mainstand

Voice of People

วิเคราะห์ธุรกิจฟุตบอลยุคปัจจุบันกับ ลงทุนแมน "บุรีรัมย์จะเป็น Benchmark บอลไทย"




หากพูดถึงสื่อใหม่ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ได้อย่างสนุก เข้าใจง่าย และมีผู้ติดตามมากสุด แน่นอนต้องนึกถึง “ลงทุนแมน”

ลงทุนแมน ก่อตั้งมาได้แค่ 2 ปี เท่านั้น แต่มียอดผู้ติดตาม เฉพาะแค่ในแฟนเพจ มากกว่า 920,000 ผู้ใช้งาน ยอดกดไลค์เพจเกือบ 900,000 ผู้ใช้งาน จนขยายอาณาจักรแหล่งเรียนรู้ ไปสู่การเปิดตัวแอพลิเคชั่นสำหรับนักอ่าน และนักเขียนอย่าง “Blockdit” รวมถึงการทำหนังสือลงทุนแมน ออกมาหลายเล่ม

ไม่มากก็น้อยเราเชื่อว่า ผู้อ่านของ Main Stand ย่อมต้องเคยผ่านตากับ คอนเทนต์ที่ถูกผลิตโดย ลงทุนแมน นักเขียนลึกลับที่อยู่ภายใต้หมวกกันน็อกสีฟ้า ผู้ไม่เคยเปิดเผยว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ทำงานอะไร เพศสภาพแบบไหน ?

แต่กลับเต็มไปด้วยความน่าสนใจ และเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ เราติดตามงานเขียนของเขา ที่มักหยิบยกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัว นำมาขีดเขียน และอธิบาย ด้วยภาษา วิธีการเรียบเรียง ที่เข้าใจง่าย จนผู้อ่านเห็นภาพว่า “การลงทุนเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์กับทุกอย่างบนโลก”

แม้แต่อุตสาหกรรมกีฬา ที่หลายๆครั้ง ลงทุนแมน ก็ไม่พลาดที่จะนำข้อมูล การลงทุนในธุรกิจกีฬา มานำเสนอแก่ผู้อ่าน เพื่อให้เห็นอีกมิติของโลกกีฬา ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว

นี่คือการโคจรมาพบกันครั้งแรกของ Main Stand กับ ลงทุนแมน ที่เราจะเป็นผู้ตั้งคำถามให้ ลงทุนแมน ตอบและวิเคราะห์ “ธุรกิจฟุตบอลในยุคปัจจุบัน” ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ช่วงเวลา 90 นาทีในสนาม


ปกติลงทุนแมนติดตามกีฬาหรือเปล่า ?

ติดตามนะ เพราะกีฬาเป็นเรื่องของทุกคน อย่างคนไทย คงหนีไม่พ้น ฟุตบอล โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ได้รับความนิยมมากสุด ฤดูกาลนี้มีถึง 4 ทีม ลิเวอร์พูล, สเปอร์ส, เชลซี, อาร์เซนอล ผ่านเข้าสู่รอบชิงถ้วย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, ยูโรป้า ลีก

แต่เวลาติดตามเราไม่ได้มอง แค่เรื่องผลการแข่งขันนะ แต่เรามองแง่มุมธุรกิจด้วย ทำไมทีมจากอังกฤษ ถึงได้เข้าชิงถ้วยใหญ่ ถ้วยเล็กของยุโรปหมดเลย “พรีเมียร์ลีก” มีอะไรดี ?  

อ๋อ ลีกเขามีนักธุรกิจไปลงทุนทำทีมกันเยอะ ขายลิขสิทธิ์ไปได้ทั่วโลก แต่ละทีมมีกำลังเงินใช้จ่าย ซื้อนักฟุตบอลดีๆเข้ามาสู่ทีม ส่งผลให้ พรีเมียร์ลีก มีการแข่งขันที่สูงมาก เหมือนเด็กนักเรียนห้องคิง แข่งกันเรียน

ดังนั้นความสำเร็จของ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้เกิดเพราะว่า อังกฤษมีคนเล่นฟุตบอลเก่งเยอะ แต่เขาสร้างระบบเศรษฐกิจที่ดี นักเตะเก่งๆจากทั่วโลก ก็อยากมาค้าแข้งที่นี่ จนเกิดการท่องเที่ยว คนที่ชอบฟุตบอล ก็อยากเดินทางไปดูเกมที่อังกฤษ

อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราสังเกต ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องกีฬาอย่างเดียว รวมถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว สินค้าทุกชิ้น มีเบื้องหลังหมด ก็สนุกดีครับ


ตอนตัดสินใจมาทำเพจ “ลงทุนแมน” กีฬาเป็นหัวข้อหนึ่งระบุเลยไหมว่าต้องเขียน

เราไม่เคยจำกัดว่าต้องเขียนถึงกีฬา แต่พอเราเริ่มทำคอนเทนต์ ก็จะมีเรื่องกีฬา อยู่ในนั้นด้วยตลอด อย่างตอนที่เปิดเพจใหม่ๆ เราเขียนเรื่อง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บริษัทแสนล้าน” ผ่านมาถึงปีนี้ เรากลับมาต้องเขียนใหม่ ในเรื่อง “แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดทุนพันล้าน” ก็สนุกดี ที่เราได้เห็นสองเรื่องนี้ อยู่ในช่วงชีวิตของเรา

เราว่าการทำทีมฟุตบอลเหมือนกับทำธุรกิจ มีขึ้น มีลง แต่เราคงไม่รู้ลึก ถึงขนาดไปคาดเดาผลการแข่งขันได้ เรารู้ตามข้อเท็จจริงของทีมนั้นๆว่า เขาได้มากี่แชมป์แล้ว รายได้สโมสรเป็นอย่างไร ลงทุนซื้อนักฟุตบอลไปด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ จะเขียนในมุมนี้มากกว่า  

คงไปเขียนในมุมผลการแข่งขัน สู้คนที่เขารู้เยอะกว่าไม่ได้ แต่เราก็ติดตามผลการแข่งขันนะ

เป็นแฟนบอลทีมอะไรครับ

ลิเวอร์พูล ครับ (ยิ้ม) เราเคยเปลี่ยนโปรไฟล์ใส่เสื้อลิเวอร์พูลด้วย  ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลที่แล้ว แต่แพ้ เรอัล มาดริด เลยเปลี่ยนหมวกกันน็อกลงทุนแมน เป็นปี๊ป พอฤดูกาลนี้เข้าชิง เลยไม่เปลี่ยนโปรไฟล์ละ (หัวเราะ)

มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างในธุรกิจฟุตบอล จากอดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการลงทุน ที่ ลงทุนแมน สังเกตเห็น

ยุคก่อนไม่ค่อยมีนักลงทุนสายธุรกิจโดยตรง เข้ามาในธุรกิจฟุตบอลเท่าไหร่ ยกเว้นว่า ต้องใจรักจริงๆ หรือมีความผูกพันกับสโมสรในท้องถิ่นนั้น แต่ยุคปัจจุบัน นักธุรกิจหรือเศรษฐี ที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลเริ่มเข้ามาลงทุนในธุรกิจฟุตบอลมากขึ้น เช่น จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลเลย แต่ก็เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล

แม้ว่าเงินจะไม่สามารถซื้อได้ทุกอย่าง แต่เงินก็ซื้อได้หลายอย่าง ฉะนั้นภาพรวมของวงการฟุตบอลเปลี่ยนไปแน่นอน เมื่อมีการลงทุนในฟุตบอลมากขึ้น จากแต่ก่อนเคยให้เวลากับ การปั้นเด็กขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ เยอะๆ ตอนนี้อาจรอไม่ได้แล้ว ต้องทุ่มเงินซื้อนักฟุตบอลดีๆเข้ามา

ขณะเดียวกัน มูลค่าที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยเม็ดเงินในธุรกิจฟุตบอล ก็มีเยอะอยู่พอสมควร นักธุรกิจบางคนที่เป็นเจ้าของทีม อาจไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยกตัวอย่าง ครอบครัวศรีวัฒนประภา เจ้าของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ เขาไม่ได้ใช้เงินมากเท่าไหร่ในการลงทุนกับสโมสร แต่ก็ได้รับชื่อเสียงกลับคืนมามากพอสมควร จากการช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ ส่งผลดีต่อแบรนด์ธุรกิจของครอบครัวอย่าง คิง เพาเวอร์

สังเกตเห็นไหมว่า ที่ผ่านมามีนักธุรกิจไทย ออกไปลงทุนในฟุตบอลต่างประเทศเยอะมาก ตั้งแต่สมัยคุณทักษิณ (ชินวัตร) เข้ามาเทคโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนขายไป, ช้าง ที่เป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอก เอฟเวอร์ตัน หลายปี หรืออย่างเครื่องดื่มคาราบาว ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลัก ฟุตบอลถ้วยเล็กอังกฤษ และเปลี่ยนชื่อถ้วยนี้เป็น คาราบาว คัพ

เหตุผลมาจาก คาราบาว ต้องการบุกตลาดอังกฤษ รวมถึงทั่วโลก หลังจากทำสำเร็จมาแล้วในเมืองไทย แต่การที่เขาจะไปสู่ระดับโลก เขาก็ต้องมองหาสื่อที่เป็นสากล ดังนั้น คาราบาว คงวิเคราะห์ว่า คาราบาว คัพ จะช่วยสนับสนุนให้แบรนด์ของเขา กระจายไปได้ทั่วโลก  แม้จะต้องแลกกับตัวเลขกำไรที่ลดลงเยอะ จนผู้ถือหุ้นบางคน สงสัยว่าเงินที่เสียไปกับฟุตบอลอังกฤษ จะคุ้มค่าไหม? ต้องติดตามกันต่อไป

ส่วนกีฬาอื่น ลีกอื่นๆ อาจไม่เห็นภาพชัดเท่า ฟุตบอลอังกฤษ ที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด อย่างพรีเมียร์ลีก ต่อให้เป็นทีมขนาดกลาง คนไทยก็ยังตามดู จนมีข่าวว่า มีคนไทยสนใจไปซื้อ คริสตัล พาเลซ แม้แต่สินค้าบริการต่างๆ อย่าง สิงห์, 3K แบตเตอรี่ ยังไปซื้อโฆษณาป้ายแบนเนอร์ข้างสนามฟุตบอลที่อังกฤษ เพื่อให้คนไทยที่ชมถ่ายทอดสดมองเห็น


ทำไมแบรนด์ไทยต้องไปซื้อป้ายแบนเนอร์ข้างสนามฟุตบอลอังกฤษ เพื่อให้คนไทยเห็น ?

เริ่มจากการโฆษณาในประเทศมันถูกลิมิต และจำกัดไม่ให้ลง แล้วแบรนด์ที่อยากลงโฆษณา เขาจะหาทางออกอย่างไร ก็ต้องไปลงโฆษณาในสื่อต่างประเทศ แรกเริ่มมาจากแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ตอนนี้ก็มี สินค้าอื่นๆ ตามมาทำบ้าง เพราะลงทุนแล้ว คนไทยเห็น คนทั่วโลกรับรู้

การมีนักธุรกิจเข้ามาลงทุนในฟุตบอลมากขึ้น ช่วยทำให้วงการฟุตบอลแข็งแกร่งขึ้นตามงบการลงทุนไหม ?

นักธุรกิจมีหลายรูปแบบนะ บางรายเข้ามาทำให้สโมสรเจ๊งก็มี บางรายเข้าไปทำทีมแล้วแฟนบอลรัก แต่เจ้าของบางคนแฟนบอลก็เกลียดมาก คงต้องดูเป็นทีมๆไป เหมารวมไม่ได้ ยกตัวอย่าง เฟนเวย์ (กลุ่มบริหารสโมสรลิเวอร์พูล) เขาเข้ามาจัดการสโมสร และบริหารให้เป็นระบบขึ้น

มันเป็นวงจร ถ้าเข้ามาถูกทาง จะเป็นการช่วยหารายได้เข้าสโมสร ทีมก็มีกำลังเงินไปซื้อนักฟุตบอล พัฒนาทีม จนทีมผลงานดีขึ้น หมุนเป็นวงจรแห่งความรุ่งเรือง แต่ถ้าได้เจ้าของทีมที่บริหารไม่เป็น ต่อให้มีเงินเยอะ ก็อาจล้มเหลวได้ หมุนเป็นวงจรที่แย่ลง ถ้าเจ้าของไม่รู้เรื่องธุรกิจฟุตบอลจริง ควรต้องปล่อยมือ หรือจ้างมืออาชีพมาบริหาร

เพราะฟุตบอลไม่ใช่ธุรกิจที่จะทำกำไรได้อย่างเดียว แต่มันสามารถขาดทุนได้เช่นกัน ถ้าในสนาม มันแปรผันไปตามสภาพผู้เล่น ผู้จัดการทีม แม้แต่ดวง ส่วนนอกสนาม อาจแปรผันตามการบริหารธุรกิจ ยกตัวอย่าง อาร์เซนอล อาจห่างจากความสำเร็จมานาน แต่ก็ทำกำไรอยูตลอด เพราะเขาเน้นแบบนี้

ไม่มีทีมไหนถูก ไม่มีทีมไหนผิด ก็สนุกดีเวลาเอามาเปรียบเทียบกัน

แสดงว่า การลงทุนในธุรกิจกีฬายากกว่าลงทุนในธุรกิจทั่วๆไป

ใช่ ยากกว่า มีความเสถียรน้อยกว่า เพราะธุรกิจกีฬา มีความผันผวนมาก ต้องลุ้นตลอด คล้ายๆกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างตึกใหม่ ขายเสร็จ ก็ต้องไปลุ้นในโปรเจกต์ต่อไป ถ้าอยู่ในตลาดทรัพย์ สโมสรกีฬา จะมีประเมินค่า P/E  (ราคาปิดเทียบกำไรสุทธิ) ไม่มากเท่าไหร่

ยกเว้นบางสโมสรที่มีแบรนด์แข็งแรง เช่น เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล จะมีมูลค่าของแบรนด์อยู่ ยังไงก็ขายเสื้อได้ มียอดผู้ชมแน่นอน ส่วนสโมสรกลางๆ จะมีความผันผวนมากกว่า อย่าง อาแจ๊กซ์ ฯ ตอนที่ชนะ ยูเวนตุส เข้ารอบมาได้ หุ้นสโมสรดีดตัวขึ้นมาสูงมาก

แต่ภายในเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ หลังแพ้ สเปอร์ส ตกรอบยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หุ้นก็ตกลงลงฮวบ จนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฟุตบอลจึงมีเสน่ห์ตรงที่มันขึ้นๆลงๆ อยู่ตลอด และมีตัวแปรเยอะ ใครจะไปคิดว่าแค่เรื่องนักฟุตบอลได้ค่าเหนื่อยแพง จะสร้างปัญหาให้ทีมได้ เพราะคนที่ได้ค่าเหนื่อยน้อยกว่า ถ้าเขาลงสนามเยอะกว่า มีผลงานมากกว่า ก็ย่อมอยากเรียกค่าเหนื่อยให้มากตาม สโมสรต้องจ่ายเพิ่มกว่าที่ตกลงตอนแรก

ลงทุนแมน พูดถึงเรื่องแบรนด์ของทีมฟุตบอล เหตุใดหลายๆสโมสร ยุคนี้ต้องหันมารีแบรนดิ้ง

เป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ ที่ต้องมีการรีแบรนด์ เพื่อปรับตัวให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นแบรนด์ธุรกิจสินค้า การรีแบรนด์ทำได้ง่าย ส่วนฟุตบอลต้องระมัดระวังมากพอสมควร การที่สโมสรจะไปเปลี่ยนชื่อสนาม โลโก เสื้อแข่ง อาจส่งผลต่อความรู้สึกของแฟนบอล และมีโอกาสถูกต่อต้านได้

โดยเฉพาะทีมที่มีแฟนบอลค่อนข้างเป็นพวกอนุรักษ์นิยม เขาก็ไม่ค่อยอยากให้เปลี่ยนแปลงความเป็นตำนานของทีมสักเท่าไหร่ ยกเว้น บางทีมที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่ยาก เพราะมีอะไรใหม่ๆมาตลอด แฟนบอลก็จะชิน แต่ถ้าวกกลับมาที่บ้านเรา หากพูดถึงแบรนด์ มันก็จะสัมพันธ์กับตัวเจ้าของทีม

เพราะคนที่เป็นเจ้าของทีมบอลไทย ส่วนมากจะเป็นผู้มีอิทธิพล ผู้นำท้องถิ่นนั้นๆ เวลามาทำทีมฟุตบอล ก็จะถูกจับตามองจากคนในพื้นที่ ต่างจากเมืองนอก ที่เขาสนใจผู้จัดการทีมมากกว่าประธานสโมสร นี่คือมิติที่แตกต่าง


photo :
UnderConsideration

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าในยุคหนึ่ง นักการเมือง จึงเข้ามาเป็น เจ้าของทีมฟุตบอลไทย เพราะมีผลต่อการรับรู้ของคนในพื้นที่?

ถูกต้อง ผมจำได้ว่าสมัยก่อน เวลาดูไทยลีก ทีมส่วนมากจะเป็นทีมองค์กร ธนาคารต่างๆ หน่วยงานรัฐ แต่ยุคนี้ เต็มไปด้วยทีมจังหวัด เหลือทีมองค์กรแค่ไม่กี่แห่ง อย่างในลีกสูงสุดมีแค่ การท่าเรือ เอฟซี

นอกนั้นเป็นทีมจังหวัด ทีมองค์กรแทบไม่เหลือแล้ว ตกลงไปลีกล่าง ไทยลีก 2-3-4 เปลี่ยนไปตามเทรนด์บอลไทย ที่มีความเป็นทีมท้องถิ่นมากขึ้น เพราะฟุตบอลอาชีพจำเป็นต้องมีคนดู ถ้าไม่มีคนดูจะทำฟุตบอลไปทำไม

องค์กรทั้งหลาย จึงต้องปรับตัวไปพึ่งกับจังหวัดต่างๆ มากขึ้น นั่นเป็นโอกาสที่เจ้าของทีม จะได้ต่อยอดกับท้องถิ่นนั้นๆ ผมไม่ได้หมายความถึงด้านการเมืองอย่างเดียว  อาจหมายถึงการต่อยอดทางธุรกิจ แต่อย่างน้อยการทำให้คนในพื้นที่ๆนั้นมีฟุตบอลดู มีทีมให้เขาเชียร์ ก็ส่งผลให้แฟนบอลเกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งกับคนทำทีม

เจ้าของทีมบอลไทยหลายคน มักพูดว่า ทำสโมสรฟุตบอล มีแต่ขาดทุน ไม่ได้กำไร แต่ที่ยังทำอยู่เพราะใจรัก ทำไมการบริหารสโมสรในไทยถึงทำกำไรได้ยาก

ตอบยาก ต้องดูเป็นกรณีไป ผมไม่แน่ใจว่า บางทีเขายอมขาดทุนในตอนแรกหรือเปล่า เพื่อหวังผลกำไรในระยะยาว ไม่อย่างนั้นสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คงไม่ดำเนินการเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หรอก เพราะถ้าไม่มีผลกำไรต่อเนื่อง ก็เข้าตลาดหุ้นไม่ได้

แต่อาจเป็นเพราะเจ้าของทีมบอลไทย ส่วนมากทำด้วยใจรัก ก่อนคิดถึงเรื่องธุรกิจ ผมคิดว่า ถ้าสโมสรมีสปอนเซอร์ที่พร้อมจ่าย มียอดคนดูที่แน่นอน ไหนจะค่าลิขสิทธิ์ เงินสนับสนุนต่างๆ ผมว่าบริหารดีๆ ใช้จ่ายไม่เกินตัว ก็อาจทำกำไรได้ ไม่ถึงขั้นขาดทุน ขึ้นอยู่ที่การบริหาร

สำคัญไหมที่ สโมสรกีฬาต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้น

ไม่สำคัญทั้งหมด เพราะบางสโมสรสามารถอยู่ได้ โดยไม่ต้องเข้าตลาดหุ้น โอเค ข้อดีของการนำสโมสรเข้าตลาดหุ้น คือ การเปิดโอกาสให้บุคคลอื่น เข้ามาร่วมเป็น ผู้ถือหุ้น รวมถึงเรื่องความโปร่งใส เพราะสโมสรต้องทำรายงานทุกไตรมาส ต่างจากบริษัทธรรมดาที่ไม่ต้องทำรายงานแบบนี้

นอกจากนี้ สโมสรที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังจะได้ทราบว่าสโมสรมีมูลค่าเท่าไหร โดยมีตัวชี้วัด Benchmark (เกณฑ์มาตรฐาน) ที่แน่นอน ง่ายต่อการขอกู้เงินจากธนาคาร ในกรณีที่ต้องกู้ยืม แถมยังเสียดอกเบี้ยน้อยกว่าทั่วไป ข้อดีอีกอย่างคือ สโมสร สามารถระดมทุน งบประมาณทำทีม ได้เยอะขึ้น

แต่ข้อเสียของการนำเอาสโมสรเข้าตลาดหุ้นก็มีนะ ผู้บริหารทีมจะได้รับแรงกดดันเยอะมาก จนทำให้บางครั้ง ต้องตัดสินเพื่อหวังผลระยะสั้น มากกว่าระยะยาว เช่น การลงทุนในระบบอคาเดมี ที่ต้องวากรากฐานและใช้เวลา ผู้ถือหุ้นอาจเข้ามากดดันผู้บริหารให้เน้นความสำเร็จระยะสั้น เรื่องการเป็นแชมป์ การซื้อผู้เล่น มากกว่าใส่ใจระบบเยาวชน ที่อาจยังไม่ต้องเน้นตอนนี้  

คนยิ่งเยอะ เรื่องก็ยิ่งเยอะตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ที่ผู้บริหารสโมสร จะสื่อสารกับผู้ถือหุ้นอย่างไร และทำให้เขาเข้าใจในแนวทางที่สโมสรต้องการเดิน

ลงทุนแมน คิดอย่างไรที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะเป็นมาตรฐานใหม่ และเป็น Benchmark ที่ทำให้ผู้คนเห็นว่า สโมสรฟุตบอลไทย ก็สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้นะ เคสแบบนี้เป็นไปได้ ถ้าบริหารให้เป็น

เพราะโดยส่วนตัว เราชอบมองหากรณีศึกษาใหม่ๆ เพราะเราเชื่อว่าทุกๆวันมีเรื่องใหม่ๆเกิดขึ้นรอบตัวเราตลอดเวลา อย่างเช่น อาฟเตอร์ ยู ใครจะไปคิดว่าธุรกิจน้ำแข็งใส 20 กว่าสาขา จะทำให้บริษัทมีมูลค่า 8,000 ล้านบาท, เถ้าแก่น้อยขายสาหร่าย มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท เคสของบุรีรัมย์ จึงเป็นอะไรที่น่าติดตามมากเช่นกัน

มีกรณีศึกษาอะไรจากธุรกิจกีฬาต่างประเทศ ที่น่ามาปรับใช้กับ สโมสรฟุตบอลในไทย บ้างไหม

คนเราเวลาลงมือทำอะไร มักพยายามหาสูตรสำเร็จ แต่ความเป็นจริง มันไม่มีหรอกสูตรสำเร็จ ต้องดูเป็นกรณีกันไป เพราะผมเชื่อว่า การบริหารสโมสรการท่าเรือ กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ต้องหาสูตรที่แตกต่างกัน อย่าไปคิดถึงสูตรสำเร็จ เราแค่อินกับมัน ปรับตัวตามสถานการณ์ หาวิธีลดต้นทุน และสร้างรายได้พอ

สิ่งสำคัญ คึอ ผู้บริหารต้องรู้จักตัวเองก่อน รู้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร ด้วยเหตุผลใด ขนาด บิ๊กซี กับ เทสโก โลกัส ธุรกิจแบบเดียวกัน วิธีการบริหารยังไม่เหมือนกันเลย

แฟนบอลจังหวัดนี้ อาจต้องการแบบหนึ่ง แต่อีกจังหวัด อาจต้องการอีกแบบ ต้องดูเป็นกรณีไป รวมถึงผู้บริหารต้องทำการบ้าน ตั้งใจทำมันจริงๆ อย่างมีหลักการ แต่อย่าไปเชื่อเรื่องสูตรสำเร็จ


แล้วสูตรการเขียนคอนเทนต์กีฬา และเรื่องธุรกิจให้สนุก ในแบบของลงทุนแมนคืออะไร ?

เราเขียนในสิ่งที่เราชอบ และติดตามจริง อารมณ์เหมือนเราแชร์กับเพื่อนว่า วันนี้มีเหตุการณ์อะไรบ้าง ? มีเรื่องไหนที่เราอยากเล่าให้เพื่อนรู้

เรานำเสนออย่างจริงใจ ประเด็นไหนเรารู้ เราอยากทำ เราจะเขียนให้อ่าน คนอ่านเขาจะสนุก  ถ้าเรื่องไหนเราไม่รู้ เราจะไม่ฝืน

ทุกเรื่องที่เราเขียน เราใช้คำง่ายๆ เราไม่ได้ประดิษฐ์คำ เพราะเราพยายามใกล้ชิดกับคนอ่าน เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อน ไม่อย่างนั้นการเล่าจะไม่สนุก



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง