mainstand

Converse

เพชรรัตน์ โชติปาละ : ประสบการณ์จากอังกฤษ สู่การบริหารความฝันในโลกทุนนิยม



คุณเคยละทิ้งความฝันเพื่อรับประกันอนาคตไหม?


 

บ่อยครั้งที่เราได้ยินเรื่องราวของพนักงานออฟฟิศ ที่สูญเสียความฝันในวัยเด็ก เพื่อตกลงรับงานที่รับประกันรายได้มั่นคง มีสวัสดิการประกันสังคมพร้อมช่วยเหลือยามล้มป่วย พวกเขายอมแลกเส้นทางในชีวิตที่เคยเข้าใจ เพื่อจะไม่ล้มลุกคลุกคลานไปกับความโหดร้ายของโลกเสรีนิยมใหม่

ทุกคนในสังคมควาญหาต้นทุนให้กับตัวเอง ภาษาที่สาม, ทักษะนอกห้องเรียน หรือ ความเป็นเลิศทางด้านกีฬา ความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าคนทั่วไป ช่วยให้คุณหายใจได้สะดวกขึ้น ในโลกที่ทุกคนแข่งขันเพื่อก้าวสู่ยอดของปีระมิด อันพื้นที่จำกัดและน้อยนิด

แต่ความสามารถพิเศษที่ว่าดีพอแล้วจริงหรือ? หากอาชีพนักฟุตบอลของคุณหยุดชะงักลงกระทันหัน สิ่งใดเล่าที่จะเขามาแบกอนาคตของคุณไว้หลังจากนั้น?

เราพาคุณมาพบกับเรื่องราวของ "อั้ม" เพชรรัตน์ โชติปาละ นักฟุตบอลดาวรุ่งผู้ผ่านการศึกษาระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษ และบริหารเส้นทางความฝันบนเส้นทางค้าแข้งของเขา เข้ากับการวางแผนอนาคตเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพในสังคมทุนนิยมได้อย่างลงตัว

 

เสี่ยงความฝันเพื่ออนาคต

เพชรรัตน์เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลของตัวเอง ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เขาหลงรักการแข่งขันบนพื้นหญ้า และบรรยากาศกองเชียร์ข้างสนาม เด็กชายเพชรรัตน์ฝากตัวเป็นสาวก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตั้งแต่วัยเยาว์

ความฝันของเพชรรัตน์ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการประกอบอาชีพนักฟุตบอลในอนาคต แต่จุดเปลี่ยนเข้ามาถึงชีวิตเขา หลังเรียนจบชั้นประถม เมื่อครอบครัวตัดสินใจส่งเขาเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยม ที่โรงเรียนเบรนท์วูด ตั้งอยู่ย่านเอสเซกซ์ ใกล้กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

“การไปเรียนที่อังกฤษ จุดมุ่งหมายของครอบครัว เขาไม่ได้ส่งผมไปเล่นฟุตบอล แค่ส่งไปเรียนตามปกติ ผมไม่รู้เลยว่าจะมีสโมสรไหนติดต่อมาหรือเปล่า อาจจะไม่ได้เล่นฟุตบอลต่อแล้วก็ได้” เพชรรัตน์ย้อนถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตของตัวเอง

การศึกษาต่อยังต่างประเทศ ช่วยเปิดโอกาสให้เพชรรัตน์มีต้นทุนมากกว่าคนทั่วไป เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังจบการศึกษา แต่นั่นหมายความว่า เขาอาจต้องนำชีวิตนักฟุตบอลไปแลก และสูญเสียความฝันแบบไม่มีวันหวนกลับ

“ตอนแรกผมไม่ได้อยากไปอังกฤษเท่าไร เพราะมันอาจทำให้อาชีพฟุตบอลของผม ผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่ผมตั้งใจเอาไว้”

“แต่ลองคิดอีกมุม อย่างน้อยผมยังได้เรียนภาษา ซึ่งผมคิดว่าทักษะภาษาต่างประเทศสำคัญกับชีวิตเหมือนกัน มันสามารถนำมาประกอบอาชีพได้หลายอย่าง ผมจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษ”

จากชีวิตเด็กชายธรรมดาในประเทศไทย เรียนหนังสือวันจันทร์ถึงศุกร์ เตะฟุตบอลวันเสาร์-อาทิตย์ เพชรรัตน์ยอมรับความตั้งใจของครอบครัว ที่ต้องการสร้างอนาคตอันมั่นคงให้แก่ตัวเขา ด้วยการการใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษเพียงลำพัง 

 

การเรียนมาก่อน ฟุตบอลมาทีหลัง

โรงเรียนเบรนท์วูด ไม่ใช่โรงเรียนกีฬาที่เปิดรับเยาวชนพรสวรรค์จากทั่วโลก แต่เป็นโรงเรียนที่เน้นการศึกษาภาคปกติ แม้จะผลิตนักเตะชื่อดังระดับโลกอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางตำนานทีมชาติอังกฤษคนดัง และผู้จัดการทีมคนใหม่ของเชลซี รวมถึงแข้งดีกรีทีมชาติไทย ธีรเทพ วิโนทัย ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนประจำที่เด็กทุกคนต้องเข้ามาใช้ชีวิตภายใต้กฎระเบียบ 24 ชั่วโมง 

เพชรรัตน์เผชิญกับความยากลำบากทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเรียนแห่งนี้ เขาไม่ใช่เด็กที่มีทักษะภาษาอังกฤษดีเด่นอะไรนัก ก่อนได้รับโอกาสไปศึกษาต่อแดนผู้ดี เพชรรัตน์จึงมีปัญหา เมื่อต้องรับมือกับวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ที่ถูกสอนโดยภาษาต่างประเทศ 

“ก่อนไปอังกฤษ ถ้าคะแนนเต็มร้อย ผมพูดภาษาอังกฤษได้ 30 คะแนน ยิ่งผมไปอยู่โรงเรียนประจำ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารตลอดเวลา ผมเป็นคนไทยคนเดียวที่อยู่ในโรงเรียนนั้น ไม่มีใครช่วยผมสื่อสารได้”

“ภาษากลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผมไม่ได้ไปแค่เล่นฟุตบอล การเรียนหนังสือมันมีศัพท์เฉพาะที่ใช้และผมไม่เข้าใจ ทำให้ช่วงแรกเกรดตกลงมา”

“ตอนเรียนหนังสือที่ไทย แค่เรียนภาษาอังกฤษธรรมดาก็ยากแล้ว แต่ที่อังกฤษ ผมต้องเรียนวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ มาเจอแบบนี้ ผมท้อมากครับ”

กำลังใจจากเพื่อนร่วมชั้น และอาจารย์ที่คอยช่วยเหลือเพชรรัตน์ตลอดเวลา ช่วยให้การปรับตัวเขากับชีวิตการศึกษาต่างประเทศ เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากขึ้น หลายเดือนถัดมา เพชรรัตน์เข้าใจในทุกคำพูดที่ครูสอน และเกรดของเขากลับสู่ระดับที่น่าพอใจอีกครั้ง

เมื่อการเรียนไปได้รุ่ง เพชรรัตน์จึงมุ่งเดินตามความฝัน เขาเข้าคัดตัวกับทีมฟุตบอลโรงเรียนเบรนท์วูด และติดทีมรุ่นอายุ 13 ปีของโรงเรียน เพชรรัตน์ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจให้กับทีม จนผลงานเข้าตาแมวมองสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และคว้าโอกาสทดสอบฝีเท้ากับทีมฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีก

สิ่งที่เพชรรัตน์ได้รับในวันนั้น ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเด็กไทยคนหนึ่ง เขากำลังเดินรอยตาม แฟรงค์ แลมพาร์ด นักเตะระดับโลกและรุ่นพี่ของโรงเรียนเบรนท์ฟอร์ด ที่ก้าวออกจากรั้วสถานศึกษาแห่งนี้ สู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ดั่งฝัน ภายใต้การฝึกฝนของสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

“ผมไปเข้าแคมป์กับทีมเวสต์แฮม ช่วงเวลาที่ผมไปเป็นช่วงปิดเทอม เป็นการซ้อมร่วมกับสโมสร 2 อาทิตย์ หลังจากนั้น เวสต์แฮมก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีก เพราะผมมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำงาน” เพชรรัตน์เล่าถึงประสบการณ์กับทีมฟุตบอลชั้นนำของอังกฤษ

“ถึงจะไม่ได้โอกาสเล่นสโมสรใหญ่ ผมไม่ได้เสียใจอะไร อย่างน้อยได้สัมผัสบรรยากาศตรงนั้นก็ดีแล้ว ผมแค่กลับมาเริ่มใหม่ เล่นฟุตบอลไปเรื่อยๆ พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะมีฟุตบอลให้เล่นทุกวัน ทั้งทีมโรงเรียน หรือสโมสรในซันเดย์ลีก (ลีกสมัครเล่น)”

แม้พลาดโอกาสตามรอยแฟรงค์ แลมพาร์ด เนื่องจากต้องใช้ใบใบอนุญาตทำงานในการเล่นลีกอาชีพ เพชรรัตน์ยังเดินหน้าต่อไปบนเวทีลีกกึ่งอาชีพและบอลโรงเรียน เขาฝึกซ้อมอย่างจริงจังในทุกเย็น เพื่อลงแข่งแบบไม่มีหยุดพักในช่วงสุดสัปดาห์ วันเสาร์สำหรับการเป็นตัวแทนทีมโรงเรียนเบรนท์วูด วันอาทิตย์สำหรับการลงเล่นให้สโมสรระดับกึ่งอาชีพ 

เมื่อเวลาผ่านไป เพชรรัตน์ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมโรงเรียนเบรนท์วูด ตั้งแต่ชุดอายุ 13 ปี ไปจนถึงอายุ 17 ปี เขามีผลงานโดดเด่นจนเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำโรงเรียนเบรนท์วูด และถูกคัดเลือกติดทีมนักเตะระดับโรงเรียนยอดเยี่ยม เพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติอังกฤษ ไปแข่งขันที่ประเทศสเปน ถือเป็นความสำเร็จที่เกินตัวของเด็กไทยคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคาดหวังจะมีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลอังกฤษมาก่อน

ผลงานที่เพชรรัตน์สร้างให้กับโรงเรียน ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากเพื่อนและคนรอบข้าง ในฐานะผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา แต่ความสำเร็จและชื่อเสียงดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เขามีสิทธิพิเศษเหนือนักเรียนคนอื่นแต่อย่างใด

เพชรรัตน์ยังคงมีหน้าที่ในโรงเรียน เหมือนกับวันแรกที่เขาเป็นเด็กพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง คือส่งการบ้านตามกำหนดเวลา และรักษามาตรฐานการศึกษา ไม่ให้ตกลงไปต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด

“โรงเรียนมีช่วงเวลาบังคับทำการบ้าน ทุกคนในหอต้องเปิดประตูไว้ แล้วทำการบ้านในห้องตัวเอง เขาจะเดินเช็คตลอดครับ เพราะที่นั่นฝึกให้เด็กจัดการเวลาด้วยตัวเอง มีเวลาตื่นและเวลานอนชัดเจน มันปลูกฟังให้ทุกคนมีวินัยในตัวเอง ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นนักบอลหรือนักเรียน”

“สำหรับผม หลังจากซ้อมบอลเสร็จ ถ้าผมรู้สึกว่าเรียนหนังสือตามเพื่อนไม่ทัน ผมต้องอ่านหนังสือเพิ่มเติม อาจจะจดศัพท์ไว้ หรือเรียนพิเศษกับคอร์สที่เปิดเพิ่ม เพราะการเรียนผมจะตกไม่ได้ เขาเรียกไปคุยทันที ถ้าการเรียนเกิดหล่นขึ้นมา”

“มันไม่มีข้อยกเว้น โรงเรียนอย่างไรก็คือโรงเรียน จะเป็นนักเรียนธรรมดาหรือนักบอล คุณก็ต้องผ่านการสอบไปให้ได้”

 

เส้นแบ่งความจริงและความฝัน

หลังทำงานหนักทั้งในห้องเรียนและสนามแข่งขัน เพชรรัตน์สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนเบรนท์วูดมาได้ด้วยดี ขณะที่อนาคตบนเส้นทางลูกหนังที่ประเทศอังกฤษก็สดใส 

เพชรรัตน์ได้รับความสนใจจากสโมสรในระดับ ลีกวัน และ ลีกทู เขาสามารถเดินหน้าเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ยุโรปได้ หากใจต้องการ

แต่เพชรรัตน์ทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป เขาโบกมือลาโอกาสการเล่นฟุตบอลในลีกอาชีพของอังกฤษ และเดินทางกลับมาประเทศไทย เนื่องจากต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยชื่อดังและมีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่เขาจะทำได้ในประเทศอังกฤษ

“สิ่งสำคัญที่สุดหลังเรียนจบมัธยมคือ ผมต้องหาที่เรียนต่อให้ได้ก่อน ผมไม่ได้อยากมาเน้นฟุตบอลด้านเดียว เพราะชีวิตคนเรามันไม่นอน วันหนึ่งอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ผมต้องมีความรู้ติดตัวไว้ก่อน” เพชรรัตน์เผยเหตุผลการตัดสินใจกลับเมืองไทย

“ผมปรึกษากับครอบครัวเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัย นั่งทบทวนอนาคตของตัวเองหลังเรียนจบ ผมมองแล้วว่าคงเรียนต่อที่อังกฤษไม่ไหว มันยากและค่าใช้จ่ายสูง คิดดูแล้วเลยกลับมาเมืองไทยดีกว่า”

ไม่มีใครรับประกันอนาคตของคุณได้ เท่ากับตัวคุณเอง คำกล่าวที่ได้ยินบ่อยในโฆษณาประกันชีวิต ยังคงใช้ได้ดีในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน มนุษย์เอาความฝันไปเสี่ยงได้ แต่ไม่ใช่กับเงินในกระเป๋า

เพชรรัตน์กลับมาศึกษาต่อที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาตอบแทนโอกาสที่ได้รับจากโควตานักกีฬา ด้วยการลงเล่นให้กับทีมจามจุรี ยูไนเต็ด อันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลโปรดในวัยเด็กของเขา

“ตอนอยู่อังกฤษผมให้ความสำคัญต่อการเรียนมากกว่าการเล่นฟุตบอล แต่หลังจากกลับมาประเทศไทย ผมตั้งใจจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป”

“วันที่ได้เซ็นสัญญากับเมืองทอง ผมพอใจมาก ถึงเป็นสัญญาเยาวชน อย่างน้อย ผมได้รับโอกาสจากทีมชั้นนำในประเทศไทย หลังจากนี้มันขึ้นอยู่กับตัวเองแล้วว่า ผมจะสู้ได้มากแค่ไหน”

การแบ่งเวลาและความรับผิดชอบ คือบทเรียนสำคัญที่เพชรรัตน์ได้จากการใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษ ทุกวันนี้ เพชรรัตน์เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เขาเข้าเรียนในช่วงเช้า และออกมาซ้อมฟุตบอลในช่วงบ่าย พร้อมกับวางแผนถึงชีวิตการศึกษาปีถัดไป เพื่อจะได้จบตามกำหนดระยะเวลา 5 ปี ที่หลักสูตรกำหนดไว้

หลายคนรอบตัวเพชรรัตน์มองว่า การศึกษาในห้องเรียนฉุดรั้งอนาคตด้านฟุตบอลเอาไว้ เขาไม่มีโอกาสโฟกัสไปที่ผลงานในสนามอย่างเต็มที่ ตราบใดที่ต้องคิดเรื่องการเข้าเช็คชื่อในคาบเรียนให้ทันเวลา แต่เพชรรัตน์ไม่ได้มองว่าเรื่องเหล่านั้นคือปัญหา เพราะถึงอย่างไร ทั้งสองเส้นทางล้วนปูทางสู่การประกอบอาชีพของเขาในอนาคต

“การเล่นฟุตบอลก็คืออาชีพครับ ผมต้องหาเลี้ยงชีพได้ เลี้ยงครอบครัวได้ จากการเล่นฟุตบอล” เพชรรัตน์กล่าวถึงความหมายการเล่นฟุตบอลของตัวเอง

“วันนี้ผมโตแล้ว ต้องมองโลกตามความเป็นจริง หลายคนพูดกับผมว่า เรียนไปก็ไม่ได้ใช้ แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป สำหรับผม การศึกษาสำคัญมาก เรียนรอจบไปวันๆไม่ได้”

“ผมมีความคิดอยู่ว่า ถ้าผมประสบความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลไม่ได้ ผมอาจใช้ความรู้ที่ผมเรียนมา บวกกับทักษะภาษาอังกฤษที่มี ประกอบอาชีพเป็นครูพละที่สอนภาษาอังกฤษเด็กได้”

ฟอร์มตก? อาการบาดเจ็บ? ไม่มีใครรู้ว่าอาชีพนักฟุตบอลของเพชรรัตน์จะหยุดลงเมื่อใด การศึกษาคือเครื่องรับประกันว่าอนาคตของนักเตะวัย 21 ปีรายนี้จะปลอดภัย ท่ามกลางสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แบบทุกวันนี้

ความฝันกับความเป็นจริง จะเดินไปพร้อมกันได้อย่างไร ในโลกเสรีนิยมใหม่ที่ทุกคนต้องหาเงินมาประกันชีวิตและอนาคตของตัวเอง เพชรรัตน์คือนักเตะดาวรุ่งที่จัดการทั้งสองด้านได้อย่างลงตัว ประสบการณ์ที่เขาได้รับตลอดห้าปีในประเทศอังกฤษ มอบมุมมองชีวิตที่แตกต่างออกไป จากนักฟุตบอลรุ่นเยาว์ในไทยหลายคน

“ผมเห็นน้องๆหลายคน ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไร เพราะคิดว่าเราเป็นนักฟุตบอลแล้ว แต่ในมุมมองผม ทุกคนต้องเรียนนะ ตอนอยู่อังกฤษ ผมมองว่าการเรียนช่วยชีวิตฟุตบอลเหมือนกัน เราอยากเรียนให้ดี จะได้ซ้อมฟุตบอลอย่างเต็มที่”

“ผมไม่เคยคิดว่า จะหันมาเรียนอย่างเดียว แล้วทิ้งการเล่นฟุตบอลไป เพราะผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะเล่นฟุตบอล จนกว่าจะถึงวันที่เล่นไม่ได้ แต่เรื่องเรียนเพื่อปูทางหน้าที่การงานในอนาคต ผมมองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน”

“ถ้าเรียนจบ ผมจะทุ่มเทกับฟุตบอลเต็มที่ จนกว่ามันจะถึงจุดอิ่มตัวของเราแล้วจริงๆ เราคงเลิกเล่นบอล แล้วค่อยหางานใหม่ทำต่อไป อย่างไรผมก็อยากจะเล่นบอล จนกว่าจะไม่มีแรงวิ่ง เพราะมันคือสิ่งที่เรารักมาตั้งแต่เด็กครับ” เพชรรัตน์กล่าวทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง