mainstand

Converse

จิติณัฐ อัษฎามงคล : “MMA ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ที่เข้ามาทำลายมวยไทย”



เราไม่มีทางรู้เลยว่า เทปวิดิโอการต่อสู้จากร้านเช่าในต่างประเทศ เพียงม้วนเดียว จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนแปลงคนๆหนึ่งไปได้มากแค่ไหน


 

สำหรับคนไทยทุกคน เราต่างรับรู้ว่า “มวยไทย” คือ ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ ที่มีประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และเม็ดเงินที่แพร่สะพัดอยู่ในอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล

ไม่แปลกหาก มวยไทยอาชีพ จะกลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา มีการถ่ายทอดสดทางทีวีแทบทุกช่อง และจำนวนนักชกทั่วประเทศนับหมื่น นับแสนชีวิต ความรู้สึกรัก ผูกพัน หวงแหน ไม่ต้องการให้ใครมาย่ำยี เหยียดหยามมวยไทยย่อมมีอยู่แล้ว

แต่เพราะบนโลกใบนี้ไม่ได้มีศิลปะการต่อสู้ แค่ มวยไทย เพียงอย่างเดียว ในยุคสมัยใหม่ที่ โลกไม่มีพรมแดนขวางกั้น  “ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน” (Mixed Martial Arts) หรือ MMA เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อเด็กรุ่นใหม่ และเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่คนไทยเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น จากเดิมที่มีความนิยมในกีฬาการต่อสู้มีแค่ มวยไทย และมวยสากล

ด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่ไม่มีข้อกำจัดว่า ต้องใช้ศิลปะการต่อสู้อย่างใด อย่างหนึ่ง เพื่อเอาชนะ ทำให้นักสู้ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องมีทักษะที่มากกว่าแค่ศิลปะการต่อสู้ ที่ตนเองถนัด…

จะว่าไป “ปลาย” จิติณัฐ อัษฎามงคล ชายที่อยู่ตรงหน้าเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับนักต่อสู้ MMA คนหนึ่ง เขามี 2 บทบาท 2 สิ่งที่ตัวเองถนัด รวมอยู่ในคนๆเดียวกัน

บทบาทแรก เขาคือ ผู้บริหารหนุ่มดีกรีนักเรียนนอก และทายาท JSL Global Media บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย แต่อีกบทบาทหนึ่ง เขาคือหนึ่งในผู้บุกเบิกกีฬา MMA ระดับสมัครเล่นในบ้านเรา พร้อมกับทำหน้าที่เป็น ประธานสมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานแห่งประเทศไทย (TMMAF) อย่างเป็นทางการคนแรก

เรานัดพบเจอที่ โรงแรมแอมบาสเดอร์ หนึ่งวันก่อนที่ สถานที่แห่งนี้ จะถูกใช้จัดการแข่งขัน MMAF-WMMAA Asian Open Championships 2019  Amateur MMA หรือ ศึกชิงแชมป์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ระดับทวีปเอเชีย ที่รวมรวบเอานักสู้จาก 11 ประเทศ มาไฟต์กันในภายกรงแปดเหลี่ยม

กรงแข่งขัน ที่มีผู้คนอีกส่วนหนึ่ง ไม่ต้องเห็นกีฬาการต่อสู้แบบฟรีสไตล์ชนิดนี้ เติบโตในบ้านเรา…

 

คุณคือประธานสมาพันธ์กีฬาฯ ที่มาจากครอบครัวประกอบอาชีพ ซึ่งแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับกีฬาเลยอย่าง บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ มันมีจุดเชื่อมโยงอย่างไรที่ทำให้คุณสนใจในกีฬาการต่อสู้

ผมเริ่มสนใจกีฬาต่อสู้ เพราะตอนเด็กๆ สมัยเรียนไฮสคูลอยู่ที่ อังกฤษ ผมเป็นเด็กที่ตัวเล็กมาก ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ความมั่นใจไม่มี และมักถูกเพื่อนรังแกตลอด คุณแม่ (จำนรรค์ ศิริตัน) จึงส่งไปฝึกเรียนมวยไทย

พอได้ลองมาสัมผัส ก็รู้สึกสนุกดี ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้น พอเข้าสู่ช่วงมหา’ลัย ผมบินไปศึกษาต่อที่ สหรัฐอเมริกา เริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้อื่น เช่น เทควันโด ที่ผมเล่นถึงขั้นได้สายดำ และลงแข่งขันอยู่เป็นระยะๆ ควบคู่การฝึก คาราเต, ฮับกิโด จนวันหนึ่งผมเข้าร้านเช่าวิดีโอแห่งหนึ่ง

ผมไปเจอเทปการแข่งขัน UFC (Ultimate Fighting Championship) ม้วนหนึ่ง จึงลองเช่ามาดู เทปนั้นทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนบากิ เพราะเป็นการต่อสู้ของ รอยซ์ เกรซี่ (Royce Gracie) นักบราซิเลียน-ยิวยิตสู ที่ตัวเล็กมากๆ แต่เขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้ง นักมวยปล้ำ, นักมวยสากล, นักคิกบ็อกซิง ได้ภายในคืนเดียวจนจบทัวร์นาเมนต์ แบบที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย

ผมจึงสงสัยว่า วิชาที่เขาใช้คือศิลปะอะไร ? จนได้คำตอบว่าเป็น บราซิเลียน ยิวยิตสู ซึ่งในการแข่งขันแบบ Vale Tudo (การแข่งต่อสู้แบบฟรีสไตล์ที่บราซิล) หรือวัฒนธรรมการแข่งขัน ก่อนที่จะถูกเรียกว่า Mixed Martial Arts

ตระกูลเกรซี่ จัดเป็นตระกูลศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่มากในบราซิล ตระกูลนี้ จึงเกิดไอเดียที่จะเอาการแข่งขัน Vale Tudo มาจัดที่ สหรัฐอเมริกา เพื่อโปรโมต บราซิเลียน ยิวยิตสู หรือ เกรซี่ยิวยิตสู ว่านี่คือ The Best ด้วยการส่งคนในตระกูลลงทำการแข่งขัน เจอคนที่โตใหญ่กว่า หลายๆสายวิชา ชนะได้หมดใน 2-3 ทัวร์นาเมนต์ นี่คือของจริง

 

เทป UFC ม้วนนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสนใจ MMA

ใช่ หลังจากนั้นผมก็ไปเสิร์ชหาข้อมูลว่าจะไปเรียนวิชานี้ได้ที่ไหน เหมือนแจคพ็อต! เพราะผมไปเจอ เรนโซ เกรซี อคาเดมี (Renzo Gracie Academy) เปิดสอนอยู่ที่ นิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง เป็นค่ายเล็กๆ โทรมๆ ตั้งอยู่ในหลืบ อยู่ใกล้ๆ คลินิกโรคเอดส์ ผมก็ไปเดินหาจนเจอ เพราะต้องการรู้ว่า บราซิเลียน ยิวยิตสู เป็นอย่างไร?

พอลองฝึกบราซิเลียนยิวยิตสู ทำให้ผมได้พบโลกอีกใบของการต่อสู้ จากเดิมที่เราใช้แค่ หมัด เท้า เข่า ศอก กระโดดเตะ แต่ยิวยิตสู ใช้การสัมผัส ใช้สมดุลร่างกาย การทุ่ม การควบคุม การล็อก การบีบ สามารถนำมาผสมผสานกับศิลปะการต่อสู้อย่าง มวยไทย ได้ค่อนข้างดี มันเลยทำให้พัฒนาทักษะ และชื่นชอบกีฬา MMA มากขึ้นไปอีก

หลังเรียบจบ ผมเดินทางกลับมาเมืองไทย ตอนนั้นในเว็บบอร์ดพันธุ์ทิพย์ เริ่มมีการพูดคุยกันถึงว่า ศิลปะการต่อสู้ต่างอันไหนเจ๋งสุด ? เกิดการถกกัน จนเกิดเป็นแนวคิดที่ทำรายการหนึ่งที่ชื่อว่า King of Fighters ซึ่งเราจัดกันเองทุกอย่าง ตอนนั้นขอแค่เอาทีมไปถ่าย ตัดต่อเพื่อเอามาเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต

ตอนนั้นน่าจะเป็นครั้งแรกของกีฬา MMA ในไทย มีเผยแพร่ฟรีในออนไลน์ ตอนแรกผมต้องการเข้าไปให้ความรู้ให้พวกเขาได้รู้ว่า กีฬา MMA คืออะไร ? ถ้าต้องการจัดการแข่งขันให้ปลอดภัย ควรทำอย่างไร ? เพื่อนๆผมที่เคยเรียน บราซิเลียน ยิวยิตสู ก็เข้ามาช่วยกัน

ทีแรก ผมตั้งใจจะไปแค่ช่วยแนะนำ กับเป็นกรรมการ แต่ว่ามีนักกีฬามาสมัครแข่งไม่เยอะ เลยลองลงแข่งเองด้วย ผมได้แข่ง MMA สมัครเล่น แบบไม่มีกติกาสากล ประมาณ 3 ไฟต์ ช่วงปี 2008 - 2009

 

กระแสตอบรับ และมุมมองของคนไทยที่มีต่อ MMA ในช่วงแรกเป็นอย่างไร

ต่อต้านและดูถูกมาก (หัวเราะ) หลายๆคนมองว่ามันเป็น มวยป่าเถื่อน, มวยแบบหมากัดกัน, ไร้ศิลปะ เอาคนโง่ที่ไหนมาต่อยก็ได้

ด้วยรูปลักษณ์ของการต่อสู้ ถ้าคนที่ดูไม่เป็น จะไม่รู้ว่า เขากำลังต่อสู้กันอยู่ การพันธนาการ การล้ม มันเกิดขึ้นได้เสมอ ส่วนกีฬาการต่อสู้ที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง มวยไทย มวยสากล คิกบ็อกซิ่ง เวลาคู่ต่อสู้ล้ม เขาจะไม่ลงไปซ้ำ เพราะนี่คือ Striking Sports (กีฬายืนสู้แบบจู่โจม)

แต่ MMA ไม่ว่าจะล้ม ยืนสู้ นอนสู้ คุณต้องทำได้หมด เพราะคุณต้องคิดเสมอว่า ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ครึ่งหนึ่งอาจเป็นศิลปะยืนสู้ แต่ต้องไม่ลืมว่าอีกครึ่งหนึ่ง ศิลปะการต่อสู้แบบ ยูโด, ยิวยิตสู ที่การต่อสู้เกิดขึ้นในภาคพื้นดิน มีการจับทุ่ม จับกด ล็อกข้อต่อ เพื่อคอนโทรลการต่อสู้ และเอาชนะคู่แข่ง มากกว่าแค่ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ตะบันกัน ให้คู่แข่งน็อกเอาท์

มิตินี้เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับคนไทย เพราะคนไทยไม่คุ้นเคยกับศิลปะการต่อสู้ที่มีการพันธนาการ มวยไทย อย่างมากก็แค่ปล้ำคอ ตีเข่า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การต่อสู้ ลงไปถึงภาคพื้นดิน เขาไม่คุ้นเคยกับภาพการเตะซ้ำ ตอนที่คู่ต่อสู้ลงไปนอนอยู่ในภาคพื้นดิน

เขารู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่ไม่ลูกผู้ชาย คนที่พยายาม Educate (ให้ความรู้) ให้คนเข้าใจกีฬา MMA ในยุคแรก จะโดนด่าและดูถูกเยอะมาก เหมือนกับว่า เราไปสรรเสริญกีฬาฝรั่งที่ไม่มีอารยธรรมได้อย่างไร ? กีฬา MMA ไม่ต้องมีฝีมือก็เล่นได้ แค่เอาคนจับไปใส่กรงก็สู้ได้แล้ว โดยที่เขาไม่รู้ว่า การต่อสู้แบบ MMA คือกีฬาที่ต้องใช้ทักษะการต่อสู้สูงที่สุด เพราะคุณต้องเป็นทั้งหมด ไม่ว่าจะยืนสู้ หรือนอนสู้

อีกอย่าง กรง ที่ใช้ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา เพราะเวทีเชือกอันตรายกว่าเวทีที่มีกรง เนื่องจากมีโอกาสที่นักกีฬาจะหลุดออกนอกเวที กรง จึงเป็นเวทีการต่อสู้ที่ปลอดภัยสุด

 

ในเวลางาน คุณคือทายาทผู้บริหาร JSL แต่พอนอกเวลางาน คุณกลับกลายมาเป็น นักกีฬา MMA สมัครเล่น เล่าชีวิตในช่วงนั้นให้ฟังหน่อยครับ

เอาจริงๆ ตอนแรกผมไม่เคยบอกพ่อแม่เลยว่า ผมแอบไปแข่งขันมา (หัวเราะ) คือทางบ้านจะรับรู้บ้างเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่ตอนคุณแม่ ไปเยี่ยมที่อเมริกา ก็พาท่านไปดูที่เราลงแข่ง เทควันโด แบบ Semi-Contact เป็นการแข่งแบบไม่ได้โดนตัวแบบร้อยเปอร์เซนต์ แค่แตะเพื่อเอาคะแนน

ทั้งที่ความจริง ผมลงแข่งแบบ Full-Contact เตะกันจริงๆ ผมแค่ไม่พาแม่ไปดูการแข่งขันนั้น กลัวเขาตกใจ อย่างตอนผมอยู่เมืองไทย ที่ผมแข่ง 3 ไฟต์ แม่ก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน จนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เคยเปิดให้ที่บ้านดูเทปนั้นเลย

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรากลัวผู้ใหญ่จะไม่เข้าใจ และอาจกังวลว่าเราจะได้รับอันตราย ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมเคยลงแข่งขัน ผมไม่เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสเลย

ถ้าบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นตอนฝึกซ้อม ที่เคยปากแตก หรือล้มแล้วข้อเท้าพลิก มีหัวเข่าเปาะบ้าง กล้ามเนื้อเอ็นฉีดขาด  เพราะว่ารูปแบบและวิธีการเอาชนะของ MMA ระบบปลอดภัยกว่ามวยไทย หรือมวยสากล เสียอีก

 

ขยายความหน่อยครับ ปลอดภัยกว่าได้อย่างไร เพราะมวยไทย มวยสากล ไม่สามารถซ้ำคู่แข่งได้

เริ่มจากนวม คนชอบคิดว่า นวม มีหน้าที่ไว้เพื่อป้องกัน ลดแรงกระแทกของ ศีรษะของคนที่โดน แต่ความจริง นวม มีไว้สำหรับป้องกันไม่ให้มือหัก เพราะกระดูกข้อนิ้วมือเป็นส่วนที่เปราะบางมาก ผมยกตัวอย่าง Bare Knuckle Boxing (การชกมวยแบบไม่ใส่นวม) ทำไมเขาถึงให้ชกแบบใช้กำปั้นทุบ ไม่ได้ชกแบบปล่อยหมัดไปตรงๆ

เพราะสมัยก่อน การชกแบบปล่อยกำปั้นไปตรงๆ หากไม่มีนวมป้องกัน นิ้วมือ ข้อมือจะหักได้ง่ายมาก  ถ้านักมวยมือหัก ไฟต์จะหยุดทันที เขาจึงต้องให้นักมวยใส่นวม 8-12 ออนซ์ เพื่อให้เกมการชกดำเนินต่อไปได้ถึงที่สุด

ส่วน MMA เหตุผลที่ใช้นวม 4 ออนซ์ เพราะเขาต้องการแค่ลบคมของสันหมัด แต่น้ำหนักของหมัดจะเบากว่า นวม 8-12 ออนซ์ ที่เวลาชกเข้าไป คู่ต่อสู้ จะเกิดอาการมึน และการใช้นวมใหญ่ขึ้น เท่ากับว่ามีโอกาสที่หมัดจะโดนศีรษะ มากกว่า นวม MMA ที่มีขนาดเล็ก ทำให้มีโอกาสแฉลบโดนคาง โดนส่วนอื่นของร่างกายที่ไม่ใช่ศีรษะ ผลที่ตามมาคือ ความบอบช้ำของสมอง มีน้อยกว่า

ถึงแม้ใน MMA เมื่อคู่ต่อสู้ล้ม คุณมีโอกาสซ้ำต่อได้ จนไฟต์ยุติ ไม่เหมือนกับมวยไทย มวยสากล คิกบอกซิง ที่พอนักชกล้ม กรรมการจะนับแค่ 8 แล้วลุกขึ้นมาใหม่ เพื่อสู้ต่อ ซึ่งกฎนับ 8 (Standing eight count) นี่แหละที่ทำให้นักมวยได้รับบาดเจ็บมากขึ้น เพราะในจังหวะที่ นักชก ล้มไปขนาดนั้น มันมีโอกาสที่เส้นประสาทจะฉีกขาด ร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่ควรจะสู้ต่อ แต่ด้วยกฎของกีฬา ทำให้เขาต้องลุกขึ้นมา สู้ใหม่ ส่งผลให้สมองของเขาได้รับความบอบช้ำมากกว่า



Photo : IMMAF

ความแตกต่างอยู่ตรงที่ MMA เมื่อกรรมการเห็นว่า คู่ต่อสู้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ และไม่ได้ป้องกันตัวเอง เขาจะหยุดไฟต์ทันที หรือเมื่อนักกีฬาแสดงสัญญาณขอยอมแพ้ ส่วนวิธีการเอาชนะของ มวยสากล จะใช้การต่อยเข้าศีรษะ เพื่อให้น็อก ขณะที่ มวยไทย วิธีการที่เรียกคะแนนได้ดีสุด คือการอัดเข่า เข้าลำตัว โดยห้ามแสดงอาการอ่อนแอ เพราะเดี๋ยวจะเสียทรงมวย

สิ่งที่เกิดขึ้นในมวยสากล นักชกจะได้รับแรงกระทบกระเทือนต่อศีรษะ หลายร้อยครั้งต่อไฟต์ ในมวยสากล ส่วน มวยไทย นักมวยจะได้รับความบอบช้ำด้านร่างกายเยอะ จากกติกา และวิธีการเอาชนะ ที่ทำยังไงก็ได้ เพื่อชัตดาวน์สมองคู่แข่ง ด้วยการน็อกเอาท์



Photo : IMMAF

แต่ MMA มิติเยอะขึ้นในการเอาชนะ ไม่ใช่แค่เอาหมัด เท้า เข้าศอกไปแลกเพียงอย่างเดียว อย่างในไฟต์ที่สามที่ผมลงแข่งขัน ผมเจอกับ นักมวยไทย ผมเป็นคนที่ไม่เก่งมวยไทย ถ้าผมยืนสู้กับเขา ก็คงเละ ผมจึงใช้วิธีรวบเข้าด้านหลัง ล็อกแขน ล็อกขา เอาชนะเขาได้ โดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย

MMA จึงเหมือนกับหมากรุกที่มีวิธีการเอาชนะได้หลากหลายกว่า ทางเลือกมากกว่า มวยไทย มวยสากล ที่เหมือนกับ หมากล้อม ซึ่งมีรูปแบบวิธีการเดินเพียงไม่กี่แบบ

เพราะจากที่ผมเคยพูดคุยกับนักมวยไทย หลายๆคนที่ผันตัวมาต่อย MMA ทุกคนบอกเหมือนกันหมดว่า ต่อย MMA ง่ายกว่าต่อยมวยไทยเยอะ และได้รับบาดเจ็บน้อยกว่า

 

จากจุดนั้น คุณต่อยอดจากการเป็นนักกีฬา MMA สมัครเล่น มาสู่การเป็นประธานสมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (ประเทศไทย) ได้อย่างไรฯ

ผมเริ่มนำเอาคอนเทนต์เกี่ยวกับ ศิลปะการต่อสู้ มานำเสนอที่ บริษัท JSL จนสามารถทำให้เทปการแข่งขัน MMA สมัครเล่น เข้ามาอยู่ในช่องทางออนไลน์ และได้ร่วมทำรายการโทรทัศน์ รายการหนึ่ง ร่วมกับ ทรู และ ช่อง 7 ชื่อว่า Martial Warrior ซึ่งเป็นรายการ Reality ที่เฟ้นหานักแสดงแนวแอคชั่น

หนึ่งในทักษะที่ผมให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนฝึก คือ MMA โดย ได้ ตอง (ชนนภัทร วิรัชชัย)

นักต่อสู้รายการ One Championship มาช่วยเทรนคนด้วย รายการนั้น ทำให้ผมได้คลุกคลีกับคนในวงการมากขึ้น หลังจากนั้น จึงเริ่มมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการนำเอา MMA เข้ามาในประเทศไทย อย่างเต็มตัว ในฐานะสมาพันธ์ฯ หลังจากมีกลุ่มคนเริ่มเคลื่อนไหวกันมาตั้งแต่ 3 ปีทืแล้ว

ผมได้รับช่วยเหลือจากคุณ จอน นัท (Jon A. Nutt) ที่เขาเคยติดต่อกับ IMMAF (สมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานนานาชาติ) และคลุกคลีอยู่กับกีฬา MMA มานาน เพียงแต่ว่าเขาไม่สามารถยื่นจดสมาพันธ์ของไทยได้ เนื่องจาก ต้องให้คนในประเทศนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการ

คนที่รับช่วงดูแลในตอนแรก คิอ พี่ต่อ นิติ (เตโชติอัศนีย์) บราซิเลียน ยิวยิตสู สายดำคนแรกของประเทศไทย แต่เพราะเขาไม่สามารถบริหารได้ 2 สมาคมพร้อมๆกัน จึงมอบหมายให้ผม ดำเนินการผลักดันให้เกิด TMMAF (สมาพันธ์การต่อสู้แบบผสมผสานในประเทศไทย)

เมื่อปีที่แล้ว ผมได้จัดศึก Ignite Warrior และ ONESHIN Cup ให้คนไทยได้แข่งกัน แบบลีกและทัวร์นาเมนต์ โดยใช้ กติกาสากลของ IMMAF ถ่ายทอดสดทาง ทรู โฟร์ ยู  พากย์สองภาษา ไทย / อังกฤษ เพื่อให้คนวงกว้าง ได้เห็นว่า MMA ในไทย มันไม่ได้เป็นการต่อสู้ใต้ดินอย่างเดียว มันสามารถจัดในสตูดิโอ มีระบบแสง สี เสียง ก็ทำให้ดูดีได้

ในตอนนั้น ผมได้เชิญคุณ เคอร์ริท บราวน์ (Kerrith Brown) ประธานสมาพันธ์ MMA โลก มาร่วมเป็นแขกรับผิดเชิญ และเป็นจุดหนึ่งที่เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับองค์กรระดับโลก จนสุดท้ายก็สามารถผลักดันให้เกิด สมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (ประเทศไทย) และได้รับการรับรองให้เป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของ IMMAF ที่มีกว่า 100 ประเทศ

 

อะไรคือสิ่งที่ท้าท้ายสุดของตำแหน่ง ประธานสมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (ประเทศไทย)  เพราะในความเป็นจริง MMA ในบ้านเรา ก็ยังไม่ได้ถูกยอมรับในวงกว้าง

การทำให้หน่วยงานภาครัฐเข้าใจ ว่า MMA เป็นกีฬา ไม่ใช่มวยเถื่อน มวยถ่อย เราไม่ใช่กีฬาที่เขามาทำลายวงการมวยไทย อย่างที่ผู้ใหญ่บางคนเคยบอกไว้ มันไม่จริงเลย ในทางตรงกันข้าม MMA นั้นช่วยส่งเสริมให้ มวยไทย เติบโตเสียด้วยซ้ำ

MMA ไม่ใช่คู่แข่ง แต่มีประโยชน์กับวงการมวยไทยมากพอสมควร ผมมองว่าทุกวันนี้ ที่ มวยไทย ได้รับการเผยแพร่หลายในระดับโลก น่าจะมาจากเหตุการณ์สำคัญ 2-3 ครั้ง ในวงการ MMA

ครั้งแรกเกิดขึ้นจาก นักสู้ที่ชื่อ มาร์โก รูอาส (Marco Ruas) เป็นคนบราซิล ฝึกมาจากสำนักมวยไทยในบราซิล แล้วบังเอิญว่าเขาใช้อาวุธมวยไทย ชนะคู่ต่อสู้ ทำให้โลกเห็นว่า สไตล์ยืนสู้ มันสามารถเอาชนะได้ใน UFC ในยุคที่ผู้ชนะส่วนใหญ่เลือกใช้ ยิวยิวสู

ต่อจากนั้นก็มี คุณมัวริซ สมิธ (Maurice Smith) นักคิกบอกซิงชาวอเมริกัน ที่เรียนมวยไทย เสริมกับคิกบอกซิง ทำให้ตัวเองเป็นแชมป์ UFC  นั่นทำให้คนทั่วโลกเริ่มมองเห็นว่า มวยไทย เป็นศิลปะการต่อสู้ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในการต่อสู้แบบผสมผสาน ที่ขาดไม่ได้

ประกอบกับในยุคทองของ UFC ช่วงต้นปี 2000 ผู้บรรยายที่มีอิทธิพลและเป็นเบอร์ 1 ของโลกอย่าง คุณโจ โรแกน (Joe Rogan) เขาค่อนข้างให้การยอมรับมวยไทยเป็นอย่างมาก

เขาพูดย้ำเสมอว่า ศิลปะที่นักสู้ใช้อยู่คือ “มวยไทย มวยไทย” ชาวต่างชาติจึงได้รู้จัก มวยไทย มากขึ้น จากเดิมที่เข้าใจว่า เป็น “คิกบ็อกซิง” “ไทย คิกบอกซิง” “ไทย บ็อกซิง” กลายมาเป็นเรียกชื่อศิลปะชนิดนี้ว่า “มวยไทย” ที่ออกเสียงด้วยภาษาไทย

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาคงตั้งธงไว้ในใจแล้วว่า ไม่ต้องการให้กีฬา MMA เติบโตในบ้านเรา เพราะเขาคงมีความกังวลว่า หากกีฬานี้ได้รับความนิยม นักมวยไทยจำนวนหนึ่ง อาจผันตัวมาชก MMA กับองค์กรนานาชาติ ถ้านักมวยไทยทำแบบนี้ เขาอาจจะหลุดออกจากระบบค่ายมวย คล้ายๆกับ คุณบัวขาว กับค่าย ป.ประมุข

เนื่องจาก MMA อาชีพ มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า ได้รับบาดเจ็บน้อยกว่า จำนวนไฟต์การชกไม่ถี่เหมือนมวยไทย รวมถึงการพยาบาลที่ค่อนข้างดี ก็น่าจะเป็นแรงดึงดูดให้ นักมวยไทย เบนเข็มมาต่อย MMA มากขึ้น

แม้ว่าคนไทยหลายคนอาจเข้าใจ MMA เข้ามาทำลายมวยไทย แต่สิ่งเกิดขึ้นใน MMA ล้วนแล้วแต่ทำให้ วงการมวยไทย เป็นที่รู้จักในระดับโลกมากขึ้น

ความท้าทายอีกอย่างของผม คือ การทำให้คนทั่วไปรู้จัก MMA หรือคนที่เรียกกันติดปากว่า “มวยกรง” ซึ่งส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบคำนี้เลย  เพราะ MMA ไม่ได้ตายตัวว่าต้องสู้ในกรงเพียงอย่างเดียว ผมก็เคยจัดการแข่งขัน MMA บนเบาะ ในกติกาสมัครเล่น หรือ กติกาเยาวชนที่ไม่ต่อย เตะศีรษะกัน

อย่างการแข่ง MMA ที่รัสเซีย หรือ One Championship บางครั้งก็จัดกันบนเวทีที่มีเชือก แต่ส่วนใหญ่ที่เลือกจัดในกรง เป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย ก็เท่านั้น ประกอบกับมีการเกิดขึ้นของกลุ่ม Street Fight, Fight Club Thailand ที่ต่อยกันข้างถนน ไม่มีเบาะ ไม่มีเวที คนก็คิดไปว่า MMA คือกีฬาแบบนี้ไง คนพวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน

เราจึงต้องระวังเรื่องจัดการแข่งขัน เพื่อให้คนทั่วไปเห็นภาพชัดเจนว่า MMA กับ Street Fight, Figth Club ไม่เหมือนกันนะ อย่าง 2 รายการนี้ เป็นการจัดโดย กลุ่มคนที่เขาต้องการใช้กำปั้น เพื่อสร้างมิตรภาพ แต่ไม่ใช่รูปแบบของกีฬา กฎ กติกา ก็ไม่เหมือนกับ MMA

แต่เพราะความเข้าใจของคน เวลาเห็นอะไรดูเถื่อน ก็จะคิดว่าเป็น MMA นอกจากนี้ สปอนเซอร์ หรือสื่อที่ให้ความสนใจ กีฬานี้ก็ยังมีไม่เยอะ เป็นอะไรทื่ต้องใช้เวลา ในการทำความเข้าใจเหมือนกัน

 

MMA ถ้าไม่ใช่คู่แข่ง แล้วมันช่วยส่งเสริมมวยไทย ได้อย่างไร

อย่างถ้าวงการไทย ฝึกมวยไทย ขึ้นแข่ง รีไทร์ไปอาจแค่สอนมวย แต่ระบบของ MMA สมัครเล่น เขาก็จะมี Career Path (หนทางในอาชีพ) ให้คุณมีทางเลือกหลากหลายขึ้น คุณสามารถเป็นนักสู้ต่อในกีฬาอื่นๆ, โค้ช, เทรนเนอร์ กรรมการผู้ตัดสิน หรือเอา MMA ไปทำอะไรอื่นๆ ได้มากกว่าแค่ หมาล่าเนื้อ ชกเพื่อเอาเงินรางวัลอย่างเดียว

ผมยกตัวอย่าง คุณเดชดำรง ส.อำนวยศิริโชค เขาเคยประสบความสำเร็จในการชกมวยไทย แต่พอถึงจุดหนึ่ง ที่อายุเขามากขึ้น (ปัจจุบันอายุ 40 ปี) หากเขามีทางเลือกแค่ต่อยมวยไทยต่อ หรือย้ายไปแข่ง คิกบ็อกซิง อาชีพของเขาก็คงไม่ยืนยาวถึงทุกวันนี้ แต่ MMA มีการต่อสู้ที่หลากหลายกว่า เขาก็สามารถนำเอามวยไทยไปต่อยอดได้ จนทำให้เขายังคงสามารถต่อยอยู่ในระดับชิงเข็มขัด One Championship ได้

การมีระบบแบบนี้ มันเปิดโอกาสให้ไม่เฉพาะแค่นักมวยไทย แต่ยังรวมถึงนักกีฬาอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น นักยูโด นักยิวยิตสู นักเทควันโด ก็สามารถต่อยอดได้ใน MMA เพราะชื่อของมันคือการต่อสู้แบบผสมผสาน ที่มีจุดเด่นในการเชื่อมต่อหลายๆทักษะกีฬาเข้าไว้ด้วยกัน

ข้อดีอย่างหนึ่งของ MMA ก็คือเรื่องการเมืองในวงการไม่ได้รุนแรงเหมือนกับ หลายๆชนิดกีฬา ที่ห้ามไม่ให้นักกีฬา ข้ามไปแข่งกีฬาอีกประเภท แต่สำหรับ MMA เราเปิดรับนักกีฬาทุกรูปแบบ และอนุญาตให้ข้ามมาเจอกันได้ เพราะนั่นจะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมของ MMA ดียิ่งขึ้น เพราะนักสู้ MMA จำเป็นต้องเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้หลายๆชนิด

 

นั่นเป็นเพราะส้นทางหลังจากนั้น นักกีฬาต่อสู้หลายๆประเภท ไม่สามารถไปต่อยอดได้ เนื่องจากไม่มีระบบอาชีพรองรับ และ MMA ก็เป็นโอกาสตรงนั้น

อุตสาหกรรมของ MMA เกิดขึ้นจากบนลงล่าง ผมยกตัวอย่างที่ดีมาก รอนดา ราวซีย์ (Ronda Rousey) เธอคือนักกีฬายูโดเหรียญโอลิมปิก แต่หลังจากได้เหรียญรางวัล ชีวิตของเธอยากลำบากมาก จนต้องไปนอนในรถเทรลเลอร์

แต่ที่เธอกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง เพราะได้รับชักชวนให้กลับมาแข่งขัน MMA ในรายการ UFC กลายเป็น ซูเปอร์สตาร์ของวงการ ตรงจุดนี้คุณ เคอร์ริท บราวน์ เคยเล่าให้ผมฟัง กีฬาการต่อสู้ส่วนมาก เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันโอลิมปิก ก็ไม่มีระบบอาชีพรองรับ

แต่ลองคิดกลับกัน หากสามารถนำเอา นักกีฬาคาราเต มวยปล้ำ เทควันโด ยูโด ที่สิ้นสุดการแข่งขันในระดับทีมชาติ มาเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาชีพในการต่อสู้แบบผสมผสาน มันก็สามารถเกิดอาชีพ สร้างรายได้แก่เขา MMA จึงเป็นโอกาสหนึ่งสำหรับนักกีฬาเหล่านี้

 

ยกต่อไปของคุณการทำหน้าที่ ผู้บริหารสื่อ และประธานสมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานในประเทศไทย

ภารกิจของผม ปีนี้ คือ การได้แสดงบทบาท เป็นเจ้าภาพร่วม จัดการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งผมคาดหวังว่าภายในระยะ 1-2 ปี เราจะมีศักยภาพมากพอที่จะจัดการแข่งขันชิงแชมป์โลกได้ เพื่อให้โลกได้เห็นว่า ประเทศไทย พร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางศิลปะการต่อสู้จริงๆ

รวมถึงการสร้างวางระบบรากฐานให้คนทั่วไป และเยาวชนสามารถเข้าถึงศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานได้ ไม่จำเป็นต้องมาฝึกเพื่อเป็นนักกีฬาอย่างเดียว แต่เขาสามารถฝึกเพื่อใช้สันทนาการ เพื่อสุขภาพ เพื่อพัฒนาตัวเอง ใช้ป้องกันตัวเอง ควบคู่กับเดินไปพร้อมๆกับ สมาพันธ์โลก

แน่นอนว่าผมเองรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่ทำให้ สมาพันธ์ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน เกิดขึ้นในเมืองไทย แม้แต่จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ หลังจากนั้นผมก็คงทุ่มเท และทำให้องค์กรสามารถสร้างรายได้ ดูแลตัวเองตัวเองได้ วงการ MMA ในบ้านเราจะได้รับยอมรับ และคนรุ่นหลังที่มาสานต่อ จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ง่ายที่สุด



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง