Converse

บาสแอนด์โบ๊ท : พ่อ-ลูก “คำสิงห์” กับชีวิตจริงที่ไม่ได้โม้



“ครูโทรมาตามให้ไปดูลูกชายเตะบอล พอได้เห็นฝีเท้าลูกเรา “เด็กคนนี้ ฟ้าส่งมาเกิดจริงๆ” ก่อนจะเกิดฟ้าผ่าลงมา 3 เปรี้ยง เสียงดัง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เลยแอ๊ะแม่ะกำเนิดเกิดออกมาบนโลก” ส่วนหนึ่งในบทสัมภาษณ์ของพ่อ-ลูกนักกีฬาอารมณ์ดี ที่จะมาเล่าชีวิตจริงให้เราฟังแบบไม่ได้โม้
 

…หากเอ่ยถึงชื่อของ สมรักษ์ คำสิงห์ วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก เกมส์ คนแรกในประวัติศาสตร์ไทย เชื่อว่าทุกคนในประเทศย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี

เพราะนอกจากชื่อเสียงด้านกีฬาแล้ว ชายผู้มีชื่ออยู่ในคำขวัญจังหวัดขอนแก่นรายนี้ ยังมีผลงานในวงการบันเทิง ให้ผู้คนได้ติดตามเสมอ ด้วยคาแรกเตอร์ที่ตลก เฮฮา และวลีเด็ดอย่าง “ไม่ได้โม้”

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นบทบาทที่เปลี่ยนไปของ สมรักษ์ คำสิงห์ จากอดีตนักชก, นักแสดง และเจ้าค่ายมวยฯ

เขาพาตัวเองไปอยู่ในสนามฟุตบอล เพื่อชมเกมการแข่งขัน ทั้งฟุตบอลลีก รวมถึงฟุตบอลเดินสายระดับเยาวชน บ่อยขึ้น ก่อนที่เวลาต่อมา ผู้คนจะได้ทราบถึงเหตุผลนั้นมาจากการที่ “โบ๊ท” ด.ช. ภูวรักษ์ คำสิงห์ ทายาทเหรียญทองโอลิมปิก 1996  เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกจากคุณพ่อ

โบ๊ท-ภูวรักษ์ ไม่ได้เลือกที่จะเป็น นักมวย แต่เขาเลือกเล่น กีฬาฟุตบอล และพิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้ามาเป็น สมาชิกของอคาเดมี ทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

บนความแตกต่างด้านชนิดกีฬา เรามองเห็นความเหมือนกันของ พ่อ-ลูกคนนี้ ทั้งคู่ต่างมีสายเลือดของนักกีฬาอย่างเต็มตัว รวมถึง ทักษะการเป็นนักเอ็นเตอร์เทนที่ดี ผ่าน งานแสดง การเล่นตลก และการได้ไปโชว์ตัวในรายการต่างๆ ที่แทบจะถอดแบบกันมาเลย
 

Main Stand เดินทางไปยังบ้านของ สมรักษ์ คำสิงห์ เพื่อพูดคุยกับเขาและบุตรชาย น้องโบ๊ท-ภูวรักษ์ ถึงหลากหลายเรื่องราว ทั้งด้านกีฬา และบันเทิง ที่ทุกประโยค ทุกบรรทัดต่อจากนี้ คือเรื่องจริง ไม่ได้โม้ ตามซิกเนเจอร์ของตระกูล “คำสิงห์”


น้องโบ๊ท รู้ว่าพ่อตัวเองมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุเท่าไหร่

น้องโบ๊ท : ตั้งแต่เด็กๆ เลยครับ แต่ตอนนี้ รู้สึกว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงกว่าพ่อ (พ่อสมรักษ์ หันมามอง)

พ่อบาส : ครูเคยเล่าเรื่องพ่อให้ฟังบ้างไหม

น้องโบ๊ท : ไม่เคยครับ เขาไม่รู้จักพ่อหรอก (พ่อหันมามองอีกครั้ง)

 

น้องโบ๊ทมีคุณพ่อเป็นนักมวยเหรียญทองโอลิมปิก แล้วอะไรทำให้เราสนใจฟุตบอล

น้องโบ๊ท : โบ๊ทเปิดดูยูทูบ ดูชาแนลต่างๆ ไปเจอคลิปคนใส่เสื้อสีน้ำเงิน แดง เป็นใครไม่รู้

พ่อบาส : เมสซี ไง

น้องโบ๊ท : ตอนนั้น โบ๊ท ยังไม่รู้จักว่าเขาชื่อ เมสซี ครับ ไม่รู้จักฟุตบอลด้วย แต่เห็นเขาใช้ขาเลี้ยงลูกกลมๆเก่ง ก็เลยอยากจะรู้ว่ามันสนุกเปล่า อีกอย่างเขาก็หน้าตาดีด้วย เลยจำท่าทางจากเขามาครับ

 

ตอนเด็กพ่อเคยพาไปฝึกมวยก่อนหรือเปล่า

น้องโบ๊ท : พ่อเนี่ยแหละครับ เป็นคนจับเป้าให้โบ๊ทเตะต่อย

พ่อบาส : เมื่อก่อนผมเปิดค่ายมวย โบ๊ทก็โตในนั้น เขาคลุกคลีกับนักมวย และถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังว่า เขาจะต้องโตไปเป็นนักกีฬานะ แค่อยากให้เขาได้ฝึกไว้ป้องกันตัว เป็นวิชาเท่านั้น



ไม่ได้อยากให้มาชกเป็นอาชีพหรอก เพราะไอ้นี่หน้าตามันหล่อ เหมาะไปแสดงหนัง เป็นพระเอกมากกว่า ถ้าเอาขึ้นชกจริง แม่เขาคงไม่ยอมหรอก ผมจะไม่บังคับเขา ถ้าลูกชอบอะไร เราก็พร้อมสนับสนุนหมด ขอให้เขาหาตัวเองให้เจอก็พอ



พ่อบาสมารู้ได้ไงว่าลูกตัวเองเก่งฟุตบอล

พ่อบาส : ผมไม่รู้เลยว่าเขาเล่นฟุตบอลได้ เพราะโบ๊ทไม่เคยฝึกมาก่อน จนวันหนึ่งตอนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ครูที่โรงเรียนพระมารดาฯ โทรมาตามบอก คุณสมรักษ์ มาดูลูกชายคุณเล่นฟุตบอลก่อน อย่าให้เขาไปเป็นนักมวยนะ

เราก็แปลกใจ ลูกเราเตะบอลเป็นเหรอ พอไปเห็นกับตา “ฟ้าส่งมาเกิดจริงๆเด็กคนนี้” ก่อนจะเกิดฟ้าผ่าลงมา 3 เปรี้ยง เสียงดัง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เลยแอ๊ะแม่ะออกมาบนโลก ก่อเกิดเป็นตำนาน

ไม่น่าเชื่อว่าเด็กอายุแค่นั้น ไม่เคยฝึกฟุตบอลมาก่อน จะเล่นฟุตบอลได้เลย เขามีพรสรรค์ด้านนี้ เพราะโดยธรรมชาติของเด็กอายุ 6 ขวบ เขาจะเล่นฟุตบอลไมเป็น พอลูกบอลอยู่ไหน ก็จะวิ่งกันเป็นกลุ่ม

แต่ โบ๊ท เขาสามารถจับบอล เลี้ยงหลบเพื่อนหลายคน มีคนพุ่งมาสไลด์ เขาก็ยกบอลหลบข้ามได้ แล้วยิงประตูอยู่คนเดียว เราทึ่งกับพรสรรค์ของเขา เลยสนับสนุนให้เขาได้ไปฝึกฟุตบอลไปตามที่ต่างๆ

ผมก็ชักชวนเด็กๆจากโรงเรียนวัดบึงทองหลาง มาแจมกับ โบ๊ท แล้วตั้งทีม สมรักษ์ คำสิงห์ เอฟซี เพื่อส่งแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชน แข่งไปแข่งมา ก็ได้แชมป์มาเรื่อยๆ



 

ทำไมน้องโบ๊ท ถึงชอบฟุตบอลมากกว่ามวย

น้องโบ๊ท : ต่อยมวยมันเจ็บตัวครับ แล้วก็ซ้อมหนัก ฟุตบอลก็เหนื่อยนะครับ แต่ว่าสนุกกว่า ได้เล่นกับเพื่อนหลายคนด้วย ส่วนมวยมันเป็นกีฬาตัวต่อตัว ให้ใครมาช่วยก็ไม่ได้
 

พ่อช่วยไหม?

น้องโบ๊ท : พ่อช่วยตะโกนอย่างเดียว เฮ้ย ต่อยดิ ไม่เตะโดนตีนะ (พ่อสมรักษ์หัวเราะ)  

 

เข้ามาเป็น นักฟุตบอลในอคาเดมีของ บุรีรัมย์ และเมืองทองฯ ได้อย่างไร

พ่อบาส : ตอนนั้น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดคัดตัวนักฟุตบอลเข้าอคาเดมี เราก็เหมารถตู้พา โบ๊ทกับเพื่อนๆ วัดบึงทองหลาง คนมาคัดเป็นหมื่นเลย แต่เขาก็คัดผ่านการคัดเลือกทุกวัน จนสุดท้ายได้ถูกเลือก เข้าไปอยู่ในอคาเดมี แต่อยู่ได้แค่ 2 วัน ก็ขอลาออก

ตอนขับรถขาไปจากกรุงเทพฯ โบ๊ท ร้องเพลงเชียร์บุรีรัมย์ (เพลงแชมป์เหนือแชมป์ - วงไอน้ำ) ตลอดทางเลย พอขากลับนี่ก็ร้องตลอดทางเหมือนกันนะ แต่เป็นร้องไห้ ฮือๆ พ่อกลับบ้าน ฮือๆๆ จะกลับบ้าน (ทำท่าร้องไห้ให้ดู)

ความจริงอคาเดมีของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นมืออาชีพมากนะครับ การคัดเลือกก็เป็นระบบมาก ใช้โค้ชเมืองนอกมาทำการคัดเลือก แบบละเอียดยิบ ฉะนั้นเด็กที่ผ่านไปได้ ต้องมีความสามารถจริงๆ ใช้เวลาคัดถึง 3 วันกว่าจะได้เข้าไปอยู่ในอคาเดมี

เรื่องกฎระเบียบเขาเคร่งครัดมาก เมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในอคาเดมีแล้ว ห้ามผู้ปกครองเข้าไปวุ่นวายในนั้น สามารถมารับกลับบ้านได้แค่วันศุกร์ ตอนเย็นเท่านั้น แล้ววันอาทิตย์ต้องพามาส่ง นอกนั้นทำได้แค่เกาะรั้วไกลๆยืนดู

แต่ในความเป็นเด็กของโบ๊ท เขาอาจจะไม่สามารถอยู่ในกฏแบบนั้นได้ เพราะเติบโตมาจากในครอบครัวที่เราดูแลเขามาตลอด ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เป็นที่พึ่งหลักของเขา ในเมื่อเขาอยู่ไม่ได้ เราก็ให้เขากลับมา

ปีต่อมาจึงไปคัดตัวที่ เมืองทอง ยูไนเต็ดฯ รุ่นอายุ 11 ปี สำหรับเด็กที่เกิด พ.ศ.2550 ซึ่งก็เหมาะกับโบ๊ทมากกว่า เพราะผู้ปกครองสามารถพาไปซื้อขนม ทานข้าว หรือดูการฝึกซ้อมได้ ทำให้เราสามารถดูแลลูกได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อก่อนร้องเพลงบุรีรัมย์ทุกวัน เดี๋ยวนี้ร้องแต่เพลงเมืองทองแล้ว อยู่เมืองทองมากี่ปีแล้วนะ

น้องโบ๊ท : 1 ปีครับ

พ่อบาส : ไหนร้องเพลงเชียร์เมืองทอง ยูไนเต็ด

น้องโบ๊ท : (ทำท่าเขิน) เมืองทอง ยูไนเต็ด โกล โกล ยูไนเต็ด โกล รวมพลังมาเชียร์ แต่ว่าเพื่อนโบ๊ทอีกคนแต่งว่า เมืองทอง กินไข่เป็ด โกล โกล กินไข่เป็ด โกล รวมอาบังมาเชียร์

พ่อบาส : อาบังก็มาด้วยเหรอเนี้ย

 

การเข้าอคาเดมีสองทีมใหญ่ได้นี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ผมสงสัยอย่างหนึ่งว่า น้องโบ๊ท ไปฝึกฝนอย่างไรถึงได้รับเลือกจากทั้งสองทีม

น้องโบ๊ท : ไม่ได้ฝึกครับ ไม่ได้ซ้อม ไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปเลยครับ

พ่อบาส : เขาอยากไปดูสนามแข่งของบุรีรัมย์ฯ แล้วก็ชอบ อุ้ม ธีราทร (บุญมาทัน) สมัยที่เขายังอยู่ บุรีรัมย์ฯ เพราะเคยดูทางทีวี แค่นั้นเอง เราก็เห็นว่าไม่เสียหายอะไร เหมือนพาเด็กๆไปเที่ยวมากกว่า ไม่ได้คิดเลยว่า ลูกเราจะติดด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยฝึกอะไรเขาเลย

แต่วันนั้นโบ๊ท มันโชว์ฟอร์มเทพจริงๆ เข้าตาโค้ชต่างชาติ จนต้องวิ่งมาดูเบอร์เสื้อแล้วจด ฝรั่งเขาไม่รู้หรอกครับ ไอ้เด็กนี้ชื่ออะไร เป็นลูกใคร พวกสโมสรใหญ่ๆ มีการคัดเลือกเด็กเขาเป็นมืออาชีพมาก อยู่ที่ตัวเขาล้วนๆ
 

กังวลไหมครับว่าคนอื่นจะมองว่า น้องโบ๊ท เป็นเด็กเส้นเพราะคุณพ่อมีชื่อเสียงมาก

พ่อบาส : ไม่มีหรอกเส้น เพราะว่าฟุตบอลสมัยนี้มันเป็นมืออาชีพหมดแล้ว พวกเด็กเส้นถ้าเอามา มันก็เป็นตัวถ่วงทีม ยุคนี้ คนเก่งคนนั้นที่จะได้รับเลือก

ถ้าเอาเส้นไปยัด พอลงสนามจริง คนก็ดูออกว่า ไอ้เด็กคนนี้มันเล่นไม่ได้ เป็นตัวถ่วงทีม ที่ โบ๊ท เขาติดเพราะความสามารถของเขา พ่อไม่มีผลอะไรเลย ถ้าคุณได้ดูเขาเล่นจริงๆ ก็จะเห็นว่า เขาเป็นตัวหลักของทีมเมืองทองฯ ในรุ่นเด็กที่เกิด พ.ศ. 2550 และเล่นได้โดดเด่นในสนาม
 

เคยเห็นน้องโบ๊ท ไปเป็นเด็กเก็บบอลในสนามเอสซีจี ด้วยใช่ไหม

น้องโบ๊ท : ใช่ครับ เกมที่ แบงค็อกฯ เจอกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โบ๊ทชอบนะครับ เวลาอยู่ในสนาม ได้ส่งบอลให้กับนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์

พ่อบาส : ซูเปอร์สตาร์ ก็ต้อง สมรักษ์ คำสิงห์

น้องโบ๊ท : เห้อ.. คนนั้นไม่อยากเจอ โบ๊ท ได้โยนบอลให้ เบอร์ 11 แบงค็อก (สุมัญญา ปุริสาย) แล้วก็ เฮแบร์ตี้ แต่เฮแบร์ตี้ โบ๊ท ไม่ได้ส่งบอลให้ เขาแค่หันหน้ามายักคิ้วข้างแบบนี้ (ยักคิ้วข้างหนึ่ง) ให้โบ๊ทด้วย

พ่อบาส : เลอเบอร์ตี้ (หมายถึงเฮแบร์ตี้) เขายักคิ้วแบบนี้ปะ (ยักคิ้วพร้อมกันสองข้าง)

น้องโบ๊ท : ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้างเดียวสิพ่อ

พ่อบาส : (เอามือปิดคิ้วข้างหนึ่ง) แบบนี้ปะ

น้องโบ๊ท : ไม่ใช่ต้องแบบนี้ (ขยับคิ้วข้างเดียว)

พ่อบาส : ไหนโบ๊ทลองทำให้พ่อดูสิ ซ้าย ซ้าย ขวา ซ้าย ซ้าย ขวา ซ้าย ซ้าย ซ้าย

น้องโบ๊ท : (ขยับคิ้วตามไปสักพัก) ไม่เอาแล้ว  

พ่อบาส : โบ๊ทชอบใครบ้างในทีมเมืองทอง

น้องโบ๊ท : เฮแบร์ตี้ครับ แล้วก็ พี่ตอง (กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์) พี่มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) พี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์)  พี่ตัง (สารัช อยู่เย็น) พี่อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน), (ชาริล) ชัปปุยส์, พี่บาส (พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา) ด้วย

พ่อบาส : แล้วพ่อบาสได้ไหม

น้องโบ๊ท : พ่อบาสเนี้ย เดี๋ยวค่อยพูดถึง

 

ตื่นเต้นไหมเวลาเจอนักฟุตบอลขวัญใจในทีมเมืองทองฯ แล้วพูดคุยอะไรกันบ้าง

น้องโบ๊ท : เมื่อก่อนตื่นเต้นครับ อยากจับมือ อยากอยู่ใกล้ๆ พี่ๆเขาก็เป็นกันเองครับ แต่เดี๋ยวนี้ชินแล้วครับ พี่ก็เขาชอบมาเล่นด้วย ส่วนใหญ่ก็จะมาคุย แซวเรื่องพี่สาว (เบสต์-รักษ์วนีย์ คำสิงห์) ครับ

พ่อบาส : เฮ้ย ให้ไปเตะบอล วกมาเรื่องพี่สาวได้ไง

น้องโบท : พี่อุ้ม เขาแกล้งพี่ตัง เลยมาบอกโบ๊ทว่า “ฝากไปบอกพี่เบสต์นะว่า พี่ตังเลิกกับแฟนแล้ว” เบสต์ทีพูดถึงนี้ ไม่ใช่ เบสต์แฟนพี่อุ้มนะครับ หมายถึงเบสต์พี่สาวโบ๊ทเนี่ยแหละครับ

 

หลายคนรู้จักทั้ง โบ๊ท และเบสต์ จาก Youtube Channel : Kamsing Family ช่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

พ่อบาส : จริงๆ จุดเริ่มต้นมาจากที่พรรคพวกในวงการชักชวนให้ผมเปิดช่อง Youtube ผมก็ไม่ได้รู้จักเรื่องพวกนี้ จนมาได้คุยกับ นายห้างประจักษ์ชัย ของค่ายไหทองคำ สมัยที่ ลำไย ยังไม่ดังมากนะ เขาก็บอกว่ามันมีประโยชน์นะ ได้โปรโมตเราด้วย ได้เงินด้วย เขาได้เดือนละ 5 แสนนะ ฝรั่งโอนมาให้ เราก็งงว่าได้จะตังตรงไหน เขาโชว์ให้ดูทุกขั้นตอนเลย เงินมันเข้าอย่างงี้ๆ

กลับมาบ้านเลยมาพูดคุยเรื่องนี้กับลูกสาว (เบสต์ - รักษ์วนีย์ คำสิงห์) เปิดช่องได้ไหม มันได้เงินนะ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ เบสต์ เขาก็สมัครไป ตอนแรกยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก จนได้มาเจอกับ ก้อง ห้วยไร่ ตอนไปเตะบอลด้วยกัน เขาก็บอกว่าให้ลงไปเรื่อยๆ เขาทำมา 7 ปี กว่าจะมาดังเพลง ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน เพลงเดียวคุ้มเลย

อีกอย่างมันก็เป็นเหมือน ช่องทีวีในมือเราด้วย ลงคลิปภายในครอบครัว ก็เริ่มค่อยๆมีคนรู้จัก จากตอนแรกมี 100 คนที่ปักตะไคร้ (Subscribe)

น้องโบ๊ท : เขาไม่ได้เรียก ปักตะไคร้ ปักตะไคร้ นั่นมันไว้เอาไล่ฝน แล้วรู้ไหม 100 คนติดตาม ได้กี่วิว ได้ 16 วิวนะครับ โคตรเยอะเลยครับ

พ่อบาส : แต่ผมก็ไม่หยุดไง ทำไปเรื่อยๆ จนมาช่องมาเริ่มดัง จากเพลง โม้จริงๆ ผมไปจ้างคนทำดนตรี แล้วก็นักแต่งเพลง รวมแล้ว 35,000 บาท ให้ โบ๊ท ร้อง ตอนแรก พี่มาตร (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) ยังพูดเลยว่า บาส มึงมันบ้า ไปเสียตังขนาดนั้นให้คนอื่นแต่งเพลง ขนาดเอาตัวเองไปร้อง ยอดวิวยังไม่ถึง 30,000 เลย

ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมทำงานเหนื่อยๆ เวลาดูลูกผมร้องเพลง ก็หายเหนื่อย ถ้าไม่มีใครดู ผมก็ดูคนเดียว

พอปล่อยเพลง โม้จริงๆ ออกไปในช่องตัวเอง ก็เริ่มทำให้ช่องเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีแฟนคลับมาติดตาม ซึ่งเป็นกำลังใจที่ทำให้ โบ๊ท และ เบสต์ อยากทำต่อ

อย่าง เบสต์ เขาก็จะมีหน้าที่คอยถ่ายน้อง ไปเตะบอล หรือทำกิจกรรมต่างๆ และนั่งตัดต่อคลิปด้วยตัวเอง ตอนนี้ก็มีคนปักตะไคร้ไปแล้ว เกือบ 600,000 คน สร้างรายได้เป็นแสนต่อเดือนเลยนะ

เชื่อไหมครับว่า ห้องที่เรานั่งสัมภาษณ์กันอยู่เนี้ย ทุกอย่างมาจากน้ำพักน้ำแรงของสองพี่น้อง โบ๊ท-เบสต์ ของทุกอย่างมาจากเงินที่พวกเขาหามาได้

น้องโบ๊ท : แล้วก็ช่องเราไม่มีคำหยาบคาบนะครับ ที่มี 600,000 คนติดตาม มาจากสมองของโบ๊ทไงละครับ

 

 

คอนเทนต์หลักๆที่ลงช่อง Kamsing Family จะเป็นคลิปประมาณไหน

เบสต์ รักษ์วนีย์ : หลักๆก็จะเป็นคลิปน้องโบ๊ท แข่งบอล อันนี้คนดูเยอะมาก แล้วก็กิจกรรมภายในครอบครัว พาไปเที่ยว หรือ ความสามารถด้านอื่นๆของน้อง

พ่อบาส : อย่างเพลงหัวใจนักสู้ ที่ โบ๊ท ร้อง นี่ประสบความสำเร็จมากนะ 4 ล้านกว่าวิว คิดว่าเพลงหน้าน่าจะ 10 ล้านวิว

น้องโบ๊ท : โอ๊ย..พ่ออีกแล้วเหรอ

พ่อบาส: ก็ใช่ไงลูก พ่อร้องเองได้แค่ 3 หมื่นวิว พ่อก็ต้องให้ โบ๊ท ร้องสิ คิดว่าเพลงสามเนี้ยจะให้ โบ๊ท ร้องเพลงแร็ป “โย่ว ผมโบ๊ทหน้าตาดี ใครมีปัญหากับผมไหมครับ พ่อผมหล่อ พ่อผมเก่ง”

เบสต์ รักษ์วนีย์ : นี่แต่งเข้าพ่อหมดเลย

น้องโบ๊ท : เห้อ...

 

พ่อบาส : นั่นแหละครับ พอถ่ายคลิปไปเรื่อยๆ โบ๊ท เขาก็มีแฟนคลับนะครับ เวลาไปแข่งเดินสาย เด็กตัวเล็กๆ มาขอลายเซ็น ขอถ่ายรูป ตอนนี้เรียกได้ว่า เป็นซูเปอร์สตาร์เด็กไปแล้ว

เมื่อก่อนไปไหนมาไหน คนเรียกผม สมรักษ์ คำสิงห์ ทุกวันนี้เด็กตัวเล็กๆ จะเรียกเราว่า พ่อโบ๊ท พอเด็กที่โตขึ้นอีกหน่อย เป็นวัยรุ่น ก็จะเรียกเราว่า พ่อตา แล้วก็วิ่งหนีไป

น้องโบ๊ท : โบ๊ท เคยอ่านเจอคอมเมนต์หนึ่ง เขาบอกว่า หัดเตะฟุตบอล เพราะดูคลิปของโบ๊ท เราก็รู้สึกดีใจมากๆ ครับ

พ่อบาส : ผมเองก็รู้สึกดีใจนะ ที่สร้างช่อง Kamsing Family ขึ้นมาแล้วทำให้คนได้รู้จัก และชื่นชอบลูกเรา ผมว่าก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีนะให้กับครอบครัวอื่นๆ ได้หันมาทำกิจกรรมร่วมกัน ตามแบบครอบครัวเรา

นอกจาก น้องโบ๊ท จะเตะบอล ร้องเพลงได้แล้ว ล่าสุดเห็นไปออกออกรายการชิงร้อยชิงล้านด้วย อันนี้ได้รับการติดต่อมาอย่างไรครับ

น้องโบ๊ท : พอดีรายการเขาเคยเห็นคลิป โบ๊ท ในช่อง Kamsing Family เลยชวนให้ไปเล่นละครที่เกี่ยวกับฟุตบอลโลก ก็สนุกดีครับ จบรายการ ลุงหม่ำ (จกม๊ก) ติดใจโบ๊ทมาก ชวนให้โบ๊ทไปเล่นหนังเรื่องหน้าด้วยครับ

 


พี่บาส ก็เคยมีผลงานด้านบันเทิงมาก่อน ได้สอนเขาอย่างไรบ้างครับ

น้องโบ๊ท : พ่อไม่เคยสอนเรื่องการแสดงให้โบ๊ทครับ

พ่อบาส : เขาเป็นด้วยตัวเอง นั่นเป็นธรรมชาติของเขา เรื่องเดียวที่สอน คือ สอนให้เขาเป็น คนดี ห้ามโกหก  

น้องโบ๊ท : พ่อบอกว่า เรียนไม่เก่งก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีของสังคม

พ่อบาส : ที่น้องโบ๊ทเล่นตลกได้ เป็นเด็กที่เอ็นเตอร์เทนคนอื่นได้ ผมว่า ครอบครัว เป็นรากฐานสำคัญนะ ถ้าครอบครัวอบอุ่น เด็กก็มีความสุข จิตใจดี ไม่เป็นคนเก็บกด ก็จะทำให้เขาเป็นไปตามธรรมชาติ ตามวัย

ผมเห็นหลายครอบครัว พ่อแม่มีปัญหากัน หน้าบึ้งใส่กัน ทะเลาะกัน เด็กก็ไม่มีความสุขหรอกครับ โตมาก็เป็นเด็กมีปัญหา
 

น้องโบ๊ท เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว ในฐานะคนที่เคยผ่านการเป็น ซูเปอร์สตาร์ มาก่่อน แนะนำให้เขารับมืออย่างไรครับ

พ่อบาส : ยิ้มอย่างเดียว มือไม้อ่อน เจอใครยกมือไหว้ให้หมด ขนาดไปเซเวน ยังยกมือไหว้พนักงานเลย เราสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตัว มีมารยาท ไม่ว่าจะดังแค่ไหน


 

ด้านความเป็นนักกีฬาละครับ

น้องโบ๊ท : พ่อสอนว่า อย่าไปหัวร้อน หรือเอาคืนคนอื่น ถ้าโดนเตะก็ให้ยิ้มเข้าไว้

พ่อบาส : สมัยเขาหัดเล่นบอลใหม่ๆ มีเด็กคนหนึ่ง วิ่งกระโดดใส่เขา แบบไม่เล่นบอล จนเขากระเด็นเลย พอลุกขึ้นมาได้ ก็ไปวิ่งกระโดดใส่บ้างจะเอาคืน ตอนนั้น กรรมการไม่ไล่ออก แต่ผมเรียกให้ออกมาจากสนามเลย แล้วตีซ้ำ บอกเขาว่า ถ้าโบ๊ทเล่นแบบนี้ ก็เลิกเล่นฟุตบอลไปเลย ผมสั่งให้ลูกไปขอโทษเขาเดี๋ยวนี้

ผมสอนให้เขายิ้มทุกกรณี ใครถูก ใครผิด กรรมการเห็น คนดูในสนามเห็น การจะเป็น นักกีฬาซูเปอร์สตาร์ คุณต้องรู้จักการควบคุมอารมณ์ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมซีเรียสมาก อย่าไปนักเลงในสนาม เพราะผมเห็นมาเยอะแล้ว นักฟุตบอลบางคน ฝีเท้าดี แต่กริยาท่าทางไม่เหมาะสม ไม่มีใครรักหรอก ผมก็ไม่ชอบหรอกนักกีฬาแบบนั้น ต่อให้จะเก่งแค่ไหน

แต่ถ้าวางตัวดี มีความสามารถ ใครเห็น ใครก็รัก จึงเป็นที่มาของเพลง หัวใจนักสู้ ไงครับ.. “เพื่อนเอ๋ย ล้มบ้างไม่เป็นไร” (พ่อสมรักษ์ร้องเพลง)

น้องโบ๊ท : คุณคือนักร้องเสียงเพี้ยน ไอ แคน ซี ยัว วอยซ์ ตึง!

พ่อบาส : อ้าว

น้องโบ๊ท : เป็นไงละ เฉียบ!

พ่อบาส : โบ๊ท นี่เขานอกจากจะร้องเพลงแล้ว ยังก็ตีกลองชุดได้ด้วยนะครับ จนคนต้องออกมาดู

น้องโบ๊ท : ไม่ได้ออกมาดูเพราะว่าตีเก่งนะครับ แต่ว่าตีเสียงดังครับ คนเขาหนกหู! เฉียบ

โบ๊ท ตั้งเป้ากับการเล่นกีฬาฟุตบอลของตัวเองถึงขนาดไหน

น้องโบ๊ท : อยากไปค้าแข้งต่างประเทศครับ แต่อนาคตอาจจะเป็น ยูทูบเบอร์ ก็ได้

 

ชอบอันไหนมากกว่ากัน

น้องโบ๊ท : ชอบพอๆกันครับ เตะบอลก็ชอบ 10 เต็ม 12 ส่วนเป็นยูทูบเบอร์ ก็ประมาณ 11 เต็ม 12 เพราะได้โชว์ความสามารถ และมันสมองของโบ๊ทที่ได้เล่นมุขให้คนดู
 

สุดท้ายครับ นักกีฬาที่ดีในนิยามของพ่อ-ลูกตระกูล คำสิงห์ คืออะไรครับ

น้องโบ๊ท : ต้องเป็นคนที่มีน้ำใจนักกีฬาครับ

พ่อบาส : รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ผมว่ามันยังเป็นคำที่ใช่ได้อยู่ เราถูกสั่งสอนมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กว่า นักกีฬาที่ดี ต้องมีสามสิ่งนี้ รวมถึงต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ว่ากำลังอะไรอยู่ และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดครับ



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง