่ผมรู้สึกคุ้มค่ากับความทุ่มเท และยังอยากทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะนักกีฬาส่วนมาก มาจากครอบครัวที่ยากลำบาก” 

“เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับการเล่นกีฬาตะกร้อ เขาก็สามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในชีวิต มีเงินทอง, มีการศึกษา, ได้ติดยศรับราชการ ผมไม่ได้อะไรกับเขาหรอกนะ แต่ผมอิ่มใจมากเลย ที่มีส่วนช่วยเขาให้เขาไปถึงตรงนั้น” กมล เผยถึงเหตุผลที่เขายังคงมีเรี่ยวแรงกำลังใจทำงานเฮดโค้ชต่อไป

วงการตะกร้อไทยในยุคของ กมล ตันกิมหงษ์ เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากวันแรกที่เขาเข้ามา สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย มีรายรับ ติดลบ 60,000 บาท แต่ปัจจุบันสมาคมฯ สามารถนำเงิน 150 ล้านบาท มาสร้างศูนย์ฝึกตะกร้อฯ ครบวงจร ที่ใหญ่สุดในโลกได้ 

ปัจจัยสำคัญมาจากความสำเร็จของ ทัพนักเตะลูกหวายไทย  ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ โดยมี กมล ตันกิมหงษ์ เป็นบุคลากรคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ 

“ปรัชญาของผมง่ายมาก คือ เราต้องมีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์กับกีฬา ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับเพื่อนร่วมงาน, รับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำ ถ้าเรามีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบ เราจะรู้ว่าเวลานี้ตัวเองควรทำอะไร”

“สองประโยคง่ายๆนี้ ใครก็พูดได้ แต่ต่างกันตรงที่ ใครจะทำได้อย่างที่ตัวเองพูด ? ถ้าผมมีเป้าหมาย ทำทีมชาติไทยให้ประสบความสำเร็จ ก็ต้องมาดูว่า ผมมีความรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดมากแค่ไหน” 

“แต่สำหรับผม ผมยืนอยู่ตรงนี้ ด้วยความซื่อสัตย์และรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด 30 กว่าปี ผมยังเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง ตื่นก่อน นอนทีหลัง มากินอยู่พักกับนักกีฬา ใส่ใจทุกอย่าง ก็เพื่อให้ผลงานทีมชาติไทย ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง