mainstand

Inspiration

เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์มนุษย์ผ่านโลกฟุตบอล กับดร.วิทย์ สิทธิเวคิน



กีฬาฟุตบอลในความหมายของคุณ คืออะไร?

นิยามสำหรับกีฬาชนิดนี้ อาจแตกต่างกันสำหรับแต่ละคน บางคนมองเป็นกีฬาที่ให้ความบันเทิง บางคนรู้สึกว่ากีฬานี้คือชีวิตของตัวเอง บางคนมองว่ากีฬานี้เป็นภาพแทนของสังคม บางคนใช้กีฬานี้หาเลี้ยงชีพ

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ชายมากประสบการณ์ ผู้เคยเป็นทั้งผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจ นักข่าวกีฬาที่ประเทศอังกฤษ ไปจนถึงผู้บริหารบริษัทชั้นนำของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งคนที่หลงรักในกีฬาลูกหนัง ที่เขาติดตามมายาวนานกว่า 40 ปี

สำหรับหนุ่มใหญ่อารมณ์ดีคนนี้ เขามีนิยามให้กับกีฬาฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเอง เพราะสำหรับดร.วิทย์ ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬาที่ตัดสินผลแพ้ชนะในเวลา 90 นาที แต่เป็นกีฬาที่เปรียบเหมือนพิพิธภัณฑ์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวและให้ความรู้แก่ตัวเขาอย่างไม่รู้เบื่อ

Main Stand จะพาไปแลกเปลี่ยนความคิดว่าฟุตบอลสำหรับผู้ชายคนนี้คืออะไร? เขาเห็นภาพสะท้อนอะไรในกีฬาชนิดนี้? ฟุตบอลสามารถเป็นบทเรียนให้กับมนุษย์ได้อย่างไร ขอเชิญพูดคุยกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ไปพร้อมกับเรา

ในมุมมองของพี่วิทย์ ฟุตบอลคืออะไรครับ

สำหรับพี่ฟุตบอลไม่ได้เป็นเรื่องแค่คน 11 คน วิ่งไล่ลูกบอลอยู่ในสนาม แต่พี่มองว่า ฟุตบอลเป็นเกมที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจของมนุษย์ บุคลิกภาพของมนุษย์ ถ่ายทอดลงไปผ่านเกมฟุตบอล

ในมุมมองพี่ ฟุตบอลคือแบบฝึกหัดจิตวิทยา ฟุตบอลสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละชาติออกมา ผ่านทีมฟุตบอลของชาตินั้น จนทีมบอลแต่ละชาติมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แสดงผ่านตัวตนของคนในแต่ละชาติ ดูฟุตบอลมันเหมือนดูพิพิธภัณฑ์ชีวิตมนุษย์เลยนะ

ทีมฟุตบอลบางชาติหลับตา เรายังนึกภาพออก เรื่องพวกนี้มันขึ้นมาในหัวของเรา โดยที่ไม่มีการเขียนตำรามาบอกเล่า ว่าฟุตบอลประเทศนี้ต้องเป็นแบบนี้

พี่ถามว่า คิดถึงฟุตบอลเยอรมันคิดถึงอะไร? 

ระเบียบวินัย การเล่นเป็นทีม?

ใช่เลย ในขณะที่ฟุตบอลอิตาลี เป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ พี่ว่าสองชาตินี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของการสะท้อนตัวตนผ่านกีฬาฟุตบอล

ตัวตนความเป็นเยอรมัน ถ่ายทอดผ่านฟุตบอลอย่างไร?

เยอรมันเรารู้อยู่แล้วว่า เป็นชาติที่มีระเบียบวินัย มีแบบแผน ทำงานร่วมกันเป็นทีม พวกเขาเป็นชาติที่คิดว่าตัวเองเก่งอยู่เสมอ แต่ก็เป็นชาติที่กล้ายอมรับข้อเสีย ความผิดพลาดของตัวเอง เมื่อวันใดที่พวกเขาไม่ดี พวกเขาจะกล้าพูดว่า “เราดีไม่พอ”

พี่ยกตัวอย่างที่สามารถสะท้อนตัวตนของเยอรมัน ได้ชัดเจนที่สุด คือตอนที่เยอรมันตกรอบแรกฟุตบอลยูโร 2000 พวกเขารู้แล้วว่าเราดีไม่พอ เราต้องการความเปลี่ยนแปลง

เยอรมันจึงสร้างแผนที่จะเปลี่ยนโครงสร้างฟุตบอลของประเทศใหม่ทั้งหมด เพื่อให้กลับมายิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอลอีกครั้ง แต่แผนนี้ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ถึงจะเห็นผล ทุกคนในเยอรมันรู้ว่าต้องใช้เวลานาน แต่คนเยอรมันรอได้ และผลลัพธ์ที่ได้คือแชมป์ฟุตบอลโลก 2014

มันสะท้อนความเป็นเยอรมันนะ มีไม่กี่ชาติจะมาอดทนทำตามแผนที่กินเวลาเป็นสิบปีหรอก แต่เยอรมันทำ และได้ผลจริง 

เมื่อไม่นานมานี้ พี่ได้โอกาสสัมภาษณ์โอลิเวอร์ คาห์น (Oliver Kahn) เขายังพูดถึงเรื่องราวเก่าๆที่เป็นความล้มเหลวของฟุตบอลเยอรมันอยู่เลย พวกเขากล้าที่จะยอมรับความจริง ความล้มเหลวในวันที่ตัวเองดีไม่พอ

ในขณะที่อิตาลี?

พี่เคยคุยกับ เยิร์ก ไฮน์ริค (Jörg Heinrich) ซึ่งเป็นนักเตะชาวเยอรมัน ที่เคยเล่นให้กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และมีประสบการณ์ไปเล่นที่อิตาลี กับฟิออเรนตินา พี่ถามเขาว่าฟุตบอลเยอรมันกับอิตาลี ต่างกันมากแค่ไหน?

เขาบอกว่าต่างกันมาก ที่เยอรมันโค้ชวางแผนให้หมด ว่านักเตะคนไหนมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง ตำแหน่งนี้เล่นอย่างไร มีความรับผิดชอบจุดไหน สิ่งที่คุณต้องทำคือต้องเล่นตามแผนให้ได้

แต่ไปที่อิตาลี โค้ชของไฮน์ริคในตอนนั้น คือ โจวานนี ตราปัตโตนี (Giovanni Trapattoni) บอกเขาว่า ลงไปซ้อมในแบบที่ตัวเองอยากจะเล่น ไฮน์ริคก็งงเลยตอนนั้น เพราะซ้อมตามแผนที่โค้ชกำหนดมาให้ทั้งชีวิต อยู่ดีๆมาเจอให้ลงไปเล่นฟุตบอลแบบไม่มีแผน

สุดท้ายหลังซ้อมเสร็จ ตราปัตโตนีเดินมาคุยกับไฮน์ริคว่า ผมเห็นจุดเด่นของคุณแล้วนะ คือการเติมเกมรุกริมเส้น คุณเล่นตามจุดเด่นของคุณนะ 

สำหรับพี่เยอรมันกับอิตาลีเป็นชาติที่เก่งทั้งคู่ แต่พวกเขามีวิธีการทำงานที่ต่างกันชัดเจน เยอรมันต้องมาพร้อมกับระเบียบแบบแผน วางแผนในการทำงาน วางแผนที่ชัดเจนกับการเล่นฟุตบอล

ขณะที่อิตาลีใช้ความคิดสร้างสรรค์ เน้นจินตนาการ การสร้างแทคติคฟุตบอลของอิตาลี สร้างมาจากการเอาจุดเด่นของนักเตะในทีมมารวมกัน

นี่แหละ คือสิ่งที่พี่มองว่าฟุตบอลสะท้อนให้เห็นตัวตน จิตวิญญาณของมนุษย์ในแต่ละชาติ

พี่วิทย์ได้แนวคิดนี้มาจากไหน

พี่ตกผลึกความคิดนี้ได้ตอนปี 2006 พี่ได้ดูฟุตบอลโลกในเกมรอบรองชนะเลิศที่เยอรมันเจอกับอิตาลี ซึ่งอิตาลีชนะ แล้วพี่ก็คิดว่า ทำไมอิตาลีถึงชนะ ทั้งที่เยอรมันในฟุตบอลโลกครั้งนั้น เป็นทั้งเจ้าภาพ เป็นทีมที่เล่นได้แข็งแกร่งที่สุด ผู้เล่นก็ยอดเยี่ยมมาก แต่ทำไมแพ้อิตาลี

ถ้าเราไปย้อนดูว่าอิตาลี ชนะเยอรมันได้อย่างไรในเกมนั้น จะเห็นว่าประตูที่ได้ท้ายเกมคือลูกยิงผีจับยัด แล้วมันสะท้อนอะไร

พี่เคยคุยกับผู้บริหารแบรนด์ระดับโลก 2 คน เขาพูดเหมือนกันเลยว่า จุดเด่นของคนอิตาลีคือ มีจินตนาการที่ดี และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง

ประตูปลดล็อคที่อิตาลีได้ในวันนั้น มาจากการยิงเปรี้ยงเดียวหาย ในนาทีที่ 119 จะหมดเวลาอยู่แล้ว มันสะท้อนถึงจินตนาการและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีมาก ของชาวอิตาลี

หลังจากนั้นพี่มีความเชื่อฝังอยู่ในหัว คนแต่ละชาติมีจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง และจิตวิญญาณพวกนี้ถ่ายทอดผ่านการเล่นฟุตบอล DNA ของมนุษย์กับ DNA ของฟุตบอลเชื่อมโยงกัน

มีชาติไหนที่ฟุตบอล สะท้อนตัวตนความเป็นชาติ ได้น่าสนใจอีกบ้าง?

ฝรั่งเศส ความยิ่งใหญ่ของชาติฝรั่งเศส กับความยิ่งใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศสในโลกฟุตบอล มีลักษณะเหมือนกัน คือต้องการผู้นำที่เด็ดเดี่ยว 

ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก 2 ครั้ง เพราะมีนโปเลียน (Napoleon Bonaparte) อดีตจักรพรรดิของฝรั่งเศส กับ ชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ในขณะที่โลกฟุตบอล ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่ตลอด 2 ยุคก่อนหน้านี้ เพราะมีมิเชล พลาตินี (Michel Platini) และซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane)

หากเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะพลังการรวมตัวของประชาชน แต่ยิ่งใหญ่จากการมีผู้นำที่เด็ดเดี่ยว ฟุตบอลก็เหมือนกัน ฟุตบอลฝรั่งเศสต้องการผู้นำ

แล้วอังกฤษละครับ?

พี่เคยไปอยู่อังกฤษมาหลายปี พี่มองว่าประเทศอังกฤษ เป็นประเทศที่พร้อมจะทำอะไรที่แตกต่าง หรือแปลกใหม่อยู่เสมอ หลายคนอาจจะมองว่าคนอังกฤษเป็นผู้ดี เป็นคนหยิ่ง อีโก้สูง แต่พี่คิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีอีโก้เลยนะ

ในโลกของฟุตบอลอังกฤษทำในสิ่งใหม่เสมอ เอาโค้ชต่างประเทศมาคุมทีมชาติ เช่น สเวน โกรัน อิริคสัน (Sven-Göran Eriksson) หรือ ฟาบิโอ คาเปลโล (Fabio Capello) ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาไม่ทำหรอก อย่าง สเปน อิตาลี เยอรมัน แค่เรานึกภาพว่าประเทศเหล่านี้ มีโค้ชที่ไม่ใช่คนชาติตัวเองมาคุมทีมชาติ เรายังนึกภาพกันไม่ออกเลย

เพราะชาติเหล่านั้น ยึดมั่นในจิตวิญญาณของตัวเอง แต่อังกฤษไม่ อังกฤษพร้อมที่จะเสี่ยง พร้อมที่จะเปลี่ยน ถ้ามันได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างเรื่องเปิดให้คนต่างประเทศเข้ามาเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในประเทศ อังกฤษก็ทำมาก่อน และเยอะที่สุดในปัจจุบัน ส่งผลให้ฟุตบอลอังกฤษรุ่งเรืองอยู่ในตอนนี้

ตัวตนของฟุตบอลสามารถเปลี่ยนแปลง จากตัวตนของคนในแต่ละประเทศได้ไหมครับ?

ยากนะ พี่มองว่าจิตวิญญาณของแต่ละประเทศ มันถ่ายทอดถึงฟุตบอล ถ่ายทอดผ่านทาง DNA และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (เน้นเสียง) 

แต่พี่มองว่าฟุตบอลสามารถเรียนรู้ เอกลักษณ์ฟุตบอลของชาติอื่นได้ ผ่านผู้จัดการทีมฟุตบอล การที่ฟุตบอลชาติหนึ่งตั้งโค้ชต่างชาติ เพราะว่าเราต้องการเรียนรู้ ตัวตนของชาตินั้น เข้ามาเสริม เข้ามาเติมแต่ง ทีมฟุตบอลให้ดียิ่งขึ้น

พี่ยกตัวอย่าง ทำไมสมัยก่อนทีมชาติไทยมีโค้ชเยอรมันหลายคน เพราะเรามองว่าคนไทยขาดระเบียบวินัย เราอยากได้การทำงานที่เป็นระบบเข้ามาเสริม เราจึงไปเลือกจ้างโค้ชเยอรมันมาคุมทีม

มีชาติตัวอย่างที่น่าสนใจไหม กับการเรียนรู้ DNA ชาติอื่นผ่านฟุตบอล

พี่ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าสนใจนะ ญี่ปุ่นเขามองตัวเองตลอดว่าเขาคือชาติที่ยิ่งใหญ่ในเอเชีย ดังนั้นในโลกฟุตบอลพวกเขาต้องการเป็นเบอร์หนึ่งของทวีป ต้องไปฟุตบอลโลกทุกครั้ง อย่างน้อยต้องไม่แพ้เกาหลีใต้
 
พี่ไปดูฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส พี่เชื่อเลยว่า ญี่ปุ่นคือญี่ปุ่น เล่นเป็นระบบดีมาก ไม่แพ้ชาติในยุโรป แต่ญี่ปุ่นขาดอะไรบางอย่าง พวกเขาเลยตกรอบแรก

หลังจากนั้นญี่ปุ่นไปจ้างโค้ชต่างชาติมาเต็มเลย จากหลากหลายประเทศ เพื่อให้คนญี่ปุ่นได้เรียนรู้ บวกกับด้วยนิสัยของคนญี่ปุ่นเป็นคนขยัน มีวินัยสูง ตั้งใจทำงาน ตั้งใจเรียนรู้ หลังจากนั้นฟุตบอลญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงที่พี่ตามฟุตบอลญี่ปุ่นมากหน่อย คือตอนอัลแบร์โต ซัคเคโรนี (Alberto Zaccheroni) ไปคุมทีมชาติ คำถามคือญี่ปุ่นเอาโค้ชอิตาลีไปคุมทำไม?

เพราะญี่ปุ่น ต้องการเรียนรู้จินตนาการ ญี่ปุ่นไม่เคยเอาโค้ชเยอรมันมาคุมหรอก เพราะประเทศเขาเล่นมีระบบ มีแบบแผนอยู่แล้ว แต่พวกเขายังขาดไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ จึงต้องเอาโค้ชแบบบราซิล, เนเธอร์แลนด์ หรืออิตาลีมาคุม

ญี่ปุ่นมีปัญหาในเกมรุกเสมอ เล่นดีแต่ยิงประตูไม่ได้ เพราะพวกเขาเล่นเป็นแบบแผน คิดถึงทีมเวิร์คมากเกินไป จังหวะควรยิงแต่จ่ายให้เพื่อนหมดเลย พวกเขาต้องการจินตนาการเข้ามาเสริม สุดท้ายตอนได้ซัคเคโรนีเข้ามาคุม ทีมได้แชมป์เอเชียน คัพ 2011

DNA ของฟุตบอลไทยเป็นอย่างไร?

พี่มองว่าฟุตบอลไทยยังสับสนอยู่ว่าเราจะไปทางไหนดี ชาวต่างชาติหลายคนบอกพี่ว่า ประเทศไทยเหมือนกับประเทศอิตาลี เพราะคนไทยเป็นพวกจินตนาการสูง ไม่ค่อยวางแผน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง

แต่บางครั้งประเทศไทย พยายามจะทำตัวเป็นเยอรมัน ทั้งที่เราไม่ใช่เยอรมัน คนเยอรมันลงทุนวันนี้ ถ้าต้องรอคอยผลลัพธ์อีก 20 ปี เขารอได้ แต่คนไทยลงทุนวันนี้ พรุ่งนี้ก็อยากไปฟุตบอลโลกแล้ว 

ฟุตบอลไทยควรสร้าง DNA แบบไหน ให้สะท้อนกับตัวตนของเรา

พี่มองว่าคนไทย เป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยาก คนไทยเวลาอารมณ์เสีย ถ้าเราไปถามว่า “เป็นอะไร” เขาจะตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่จริงๆแล้วในใจรู้สึกไม่ดี 

หรือบางทีคนสองคนเกลียดกัน ลับหลังด่ากันยับ แต่พออยู่ต่อหน้ายิ้มแย้มจับมือกัน ในขณะที่ฝรั่งถ้ามีอะไรไม่พอใจ เขาจะพูดกันตรงๆ คนไทยจึงถือว่าเป็นชาติที่มีความซับซ้อนในตัวเอง

ซึ่งความซับซ้อนตรงนี้ทำให้บางที เรายังหาตัวเองไม่เจอ แต่สำหรับพี่ พี่มองว่าทีมชาติไทยควรใช้โค้ชคนไทย

เพราะโค้ชไทย เข้าใจนักเตะไทย ภาวะอารมณ์ที่ซับซ้อนของคนไทย ซึ่งบางทีโค้ชต่างชาติมาคุมทีม เขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร จุดนี้พี่คิดว่าโค้ชไทยทำได้ดีกว่า กับการรวมนักเตะไทยเป็นหนึ่ง

แต่หลายคนมองว่า เราควรจะเรียนรู้จากต่างชาติ

ใช่ ยังมีหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้ จากชาวต่างชาติ อย่างเราได้มิโลวาน ราเยวัช (Milovan Rajevac) มาคุมทีมชาติไทย เพราะทางสมาคมฟุตบอลไทยต้องการให้นักเตะไทยเรียนรู้อะไรบางอย่าง จากราเยวัช

แต่พี่มองว่า สุดท้ายทีมชาติไทยยังควรใช้โค้ชคนไทยเป็นหลัก เพราะการรวมนักเตะเป็นหนึ่ง เป็นกุญแจสำคัญของทีมชาติไทย พี่เคยคิดเล่นๆว่า ถ้าเราส่งโค้ชไทยไปเรียนรู้วิชาโค้ชจากต่างประเทศ อาจเป็นผลดี มากกว่าเราจ้างโค้ชต่างชาติมาทำงาน 

สุดท้ายแล้ว พี่มองว่าทีมชาติไทยยังหาสูตรสำเร็จไม่เจอ แต่สำหรับพี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ว่าเราทำได้ดีมากแล้ว เพียงแต่มันอาจจะช้าไม่ทันใจคนไทย เพราะคนไทยไม่ชอบการรอคอย 

นอกจากการสะท้อนตัวตน พี่วิทย์เห็นอะไรอีกจากฟุตบอล

พี่มองว่าเราสามารถเรียนรู้ เรื่องของการทำงานได้ อย่างเรื่องที่เราเห็นในวงการฟุตบอลเยอรมัน คือภาพสะท้อนของแนวคิดการทำงานแบบคนเยอรมันออกมาเลย

ที่พี่ชอบคือ ฟุตบอลสอนให้เห็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น จิตวิทยาระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เราเรียนรู้จากไหน เรียนรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีม

ยกตัวอย่าง ปอล ป็อกบา (Paul Pogba) นักเตะคนเดียวกัน ทำไมเล่นได้ไม่เหมือนกัน ทำไมป็อกบายุค อันโตนิโอ คอนเต้ (Antonio Conte) เล่นดี ทำไมป็อกบาไปอยู่ทีมชาติฝรั่งเศส กับดิดิเยร์ เดชองส์ (Didier Deschamps) เล่นดีสุดยอดเลย 

แต่พอมาอยู่กับโชเซ มูรินโญ (José Mourinho) เล่นห่วยมาก ทั้งที่ป็อกบาก็คือป็อกบาคนเดิม คนเดียวกับที่เล่นให้คอนเต้และเดชองส์ เพราะว่าสิ่งที่ป็อกบาได้รับจากมูรินโญ แตกต่างจากคอนเต้กับเดชองส์ 

พี่ไม่ได้บอกว่ามูรินโญไม่ดีนะ เพียงแต่แนวทางของมูรินโญ มันอาจแค่ไม่คลิกกับป็อกบาแค่นั้นเอง นักเตะอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (Zlatan Ibrahimović) กับ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ (Wesley Sneijder) รักมูรินโญเหมือนพ่อคนหนึ่งด้วยซ้ำ

ที่จะบอกคือ บางทีจิตวิทยาแบบหนึ่งอาจใช้ได้ดีกับคนหนึ่งคน อาจใช้ได้ไม่ดีกับคนอีกคน ฟุตบอลสอนให้พี่เรียนรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ เราต้องเรียนรู้เพื่อนร่วมงาน เรียนรู้จิตวิทยาที่เราต้องใช้กับเขา

จิตวิทยาเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ในโลกฟุตบอล?

ถูกต้อง เมื่อก่อนพี่ก็ไม่เข้าใจหรอก ว่าจิตวิทยามันสำคัญแต่ไหนในโลกฟุตบอล สมัยก่อนพี่ชอบฟาบิโอ คาเปลโล จนกระทั่งได้คุยกับนักข่าวอิตาลี เขาบอกว่าคาเปลโลเป็นคนที่ทำงานด้วยยากมาก

คาเปลโล เวลาจะดร็อปใครเป็นสำรอง เขาบอกแค่ว่า “คุณต้องเป็นสำรอง” ถ้าถามกลับว่าเพราะอะไร เขาจะตอบแค่ว่า “คุณเล่นไม่ดี” ไม่มีคำบอกกล่าว ไม่มีคำอธิบาย นักเตะบางคนถึงอยู่กับคาเปลโลไม่ได้นาน

ซึ่งคำพูดแบบนี้ มีแต่จะทำให้นักเตะแย่ลง ฟุตบอลหรือการทำงานคือเรื่องของการสื่อสาร ถ้านักเตะหรือลูกน้องทำไม่ดี เราต้องบอกกล่าว ชี้แนะ ไม่ใช่พอทำผิด แล้วลงโทษ ไม่บอกเหตุผล ไม่พูดไม่จา

พี่ขอยกตัวอย่างอีกคน หลุยส์ ฟาน กัล (Louis van Gaal) พอจะรู้ไหมครับว่านิสัยเขาเป็นอย่างไร?

เป็นคนที่เคร่งในระเบียบวินัยมากๆ?

ถูกต้อง ตอนเขาไปคุมบาเยิร์น มิวนิค เขาไปเจอกับลูกา โทนี (Luca Toni) ทันทีที่เขาเจอโทนี เขาไม่ชอบโทนีเลย เพราะโทนี ด้วยความเป็นคนอิตาลี เขาไม่จริงจังในการซ้อม ซ้อมไปเล่นไป 

ฟาน กัล เห็นแบบนี้เขาเข้าไปตะคอกด่าโทนีทันที หลังจากนั้นโทนีจิตใจติดลบไปเลย คิดลบกับโค้ช ผลงานก็แย่ ลงสนามยิงไม่ได้เลย สุดท้ายต้องบินกลับอิตาลี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ยังเป็นดาวซัลโวบุนเดสลีก้าอยู่เลย

แต่ในทางกลับกัน ฟาน กัล ไปด่าแบบนี้ใส่นักเตะเยอรมัน นักเตะเยอรมันจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะคนเราไม่เหมือนกัน 

ฟุตบอลคือเรื่องของจิตวิทยา การควบคุมชายหนุ่ม 20 กว่าคน ไม่ใช่เรื่องง่าย คนเป็นโค้ชต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรพูดอย่างไร ต้องมีหลักในการบริหารจิตวิทยา ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ใจต้องแลกใจ

จิตวิทยาแบบไหนที่เรียนรู้ได้จากฟุตบอล

ฟุตบอลทำให้พี่รู้ว่า ในการทำงาน เราไม่มีทางทำให้ทุกคนชื่นชอบเราได้ แต่เราต้องเรียนรู้การเป็นผู้นำและการเป็นผู้ตามที่ดี พี่พยายามศึกษาว่า โค้ชคนนี้มีวิธีการทีมอย่างไร เอาเรื่องพวกนี้มาปรับใช้ 

คนบางโดนด่า ขยันตั้งใจทำงาน บางคนโดนด่า ร้องไห้ จิตตก เลิกทำงานไปเลยก็มี แต่นี่แหละมนุษย์ คนทุกคนไม่มีทางเหมือนกัน

สำหรับพี่ การได้ดูการบริหารมนุษย์ ถือเป็นเสน่ห์ฟุตบอลที่พี่ชอบ บางครั้งพี่ชื่นชอบโค้ชฟุตบอลเหล่านี้ มากกว่านักเตะที่เล่นในสนามเสียอีก

โค้ชคนไหนที่พี่วิทย์ เอามาเป็นแบบอย่างมากที่สุด

พี่ชอบโจวานนี ตราปัตโตนี เขาเป็นโค้ชที่สุดยอดมากๆ พี่เคยอ่านบทสัมภาษณ์ล่ามที่เคยทำงานร่วมกับตราปัตโตนี เขาบอกว่าตราปัตโตนีคือโค้ชที่นักเตะให้ความเคารพรักเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง

เพราะตราปัตโตนีมีจิตวิทยาที่ดี ถ้านักเตะคนไหนเสียกำลังใจ ตราปัตโตนีจะเข้าไปปลอบ นักเตะคนไหนกำลังได้ใจ ตราปัตโตนีจะเข้าไปสอน ไปเบรคความความรู้สึกฮึกเหิมนั้นไว้ ถ้านักเตะคนไหนกำลังสับสนหาตัวเองไม่เจอ ตราปัตโตนี จะเขาไปช่วยบอกช่วยชี้แนะ

จุดนี้พี่ชอบมาก ตราปัตโตนีเป็นคนที่ใช้จิตวิทยาได้ดี ลองนึกภาพว่าถ้าเราทำงานออกมาได้ไม่ดี ระหว่างเจ้านายมาบอกว่า “มึง ทำงานอะไรของมึงมาวะ” กับ “น้องทำได้ดีแล้วนะ แต่พี่ว่าน้องลองปรับตรงนี้อีกนิด แก้ตรงนี้อีกหน่อย” พูดคำไหนจะช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้ลูกน้องมากกว่ากัน ต้องเป็นประโยคหลังอยู่แล้ว

สำหรับพี่วิทย์ ฟุตบอลคือการเรียนรู้? 

ในความคิดของพี่ฟุตบอลคือสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ โดยไม่รู้จบ เราเรียนรู้ได้เยอะมากจากฟุตบอล สิ่งที่พื้นฐานของกีฬาฟุตบอลสอนคือ การรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง และการทำงานเป็นทีม

สมมติคุณเล่นเป็นแบ็คซ้าย คุณต้องรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร คุณเป็นแบ็คซ้ายคุณต้องรับผิดชอบพื้นที่ฝั่งซ้าย ไม่ใช่บอลไปทางไหนคุณวิ่งไปทางนั้น 

และฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่เล่นคนเดียว เราต้องเล่นดีเล่นเด่นคนเดียว ไม่ใช่เลย เราต้องเล่นเป็นทีมทำหน้าที่เป็นทีม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีม คือได้รับชัยชนะ

นอกจากการรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง เราต้องร่วมมือทำงานกับผู้เล่นคนอื่นด้วย เป็นแบ็คซ้ายก็ต้องร่วมเล่นเกมรุกและรับกับปีกซ้าย 

บางครั้งเราเป็นฝ่ายช่วยเหลือคนอื่น เช่น เเบ็คซ้ายอาจต้องช่วยเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ให้ทำหน้าที่ให้ง่ายที่สุด เพราะสุดท้ายเป้าหมายในงานของทั้งแบ็คและเซ็นเตอร์ คือจุดเดียวกัน คือช่วยไม่ให้ทีมเสียประตู 

ฟุตบอลเป็นแบบอย่างที่ดีมาก คุณต้องรู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะคุณไม่ได้ทำงานคนเดียว ในขณะเดียวกัน คุณต้องรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่ทำอะไรที่อยากทำ โดยไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ฟุตบอลมีคุณค่าทางการศึกษามากแค่ไหน

ที่ยุโรปฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา ฟุตบอลคือการศึกษา มันต่างกันมาก ระหว่างการเป็นแค่กีฬาที่สร้างความบันเทิง กับกีฬาที่ช่วยพัฒนามนุษย์

ที่อังกฤษจะมีโรงเรียนอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือโรงเรียนที่มีฟุตบอลเป็นวิชาบังคับ สองคือโรงเรียนที่มีวิชาที่มีรักบี้เป็นวิชาบังคับ ถามว่าโรงเรียนที่อังกฤษต้องการสร้างเด็กทุกคนเป็นนักกีฬาหรือเปล่า? ไม่ใช่แน่นอน

เขาต้องการสอนเด็กให้รู้จักการทำงานร่วมกัน ความสามัคคี ที่สำคัญความเป็นสุภาพบุรุษ เวลาไปเตะเพื่อนคนอื่นล้ม คุณต้องยื่นมือไปช่วยดึงเขาลุกขึ้นมา ไม่ใช่ตะโกนด่าทอต่อว่ากัน

ผลแพ้หรือชนะไม่สำคัญ ที่อังกฤษสำหรับเด็กในโรงเรียน เขาไม่ได้ใช้กีฬาสร้างความเป็นเลิศให้กับเด็ก แต่ใช้กีฬาสร้างบ่มเพาะลักษณะนิสัยที่ดี ให้กับเยาวชน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง