mainstand

Converse

เปิดเรื่องราวและประสบการณ์ ของหนุ่มออฟฟิศชาวไทยที่เคยไปทำงานในค่ายมวยปล้ำญี่ปุ่น



มวยปล้ำ คือกีฬา และการแสดงที่คุ้นเคยกับคนไทย มีมวยปล้ำหลากหลายสมาคม ที่เราเคยเห็นผ่านการถ่ายทอดทางหน้าจอโทรทัศน์ของเมืองไทย ทั้ง WWE, WCW, TNA หรือค่ายมวยปล้ำญี่ปุ่น ไปจนถึงเม็กซิโก


 

เด็กไทยหลายคน มีความฝันอยากลองเป็นนักมวยปล้ำ หรือทำงานในค่ายมวยปล้ำอาชีพ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้การทำตามความฝันไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีคนไทยไปทำงานที่ค่ายมวยปล้ำอาชีพต่างแดน...บุญตระกูล ชีวะตระกูลกิจ คือ หนุ่มไทย ที่เคยมีโอกาสไปทำงานกับค่ายมวยปล้ำที่ประเทศญี่ปุ่น ยาวนานกว่า 1 ปี กินนอน ใช้ชีวิตร่วมกับนักมวยปล้ำในสมาคม 

ถึงจะไม่ได้เป็นนักมวยปล้ำ แต่เรื่องราว การทำงานในค่ายมวยปล้ำอาชีพ คือ ประสบการณ์ที่ผู้ชายคนนี้ ไม่เคยลืม จากวันแรกถึงวันสุดท้ายของการทำงาน 

 

โชคชะตาที่เป็นใจ

“ตอนนั้นเราไปญี่ปุ่นเพื่อไปเรียนต่อ ไม่ได้ตั้งใจไปทำงาน” บุญตระกูล เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับช่วงเวลาชีวิต บนดินแดนอาทิตย์อุทัย… และมันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ไม่มีวันลืมในชีวิต  

“เราเพิ่งเรียนจบ เริ่มต้นทำงานได้ไม่นาน แต่ความรู้สึกในตอนนั้น เราอยากเรียนต่อมากเลย แล้วก็อยากไปญี่ปุ่นด้วย เพราะชอบญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว รู้สึกว่าเป็นดินแดนในฝันเลย”

ประเทศญี่ปุ่น มีสิ่งที่เชื้อเชิญให้ผู้คนหลงใหลในอารยธรรมทั้งภาษา, วัฒนธรรม, ผู้คน, สถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงป๊อป-คัลเจอร์ต่างๆ ทั้ง ดนตรี, การ์ตูน หรือแม้กระทั่งกีฬา และมวยปล้ำก็เป็นหนึ่งในนั้น 

“ตอนนั้นเราอินกับมวยปล้ำญี่ปุ่นมากเลย มันสนุกและแตกต่างไปจาก WWE ซึ่งในช่วงเวลา ปี 2011-2012 ที่เราเริ่มดูมวยปล้ำญี่ปุ่นจริงจัง มวยปล้ำญี่ปุ่นในไทย มันหาดูยากมาก ไม่มีฉายในทีวี ไม่มีฉายในอินเทอร์เน็ต ต้องโหลดบิตมาดูอย่างเดียว”

บุญตระกูล สอบเข้าศึกษาต่อด้านภาษากับมหาวิทยาลัยโดชิชะ (Doshisha University) ในเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นใบเบิกทางให้เขาได้เดินทางไปใช้ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น และมีโอกาสได้ดูมวยปล้ำญี่ปุ่น ทั้งผ่านหน้าจอโทรทัศน์ และใกล้ชิดติดขอบเวที  

“ตอนดูมวยปล้ำญี่ปุ่น ที่สนามครั้งแรก ตอนนั้นเป็นการแข่งขัน Best of the Super Junior (การแข่งขันที่จำกัดเฉพาะนักมวยปล้ำ น้ำหนักไม่เกิน 220 ปอนด์) ของนิวเจแปน จำความรู้สึกได้เลย ตื่นเต้นมาก ถึงกับถ่ายรูปเซลฟี่ กับนักมวยปล้ำที่อยู่ไกลๆเลย”

“หลังจากนั้น เราก็เริ่มติดใจ นั่งรถไฟไปที่โอซาก้า เพื่อดูมวยปล้ำโดยเฉพาะอยู่หลายครั้ง เพราะศึกใหญ่ๆ เขาไม่ค่อยมาจัดที่เกียวโตเท่าไหร่ ไปดูทั้งนิวเจแปน ทั้งออลเจแปน”

ทุกๆปีที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการแข่งขันทัวร์นาเมนต์มวยปล้ำ ที่ได้รับการยอมรับว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง G1 Climax (จีวัน ไคลแม็กซ์) ของสมาคมนิว เจแปน โปร เรสลิง (New Japan Pro Wrestling)

วันที่ 4 สิงหาคม ปี 2013 การแข่งขัน G1 ยกพลมาจัดโชว์ ที่บอดี้เมคเกอร์ โคลอสเซียม (Bodymaker Colosseum) ในโอซาก้า บุญตระกูลไม่พลาด เดินทางจากเกียวโต เพื่อเป็น 1 ในผู้ชมจำนวน 6,300 คน แต่จากที่เคยชมเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว...วันนั้นเขากลับคิดอะไรที่แตกต่างออกไปไม่เหมือนเคย 

“เราคิดว่าตัวเองโชคดีมากนะ ที่ได้ดูโชว์วันนั้น เพราะว่าคู่เอกคือการเจอกันระหว่าง ชินสุเกะ นากามูระ (Shinsuke Nakamura) กับโคตะ อิบูชิ (Kota Ibushi) ซึ่งแมตช์นี้สนุกมากๆ มีเซอร์ไพรส์หลายอย่างด้วย เรารู้สึกว้าวกับแมตช์นี้มากๆเลย และแมตช์นี้ก็ได้รางวัลแมตช์ยอดเยี่ยมจากหลายสำนักในเวลาต่อมาด้วย”

“หลังจากจบแมตช์นั้น เราก็มานั่งคิดกับตัวเองว่า วงการมวยปล้ำนี่มันดีจังเลยนะ อยากเข้าไปทำงานด้วยจัง แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้นะ ว่าจะเข้าไปทำงานในวงการได้ยังไง”

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการแข่งขัน G1 Climax สมาคมคู่แข่งของนิวเจแปน อย่างออลเจแปน (All Japan Pro Wrestling) เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ เคจิ มุโต้ห์ (Keiji Mutoh) นักมวยปล้ำระดับตำนาน ของวงการมวยปล้ำญี่ปุ่น ลาออกจากออลเจแปน พร้อมนักมวยปล้ำอีก 13 คน ไปตั้งสมาคมของตัวเอง ขึ้นมาใหม่ในชื่อ “เรสเซิล วัน” (Wrestle-1)

“ปกติเราเข้าเว็บสมาคมมวยปล้ำไปติดตามข่าวสารอยู่แล้ว วันหนึ่งเราเข้าเว็บของเรสเซิล วัน ไปเจอเขาประกาศรับสมัครนักมวยปล้ำ เพราะค่ายตั้งใหม่ คนยังน้อย เราก็คิดว่า อยากสมัครจัง แต่ทำไงดีวะ จากหุ่นตัวเองเป็นนักมวยปล้ำไม่ได้แน่ (หัวเราะ)”

“เราก็ส่งเมล์ไป ขอสมัครทำงาน แต่ไม่ได้สมัครเป็นนักมวยปล้ำ ถ่ายรูปไปให้เขาดูเลยว่า หุ่นเราเป็นนักมวยปล้ำไม่ได้ ขอสมัครในตำแหน่งอื่นแทน เหมือนถามเขาไปว่า คุณมีตำแหน่งเกี่ยวกับ ด้านประสานงานต่างประเทศไหม ผมสนใจจะสมัคร เพราะตอนนั้นได้ข่าวมาว่า เรสเซิล วัน กำลังจะจับมือ กับสมาคมต่างประเทศ”

“เราโปรโมตตัวเองไปเต็มที่ บอกเขาว่า เราพูดภาษาอังกฤษได้ ออกแบบกราฟิคได้ ตัดต่อได้ แต่ในใจไม่ได้หวังนะ ว่าจะได้เข้าทำงาน ยื่นไปก่อน เพราะไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว”

“เราก็รอไป 3 สัปดาห์ จนถอดใจแล้ว อยู่ๆดีเขาก็ติดต่อมา เรียกให้ไปสัมภาษณ์ เรายอมเสีย 20,000 เยน นั่งรถไฟไปโตเกียว ครั้งแรกในชีวิตเลยเพื่อไปสัมภาษณ์งาน สุดท้ายเขาก็ตกลง รับเราเข้าทำงาน แบบงงๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่า เขารับเราเข้าทำงานเพราะอะไร” บุญตระกูลกล่าวติดตลก 

 

งานหนัก งานเบา เราทำได้

5 กันยายน 2013 คือ วันแรกที่บุญตระกูล เข้าทำงาน กับค่ายมวยปล้ำ เขาต้องปรับตัวเองขนานใหญ่ จากนักศึกษาในเกียวโต สู่คนทำงานในโตเกียว เขาได้รับเข้าบรรจุในตำแหน่ง ริง สตาฟฟ์ (Ring Staff) ซึ่งมีหน้าที่จัดการ ดูแลความเรียบร้อยต่างๆ ในวันที่มีโชว์การปล้ำ 

“หน้าที่ของเราวันที่มีโชว์ คือประกอบเวที ดูแลความเรียบร้อยของเวที เสร็จแล้วก็ไปขายของบ้าง ยืนช่วยงานคนอื่นบ้าง บางทีก็ไปซื้อน้ำ ซื้อข้าว ให้คนโน้นคนนี้ ทำหมด ตามที่เขาสั่ง พอโชว์จบก็มาถอดเวที เก็บของ”

“วันแรกที่เราได้ทำงาน จำได้เลย สิ่งแรกที่ได้ทำคือ ประกอบเวที พอทำเสร็จ โดนไล่ให้ออกจากฮอลล์ ไปขายของข้างหน้า หงุดหงิดมาก เพราะไม่ได้ดูการปล้ำแม้แต่แมตช์เดียว ได้ยินแต่เสียงเพลงเปิดตัว (หัวเราะ)”

“ช่วงแรกๆเราไม่ได้ดูมวยปล้ำเลย เพราะสตาฟฟ์มีน้อย ประกอบเวทีเสร็จ ก็ต้องไปขายของต่อ เซ็งเหมือนกันนะ แบบเราเข้ามาทำงานค่ายมวยปล้ำก็เพราะอยากดูมวยปล้ำไม่ใช่เหรอวะ”

“แต่หลังจากนั้น ก็เริ่มมีสตาฟฟ์เข้ามาเยอะขึ้น มาช่วยขายของ เราก็ไม่ต้องไปยืนอยู่หน้าฮอลล์แล้ว ได้ไปเป็นริงบอยแทน”

ริงบอย (Ring Boy) คือตำแหน่งของคนที่คอยยืนอยู่ด้านล่างเวที ที่มุมของนักมวยปล้ำแต่ละฝั่ง เพื่อมีหน้าที่คอยดูแลนักมวยปล้ำที่ปล้ำบนเวที หรือป้องกันความปลอดภัยของคนดู ยามนักมวยปล้ำลงมาต่อสู้ด้านล่างเวที ไปจนถึงเล่นบทบาท เข้าไปห้ามนักมวยปล้ำที่ต่อสู้กันหลังจบแมตช์ ซึ่งริงบอยอาจเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาของแฟนมวยปล้ำชาวไทย เพราะเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของมวยปล้ำญี่ปุ่น ไม่มีในวงการมวยปล้ำสหรัฐอเมริกา

โดยปกติแล้วตำแหน่งริงบอย จะใช้นักมวยปล้ำดาวรุ่ง ที่ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการมารับบทบาท แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรของสมาคมเรสเซิล วัน ทำให้บุญตระกูล ต้องมารับบทเป็นริงบอยไปด้วย

“ไปเป็นริงบอย ก็ดีแหละ ได้ดูมวยปล้ำ แต่เอาจริงๆก็ไม่ดีนะ เพราะเราไม่ใช่คนดูไง เราไม่สามารถแสดงอารมณ์ไปกับแมตช์การปล้ำได้ เพราะเราก็ทำงานอยู่ มันมีหน้าที่ที่เราต้องทำ บทบาทที่เราต้องเล่น”

“แต่มันก็มีอะไรสนุกๆอย่างอื่นนะ อย่างเวลานักมวยปล้ำค่ายเรา ไปปล้ำที่ค่ายอื่น เราก็ได้ตามไปด้วย บางทีก็ไปยืนเท่ๆ อารมณ์แบบเป็นผู้ติดตามของนักมวยปล้ำ เหมือนลูกน้องตามลูกพี่ ไปบุกปล้ำสมาคมอื่น ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ยืนต่อๆเรียงแถวกันไป (หัวเราะ)”

แม้ตำแหน่งในนามบัตรของบุญตระกูล จะเขียนว่า “Ring Staff” แต่เขาไม่ได้ทำงาน เฉพาะวันที่มีจัดโชว์เท่านั้น ด้วยสกิลการออกแบบกราฟิค ที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้เขาต้องตอกบัตรเข้าออฟฟิศ ทุก 8 โมงเช้า หากไม่มีการแข่งขัน 

“คือค่ายมวยปล้ำอย่างเรสเซิล วัน มันจะแยกเป็นสองส่วน ฝ่ายมวยปล้ำกับฝ่ายพนักงานออฟฟิศ เราต้องมาทำงานตรงนี้ด้วย บรรยากาศมันเหมือนออฟฟิศทั่วไป ตอกบัตรเข้า ตอกบัตรออก แค่เรื่องการแต่งกาย เราได้ฟรีสไตล์หน่อย ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์มาได้ แต่พวกทำงานออฟฟิศ ที่ทำแค่งานเอกสาร ไม่ยุ่งกับมวยปล้ำ ต้องใส่สูทจัดเต็มนะ”

“เราต้องออกแบบโปสเตอร์ ให้สมาคมตลอด เฉลี่ยก็เดือนละครั้ง ตามโปรแกรมทัวร์ของสมาคม ซึ่งมันไม่ใช่งานที่ยากอะไร เราแค่ออกแบบ ใส่รูปนักมวยปล้ำที่จะเข้าร่วม ใส่ตาราง วัน เวลา สถานที่การปล้ำ แค่นั้น แก้บ้างนิดหน่อยๆ ออกแบบโปสเตอร์นี่ดีหน่อย มีเวลาว่าง ให้โพสต์เรื่องไร้สาระลงเฟซบุ๊ก (หัวเราะ)”

“จริงๆ เรามีหน้าที่ออกแบบสินค้าด้วย อย่างเสื้อหรือผ้าขนหนู อันนี้เขาจะเรียกคุยเป็นงานๆไป ถ้าเป็นเสื้อที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะขายจริงจัง หรือเป็นเสื้อของนักมวยปล้ำหน้าใหม่ เขาก็จะเอามาให้เราออกแบบ” 

“บางครั้งงานใหญ่ๆ ก็ได้ทำเหมือนกันนะ เช่น ได้ออกแบบเสื้อหนึ่งในคอลเลคชั่นครบรอบ 30 ปีของมุโต้ห์ หรือเสื้อครบรอบ 20 ปีของมิโนรุ ทานากะ (Minoru Tanaka) ซึ่งขายดีมากๆ”

“เราภูมิใจมากนะ ที่ได้ออกแบบเสื้อนักมวยปล้ำอย่างมุโต้ห์ ถึงมุโต้ห์จะไม่ชอบก็ตาม (หัวเราะ) หรือมิโนรุ ทานากะ ปีที่แล้วเรายังเป็นแฟนหน้าจอดูเขาปล้ำอยู่เลย วันนี้มาออกแบบเสื้อให้เขาแล้ว เราก็ตกใจตัวเองเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้”

ค่ายเรสเซิล วัน เป็นสมาคม ที่ได้รับการจับตามองจากแฟนมวยปล้ำ ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม หนึ่งในเหตุผลสำคัญ มาจากการจับมือเป็นพันธมิตรกับสมาคมอันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานั้นอย่าง TNA (ชื่อปัจจุบัน Impact Wrestling) และในฐานะค่ายพันธมิตร TNA ต้องส่งนักมวยปล้ำจากอเมริกามาที่ญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้บุญตระกูล ต้องรับงานหนักเพิ่มอีกบทบาทหนึ่ง 

“เราต้องไปรับนักมวยปล้ำ ที่สนามบิน เวลานักมวยปล้ำมาจากต่างประเทศ ทำป้ายไปรอรับ เหมือนแบบพวกโรงแรม เขียนว่า ‘Welcome TNA Wrestlers’ หรือชื่อนักมวยปล้ำอะไรก็ว่าไป”

“พอไปรับที่สนามบินเสร็จ ก็พาไปโรงแรม ไปเช็คอินให้ ไปเป็นล่ามให้ โดยรวมๆก็เหมือนคอยดูแลนักมวยปล้ำต่างประเทศ ถ้าเขาอยากไปเที่ยว ไปกินข้าวที่ไหน เราก็ต้องพาไป”

 

ปัญหาจากวัฒนธรรม

ในฐานะแฟนมวยปล้ำ สิ่งที่รับรู้ผ่านกีฬานี้ คือเรื่องราวหน้าฉาก การปล้ำบนเวที แต่สำหรับคนทำงานหลังฉาก สิ่งที่บุญตระกูล ต้องเจอมีอะไรที่มากกว่านั้น...การทำงานในค่ายมวยปล้ำ ไม่ได้มีเเค่เรื่องราว เฉพาะบนสังเวียนผ้าใบที่เขาต้องเรียนรู้

“ระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง สำคัญมากในค่ายมวยปล้ำญี่ปุ่น เราจะทำงาน ข้ามหน้าข้ามตาเขาไม่ได้เลย ถ้ารุ่นพี่ทำอะไร ก็ต้องทำตาม ถ้าเขาสั่งอะไร เราก็ต้องทำ” บุญตระกูล เผยถึงวัฒนธรรม การทำงานในค่ายมวยปล้ำญี่ปุ่น 

แม้บุญตระกูล จะไม่ได้เป็นนักมวยปล้ำ แต่เนื่องจากเขาไม่มีที่พักของตัวเองที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่สมัยเรียน ทำให้เขาต้องมาอาศัยหอพักร่วมกับนักมวยปล้ำที่ยังไม่ได้เดบิวต์ อย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกว่า ยังบอย (Young Boy) และต้องร่วมวง นับความเป็นอาวุโสไปกับเด็กฝึกด้วยเช่นกัน

“ในค่ายมวยปล้ำญี่ปุ่น ไม่ได้นับความอาวุโสตามอายุ แต่นับตามช่วงเวลา ที่เข้าวงการ อย่างนักมวยปล้ำคนหนึ่ง เขาอายุน้อยกว่าเรา แต่เขาเข้าวงการก่อนเรา เราก็ต้องเรียกเขาว่า ‘ซัง’ (คุณ ในภาษาไทย) ส่วนเขาเรียกเราแบบธรรมดาได้เลย ถึงจะอายุน้อยกว่าหลายปี”

วัฒนธรรมรุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่เข้มข้น ทำให้บุญตระกูล มีหลายสิ่งที่ต้องทำ แม้ไม่ใช่เวลางาน เช่นการดูแลหอพัก ตามหน้าที่ต่างๆ ทั้ง ทิ้งขยะ, ทำความสะอาดห้องน้ำหรือห้องครัว, ทำอาหาร หรือซักผ้า แล้วแต่เวรของแต่ละคน รวมไปถึงการทำงานเล็กๆน้อยๆ โดยไม่มีข้อแม้

“คือที่ญี่ปุ่น เขาจะมีแรงกดดัน ระหว่างรุ่นพี่-รุ่นน้องหนักมาก โดยเฉพาะคนที่เข้ามาใหม่ๆ จะถูกกดดันตลอดเวลา ไม่ใช่แค่นักมวยปล้ำ ตัวเราก็โดนเหมือนกัน จากกรรมการ จากรุ่นพี่ริงสตาฟฟ์”

“เราเข้าใจในความหวังดีของเขานะ มันทำให้นักมวยปล้ำไม่เหลิง ไม่ลืมตัวเอง ไม่มีอีโก้ ต่อให้ดังขนาดไหน พวกเขาก็ไม่หยิ่ง ยังทำงานกับทุกคนได้อย่างเป็นมืออาชีพ แตกต่างจากนักมวยปล้ำฝรั่งบางคน ที่เราเคยเจอ พอเขาดังแล้วจะหยิ่ง คิดว่าตัวเองเป็นสตาร์ ร่วมงานกับคนอื่นลำบาก”

“แต่มันก็มีข้อเสียนะ ด้วยความที่คนญี่ปุ่นจะซีเรียสมาก เวลาทำงาน บวกกับความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง บางครั้ง เราก็โดนด่า โดนว่า ด้วยอารมณ์แบบหนักๆเลย”

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ TNA มาปล้ำที่ญี่ปุ่น เขาประสานงานกันไม่ดี ระหว่างสองสมาคม จนเกิดปัญหา ในฐานะที่เราเป็นล่าม เราก็ต้องเป็นคนกลางคอยช่วยแปล สุดท้ายจบงาน เราโดนด่า โดนโทษว่าเป็นความผิดของเรา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย แค่แปลเอง”

“พอโดนแบบนี้บ่อยๆเข้า เราก็มานั่งถามตัวเองแล้วว่า ทำไมเราต้องโดนด่าวะ มีหลายงานนะ ที่เราทำเต็มที่ สุดความสามารถ แต่เราโดนต่อว่าอยู่ตลอดว่าเราดีไม่พอ จนสุดท้ายเราต้องมาถามตัวเองว่า เราเข้ามาทำงานที่นี่ เพื่อโดนด่าเหรอ? เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อโดนแบบนี้นะ”

 

ความทรงจำที่สวยงาม

ระหว่างที่บุญตระกูล ประสบปัญหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรในที่ทำงาน สมาคมเรสเซิล วัน ก็เจอปัญหาใหญ่ด้วยเหมือนกัน หลังจากเปิดตัวได้น่าสนใจ ความนิยมของสมาคมกลับค่อยๆตกลงเรื่อยๆ คนดูจากระดับหลักพัน เริ่มลดเหลือหลักร้อย สถานการณ์ทางการเงินของสมาคมเป็นเรื่องที่ลูกจ้างทุกคน เริ่มกังวล

“ตอนนั้นนักมวยปล้ำ หลายคนเริ่มทยอยออกจากสมาคม นักมวยปล้ำต้องไปขายตั๋วด้วยตัวเอง ไปกินดื่มกับสปอนเซอร์ เพื่อขายตั๋ว ไปอ้อนวอนแฟนๆให้ซื้อตั๋ว ถ้าทำไม่ได้ ต้องโดนหักเงินเดือน บรรยากาศในสมาคม มันก็เริ่มแย่แล้ว”

“คือเราก็ยังไม่เจอในจุดนั้นหรอก แต่คงเจอแน่ บวกกับเราได้เงินเดือนน้อยด้วย แค่ 100,000 เยน (ประมาณ 29,000 บาทไทย) ครึ่งเดียวของค่าแรงขั้นต่ำที่ญี่ปุ่นนะ เราได้ค่าแรงเรตนี้ มาตลอดที่ทำงาน ตอนเข้ามาทำใหม่ๆ เราไม่ได้คิดอะไร ยังมีแพชชั่นเยอะ แต่พอผ่านไปเราเริ่มคิดว่า เราจะอยู่ได้เหรอ มันต้องคิดถึงอนาคต”

“สุดท้าย ถ้าเราทำงานที่ค่ายมวยปล้ำต่อ เราคงต้องเป็นริง สตาฟฟ์ ไปตลอดชีวิต เราก็ถามตัวเองว่า เราต้องการอยู่ตรงนี้ ไปตลอดเหรอ? พอได้คำตอบว่าไม่ใช่ เราก็โอเค ออกดีกว่า”

1 ปี กับอีก 4 เดือน คือ ระยะเวลาที่บุญตระกูลใช้ชีวิตกับเรสเซิล วัน...วันที่ 22 ธันวาคม ปี 2014 ศึกมวยปล้ำส่งท้ายปีของเรสเซิล วัน คือ โชว์สุดท้าย ที่เขาจะได้ทำงานร่วมกับสมาคมแห่งนี้

“เราก็ยังแฮปปี้นะ สนุกสนาน เฮฮา กับการทำงานวันสุดท้าย แต่ในใจมันก็รู้สึกเหงาๆนะ กับงานที่เราเคยทำมาเกือบปีครึ่ง เราจะได้ประกอบเวทีเป็นครั้งสุดท้าย จะได้ดูโชว์ของสมาคมนี้ ในฐานะคนร่วมงานเป็นครั้งสุดท้าย”

“ถามว่าเราเสียใจที่ออกไหม เราไม่เสียใจนะ เพราะว่าเรายังอยากจะรักมวยปล้ำอยู่...แต่ในฐานะคนทำงาน เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรามองมวยปล้ำเป็นเรื่องงาน มันเริ่มไม่สนุกแล้ว” 

“แพชชั่นตอนเราเข้ามา มันเต็มเปี่ยมเลยนะ แต่ตอนจะออก มันแทบไม่เหลือเลย บอกตรงๆว่าเราไม่อยากจะเกลียดมัน เราขอกลับมาเป็นแฟนมวยปล้ำธรรมดาดีกว่า”

ปัญหาที่รุมเร้า ทำให้เส้นทางการทำงานของบุญตระกูลกับสิ่งที่เขารักต้องจบลง แต่มันไม่ได้หมายความว่า มันจะมีแต่เรื่องร้ายๆ...เขายังคงมีความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึงช่วงเวลาในวันวาน 

ตอนที่เขาโชว์รูปถ่ายในอดีตสมัยทำงานที่ค่ายมวยปล้ำให้ผู้เขียนดู แววตาและสีหน้าของเขา ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม  

“วันสุดท้ายที่เราทำงาน มูโต้ห์เรียกนักมวยปล้ำทุกคน มาถ่ายรูปกับเรา เพื่อสั่งลา แม้แต่นักมวยปล้ำหลายคนที่ออกจากค่าย ยังไม่ได้เจอกับประสบการณ์อะไรแบบนี้เลยนะ มันทำให้เราคิดว่า ก็ไม่เลวนะ กับสิ่งที่เราได้ทำมา”

“เราคิดว่าเราคิดถูกมากนะ ที่เข้าไปทำตรงนั้น ยังเป็นความทรงจำที่ดี ไม่เคยเสียใจเลย ทุกวันนี้เรายังสนิท พูดคุยกับคนในสมาคม หรือนักมวยปล้ำหลายคน อยู่ตลอด ก็รู้สึกดี ที่เคยได้ไปทำงานที่นั่น”

“ช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีครึ่ง มันเป็นเรื่องที่เราเอาไปบอกต่อได้ทั้งชีวิต มีคนไทยสักกี่คน ที่จะได้ทำงานตรงนี้ เท่าที่เรารู้มีเรา กับพี่อีกคน ที่เคยทำงานในค่ายมวยปล้ำ เมื่อนานมากแล้ว แค่ 2 คน ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีประสบการณ์นี้”

“เรามองว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับค่ายมวยปล้ำ มันเป็นเรื่องดี ในช่วงเวลาที่เรากำลังเติบโต เราได้อะไรหลายๆอย่าง มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่า ทั้งในฐานะคนทำงาน และแฟนมวยปล้ำ” บุญตระกูล กล่าวทิ้งท้ายกับ Main Stand 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง