mainstand

Converse

ร.ร.พรตพิทยพยัต : ทีมจอมเซอร์ไพรส์ผู้สร้างนิยาย "ยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่" ในช้าง จูเนียร์ คัพ



ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รายการ “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” หลังขับเคี่ยวหาผู้ชนะมายาวนานเกือบ 3 เดือน


 

แม้เจ้าของตำแหน่งทีมชนะเลิศจะเป็นหน้าเก่าอย่าง โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ซึ่งสามารถคว้าแชมป์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่ตลอดเส้นทางการแข่งขันที่ผ่านมา มีหลายทีมที่ทำผลงานดีเกิดคาด และเล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ จนเป็นที่จับตามองไปทั่วประเทศ

ทีม “ยักษ์ ฟิตเนส โรงเรียนพรตพิทยพยัต” คือหนึ่งในผู้สร้างความประทับใจเหล่านั้น จากทีมฟุตบอลที่รวมตัวกันได้ไม่นาน ก้าวขึ้นไปคว้าตำแหน่งแชมป์โซนภาคเหนือ

ก่อนกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อลงแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย และล้มทีมดังอย่าง อาร์มี่ ยูไนเต็ด และ สุพรรณบุรี เอฟซี จนคว้าอันดับที่ 4 ของการแข่งขันช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 ได้สำเร็จ

กว่าจะประสบความสำเร็จ จนได้รับการขนานนามเป็น “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ของรายการ เรื่องราวของทีมโรงเรียนพรตพิทยพยัตเป็นอย่างไร? ติดตามเรื่องราวของพวกเขาไปพร้อมกัน

 

จากบ้านมาสานฝัน

“สำหรับทีมรุ่นอายุ 13 ปี เราเพิ่งรวมทีมกันมาได้สามเดือน รายการแรกที่ทีมเราลงแข่งขัน คือ ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 รอบคัดเลือก โซนภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่” สมพร ปล้องไม้ หรือ โค้ชตั๊ก หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเยาวชน รุ่น U-13 โรงเรียนพรตพิทยพยัต กล่าว

“เด็กรุ่นนี้เราเปิดคัดมาจากทั่วประเทศ ได้เด็กจากจังหวัดน่านมา 9 คน ได้เด็กจากจังหวัดสกลนครอีกประมาณ 4 หรือ 5 คน เราเปิดโอกาสให้เด็กจากทั้งประเทศ มารวมตัวกันเล่นฟุตบอลที่นี่”

โรงเรียนพรตพิทยพยัต สถานศึกษาขนาดใหญ่ ในพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2492 โดย หลวงพรตพิทยพยัต และ ท่านเลี่ยม บุนนาค

ด้วยพื้นที่มหาศาล 137 ไร่ ภายใต้รั้วโรงเรียนพรตพิทยพยัต กรมสามัญศึกษาจึงยกที่ดิน จำนวน 33 ไร่ ให้กรมพลศึกษา จัดสร้างสนามกีฬาแบบมาตรฐานภายในโรงเรียนพรตพิทยพยัต และให้ชื่อว่า “ศูนย์กีฬาหลวงพรต-ท่านเลี่ยม”

จากสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โรงเรียนพรตพิทยพยัต จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางของเยาวชนจากต่างจังหวัดที่ขาดโอกาส และต้องการเข้ามาเรียนต่อในสถานศึกษาดีมีคุณภาพ ด้วยโครงการคัดตัวนักกีฬา และสานฝันสร้างอาชีพในอนาคต

“เด็กทุกคนอาศัยอยู่ใต้อัฒจรรย์ของสนามบอลโรงเรียน ผมในฐานะผู้ฝึกสอน ต้องคลุกคลีกับเด็ก พูดคุยกับเด็กได้ทุกเรื่อง อยู่กันกับเขาเหมือนพี่น้อง” โค้ชตั๊ก กล่าว 

“ผมบอกกับเด็กว่า เรามาที่นี่ เรามาเล่นบอล เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า ถ้าเราเป็นนักบอลอาชีพ พ่อแม่จะได้สบาย”

“บางทีเด็กคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ อยากกลับบ้าน เพราะเขาซ้อมไปแล้วเขาไม่ได้ลง ผมบอกพวกเขาว่า ไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างฝึกซ้อมกันได้ ตอนนี้เรามาอยู่ต่างบ้าน เพราะเรามาตามความฝัน เพื่อมาเล่นฟุตบอล เพื่อเข้าสโมสรอาชีพ เพื่อติดทีมชาติ”

ต่างคนต่างจิตใจ ต่างคนต่างที่มา เยาวชนทั้ง 21 ราย ในทีมรุ่น U-13 โรงเรียนพรตพิทยพยัต ล้วนเดินทางจากครอบครัว เพื่อต่อสู้บนเส้นทางฟุตบอลของตัวเอง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งตัวจริง เป็นเรื่องปกติของอคาเดมีฟุตบอลชื่อดังในประเทศไทย

แต่ไม่ใช่กับโรงเรียนพรตพิทยพยัต เยาวชนถูกปลูกฝังให้มีความรักและสามัคคีกัน ไม่มีการต่อว่าหากเพื่อเล่นผิดพลาด ไม่มีการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าในห้องแต่งตัว ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่ง และต่อสู้บนสนามหญ้าไปพร้อมกัน

“ตอนแรกปัญหามันมีอยู่แล้วครับ เด็กมาจากภาคอีสาน เด็กมาจากภาคเหนือ ช่วงแรกอาจจะไม่เข้ากัน แต่ผมพยายามพูดกับเขาว่า เรามาอยู่ด้วยกัน เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ไม่แยกว่าใครมาจากจังหวัดไหน ไม่ให้เป็นแบบนั้น”

“ผมบอกกับเด็กในเกมแข่งขันทุกครั้ง ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เราทำมันด้วยกัน ชนะด้วยกัน แพ้ด้วยกัน เกมไหนที่เราผิดพลาด เล่นได้ไม่ดี เรากลับเอามาแก้ไขร่วมกัน”

“มันทำให้จุดเด่นของชุด U-13 คือ ทุกคนสามัคคีกัน ก่อนลงสนาม เราอาจเป็นทีมที่ไม่มีชื่อเสียง หรือคิดว่าเราคงแพ้แน่ๆ แต่เด็กทุกคนตอบโจทย์ที่ผมบอกได้ว่า เรามาวิ่งสู้ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทีมใหญ่ขนาดไหนเราก็ต้องสู้ สุดท้ายเราถึงประสบความสำเร็จได้”

 

ยักษ์เล็กไล่ยักษ์

แม้รวมทีมได้ระยะเวลาเพียง 3 เดือน แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นบนเส้นทางลูกหนัง โรงเรียนพรตพิทยพยัต ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชน รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในนาม “ยักษ์ ฟิตเนส” ตามชื่อผู้สนับสนุนของทีม

ถึงชื่อทีมของพวกเขาจะดูประหลาด และสร้างความสนใจได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าแปลกใจมากกว่า คือเหตุใดทีมจากโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จึงส่งชื่อลงแข่งขันรายการ ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 รอบคัดเลือก โซนภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปกว่า 700 กิโลเมตร

“เหตุผลสำคัญคือ เด็กในทีมส่วนมากมาจากภาคเหนือ เวลาทีมเราไปแข่งจังหวัดเชียงใหม่ เด็กจะมีโอกาสไปหาญาติที่ภาคเหนือ” โค้ชตั๊ก เผยถึงเหตุผลการส่งทีมลงแข่งขันโซนภาคเหนือ

หลังผลจับสลากแบ่งกลุ่มรอบคัดเลือก โซนภาคเหนือ คลอดออกมา ยักษ์ ฟิตเนส ทีมโนเนมในการแข่งขันรอบดังกล่าว ต้องอยู่ร่วมกลุ่มกับ เชียงใหม่ เอฟซี อคาเดมี และ โรงเรียน อบจ.เชียงราย สองทีมฟุตบอลระดับเยาวชน ที่สร้างนักเตะให้แก่สโมสรในไทยลีกโดยเฉพาะ

โค้ชตั๊ก สมพร เปิดเผยว่า เตรียมใจมาแพ้ตั้งแต่เห็นผลการแบ่งกลุ่ม แต่ไม่สามารถบอกเด็กในทีมถึงความรู้สึกดังกล่าวได้ ไม่ว่าอย่างไรจะต้องสู้ให้เต็มที่ และทำให้นักเตะในทีมเชื่อมั่นว่า ศักยภาพของโรงเรียนพรตพิทยพยัตไม่ได้เป็นสองรองใคร

“ผมพูดกับเด็กตลอดว่า เราไม่ได้เก่งเหมือนทีมชั้นนำระดับประเทศ เราไม่เหมือนบุรีรัมย์ หรือ อัสสัมชัญ ธนบุรี แต่ถามว่าเรามีสองมือเหมือนกันไหม มีสองขาเหมือนกันไหม ถ้าเราตั้งใจฝึกซ้อม เราสู้กับเขาได้”

“ผมบอกพวกเขาว่า เรามาแข่งรายการนี้ เราไม่ได้มาเล่นสนุก เพราะคราวนี้มีพ่อแม่คอยให้กำลังใจอยู่ เราต้องทำเต็มที่มากกว่าครั้งไหนๆ”

ไม่ว่าเป็นเพราะ สปิริตระหว่างเยาวชนในทีมที่เต็มเปี่ยม การปลุกใจจากโค้ชให้นักเตะลุกขึ้นสู้ หรือเสียงเชียร์จากญาติพี่น้องที่มาให้กำลังใจล้นขอบสนาม ทีมยักษ์ ฟิตเนส ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเอาชนะ เชียงใหม่ เอฟซี อคาเดมี 3-1 และ โรงเรียน อบจ.เชียงราย 1-0 คว้าตำแหน่งแชมป์กลุ่มได้อย่างพลิกความคาดหมาย

จากผลการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มที่ไม่คาดฝัน ขุนพลจากโรงเรียนพรตพิทยพยัต สามารถทำผลงานได้น่าประทับใจต่อไป จนคว้าแชมป์ รอบคัดเลือก โซนภาคเหนือ ตีตั๋วเข้าสู่การแข่งขัน ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 รอบชิงแชมป์ประเทศไทย พร้อมกับสร้างตำนาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ในแบบฉบับ “ยักษ์ผู้ฆ่ายักษ์” ของตัวเองได้สำเร็จ

 

ครอบครัวที่สองของเด็ก

“ผมบอกเด็กว่า เรามาเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอบชิงแชมป์ประเทศไทย มีแต่ทีมเก่งๆ ทั้ง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือ เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่ผมไม่กดดันเด็ก ผมมองว่าทีมเรามาตรงนี้ เรามาไกลแล้ว” โค้ชตั๊ก เปิดเผยความรู้สึก หลังผ่านเข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศไทย

“เป็นความสำเร็จที่เกิดคาด ไม่เคยคิดว่าทีมเราจะประสบความสำเร็จขนาดนี้” 

ถึงไม่ได้คาดหวัง โรงเรียนพรตพิทยพยัต กลับทำผลงานได้เกิดคาด ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากแชมป์โซนภาคเหนือที่ทุกคนมองข้าม พวกเขารวมใจต่อสู้จนผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แม้ร่วมกลุ่มกับทีมดังอย่าง โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และ อาร์มี่ ยูไนเต็ด

ก่อนสร้างความประหลาดใจอีกครั้ง ด้วยการเอาชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี 1-0 จนก้าวมาเป็น 4 ทีมที่ดีที่สุดในรายการ และได้โอกาสลงแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ในสนามกีฬากองทัพบก อันเป็นประสบการณ์ล้ำค่าสำหรับเยาวชนโรงเรียนพรตพิทยพยัต ทีมขนาดเล็กที่ไม่เคยมีใครให้ความสนใจมาก่อน

“ผมต้องขอบคุณรายการช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 มากครับ รายการนี้เป็นรายการที่ดีมาก ได้พัฒนาเด็กในทีมให้มีความกระตือรือร้น อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อยากไปสู่ทีมชาติ รุ่นพี่ของเด็กรุ่นนี้เอง พวกเขาก็ผ่านรายการช้าง จูเนียร์ คัพ เหมือนกันครับ”

การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ที่จัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร อาจไม่มีญาติพี่น้องหรือผู้ปกครองมาให้กำลังใจ เหมือนการแข่งขันรอบคัดเลือก โซนภาคเหนือ 

แต่เสียงเชียร์ของโรงเรียนพรตพิทยพยัตไม่เคยเงียบหาย กลับกันเสียงเชียร์ยังดังไม่แพ้ทีมใดในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ จากกำลังใจของรุ่นพี่ที่มากันแน่นอัฒจรรย์วันแข่งขัน

“ทีมฟุตบอลเราปกครองกันด้วยระบบพี่ดูแลน้อง รุ่นน้องต้องให้เกียรติรุ่นพี่ เรื่องนี้คือสิ่งสำคัญมาก ตั้งแต่ทำทีมฟุตบอลมา โรงเรียนเราไม่เคยมีเหตุทะเลาะกัน ที่นี่นักเรียนเราอยู่แบบพี่น้องจริงๆ”

“โรงเรียนเราไม่แข่งขันว่าใครเก่งกว่าใคร ทุกรุ่นเป็นเหมือนกันหมด โค้ชทุกรุ่นรักเด็กเท่ากัน ไม่มีรักรุ่นนี้ ไม่ชอบรุ่นนี้ ให้ความสำคัญทุกรุ่นเท่ากันหมดครับ”

“ดังนั้น เวลาแข่งขัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทีมฟุตบอลโรงเรียนพรตพิทยพยัต เราอยู่กันเป็นครอบครัว พี่เชียร์น้อง น้องเชียร์พี่ ไปให้กำลังใจกันตลอด”

แม้สุดท้าย ทีมโรงเรียนพรตพิทยพยัต จะไม่สามารถก้าวไปได้ถึงรางวัลชนะเลิศ แต่พวกเขาสามารถจบการแข่งขัน ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 ในฐานะอันดับ 4 ของการแข่งขัน พร้อมรับเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษา 20,000 บาท จากเครื่องดื่มตราช้าง

ประสบการณ์จากการแข่งขันตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ของรายการ ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 ช่วยเติมเต็มความฝันให้แก่เยาวชนโรงเรียนพรตพิทยพยัต ในการก้าวเป็นนักฟุตบอลอาชีพของสโมสร แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ที่ทำสัญญาร่วมมือกับทางโรงเรียนอยู่ในขณะนี้

“ผมบอกให้พวกเขาดูรุ่นพี่ ที่สามารถก้าวไปเล่นให้แอร์ฟอร์ซได้ คือพวกเขาตั้งใจซ้อม มีระเบียบวินัย ไม่เกเร ผมบอกว่าที่รุ่นพี่ขึ้นไปเล่นลีกอาชีพได้ มาจากคำพูดของอาจารย์ที่คอยตักเตือนพวกเขาวันนี้” โค้ชตั๊ก กล่าวถึงความสำคัญของระบบพี่ดูแลน้องในโรงเรียน

เยาวชนชุด U-13 โรงเรียนพรตพิทยพยัต ต้องจากครอบครัวมาแสนไกล เพื่อเดินตามความฝันบนเส้นทางฟุตบอลของตัวเอง พวกเขาอาจหลงทาง หรือไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

หากไม่ได้รับการดูแลจาก เพื่อนร่วมทีม, อาจารย์ และ รุ่นพี่ ที่เปรียบดั่ง “ครอบครัว” ของเด็กเหล่านี้ ความรักและความผูกพันอันมากกว่าสายเลือด ส่งผลถึงผลงานในสนาม ตำนาน “ยักษ์ผู้ฆ่ายักษ์” ของโรงเรียนพรตพิทยพยัต จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

 

ติดตามฟุตบอลรายการ ช้าง จูเนียร์คัพ ได้ที่นี่  CHANG JUNIOR CUP 2019

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

>>ไร่ใหม่ อะคาเดมี : เมล็ดพันธุ์ลูกหนังจากจิตอาสาในชุมชนที่สอนเด็กเกือบร้อยชีวิต

>>ดูดี อคาเดมี : ศูนย์พัฒนาชีวิตเด็กน้อยในบ้านเกิดของนฤพล อารมณ์สวะ

>>3rd Battalion FC : อคาเดมีฟุตบอลของ “ชาวกานา” ที่ไม่คิดค่าสอนเด็กไทยผู้ไร้โอกาส

>>คัมภีร์วิทยา : ร.ร. สอนศาสนาอิสลามที่ใช้ “ฟุตบอล” ขัดเกลาเยาวชนในชายแดนใต้

>>“ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์” ทีมฟุตบอลที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนเขตจตุจักร

>>คลองโคน อคาเดมี : ศูนย์ฝึกฟุตบอลที่เสียเงินครึ่งล้านต่อเดือนเพื่อเด็กๆ 92 ชีวิต

>>กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กับปรัชญาฟุตบอลที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป

>>พิชญบัณฑิต : จากทีมโรงเรียนในหนองบัวลำภูสู่อคาเดมีเบอร์ 1 ภาคอีสาน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง