Converse

อแมนดา คาร์ : ชีวิต 2 ปีที่หายไปจากเมืองไทย



เกิดอะไรขึ้นกับ อแมนดา คาร์ ในช่วง 2 ปีที่เธอหายไป? เหตุผลที่เธอไม่มีชื่อไปป้องกันแชมป์ BMX ในเอเชียนเกมส์ 2018 รวมถึงหลายเรื่องที่คุณจะต้องทึ่งในความสตรองของนักปั่นทีมชาติไทยสำเนียงอีสาน ผู้สร้างบ้านไม้ด้วยตัวเองทั้งหลัง!
 

...ย้อนกลับไปในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว นั่นเป็นครั้งแรกที่คนไทยทั้งประเทศได้รู้จัก อแมนดา มิลเดรด คาร์ นักปั่นจักรยาน BMX ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ผู้คว้าเหรียญทองที่ 9 ให้กับทัพนักกีฬาทีมชาติไทย


Photo : www.AmandaCarrBMX.com

แต่สิ่งที่ทำให้ อแมนดา คาร์ โด่งดังจนได้รับการจัดอันดับจาก Mthai ให้เป็น นักกีฬาไทยที่ถูกพูดถึงมากสุดแห่งปี 2014 มาจากคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะการพูดภาษาอีสานแบบชัดถ้อยชัดคำ ที่ขัดกับรูปร่าง และใบหน้าที่เหมือนคนต่างชาติ

แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ อแมนดา คาร์ เริ่มหายหน้าไปจากสื่อ และคนส่วนมากแทบไม่ทราบข่าวของเธออีกเลย แม้แต่คนในแวดวงจักรยานฯ จนมีข่าวลือว่า เธอเลิกเล่นไปแล้ว

และเป็นน่าเสียดายอย่างยิ่ง เมื่อการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ เวียนมาจัดอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคมนี้ เราจะไม่มีโอกาสได้เห็น อแมนดา คาร์ ลงชิงชัยเหรียญทองที่เธอเป็นตัวเต็ง และความหวังเหรียญทองของทัพนักกีฬาไทย


Photo : Facebook : Amanda Carr

ท่ามกลางแสงแดดในชั่วโมงทำงาน ยามบ่ายวันจันทร์  Main Stand มีโอกาสได้นัดพบ อแมนดา คาร์ ที่เดินทางกลับมายังประเทศไทย หลังจากแทบไม่มีใคร ได้รับรู้เรื่องราวความจริงเกี่ยวกับชีวิตของเธอตลอด 2 ปีที่เธอหายไป รวมถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไรกันแน่

 

อเมริกา - หนองเม็ก

“ตอนแรก แม่ไม่ชอบเลย (พูดภาษาไทย) เวลาเห็นฉันเล่นอะไรผาดโผนแบบนี้ ฉันเติบโตในวัฒนธรรมแบบอเมริกัน คุณพ่อจะเป็นประเภทสนับสนุนทุกอย่าง เอาเลยลูก เต็มที่ ส่วนคุณแม่พอเห็นฉันเล่นกีฬาแบบนี้ ท่านจะไม่ไปดูเลย เพราะท่านกลัวจะเห็นฉันได้รับบาดเจ็บ”


Photo : Facebook : Amanda Carr

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันกลับจากแข่งกีฬามา แล้วแม่เห็นฉันมีเลือดไหลออกจากจมูก เท่านั้นแหละ ท่านก็ตะโกนใส่พ่อเลย นี่แกทำอะไรลูกฉัน ทำไมพาลูกมาทำอะไรแบบนี้ ลูกยังเป็นเด็กน้อยอยู่นะ อะไรทำนองนี้ (หัวเราะ)”

อแมนดา คาร์ ตอบคำถามแรกที่เราสงสัยถึงการเติบโตของ เด็กสาวลูกครึ่งคนหนึ่ง ที่มี คุณพ่อ เป็นอดีตทหารอากาศชาวอเมริกัน และมีคุณแม่เป็นคนไทย

เธอเกิดและเติบโตที่ ฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามสัญชาติคุณพ่อ แต่ซึบซับความเป็นไทยมาจากคุณแม่ ละมูล พึ่งโพธิ์


Photo : Facebook : Amanda Carr

อแมนดา สามารถพูดภาษาอีสานได้อย่างคล่องปรือ นั่นทำให้เธอแตกต่างจากนักกีฬาลูกครึ่งหลายๆคนในเมืองไทย และทำให้เราสนใจว่าอะไรกันที่หล่อหลอมให้ อแมนดา คาร์ เป็นเช่นนี้

“ฉันถูกเลี้ยงดูมาให้ มีความใกล้ชิดกับทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ ถ้าเป็นคุณแม่ท่านชอบถามฉันด้วยประโยคง่ายๆ เช่น What you say?, Are you ok?, Do you have enough money? เวลาตอบก็ yes yes yes แม่ก็จะเข้าใจได้ ส่วนคุณพ่อเนี่ยเราสามารถนั่งคุยกันได้ทั้งวัน ไม่ว่าจะเรื่องจักรยาน หรือเรื่องทั่วไป”

“ทุกๆปี แม่จะพาฉันกลับไปเยี่ยมบ้านที่ หนองเม็ก (ตำบลหนึ่งใน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี) ปีละครั้ง ตั้งแต่ฉันยังตัวเล็กๆ”


Photo : Facebook : Amanda Carr

“ตอนแรกแม่ยังไม่ได้สอนให้ฉันฝึกพูดอีสานซะทีเดียว ลองให้ฝึกพูดกลางก่อน แต่ฉันก็ซึบซับมาจากการได้ยิน ชาวบ้าน ญาติๆ คนรอบข้างเขาพูดอีสานกันหมด พอเริ่มโตมาก็เลยพยายามฝึกพูดอีสานกับคนในครอบครัว ไม่ว่าจะตอนวิ่ง ตอนเดิน หรือทำอะไรจนชินไปเอง”

แม้จะได้มาเมืองไทยแค่เพียงปีละ 1 หน แต่เธอก็สามารถปรับตัวเข้ากับคนไทยได้ดี เธอมีเพื่อนเป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้าน ชอบออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ไปหาจับปู ทำเบ็ดตกปลา หรือแม้กระทั่งไถนา ทำให้เธอเข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ความเป็นไทยไปโดยไม่รู้ตัว

Photo : Facebook : Amanda Carr

“เมื่อก่อนฉันอาจไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมไทยมากนัก เพราะฉันอยู่ที่อเมริกาเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พอรู้จักวัฒนธรรมของอีสาน  อย่างการฟ้อน (พูดภาษาไทย) หมายถึงการที่ชาวบ้านออกเต้นรำกันอย่างสนุก และยังได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นในอเมริกา เช่น การเลี้ยงควาย, ปลูกผัก, ทำนา ที่อเมริกาไม่มีท้องนาแบบนี้ หรือการนอนในเปล (พูดภาษาไทย) ฉันชอบมาก เรื่องอาหารการกินก็ด้วย”


Photo : Facebook : Amanda Carr

“พอวันหนึ่งฉันได้มาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ต้องมาเมืองไทยบ่อยขึ้น เพื่อติดต่อธุระกับสมาคมฯ ฉันก็เริ่มเข้าใจวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตมากคนไทยมากกว่าเดิม ฉันชอบวัฒนธรรมไทย ที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผู้คนยิ้มแย้มให้กัน พูดจากันเป็นเอง ซึ่งแตกต่างจากสังคมอเมริกาที่ซีเรียสกว่า ฉันชอบวิถีชีวิตของคนที่หมู่บ้านหนองเม็ก”

ถึงกระนั้น อแมนดา คาร์ ก็ยอมรับว่าการเติบโตมาในอเมริกา มีส่วนสำคัญต่อการเป็น นักปั่นจักรยาน BMX ระดับโลกเช่นกัน เพราะเธอได้เริ่มต้นเล่นกีฬาชนิดนี้ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จากการที่เห็นผู้คนโดยรอบตัว นิยมปั่นจักรยานกัน

และที่ อเมริกา ก็มีความพร้อมหลายด้าน ที่สนับสนุนให้ อแมนดา คาร์ สามารถเฉิดฉายในวงการน่องเหล็กของโลก ในเวลาต่อมา

“ความแตกต่างของเมืองไทย กับ อเมริกา อาจเป็นเรื่องสนาม ที่นั้นจะมี แทร็ก (Track)  อยู่มากมายให้เด็กๆ ได้ฝึกหัด มีโค้ชมาสอนเราอย่างถูกวิธี และมีคนปั่นจักรยานกันเยอะ ส่วนเมืองไทย อาจมีแทร็กดีๆน้อย เลยทำให้พอเป็นนักกีฬาทีมชาติทุกคนต้องมาเก็บตัวร่วมกัน ในสนามดีๆ ที่มีจำกัดอยู่


Photo : Facebook : Amanda Carr

“ฉันเล่นกีฬาได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ซ็อคเกอร์, ยกน้ำหนัก, เทนนิส, วิ่ง, ครอสคันทรี, ยกน้ำหนัก ซอฟท์บอล ฯ จนบางครั้งเพื่อนๆก็แซวเรื่องที่ฉันเล่นได้หลายกีฬา รวมๆแล้ว ก็น่าจะประมาณ 17 ชนิดกีฬาที่ฉันสามารถเล่นได้”

“จนกระทั่งตอนฉันอายุ 14 ฉันมีโอกาสได้ชมการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ทางทีวี ฉันก็เกิดแรงบันดาลใจ อยากเป็นนักกีฬาอย่างเต็มตัว เพื่อที่จะไปยืนตรงจุดนั้นในสักวันหนึ่งพร้อมกับคว้าเหรียญทองมาคล้องคอ ฉันก็เลยหันมาจริงจังกับการปั่นจักรยาน BMX เต็มตัว เพราะฉันคิดว่าตัวเอง มีพรสรรค์ในการเล่นกีฬาชนิดนี้”

อแมนดา คาร์  ไปได้สวยกับเส้นทางกีฬาเอ็กตรีมชนิดนี้ เธอติดทีมชาติสหรัฐอเมริการะดับเยาวชน คว้าแชมป์โลก รุ่นอายุ 15 ปี และ 16 ปี ก่อนจะเทิร์นโปรด้วยวัยเพียง 16 ปี เดินทางไปแข่งมาแล้วทั่วโลก รวมถึงรายการหลักอย่าง ศึกจักรยาน BMX ชิงแชมป์โลก

กระทั่งจุดเปลี่ยนของชีวิตเดินทางมาถึง เมื่อเด็กสาวลูกครึ่ง ต้องเลือกว่าจะเล่นให้ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา หรือ ทีมชาติไทย?

 

นักปั่นทีมชาติไทย

อแมนดา คาร์ เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในหมู่ที่คนติดตามการแข่งขัน จักรยาน BMX ในสหรัฐอเมริกา จากผลงานที่โดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักปั่นแถวหน้าของประเทศ

แม้จะถือสัญชาติอเมริกัน ลงแข่งขันรายการต่างๆ มาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก แต่ในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่าง โอลิมปิก เกมส์ 2012 อแมนดา คาร์ ยังต้องพบความผิดหวัง เมื่อไม่สามารถ เบียดเข้ามาเป็น หนึ่งในทีม นักปั่นจักรยาน BMX ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดลุยโอลิมปิกเกมส์ หนดังกล่าวได้ แม้เธอจะไต่แรงกิ้ง ขึ้นมาเป็นวางมืออันดับ 8 ของโลกแล้วก็ตาม

แต่วันหนึ่ง เธอเกิดความสนใจ อยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติไทย หลังจากเห็น นักปั่นชาวไทยอย่าง ณรงค์ กลิ่นสุหร่าย และทีมงานกำลังตั้งวงกินส้มตำ ช่วงหลังการฝึกซ้อม ศึกชิงแชมป์โลก ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี 2012

อแมนดา จึงเข้าไปแนะนำตัวว่า เธอชอบกินส้มตำเพราะคุณแม่ทำให้กินบ่อย และตัวเธอก็เป็นลูกครึ่งไทย ก่อนจะได้รับการติดต่อชักชวนเปลี่ยนมาเล่นให้ ทีมชาติไทย  นั้นทำให้เธอ ต้องกลับไปทบทวนว่า จะสู้ต่อกับทีมชาติสหรัฐอเมริกาต่อ หรือออกไปเริ่มต้นใหม่กับทีมชาติไทย

“โอลิมปิก คือความฝันของฉันมาโดยตลอด” อแมนดา ที่สักสัญลักษณ์ 5 ห่วงโอลิมปิกไว้ที่ข้อมือ กล่าวเริ่ม

“แต่ในอเมริกานั้น มีนักปั่นมีฝีเท้าดีหลายคน แม้ฉันจะปั่นได้ดีสุดในรุ่น และชนะคู่แข่งมาตั้งแต่เด็ก แต่โควต้าไปโอลิมปิกนั้นมีเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น ฉันเป็นเพียงแค่ตัวเลือกลำดับที่ 4 ของอเมริกา”

“ฉันจึงคิดว่าถ้าเลือกเล่นให้ทีมาติไทย มันน่าจะทำให้ฉันขยับเข้าใกล้ความฝันมากขึ้น เพราะเวลานั้นฉันเองก็มีชื่อติดท็อป 10 ของโลกแล้ว อีกอย่างมันก็จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับ ประเทศของคุณแม่ฉันอีกด้วย”

“แต่ถ้าฉันตัดสินใจเลือกทีมชาติไทย ฉันจะไม่สามารถย้อนกลับเล่นให้ อเมริกา ได้อีกครั้ง แต่นี่คือวิถีทางที่ฉันเลือก และฉันพร้อมจะยอมรับผลที่ตามมา”

Photo : Facebook : Amanda Carr

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายดายนัก ยิ่งเมื่อมีนักกีฬาคนนั้น ยังมีอนาคตกับ ชาติมหาอำนาจของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา อยู่ และมีชื่อเสียงติด 1 ใน 10 นักปั่นที่ดีสุดในโลก

โดย อแมนดา เผยว่า นอกจากที่คุณแม่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว คุณพ่อแดรอล คาร์ ก็เป็นอีกหนึ่งเบื้องหลังสำคัญในการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตครั้งนี้

Photo : Facebook : Amanda Carr

“คุณพ่อเข้าใจดี ไม่ได้ติดใจอะไรเลย หากฉันจะเลือกเล่นให้กับทีมชาติไทย เพราะท่านรู้ว่า นั่นจะเป็นเส้นทางที่ทำให้ฉันมีโอกาสได้ไปแข่งโอลิมปิก เกมส์ แต่ก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้าย คุณพ่อก็ถามตรงๆว่า ลูกมั่นใจ 100 เปอร์เซนต์แล้วใช่ไหม? ฉันตอบว่า ค่ะ ฉันไม่มีอะไรที่ต้องกังวล และไม่มีอะไรที่ต้องกลัว ฉันรู้ว่าเป้าหมายตัวเองคืออะไร”

เอเชียนเกมส์เปลี่ยนชีวิต

ก่อนการแข่งขันมหกรรมกีฬา เอเชียนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เชื่อว่าคนไทยส่วนมาก แทบไม่เคยรู้จัก อแมนดา คาร์


Photo : Facebook : Amanda Carr

เธอมาเก็บตัวก่อนแข่งร่วมเพื่อนๆนักปั่นทีมชาติไทย ก่อนเดินทางไปแข่งเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ภายในแคมป์ที่ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดย อแมนดา คาร์ เล่าถึงเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ก่อนบินลัดฟ้าไปเกาหลีใต้ 1 วัน เธอมีอาการบาดเจ็บกำเริบ แต่โชคดีที่อาการไม่หนักมาก...ถึงขนาดที่ลงปั่นไม่ได้

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ในวันนี้ เราอาจจะไม่ได้รู้จัก ลูกครึ่งสาวเว้าอีสาน เจ้าของเหรียญทอง อชก.ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประเทศไทย ในปี 2014

“มันก็เหมือนกับทุกๆการแข่งขันบนโลก ที่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จริงๆ แล้ว ฉันทราบดีว่า เอเชียนเกมส์ เป็นรายการที่มีความหมายต่อคนไทยอย่างไร โดยเฉพาะ หลังจากฉันคว้าเหรียญกลับได้ ฉันเห็นคนไทยมีความสุขกันมาก เพราะมันการแสดงให้เห็นว่า คนไทยเก่งเรื่องกีฬาในระดับเอเชีย”

แม้จะไม่ได้ถูกคาดหวังเหรียญเหมือนกีฬาหมัดมวย, เทควันโด, ยกน้ำหนัก ฯ แต่ด้วยดีกรีและโปรไฟล์ที่พกพามาจาก อเมริกา ก็ทำให้ อแมนดา คาร์ เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งความหวังเหรียญทองจาก สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย

“ในรอบจัดอันดับ ฉันได้อันดับ 1 ทำให้ฉันมั่นใจว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้ชนะได้ แต่พอถึงช่วงเวลาแข่งขันจริงๆ ฉันมีความรู้สึกกดดัน และกังวลอยู่บ้าง เพราะฉันไม่เคยแข่งเอเชียนเกมส์มาก่อน ซึ่งเป็นรายการที่สำคัญและมีความหมายกับคนไทย ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าคนไทยคาดหวังเหรียญจาก จักรยาน BMX หรือเปล่านะ แต่สมาคมฯ ก็ตั้งเป้าไว้กับฉันไว้พอสมควรเลยแหละ ฉันจึงพยายามรวบรวมสติ และบอกกับตัวเองว่า โอเค ฉันจะทำให้ได้”

“ในแต่ละรอบ ทีมงานก็จะคอยบอกว่า อแมนดา ใจเย็นๆ เธอชนะได้อยู่แล้ว พอเข้าเส้นชัยรอบสุดท้าย ก็เสียงตะโกนว่า Amanda. You won!  มันเหมือนปลดล็อกความกดดันเลย ฉันรู้สึกดีใจอย่างมาก เมื่อรู้ว่าตัวเองชนะ และภูมิใจมากขึ้นไปอีก ตอนเห็นธงชาติไทยถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสา ในพิธีรับเหรียญ”


Photo : Facebook : Amanda Carr

อแมนดา คาร์ เดินทางไปแข่งแบบไม่มีใครรู้จัก แต่กลับมายังประเทศไทย แบบคนดัง หลังจากที่คนไทยได้เห็นถึงความน่ารัก ในคลิปการพูดภาษาอีสาน ของ อแมนดา คาร์ เธอได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่จังหวัดอุดรธานี มีรายการมากมายตามไปถ่ายทำชีวิตเธอ ครอบครัวเธอ ซึ่ง อแมนดา ยอมรับว่าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ดังกล่าว ได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปเลย

“มันเปลี่ยนชีวิตแบบ 100 เปอร์เซนต์ หลังจากฉันได้เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ เมื่อก่อนคนในหมู่บ้าน เขาจะเรียกฉันว่า หยอง หรือ ฝรั่ง แต่ถ้าคนทั่วไปที่ไม่รู้จัก เขาจะนึกว่า ฉันเป็นผู้ชาย (หัวเราะ) เพราะดูรูปร่างไม่เหมือนผู้หญิงสักเท่าไหร่”

“พอหลังจากกลับมาเอเชียนเกมส์ ทีนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าฉันเป็นใคร เวลาเดินไปไหนก็จะมีคนมาขอถ่ายรูป มาทักทาย “คนนี้ไงนักปั่นจักรยาน” “คนนี้ไงที่เล่นโฆษณาปลากระป๋อง” (พูดภาษาไทย) ฉันมีความสุขทุกครั้งที่มีคนเข้ามาทักทาย หรือขอถ่ายรูปกับฉัน”

นอกจากนี้ ชื่อเสียงและกระแสของ อแมนดา คาร์ ยังทำให้เธอได้มาสัมผัสงานอีกรูปแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต อย่างการแสดงโฆษณาที่เจ้าตัวเล่าถึงประสบการณ์ในครั้งนั้น จนเป็นอีกหนึ่งภาพจำของเธอว่า

“ฉันไม่เคยแสดงโฆษณา หรือผ่านงานด้านบันเทิงมาก่อน มันเป็นประสบการณ์ที่ใหม่มากสำหรับฉัน พอได้มาแสดงจริง โอโห้ มันยากมากๆ เพราะต้องถ่ายอยู่หลายเทค ฉันจำได้ว่า ตัวเองต้องปั่นไปปั่นกลับอยู่ประมาณ 15 รอบ คนในกองก็ดูเร่งรีบหมด”

“ช็อตกินปลากระป๋อง ฉันต้องกินแล้วกินอีก อยู่ประมาณ 15 เทคเช่นกัน แต่โดยรวมแล้ว ฉันสนุกดี และมันเป็นภาพที่หลายคนจำฉันได้ด้วย ถามว่ายากกว่าปั่นจักรยานไหม มันก็ยากแตกต่างกันนะ การแสดงต้องเล่นหลายๆเทค เพื่อหาเทคที่ดีสุด ส่วนกีฬาถ้าถึงเวลาแข่งจริง มันจะย้อนกลับมาเล่นใหม่ไ่ม่ได้ ผ่านแล้วผ่านเลย”

 

 

2 ปีที่หายไป

“ฉันดีใจอย่างมากที่ได้เป็น 1 ใน 16 คนสุดท้ายที่ได้ไปแข่งขันโอลิมปิก อยากจะขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่ผลักดันให้ฉันมาถึงจุดที่ตัวเองเคยฝันไว้” อแมนดา คาร์ เผยถึงการได้สิทธิ์ไวลด์การ์ด ไปแข่งโอลิมปิก เกมส์ 2016 ในนามทีมชาติไทย

“บรรยากาศในโอลิมปิก เกมส์ มันสุดยอดมาก คุณจะได้เห็นผู้คนและธงชาติจากประเทศต่างๆ โบกสะบัดอยู่รอบๆสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณได้เห็นคนไทย และธงชาติไทยในสนาม มันยิ่งทำให้ฉันภูมิใจ ที่ได้เป็นตัวแทนไทยมาแข่งรายการที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้”

“ในการแข่งขันจริง ก็มีทั้งความตื่นเต้น และความกดดัน ที่ต้องรับมือให้ได้  รวมถึงคู่แข่งที่เก่งๆหลายคน ฉันไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ตกรอบ เพราะตั้งใจอย่างเต็มที่แล้ว เพื่อคนไทย”

ความฝันของอแมนดา คาร์ กลายเป็นความจริง เมื่อได้ไปแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เกมส์ 2016 ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล


Photo : Facebook : Amanda Carr

น่าเสียดายที่เจ้าตัวไปไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศ หลังจาก ตกรอบรอบรองฯ อแมนดา ได้ให้สัมภาษณว่า ต้องการพักเบรกเรื่องการจักรยาน หลังจากกรำศึกหนักนานหลายปี เพื่อเป้าหมายที่จะได้มาเล่นโอลิมปิกในหนนี้

นั่นเป็นจึงสาเหตุที่ว่า ทำไมหลังจบโอลิมปิก เกมส์ 2016 อแมนดา คาร์ จึงไม่ปรากฏตัวในหน้าสื่อเมืองไทยเลย มีกระแสข่าวบอกว่า เธออาจจะเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้ไปแล้ว เนื่องจากไม่ได้มีการติดต่อกับ สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย

เรื่องนี้ อแมนดา คาร์ ได้เผยความจริงกับช่วงเวลาที่หายไปเกือบ 2 ปี ผ่าน Main Stand ว่า “เป็นเรื่องปกติของนักกีฬา ที่หลังผ่านการแข่งขันรายการใหญ่ๆ จะต้องการเวลาพักผ่อน เหมือนกับ ซิโมน ไบลส์ นักยิมนาสติกทีมชาติสหรัฐฯ เขาก็ต้องมี Year break หลังจบทัวร์นาเมนต์สำคัญ”

“ช่วงที่ฉันหายไป ฉันได้ไปทำหลายอย่างเลยที่ อเมริกา อันดับแรก ฉันกลับไปเรียนต่อให้จบ หลังจากหยุดเรียนมาตั้งแต่ปี 2010 เพื่อมามุ่งมั่นแข่งจักรยานอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้น ฉันก็มีเวลาว่างมากพอที่จะสะสางเรื่องนี้ ตอนนี้ฉันเรียนจบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สาขาด้านธุรกิจ”

“หลังจากเรียนจบ อาจารย์ที่สอนกีฬาโรงเรียนไฮสกูล ที่บ้านเกิด ก็ได้ไถ่ถามว่าช่วงนี้ฉันทำอะไรอยู่ พอจะว่างมาเป็นโค้ชซ็อคเกอร์ ให้เด็กๆไหม ฉันก็เลยไปสอนซ็อคเกอร์ให้เด็ก ราวๆ 40 คน ก็สอนอยู่ประมาณ 4 เดือน”

ผู้เขียนถึงกับสะดุดและทึ่งกับเรื่องที่ได้ยินเกี่ยวกับบทบาท โค้ชฟุตบอล จึงถาม อแมนดา คาร์ ว่าไปเอาความรู้ความสามารถ ด้านกีฬาลูกหนัง มาจากไหน เพราะไม่เคยทราบเรื่องนี้มาเลย ก่อนที่เจ้าตัวจะเฉลยให้ถึงบางอ้อว่า “ความจริง ช็อคเกอร์ เป็นกีฬาชนิดแรกที่ฉันเล่น จักรยานคือกีฬาที่ตามมาเป็นอันดับ 2”

“สมัยตอนเด็ก ฉันเคยประกบ โทบิน ฮีต นักฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบันมาแล้วด้วยนะ เพราะโค้ชเห็นว่าฉันวิ่งได้เร็ว แล้ว โทบิน ก็เป็นนักเตะที่เก่งมากๆของทีมคู่แข่ง”

“ฉันเองได้เรียนรู้หลายอย่างจากการสุดยอดนักเตะแบบโทบิน เธอวิ่งได้เร็วกว่าฉัน มีทักษะที่เหนือกว่า และสเต็ปเท้าที่ยากจะรับมือ ฉันไม่แปลกใจเลยที่ต่อมา เธอจะกลายเป็นสุดยอดผู้เล่นของอเมริกา”
 

“ฉันเล่น ช็อคเกอร์ ไปพร้อมๆ กับปั่นจักรยาน และกีฬาอื่นด้วยๆ สมัยเรียนอยู่ไฮสกูล เล่นได้หมดทุกตำแหน่ง (หัวเราะ) ตอนอายุ 14-15 ฉันถูกจับไปเล่นกองหลัง พอเริ่มโตอีกหน่อย โดนเปลี่ยนไปเล่น กองหน้า บางเกมฉันก็โดนส่งไปยืนเป็นผู้รักษาประตู ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่คงเป็นเพราะโค้ชเห็นว่า ฉันวิ่งได้ทั่วสนาม เลยคิดว่าฉันเล่นได้ทุกตำแหน่งมั้งคะ”

เราถาม อแมนดา คาร์ ต่ออีกว่า มีเรื่องบ้าพลังอะไรอีกไหมที่เธอทำ ในช่วงที่หายไปจากเมืองไทย เธอตอบมาว่า เธอเพิ่งลงมือสร้างบ้านไม้ด้วยตัวเองทั้งหลัง!


Photo : Amanda Carr

“เหตุผลง่ายๆ ก็คือ มันประหยัดเงินค่ะ แล้วก็ได้สร้างบ้านด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ ขึ้นโครง เลื่อกไม้ ประกอบ ทาสีบ้าน คุณจะรู้สึกว่ามันเป็นบ้านที่เรามีส่วนร่วม 100 เปอร์เซนต์จริงๆ


Photo : Amanda Carr

 


Photo : Amanda Carr


Photo : Amanda Carr

ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสิ้นเปลือง เพื่อจ้างคนอื่นมาทำบ้าน แถมยังทำให้คุณรู้จักการบริหารเงินด้วย ว่าจะเกินเงินงบที่ตั้งไว้ไหม ฉันใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วคะ”


Photo : Amanda Carr

หลังจากการใช้เวลาหยุดยาวในแผ่นดินเกิด ไปกับการเรียน, สอนฟุตบอล และสร้างบ้าน เจ้าตัวก็ได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาเมืองไทย เพื่อเตรียมมาตัวแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องเจอกับข่าวร้าย

อแมนดา คาร์ ไม่มีชื่ออยู่ในลิสต์ 30 นักกีฬาจักรยาน ทีมชาติไทย ที่ได้ส่งชื่อให้ฝ่ายจัดฯ ชุดแรก เนื่องจากสมาคมฯ ไม่สามารถติดต่อกับ อแมนด้า ได้ในช่วงที่ผ่านมา

แม้ต่อมา จะมีความพยายามจากทางฝั่งสมาคมฯ ที่ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อนักกีฬาไปยังเจ้าภาพ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ และส่งผลให้ อแมนดา คาร์ ในวัย 28 ปี หมดสิทธิ์ป้องกันเหรียญทองอีกสมัย

“ฉันผิดหวังอย่างมาก เพราะมีความตั้งใจมาตลอดที่จะไปแข่งเอเชียนเกมส์หนนี้ แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ อินโดนีเซีย เจ้าภาพไม่ยอมให้มีการเพิ่ม หรือแก้ไขรายชื่อนักกีฬา ฉันทราบว่า สมาคมฯ พยายามอย่างเต็มที่แล้ว อาจเป็นเพราะฉันมีลุ้นเหรียญกับเจ้าภาพหรือเปล่า? เลยทำให้ไม่สามารถแก้ไขชื่อฉันได้ อันนี้ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

“ฉันเสียใจที่สุด ฉันมั่นใจว่าตัวเองจะคว้าเหรียญทองให้ไทยได้แน่นอน หากฉันได้ไปแข่งในครั้งนี้ และฉันเจ็บปวดเสมอเวลาเดินไปไหนมาไหน แล้วถูกถามว่า ได้ไปแข่งเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ไหม? ฉันทำได้แค่ตอบว่า I’m Sorry ทั้งที่ในใจย่ำแย่มาก”
 

ก้าวไปต่อของ อแมนดา

“ฉันไม่สามารถย้อนเวลาได้ และทุกสิ่งที่ต้องเดินต่อไปข้างหน้า จากการพูดคุยกับสมาคมฯ เราวางเป้าไปที่รายการต่อไปอย่าง ซีเกมส์ รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อลุ้นโควต้าไปโอลิมปิก 2020”

“เป้าหมายของฉัน คือการทำลายสถิติ 3 เหรียญทองซีเกมส์ของ เอลกา โนวันดา นักปั่นจักรยาน BMX ของอินโดนีเซีย ที่เคยทำไว้ในปี 2011, 2013 และ 2017 ฉันจะคว้าเหรียญทองซีเกมส์ให้ได้ 4 สมัยติด เพื่อประกาศให้คนทั้งอาเซียนรู้ว่า คนไทย คือตัวจริงในกีฬาชนิดนี้”



แม้จะผ่านเรื่องราวที่ยากจะทำใจ ในการพลาดตั๋วไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ แต่น่องเหล็กหญิงรายนี้ก็ยังเข้มแข็ง และพร้อมที่ก้าวต่อไปในข้างหน้าอย่างสุดสตรอง

แผนการต่อจากนี้ อแมนดา คาร์ จะใช้เวลาฝึกซ้อมในเมืองไทยบ่อยขึ้น เพื่อง่ายต่อการติดต่อกับสมาคมฯ โดยมีคุณพ่อแดรอล คาร์ เป็นผู้วางแผนทั้งหมด และจัดปฏิทินตารางการฝึก การแข่งขันของลูกสาว ให้สอดคล้องกับ ปฏิทินตารางแข่งขันตลอดทั้งปีของ จักรยาน BMX ที่จะเริ่มเก็บคะแนนสะสมสำหรับโอลิมปิก เกมส์ ตั้งแต่เดือน กันยายนนี้ เป็นต้นไป


“คุณพ่อจะวางแผนทั้งหมด ว่าฉันควรทำอะไรบ้าง แล้วจากนั้นจึงส่งมอบข้อมูลให้ โค้ช ไปฝึกฝนฉันต่อ ซึ่งแม้เราจะอยู่คนละประเทศ แต่พ่อก็ยังวิดีโอคอลโทรมาคุยอยู่เสมอ ภายหลังจากการฝึกทุกครั้ง ฉันก็จะต้องส่งวิดีโอกลับไปให้ท่านดู”

“ฉันยังมีเวลาอีกพอสมควร เพื่อสะสมคะแนนก่อนโอลิมปิก เกมส์ ครั้งต่อไป ฉันก็คงจะเดินทางไปแข่งรายการต่างๆทั่วโลก ทั้งในยุโรป, อเมริกา และเอเชีย ที่อาจจะไปบ่อยหน่อย ซึ่งฉันได้ อดีตโค้ชที่เคยทำงานกับ ทีมชาติฝรั่งเศส และทีมสหราชอาณาจักร ที่ตอนนี้รับงานฟรีแลนซ์ มาช่วยเทรนด้วยอีกแรง”

นอกจากนี้ อแมนดา คาร์ ยังมองว่าวงการสองล้อบ้านเรามีการเติบโตขึ้น แตกต่างจากในอดีต และตนเองก็มีแผนที่จะเปิดอคาเดมีสอนจักรยาน BMX เพื่อสร้างนักปั้นไทยเลือดใหมขึ้นมา
 

“จากที่ฉันเห็น คนไทยหันมาปั่นจักรยานเพิ่มขึ้น เริ่มมีการลงทุนสร้างแทร็ก ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นเรื่องดีแน่ หากเมืองไทยมีแทร็กมาตรฐานสากล กระจายตัวไปในหลายๆพื้นที่ ก็จะช่วยให้เด็กๆได้ฝึกฝนในสถานที่ที่ดี ฉันคิดว่าวงการจักรยานไทยกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ”

“หลังจากรีไทร์จากการเล่น ฉันมีแผนจะเปิดอคาเดมีสอนปั่นจักรยาน BMX ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างและปลุกปั้น นักจักรยานรุ่นต่อไป เพราะฉันมองย้อนกลับไปถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็ก ฉันโชคดีที่ได้รับการฝึกอย่างถูกวิธี และต่อเนื่อง หากเด็กไทยได้รับการฝึกแบบนั้น พวกเขาก็น่าจะพัฒนา และอาจไปได้ไกลกว่าฉัน อันนี้เป็นโปรเจกต์ที่อาจทำร่วมกับสมาคม รวมถึงภาคเอกชนอื่นๆที่สนใจ”

“อย่างที่บอกฉันไม่ชอบอยู่เฉยๆ ฉันรักในการเล่นกีฬา และภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของคนไทย ไปแข่งกีฬาในระดับนานาชาติ ส่วนในอนาคตถ้าวันหนึ่งฉันเลิกปั่นจักรยาน ฉันอาจจะไปเล่น เวคบอร์ด หรือมอเตอร์สปอร์ตดู”


Photo : Facebook : Amanda Carr

“ความจริงอีสปอร์ต ก็น่าสนใจนะคะ เพราะปกติฉันชอบเล่นวิดิโอเกมอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันก็กำลังเล่นเกม PUB-G อยู่

“ไม่แน่นะ วันหนึ่งฉันอาจจะติดทีมชาติไทยไปแข่งอีสปอร์ต ในเอเชียนเกมส์ก็ได้ (หัวเราะ)”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง