mainstand

Inspiration

สุขพร วงศ์เชียงคำ : นักเตะที่ตัวเล็กกว่าชนาธิปผู้แบกความหวังของฟุตบอลลาว



“ฟุตบอลไม่ใช่สิ่งสวยงามเสมอไป บางครั้งมันทำร้ายผม มันทำให้ผมโดนคนดูถูกมากมาย ไม่ได้การยอมรับจากคนรอบข้าง จากทั้ง โค้ช และ เพื่อนร่วมทีม”


 

สุขพร วงศ์เชียงคำ หรือที่รู้จักกันในนาม “เมสซี่ลาว” ชื่อของเขาถูกพูดถึงบ่อยครั้งในวงการฟุตบอลไทย ในบทบาท แข้งตัวรุกจากชาติเพื่อนบ้าน ผู้พิสูจน์ตัวเองบนแผ่นดินไทยนานหลายปี

ไม่เพียงแค่นั้น ชื่อเสียงของเขายังดังไกลกลับไปถึงบ้านเกิด สุขพร คือ นักฟุตบอลหมายเลขหนึ่งของทีมชาติลาว เขาคือความหวังของแฟนบอลทั่วประเทศ ทุกครั้งที่เขาลงสนาม แฟนบอลเพื่อนร่วมชาติ ล้วนคาดหวังให้สุขพรยิงประตูชัยแก่ทีม

แต่ใครจะรู้ว่า กว่าที่ สุขพร วงศ์เชียงคำ จะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เขาต้องต่อสู้กับสิ่งใดบ้าง นักเตะพรสวรรค์ที่สูงไม่ถึง 160 เซนติเมตร ต้องเจอคำเหยียดหยามจากคนรอบข้างมาแล้วนับไม่ถ้วน

เบื้องหลังชีวิตที่งดงามของนักฟุตบอลชาวลาวรายนี้ มีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง? เขาฝ่าฝันผ่านอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไร? แล้วบทเรียนใดที่เขาได้รับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา? ติดตามชีวิตของ สุขพร วงศ์เชียงคำ ได้ที่นี่

 

ต่อสู้กับคำดูถูก

สุขพรเริ่มต้นเล่นเส้นทางฟุตบอลในประเทศไทย ด้วยวัย 13 ปี เมื่อเขาได้รับโอกาสลงแข่งขันรายการชัยพงษ์คัพ ที่จังหวัดพิจิตร ในฐานะตัวแทนทีมชาติลาว ที่ถูกเชิญมาเป็นทีมตัวประกอบของทัวร์นาเมนต์

“ทุกคนเห็นทีมเราเป็นไม้ประดับ นักเตะญี่ปุ่น นักเตะเกาหลี ได้นอนโรงแรม แต่ทีมชาติลาวต้องไปนอนวัด” สุขอาภรเล่าถึงประสบการณ์ฟุตบอลครั้งแรกในประเทศไทย

“นัดแรกผมเจอกับเจ้าภาพ ทีมจังหวัดพิจิตร เขาคิดว่าคงชนะแน่ สุดท้ายทีมลาวผ่านเข้ารอบได้ รอบ 8 ทีม เจอกับโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา รุ่นนั้นมีทั้ง สารัช อยู่เย็น และ อาทิตย์ ดาวสว่าง แต่พวกเราชนะพวกเขาเข้ารอบไปอีก”

“รอบรองชนะเลิศ เจอกับทีมนครสวรรค์ ทีมลาวก็ผ่านไปได้ รอบชิงชนะเลิศ ผมเจอกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน สุดท้ายพวกเราชนะคว้าแชมป์ และ ผมได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ”

หลังสัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลในประเทศไทย สุขพร ตั้งความฝันเป็นนักบอลอาชีพนับแต่นั้น แต่เส้นทางลูกหนังของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องเจอกับคำดูถูกมากมาย เนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกายของตัวเอง

“ตอนเด็กผมไม่คิดหรอกว่าจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพราะว่าสภาพร่างกายของผมมันตัวเล็กเกินไป ผมสูงแค่ 156 เซนติเมตร ชนาธิป (สรงกระสินธ์) ยังสูงกว่าผมอีก”

“หลังจากจบมัธยม โค้ชทุกคนที่เคยสอนเข้ามาบอกว่า เรียนจบแล้ว เอ็งเลิกเล่นบอลเลยนะ เพราะว่า ต่อให้ตอนเด็กเอ็งจะเก่งแค่ไหน แต่นักฟุตบอลอาชีพ ร่างกายเขาไม่เป็นแบบนี้”

“ผมนั่งร้องไห้เลย ถามตัวเองว่ามันจริงอย่างที่เขาพูดไหม ผมนอนร้องไห้ทั้งวัน เพราะผมยังคิดถึงมันเสมอ ความฝันตั้งแต่เด็กคือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ผมคิดไปต่างๆนานา บางครั้งผมโทษครอบครัวว่าทำไมให้ร่างกายมาแบบนี้”

“แต่ด้วยความที่ผมเป็นคริสเตียน ผมเชื่อว่าพระเจ้าช่วยผมได้ พระเจ้าสอนผมว่า ผมสู้กับทุกสิ่งได้ ผมไม่ต้องกลัวอะไร ผมใช้ตรงนั้นเป็นจุดยืนในชีวิต ใครจะว่าอะไรผมไม่สน ผมตัดสินใจเดินออกจากตรงนั้นโดยไม่บอกใคร”

ด้วยความเชื่อมั่นต่อพระผู้เป็นเจ้า หลังเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ทีมชาติลาวชุดยู 21 ที่ประเทศบรูไนฯ ในขณะที่บรรดาเพื่อนร่วมทีมทุกคน แยกย้ายกลับภูมิลำเนา ประเทศลาว

สุขพร ในวัย 20 ปี กลับไม่ทำเช่นนั้น เขาเลือกที่จะตีตั๋วขึ้นเครื่องบินเพียงคนเดียว มายังประเทศไทย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนต่อเที่ยวบินตรงไปยังจังหวัดกระบี่ เพื่อเดินทางมาเซ็นสัญญากับ สโมสรกระบี่ เอฟซี และเริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลอาชีพบนแผ่นดินไทย แม้ไม่รู้ว่า มีสิ่งใดรอเขาอยู่เบื้องหน้า

 

ผจญภัยไปกับลูกฟุตบอล

“วันแรกที่ถึงจังหวัดกระบี่ ทั้งแฟนคลับ ทั้งผู้บริหารสโมสรมารับผมหมด ผมใส่เสื้อทีมชาติลาวไป ตอนแรกเขาเห็นยังไม่แน่ใจว่าใช่ไหม เพราะเขาคิดว่านักบอลฝีมือดีจากลาว ไม่น่าตัวเล็กขนาดนี้” สุขพรย้อนถึงวันแรกในอาชีพฟุตบอลต่างแดน

“ผมมีเวลาปรับตัวกับทีมเวลาสามวัน ผมร่วมซ้อมกับทีมวันพฤหัสบดี แล้ววันอาทิตย์มีเตะทันที เกมแรกผมไม่รู้ว่าผมจะได้เล่นไหม เรื่องเอกสารยังไม่พร้อม ผมเองก็ซ้อมไปเรื่อยๆ ผมไม่รู้เลยว่าจะมีชื่อในเกมนั้นไหม”

“บังเอิญพอดี คนที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน ข้อเท้าพลิกก่อนแข่ง โค้ชก็มาบอกว่าเตรียมตัวนะ ถ้าเอกสารทันให้ลงเล่นเลย แล้วต้องเจอกับ บางกอก เอฟซี ที่ตอนนั้นถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในลีก แต่ผมไม่รู้หรอว่าพวกเขาคือใคร รู้แค่ว่าต้องลงเล่นกับทีมนี้ เย็นวันนี้แล้ว”

แม้จะได้ลงสนามแบบโชคช่วย แต่สุขพรสามารถตอบแทนโอกาสนั้นได้อย่างคุ้มค่า เขาช่วยให้กระบี่ เอฟซี เอาชนะผู้มาเยือนจากเมืองหลวง ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันศึกยามาฮ่า ลีกวัน ฤดูกาล 2012 นัดเปิดสนาม

สองประตูในเกมดังกล่าว เปลี่ยนให้เขากลายเป็นฮีโร่คนใหม่ของชาวกระบี่ในทันที

“ตื่นเช้ามา ทุกสื่อประโคมข่าวผม มีคนโทรมาสัมภาษณ์ มีคนชวนไปกินข้าวมากมาย จากวันแรกที่ไป ผู้คนมองผมแตกต่างจากเดิมเลย”

สุขพรลงเล่นช่วยทีมกระบี่ เอฟซี ถึง 2 ปี เขาได้รับความไว้วางใจมากจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีม ตลอดช่วงเวลาอันน่าจดจำในแดนใต้ สุขพรได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในประเทศไทย การเดินทางครั้งใหม่จึงเริ่มต้นอีกครั้ง

“ผมสวมปลอกแขนที่กระบี่แล้วนะ แต่ผมต้องการออกไปท่องโลก ไปดูว่าฟุตบอลที่จังหวัดอื่นมันเป็นอย่างไร อยากรู้ว่าผมจะเก่งแค่ที่นี่ไหม ผมเลยตัดสินใจย้ายไปเล่นให้พิษณุโลก”

ปี 2014 สุขพรตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ทีมพิษณุโลก เอฟซี แต่ด้วยปัญหาด้านการเงินของสโมสร สุขพรต้องหาทีมใหม่อีกครั้งในช่วงกลางฤดูกาล ก่อนเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของทีมสระบุรี เอฟซี และได้โอกาสเรียนรู้วิชาจาก ธชตวัน ศรีปาน ตำนานนักเตะทีมชาติไทย ซึ่งคุมทีมขุนศึกสระบุรี ในขณะนั้น

“ผมได้รับข้อเสนอจาก บีบีซียู และ นครราชสีมา เอฟซี แต่สุดท้ายผมเลือกมาสระบุรี เพราะผมคิดว่า ถ้าอยากเรียนรู้การเป็น สุดยอดกองกลาง ผมต้องเรียนรู้มันจากพี่แบน (ธชตวัน)”

เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ สระบุรี เอฟซี จนพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นสู่ศึกไทยลีก สุขพรได้รับข้อเสนอให้ไปทดสอบฝีเท้าที่ประเทศญี่ปุ่น แม้เสี่ยงอันตราย แต่เขาเลือกทำในสิ่งที่จิตใจต้องการ สุขพรทิ้งโอกาสลงเล่นลีสูงสุดของประเทศไทย เพื่อเผชิญหน้าการผจญภัยครั้งใหม่ในแดนปลาดิบ

“หลังจบฤดูกาล 2014 มีเอเยนต์ติดต่อมา ต้องการพาผมไปเล่นที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นผมยังเหลือสัญญากับสระบุรีอยู่ ผมขอยกเลิกสัญญาเลย”

“แต่พอไปญี่ปุ่นแล้ว ร่างกายมันไม่ไหว ผมต้องขอกลับก่อน ผมรู้ตัวว่าผมเล่นที่นั่นไม่ได้จริงๆ”

ผลของการตัดสินใจที่ผิดพลาด สุขพรต้องไปเริ่มต้นอาชีพฟุตบอลใหม่กับ ล้านช้าง ยูไนเต็ด สโมสรดังที่กำลังเป็นมหาอำนาจฟุตบอลลาว

ถึงได้รับโอกาสค้าแข้งในสโมสรใหญ่ที่บ้านเกิด แต่การเล่นฟุตบอลต่างประเทศ ยังเป็นความฝันของเขาเสมอ สุขพรจึงหอบรองเท้า กลับมาแสวงหาความฝันบนแผ่นดินสยามอีกครั้ง แม้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดก็ตาม

“ผมตัดสินใจกลับมาที่ประเทศไทย ขอลองกับมันอีกสักรอบ สุดท้ายผมได้ทดสอบฝีเท้ากับศรีสะเกษ เอฟซี ผมซ้อมอยู่สองสัปดาห์ เขายื่นสัญญาให้ แต่เขาบอกเลยว่า ให้เงินเดือนแค่นี้นะ ผมบอกโอเค ไม่เป็นไร เรื่องเงินไม่สำคัญ ขอให้ได้ทำในสิ่งที่รักก็พอ”

ไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทนที่น้อยกว่าควรจะเป็น สุขพรต้องเจอกับคำดูถูกจากเพื่อนร่วมงาน ผลงานที่เขาเคยสร้างไว้ในลีกฟุตบอลไทยเป็นเพียงอดีต วันนี้เขานักเตะธรรมดาที่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักในสนาม

“วันแรก น้าฉ่วย (สมชาย ชวยบุญชุม) พูดกับผมเลยว่า เราเซ็นคุณมาแล้วจะได้ประโยชน์อะไร พูดต่อหน้าเพื่อนร่วมทีมทุกคนเลยนะ แต่ผมใช้มันเป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อม จนผ่านไปสามสี่เกม แกกลับมาบอกผมใหม่ว่า คุณห้ามเจ็บ ห้ามไม่สบายนะ ถ้าทีมเรามีนักเตะอย่างคุณสักสิบคนคงจะดี”

“ผมทำงานหนัก ตอนเช้าคนอื่นนอนหลับอยู่ ผมออกไปซ้อมตั้งแต่หกโมงเช้า จนบางทีร่างกายไม่ไหว แต่ผมต้องทำให้มันเกินลิมิต เพราะร่างกายผมไม่เหมือนคนอื่น ดังนั้น ทีมจะมีซ้อมหรือไม่มีซ้อม ผมก็ต้องไป”

“ผมมาที่นี่ ผมไม่ได้มาเที่ยว ผมมาทำงาน ผมไม่ได้สู้เพื่อตัวผมคนเดียว ผมมาสู้เพื่อประเทศของผม หลายคนอาจย้ายมาเล่นฟุตบอลเพื่อเงิน แต่ผมแบกชื่อประเทศออกมาด้วย”

“ผมต้องทำให้เต็มที่ หลังจากนี้ผมจะกลับไปเล่าให้เด็กรุ่นหลังฟังได้ว่า ผมเคยไปเตะที่นั่นที่นี่ ไม่ต้องกลัวอะไร เวลาเดินทางไปกับโลกฟุตบอล มันสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นมา”

 

จากใจคนไร้โอกาส

จากชีวิตการค้าแข้งที่พเนจรในประเทศไทยนานหลายปี สุขพรได้เจอและเรียนรู้วัฒนธรรมตั้งแต่เหนือจรดใต้ เขาได้เรียนรู้ว่า การปรับตัวเข้าชีวิตบนแผ่นดินสยาม ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเอาไว้

“ผมว่าวัฒนธรรมไทยกับลาว ไม่ต่างกันมากเท่าไร เนื่องจากเป็นเมืองพุทธเหมือนกัน อาหารการกินก็ไม่เป็นปัญหา ผมว่าภาคใต้ อาหารอีสานเยอะมากนะ การสื่อสารก็เข้าใจกันได้ง่าย”

“ทุกที่ในประเทศไทยมีคนอีสานหมด มันเหมือนคนคอเดียวกัน ชวนกันไปกินส้มตำ ตอนอยู่กระบี่แรกๆ คนเรียกผมไอ้ลาว แต่บางคนไม่รู้หรอกว่าผมเป็นคนลาว เขานึกว่าผมเป็นคนอีสาน”

“สำหรับผม คนไทยเป็นคนขี้เล่น ปรับตัวง่าย แฟนคลับทุกทีมก็น่ารัก เขาอาจจะด่าคุณบ้าง แต่จริงๆจิตใจเขาดีกับคนลาว”

ปัจจุบัน สุขพร มีชีวิตที่ไม่แตกต่างจากคนไทยคนหนึ่ง เขาพูดภาษาไทย อ่านภาษาไทย และ มีภรรยาเป็นคนไทย แต่ไม่ว่าชีวิตของเขาจะสุขสบายมากเพียงใด จิตใจของเขาคิดถึงบ้านเกิดของตัวเองเสมอ และนั่นทำให้ สองเท้าของชายร่างเล็กคนนี้ ไม่เคยหยุดที่เดินไปข้างหน้า

“ถ้าผมมีลูก ผมต้องให้เขาอยู่ที่ลาว ภรรยาผมก็เข้าใจว่าต้องไปอยู่ที่นั่น เพราะว่า ผมชอบอยู่แบบบ้านๆ ไม่ชอบเมืองแออัด เช่น กรุงเทพ อยู่แล้วมันปวดหัว คนพลุกพล่านเกินไป”

“และสิ่งหนึ่งที่ผมคิดตลอด คือ ผมต้องกลับไปช่วยเด็กที่บ้านเกิด ผมต้องการเห็นเขาไปไกลกว่าผม ไม่ต้องมาเล่นแค่เมืองไทย คุณไม่ต้องมาถึงจุดที่ผมยืน คุณต้องไปให้ไกลกว่าผม”

ขณะที่วงการฟุตบอลไทยกำลังก้าวหน้า และ เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ วงการฟุตบอลลาวกลับตกต่ำสวนทาง ด้วยการล้มบอลที่เกิดขึ้นในหลายสโมสร ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการพัฒนานักฟุตบอลรุ่นเยาว์อย่างช่วยไม่ได้

สุขพรรับรู้ถึงเรื่องราวฟุตบอลในบ้านเกิด เขาเข้าอบรมการเป็นโค้ชฟุตบอลอาชีพ จนผ่านการรับรองระดับ เอเอฟซี ซี-ไลเซนส์ และ มีประสบการณ์นักเตะสอนเยาวชน ให้กับทีม เอซร่า เอฟซี (Ezra FC) ในช่วงเวลาที่พักจากการเล่นฟุตบอลมาแล้ว

“บางทีผมคิดว่ารุ่นน้องจะเป็นอย่างไร พวกเขาได้รับบทเรียนที่มันไม่ถูกต้อง มันไม่มีใครสอนเขา การเล่นฟุตบอลที่ถูกวิธี พอผมมาเล่นที่ไทย ผมคิดถึงเด็กที่ไม่มีโอกาสเหมือนผม เพราะชีวิตก่อนเป็นนักฟุตบอล ครอบครัวผมจนจริงๆ”

“มาถึงตอนนี้ ผมคิดถึงคนจนแบบนั้นว่า เขาจะมีโอกาสเหมือนผมไหม ถ้าผมไม่กลับไป เอาสิ่งที่ได้จากไทยไปสอนเขา บางคนมีพรสวรรค์ บางคนเต็มไปด้วยความสามารถ แต่ไม่มีโอกาสให้แสดงฝีมือ”

“คนไทยมองคนลาวว่าเกรดบอลต่ำอยู่แล้ว คือเรื่องจริงมันเป็นแบบนั้น แต่สโมสรในไทยไม่ให้โอกาสนักเตะในลาวด้วย”

“ความสามารถมันไม่แตกต่างกันหรอก แต่มันไม่มีโอกาสให้เขาเล่น ผมมองแบบนี้นะ สภาพร่างกายคนลาวกับคนไทยไม่แตกต่างกัน ความมุมานะ ความอดทน ผมว่าเราไม่แตกต่างกัน แต่จะมีโอกาสให้เขาแสดงไหม แค่นั้น”

“ตอนนี้ผมมีแผนแล้วว่า สักวันผมต้องกลับไปที่ลาว เปิดอคาเดมี คัดเด็กที่มีพรสวรรค์ เอาพวกเขามาอยู่ด้วยกันแล้วฝึกฝน ให้เขาเก่งได้เหมือนผม ให้เขาเก่งยิ่งกว่าผม”

สำหรับสุขพร เขาเชื่อมั่นเสมอว่านักเตะลาวมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก เพียงแต่โอกาสที่ได้รับนั้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เขาเข้าใจเรื่องดังกล่าวดีกว่าใคร เพราะมันไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ถูกมองข้ามอย่างไม่เป็นธรรมมาตลอด

“ตอนผมไปคัดตัวกับทีมชาติชุดใหญ่ ดาวดังอย่าง ลำเนา สิงโต ที่เล่นในไทยลีกมาก่อน พูดกับผมต่อหน้าทุกคนว่า ตัวเล็กแค่นี้สู้เขาไม่ได้หรอก ผมไม่โต้ตอบอะไรเลย แค่ตื่นตั้งแต่ตีห้า ไปซ้อมยิงประตูทุกวันคนเดียว ให้โค้ชเขาเห็นว่าผมดีขึ้น ผมกำลังพัฒนา”

“ผมไม่เคยคิดว่าจะหยุดแค่นี้ ต่อให้ไม่มีใครเชื่อใจผมวันหนึ่งผมต้องทำให้ทุกคนยอมรับให้ได้ ผมว่าไม่มีสิ่งไหนที่จะผ่านไปไม่ได้ เพราะเมื่อวานผมโดนด่าแบบนี้ วันนี้โดนดูถูกแบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติ ผมต้องทำให้เขาเห็น ผมต้องทำงานหนัก”

“ผมอยากบอกน้องๆทุกคนที่อยากเป็นแบบผมว่า ผมไม่ได้เกิดมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ คุณต้องถามตัวเองว่า ซ้อมมากพอหรือยัง ลองทำแบบนี้หรือยัง ผมว่าทุกคนต้องสร้างตัวเองขึ้นมา”

“ผมทำเต็มที่ ทำให้มันถึงที่สุด แล้วฟุตบอลจะเป็นสิ่งสวยงามสำหรับคุณเอง”

 

หน้าที่ตอบแทนประเทศชาติ

ทุกวันนี้ สุขภร วงศ์เชียงคำ คือ นักฟุตบอลหมายเลขหนึ่งของทีมชาติลาว แต่สิ่งที่น่าแปลกใจ คือ ตัวเขาไม่เป็นที่รู้จักมากนักในบ้านเกิด ในทางกลับกัน ชื่อของสุขพร ได้รับการจดจำมากกว่า จากแฟนบอลชาวไทย ที่เขาลงสนามเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นมานานหลายปี

“คนลาวในไทยส่วนมากไม่ค่อยดูบอล เพราะส่วนใหญ่มาทำงานเป็นชาวสวน ชาวไร่ ไม่มีทีวี รายได้ก็ไม่มากเท่าไร ไม่สามารถมาดูบอลได้”

“เวลากลับไปที่ลาว ก็พอจะมีคนทักบ้าง ว่าเป็นนักเตะทีมชาติลาว แต่ไม่เยอะเท่ากับคนไทย เวลาเจอแฟนบอลไทย พวกเขาจะเรียกชื่อผมว่า สุขพร มาขอถ่ายรูปกันมากมาย”

“ถ้าให้ผมเฉลี่ยนะ ผมว่าคนไทยรู้จักผมเยอะกว่าคนลาว ตอนเล่นที่ศรีสะเกษ เวลาผมไปกินข้าว เขาจำผมได้ทั้งเมือง”

แม้ไม่ได้รับการตอบรับจากแฟนบอลบ้านเกิดอย่างที่ควรจะเป็น สุขพรยืนยันว่าเขาสู้เต็มที่ทุกครั้งเมื่อได้สวมเสื้อทีมชาติลาว มันเป็นความฝันสูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด ที่เขาฝันไว้บนเส้นทางอาชีพของตัวเอง

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นหมายเลขหนึ่งของทีมชาติลาวหรอก ตอนเด็กผมฝันว่าอยากร้องเพลงชาติต่อหน้าแฟนบอล ตอนร้องเพลงชาติลาวในสนามครั้งแรก ผมร้องไห้เลยครับ”

“พอผมยิงประตูแรกได้ ผมวิ่งดีใจแบบบ้าคลั่งมาก วิ่งจนเหนื่อยกว่าเล่นจริงในสนามอีก (หัวเราะ) มันเป็นความฝันของเด็กคนหนึ่ง ผมไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้”

“ความฝันของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งอย่างผม คือการช่วยเหลือประเทศของผม และสิ่งที่ผมทำได้ คือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ผมมองภาพเก่าที่เป็นเด็กชาย วันนั้นกับวันนี้ ผมไม่คิดหรอกว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ขอแค่ติดทีมชาติก็พอ”

“แต่วันนี้ผมมาไกลแล้ว ผมแบกทีมชาติมาถึงขนาดนี้ ผมมาเล่นถึงไทยลีก แฟนบอลคาดหวังในตัวผม ผมต้องทำผลงานให้ดี ผมต้องทุ่มเทกับมัน ทำให้แฟนบอลลาวทุกคนภูมิใจไปกับผม มีความสุขไปกับผมทำให้ดีกว่าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ เพราะทุกครั้งที่ผมลงสนาม ผมวิ่งจนตายได้ เพื่อประเทศของผม”

ทุกครั้งที่ลงสนาม ทุกครั้งที่ทำงาน สุขพรจำขึ้นใจเสมอว่า เขาสวมบทบาทตัวแทนชาวลาวทั้งประเทศ ครั้งหนึ่ง สุขพรได้รับการว่าจ้างให้ถ่ายโฆษณา รับเงินมหาศาลยิ่งกว่าเงินเดือนนักฟุตบอล แต่เขาไม่เคยลืมว่าหน้าที่จริงในชีวิตคือสิ่งใด แม้ได้รับการยกย่องดุจดารา ยิ่งกว่านักกีฬาทั่วไป

“มีช่วงหนึ่งผมได้ถ่ายโฆษณา พวกเครื่องดื่มเกลือแร่ เขาเลือกผมมาเป็นตัวแทนนักเตะทีมชาติลาว ได้เงินมาสองแสนบาท แต่ผมไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง ทุกวันนี้ ผมพูดลาวทุกครั้งที่มีโอกาสสื่อสารกับคนในชาติ ผมยังจำตัวตนของผมได้”

“บางที ผมกินแต่อาหารแบบเดิมๆ จนบางทีภรรยาบอกว่า ต้องกินอาหารดีกว่านี้นะ ผมชอบกินแต่ปลาร้า ส้มตำ แกงหน่อไม้ อาหารบ้านๆแบบนี้ผมชอบมาก ยังจดจำภาพเก่าๆแบบนั้นอยู่ครับ”

ตลอดทั้งชีวิต สุขพรโดนดูถูกมากมายจากคนรอบข้าง ทั้ง ในฐานะนักฟุตบอลร่างเล็ก หรือ ฐานะชาวลาวที่ความสามารถด้อยกว่าชาติรอบข้าง แต่ตัวเขาไม่เคยย่อท้อ ทุกอย่างคือบทเรียนที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกนาทีที่ลงเล่นในสนาม ผู้ชายชาวลาวคนนี้ ไม่เป็นรองนักเตะรายใดในโลกฟุตบอล

“เวลาไปต่างประเทศ ผมว่าคุณต้องไปสู้เอา เหมือนชนาธิปไปญี่ปุ่นครั้งแรก ผมว่ามันก็เป็นเรื่องยาก แต่คุณต้องไปทำให้เขายอมรับ วันนี้คุณไม่ได้เล่น บางทีคุณอาจไม่ได้เล่นทั้งปี ถ้าคุณท้อแท้ คุณคิดจะหยุดเล่น คิดแบบนี้ คือคิดผิด”

“ตอนแรกผมเครียดมากเลยนะ หากวันนี้ผมคิดว่าจะได้เล่น สุดท้ายไม่ได้เล่น ตอนนี้ผมคิดใหม่ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ผมจะทำงานให้หนักกว่าเดิม ซ้อมให้หนักกว่าเดิม จนกว่าเขาจะเห็นว่าผมทำได้”

“เวลาผมท้อ ผมมองไปดูอดีตที่ผมดูก่อนว่า ผมมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ผมเคยดูถูกมาขนาดนั้น ผมเคยไม่มีอะไรจริงๆ ในฐานะนักเตะลาวคนหนึ่ง ผมมาถึงตรงนี้ มันสุดยอดแล้ว”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง