mainstand

Converse

Sitzou : โปรเกม PES ผู้มีอาชีพประจำเป็นนักทำเสียงภาพยนตร์ระดับโลก



ในสายตาของใครหลายคน หากนึกถึง “คนเล่นเกม” คงนึกถึงเด็กที่เอาแต่ขลุกอยู่กับหน้าจอ ไม่อ่านหนังสือ ไม่ตั้งใจเรียน…


 

และอาจจะไม่สามารถเติบโตมาเป็น ผู้ใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นอกจากจะนำการเล่นเกม กลับมาเป็นอาชีพเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ยังมีชายคนหนึ่ง ที่สามารถประสบความสำเร็จได้บนเส้นทางชีวิตทั้งสองสาย

ด้านหนึ่งเขาคือรองแชมป์เกม Pro Evolution Soccer (PES) ในศึก Thai E-League Pro Trial Day และได้เซ็นสัญญาเป็นโปร เพลเยอร์ให้ การท่าเรือ เอฟซี ในการแข่งขัน Toyota E-League ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เขาคือนักทำเสียงมือทอง เคยผ่านทำงานในภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง พารานอร์มอล แอคทิวิตี้ (Paranormal Activity) รวมถึงเป็นหนึ่งในทีมทีมเบื้องหลังภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ จนก้าวไปคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ 

Main Stand ขอพาไปรู้จักกับ “วิว - ศิษฏ์ภูริชญ์ นึกได้” หรือที่รู้จักกันในนาม Sitzou (ซิตซู) โปรเกม PES ทีมสิงห์เจ้าท่า ทื่มีงานประจำเป็น คนทำเสียงกับ Kantana Sound

 

เซียนวินนิ่งประจำบ้าน

“เราชอบเล่นเกมตั้งแต่เด็ก เริ่มเล่นสมัยเครื่องแฟมิคอม 8 บิต ตอนนั้นตลับเกมจะมี 99 เกม ในแผ่นเดียว พวกสตรีท ไฟท์เตอร์ มาริโอ ร็อคแมน เราเริ่มเล่นเกมง่ายๆพวกนี้ก่อน” ซิตซู ย้อนถึงความหลังในวัยเด็ก

“ส่วนเรื่องของฟุตบอล เราเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นดูบอลอิตาลี บอลสเปนด้วย จำชื่อนักบอลได้หมด พอดูบ่อยมันก็จำวิธีการเล่น การเข้าทำไปยิงประตูได้ เราเลยอยากลองมาทำในเกมดู ว่าเราทำได้แบบเขาหรือเปล่า”

เมื่อความคลั่งไคล้ที่ต่อเกม และ กีฬาฟุตบอล มาร่วมกัน ซิตซู ลองเล่นทุกเกมลูกหนังที่เขาเคยพบ บางเกมชอบ บางเกมไม่ถูกใจ เขาเปลี่ยนมันไปเรื่อยๆตามกระแสเวลา จนกระทั่งได้มาพบกับ วินนิ่ง อีเลฟเว่น เกมที่ ซิตซู หลงรักจนไม่เปลี่ยนใจไปหาอย่างอื่นได้เลย

“เราเริ่มเล่นเกมฟุตบอล ตั้งแต่เครื่องแฟมิคอม ตอนนั้นตัวยังเป็นเหลี่ยมขยับกระตุกๆ แต่พอขยับมาเป็นซุปเปอร์ แฟมิคอม ระบบมันดีขึ้น ที่ชอบมากๆเลยคือเกม เพอร์เฟคต์ อีเลฟเว่น มีกดปุ่มใช้สูตรแบบคอนทร้า กรรมการเป็นสุนัขวิ่งคาบใบเหลือง”

“อีกเกมที่ชอบเลยคือ เกมเจลีก (J-League Excite Stage) มีทีมโปรดคือชิมิสุ เอส พัลส์ ใช้แล้วชอบมาก เลยตามเชียร์มาจนถึงทุกวันนี้”

“ส่วนวินนิ่ง อีเลฟเว่น เราเริ่มเล่นตอนเปลี่ยนเป็นเครื่องเพลย์สเตชั่น ตอนนั้นเล่นกับคนที่บ้าน รอลูกพี่ลูกน้องมารวมตัวกันวันเสาร์-อาทิตย์ แล้วเล่นกันยันเช้า มีทั้งการจัดเป็นทัวร์นาเมนต์เล็กๆ แพ้ตกรอบ”

“บางครั้งก็จัดเป็นลีก เลือกมากันคนละทีม ต้องเป็นทีมไม่เก่งนะ ในลีกมีคนเล่น 8 คน ที่เหลือก็อัดทีมบอทเข้าไปให้ครบ 20 ทีม เราเล่นกันตามตาราง แข่งเก็บแต้มกันแบบฟุตบอลจริงๆเลย”

ด้วยความหลงใหลในเกมวินนิ่ง ซิตซู คลุกอยู่กับหน้าจอวันละอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเล่นถี่ ฝีมือย่อมเก่งขึ้น

เขาคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันระดับเครือญาติได้อย่างต่อเนื่อง พรสวรรค์การเล่นเกมของ ซิตซู เริ่มฉายแววสู่สายตาคนรอบข้าง แม้บางคนในครอบครัว จะไม่ปลื้มกับเรื่องนี้เท่าไรนัก

“ปกติของพ่อแม่ทุกคน เขาไม่ค่อยชอบให้ลูกเล่นเกมหรอก เห็นเรามาคลุกกับเรื่องพวกนี้ทั้งวัน ไม่ยอมทำอย่างอื่นเลย เขาก็บ่นว่าเล่นมากสายตาสั้น เล่นมากแล้วเครียด อยากให้เราไปอ่านหนังสือ”

โชคดีที่ ซิตซู รู้จักการแบ่งเวลาตั้งแต่เด็ก อาจจะไม่ได้อ่านหนังสือมาก แต่เขาใช้เวลาว่างระหว่างรอกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทำการบ้านทั้งหมดที่มีในแต่ละวันให้เสร็จ เพื่อใช้เวลาว่างอย่างเต็มที่กับ การเล่นเกม โดยไม่ต้องกังวลกับภาระใดที่ยังคั่งค้าง

“เราใช้ชีวิตแบบคนปกตินะ ตื่นมาไปโรงเรียน ตกเย็นก็ออกไปเล่นนอกบ้านแบบเด็กทั่วไป ขี่จักรยาน เตะบอล แล้วค่อยกลับมาเล่นเกม”

“ยอมรับนะว่า ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ แต่เราทำการบ้านตลอด ก่อนเล่นเกมต้องจัดการให้มันจบไปเลย พอการเรียนมันไม่ได้รับผลกระทบ เราเลยต่อรองเรื่องการเล่นเกมของเรากับพ่อแม่ได้”

 

ผู้ปิดทองหลังภาพยนตร์

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ช่วงเวลาแห่งความสนุกในวัยเด็กได้หมดลง และสิ่งที่เข้ามา คือการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดเส้นทางในชีวิตของตัวเอง

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ซิตซู มีความสนใจใหม่เพิ่มเข้ามาในชีวิต นั่นคือ  “ภาพยนตร์” เขาสนุกที่ได้ชมภาพยนตร์ทุกครั้ง และหลงใหลถึงขั้นเคยรวมตัวกับเพื่อนๆ นัดกันซื้อเสื้อลายสตาร์ วอร์ส (Star Wars) เพื่อใส่ไปดูพร้อมกันในกลุ่ม เมื่อหนังเรื่องนี้ถูกนำมารีมาสเตอร์ใหม่ กลับมาฉายในโรงอีกครั้ง

“เราไม่ได้มองไกลเรื่องชีวิตตัวเองเลย แค่เล่นเกม ดูหนัง ไปวันๆ พ่อกับแม่ก็มาบอกว่า เขาอยากให้เราเป็นตำรวจ เป็นนักบิน แต่ลึกๆเรารู้แหละ ว่าไม่ได้คิดจะเป็นอะไรแนวนั้น”

“จังหวะพอดี พอตอนมัธยมปลาย เรามีโอกาสได้ไปฝึกงานกับบริษัทชื่อ ซีวีดีไอ ตอนนั้นเขาให้ไปดูกระบวนการทำหนัง มิกซ์เสียงนู่นนี่นั่น เรารู้สึกว่ามันน่าสนุก เราเลยตั้งเป้าไปเรียนในด้านสื่อสารมวลชน หรืออะไรที่เกี่ยวกับหนัง”

หลังตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการเข้าสู่อาชีพในสายงานภาพยนตร์ ซิตซู จึงเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ที่คณะมนุษยศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งไม่ได้เปิดสอนการทำหนังโดยตรง แต่ตัวเขามองว่าการเลือกมาเรียนตรงนี้ ยังดีกว่าถอดใจ และยอมแพ้ไปทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย

“เดี๋ยวนี้ เราว่ามันดีที่ว่า เด็กสมัยใหม่อยากทำหนัง มันก็มีคณะเกี่ยวกับมัลติมีเดีย หรือ ภาพยนตร์ รอรับไว้เลย แต่เมื่อก่อนต้อง นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หรือ วารสารฯ มธ. เท่านั้น ซึ่งเราไม่ติด”

“ตอนช่วงมหาลัย เราเน้นไปทางโฆษณาหนักๆเลย เพราะรุ่นพี่เราชอบทำโฆษณา แล้วตอนฝึกงานมันจะต้องไปออกกองกับเขา เราก็ตามดูจนถึงโพสต์ โปรดักชัน (Post-Production) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการ เลยคิดว่าได้ไปเก็บประสบการณ์นิดๆหน่อยๆก็ยังดี”

เมื่อเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย ซิตซู  ตัดสินใจศึกษาต่อในคอร์สระยะสั้นของสถาบันเอกชน ที่เปิดสอนวิชาเฉพาะในด้านงานเสียง ก่อนเริ่มชีวิตการทำงานตามที่ใจต้องการไว้

“เริ่มแรก เราไปสมัครทำงานกับบริษัท เทคนิค คัลเลอร์ เขาก็รับให้ลองทำงานดู โดยเราทำในส่วนของเสียงคนพากย์ ทั้งงานแบบการ์ตูน หรือ ซีรีย์เกาหลี เราก็ไปอัดเสียงเขาแล้วเอามาตัดต่อ ซิงค์ตรงกับปากให้มันไม่น่าเกลียด แล้วก็ส่งต่อให้ส่วนอื่นไป”

“เราทำตรงนั้นอยู่สักพัก จนพี่อีกคนที่เขาทำโฟลีย์มาก่อน ต้องการขยับไปทำตรงอื่น มันก็เหมือนกับเราต้องโตตามอายุงาน เขาเลยถามเราว่า อยากมาทำโฟลีย์หรือเปล่า นั่นก็จุดเริ่มต้นจนยาวมาถึงทุกวันนี้ น่าจะทำมาเกือบสิบปีแล้วมั้ง”

สำหรับงาน โฟลีย์ (Foley) ที่ ซิตซู ทำอยู่นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอน โพสต์ โปรดักชั่น หรือขั้นตอนหลังการถ่ายทำภาพยนตร์

โดยหน้าที่ของฝ่ายโฟลีย์ คือการทำเสียงเอฟเฟคต์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหนัง ตั้งแต่เสียงเดิน เสียงเปิดประตู ไปจนถึงเสียงปืน หรือ เสียงระเบิด หากผู้กำกับของหนังเรื่องนั้นต้องการ

แม้การทำโฟลีย์ จะมีความสำคัญต่อภาพยนตร์ทุกเรื่อง แต่ความเป็นจริง แผนกนี้มีผู้สนใจเข้ามาทำงานไม่มากนัก แม้แต่ ซิตซู ยังบอกกับเราว่า ต้องการเห็นคนทำหนังสายเลือดใหม่ เข้ามาสู่เส้นทางเบื้องหลังในจุดนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม

“เราเลือกทำเสียงในภาพยนตร์ เพราะมีคนสนใจเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะการทำโฟลีย์ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ เพราะต่อให้เลือกมาด้านเสียง คนก็อยากไปทำซาวด์ ดีไซน์ (Sound Design) กันหมด”

“งานเรามันปิดทองหลังพระ ทำแค่เสียงคนเดินในหนัง แต่ถ้ามันไม่มีคนทำตรงนี้ มันก็หนังขาดชีวิต มีแค่เสียงคนพูด เสียงเพลง ไม่มีอย่างอื่น เราเลยอยากมาทำตรงนี้แหละ มันอาจจะน่าเบื่อหน่อย ทำแต่งานเดิมๆ ทำเสียงเดิน เสียงเปิดประตู ใส่ในหนังทุกเรื่อง แต่ถ้าสักวันไม่มีโฟลีย์ไป หนังมันก็ขาดรายละเอียดไปเลย”

ปัจจุบัน ซิตซู ทำงานอยู่ในตำแหน่ง หัวหน้าแผนกเสียงโฟลีย์ (Chief Foley Department) ของ บริษัท กันตนา ซาวน์ สตูดิโอ

โดยมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการทำเสียงให้ภาพยนตร์อย่าง ฝนตกขึ้นฟ้า, ลุงบุญมีระลึกชาติ, ฉลาดเกมส์โกง และ 9 ศาสตรา ชนะเลิศรางวัลสุพรรณหงส์ สาขาบันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม 

 

เข้าสู่วงการเกมอาชีพ

แม้จะก้าวสู่วัย 34 ปี และ มีหน้าที่การงานให้รับผิดชอบ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือ ความหลงใหลในการเล่นเกม ซิตซู มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่จะขาดไปไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว

“เราเล่นเกมทุกวัน สมมติว่าเลิกงาน 6 โมงเย็น เราต้องกลับไปเล่น PES ที่บ้านละ ปกติเราเล่นคนเดียว แข่งกับบอทอะไรก็ว่ากันไป ถึงงานมันเยอะแค่ไหน เราก็ไม่เคยเลิกเล่นเกม เพราะเราคลายเครียดไปกับมัน”

“งานของเราตรงนี้ เรามันมีเส้นตาย บางทีช่วงท้าย ต้องทำงานถึงตีหนึ่งตีสอง ไม่ได้พักเลย ตัวงานเองก็ส่งแบบวันต่อวัน มันเริ่มล้า เริ่มคิดไม่ออกว่าต้องทำเสียงยังไง ถ้าฝืนทำไป เสี่ยงคุณภาพตกอีก เราต้องออกมาเล่นเกมบ้าง ให้เราออกไปจากหนังเรื่องนี้ก่อนสักพัก เราเลยรู้สึกว่า เล่นเกมมันก็คลายเครียดดีเหมือนกัน”

ด้วยความที่งานรัดตัว และใช้เกมเป็นเพียงเครื่องมือคลายเครียด ซิตซู จึงไม่มีโอกาสได้ออกไปเล่นเกมกับ โปร เพลเยอร์ คนอื่น หรือ เรียกได้ว่า ไม่เคยรู้จักถึงสังคมเกมวินนิ่งภายนอกเลย

“เราไม่เคยรู้ว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นเลย ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เราแอบอยู่ในกะลาเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยแข่งขันกับคนอื่น เราเล่นแค่กับคนในครอบครัว ก็เหมือนกับจัดอันดับกันแค่ในบ้าน มันไม่ได้วัดฝีมือกับคนอื่นจริงๆ”

“พอตอนภาค 2018 ออกมา ลูกพี่ลูกน้องเราชวนเข้ากลุ่มเล่น PES ในไลน์ เราเลยได้เจอคนอื่นเยอะขึ้น มีได้เล่นกับพี่อาร์ม (กัปตันทีม MSC ชลบุรี อี สปอร์ต) แล้วพอได้เจอคนใหม่ๆ คนเล่นเกมที่ฝีมือดี เราก็ตื่นเต้น เลยเริ่มติดตามข่าวสารบ้าง”

หลังจากทื่เริ่มออกมาพบเจอ สังคมคนเล่นเกม PES ภายนอกได้ไม่นาน สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ผลักดันให้เกิดการแข่งขันลีกอาชีพของเกมวินนิ่ง ในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “Thai E-League Pro” (ไทย อี ลีก โปร) และเปิดการคัดเลือก ให้บรรดาผู้เล่นจากทั่วประเทศ เข้ามาพิสูจน์ตัวเองในการแข่งขันรายการนี้

ซิตซู คือหนึ่งในบรรดาผู้เข้าแข่งขันเกือบหนึ่งพันชีวิตในรายการดังกล่าว ที่ขอเข้ามาทดสอบความสามารถบนพื้นหญ้าหน้าจอของตัวเอง

“เราเพิ่งมารู้ว่ามีการแข่งขัน อี สปอร์ต จริงจัง ตอนคัดเลือก ไทย อี ลีก โปร เนี่ยแหละ นั่นคือครั้งแรกที่เห็นข่าวว่า มีแข่งแบบนี้ด้วย เราก็ชวนคนพี่ๆน้องๆที่เล่นด้วยกันในบ้านมาแข่งด้วยกัน ไปแข่งเอาฮากับครอบครัวกันเอง”

“ก่อนแข่ง เราไปถ่ายรูปกับป้ายทางออกไว้ด้วยนะ แบบเตรียมตกรอบตั้งแต่ยังไม่แข่งเลย เพราะเรามาเล่นแค่อยากลองว่า จะพาตัวเองไปได้ไกลสุดแค่ไหน”

”ตอนนั้นขอแค่ไม่ตกรอบแรก ก็พอแล้ว”

ถึงจะมาแข่งแบบขำๆ แต่สิ่งที่ ซิตซู ทำได้นั้นเกินคาด เขาเปิดตัวกับการแข่งขันวินนิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรก ด้วยการคว้าตำแหน่งรองแชมป์ของรายการมาครอง แบบช็อคสายตาบรรดามืออาชีพทั้งงาน

“นัดแรกรอดตัวมาได้อย่างไร เรายังไม่รู้เลยนะ มันเป็นครั้งแรกด้วยแหละที่เราแข่งเกมจริงจังกับคนอื่น เกร็งมากเลยตอนนั้น จริงๆเราโชคดีเยอะนะ ชนะจุดโทษหลายเกมเลย นัดแรกก็ชนะต่อเวลา”

“มีช่วงท้ายๆประมาณรอบ 16 คน ที่เรารู้สึกมั่นใจ มันเลยเล่นดีจริงๆ อาจจะเพราะเราไม่ได้ซีเรียสกับการแข่งขัน มีแวบหนึ่งที่คิดว่าเล่นนานแล้ว อยากกลับบ้านด้วย เพราะพี่ๆน้องๆก็ตกรอบไปหมดแล้ว แพ้ก็แพ้ไม่เป็นไร ขอเล่นไปเรื่อยๆ มองกันนัดต่อนัด แต่มันก็ได้ถึงอันดับสอง”

“พอเราเป็นถึงรองแชมป์ มันก็มีคนรู้จักในวงการมากขึ้น แบบไอ้คนนี้มาจากไหน อยู่ๆก็มาได้รองแชมป์ เพราะไม่มีใครไม่รู้จักเรา ปกติมันจะมีกลุ่มสังคมของเขาอยู่ เขาก็จะรู้จักกันในหมู่คนเล่นเกมอยู่แล้ว แต่เราแบบมาจากไหนก็ไม่รู้ มีข่าวลือด้วยว่า เราย้ายสายจากฟีฟ่ามาเล่นวินนิ่ง แต่ความจริงคือ เราเล่นวินนิ่งมาอย่างเดียวแหละ (หัวเราะ)”

แม้จะเปิดตัวอย่างร้อนแรงในการแข่งขันระดับอาชีพ แต่ ซิตซู ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับการทาบทามให้เข้าเป็น โปร เพลเยอร์ จริงจัง

จนสุดท้าย ได้รับการชักชวนจาก อาร์ม วรวิช อนันตรักษ์ กัปตันทีมชลบุรี ให้ลองไปคัดตัวกับสโมสรการท่าเรือ จนได้เข้ามาเป็นผู้เล่นอาชีพจริงๆ แบบที่ตัวเองไม่เคยคิดฝันมาก่อน

“หลังจากทัวร์นาเมนต์นั้น ก็มีคนเข้ามาชวนเล่นเกมเยอะขึ้น ได้เข้าไปอยู่ในสังคมของเขาจริงๆแล้ว แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าได้อันดับสองแล้ว ต้องมีทีมเล่นต่อไป แค่คิดว่าได้ที่สอง โอเค จบ”

“สุดท้ายเป็นพี่อาร์มชวนให้เราลองไปคัดของท่าเรือ เราคิดว่าโชคชะตาพาไปเหมือนกันนะ เพราะก่อนหน้านี้ มีพี่ที่เชียร์ท่าเรือ เขาบอกเราหลังได้รองแชมป์ว่า เก่งขนาดนี้ต้องมีทีมเล่นแล้ว และ พี่เขาเชียร์ท่าเรือด้วย เขาเลยบอกให้เราเป็น วิว ท่าเรือ”

 

บาลานซ์งานที่รัก

“ก่อนแข่งนัดแรกไม่ได้กดดันอะไร แต่พอเล่นจริง มันแบกความคาดหวังของสโมสรท่าเรือ แบกความคาดหวังของทีมเอาไว้ เราเลยรู้สึกว่า มันจะไม่ได้แล้ว จะเหลาะแหละไม่ได้”

“ถามว่าเครียดไหม ก็เครียดนะ อย่างฤดูกาลแรกนี่ค่อนข้างเครียดเลย เพราะผลงานไม่ค่อยดี แถมบางที อาทิตย์นี้จะแข่งแล้ว เราซ้อมไม่ได้เลย เพราะงานหลักของเราเวลามันไม่แน่นอน” ซิตซู ย้อนให้ฟังถึงความรู้สึก หลังเข้ามาเป็นผู้เล่นอาชีพ ให้กับทีมการท่าเรือ อี สปอร์ต

ด้วยบทบาทกัปตันทีม ซิตซู จึงต้องรับผิดชอบในการดูแลทีมมากกว่าคนอื่น แม้จะมีงานประจำที่ต้องใช้เวลาทำมากพอสมควร และอาจทำให้เขาหาเวลาฝึกซ้อมได้ยาก

แต่เขายืนยันกับเราว่า สิ่งสำคัญของการเป็น นักเล่นเกมมืออาชีพ คือ ต้องมีรับผิดชอบสูง และจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวมากที่สุด เพื่อไม่ให้งานฝั่งหนึ่งต้องเสียหาย จากการรบกวนเวลาของงานอีกฝั่งหนึ่ง

“งานของเรามันไม่เป็นเวลา อย่างวันนี้ (วันสัมภาษณ์) เราเข้างานรอบเย็น คือ 4 โมงเย็น ถึงตีหนึ่งครึ่ง บางทีการรวมตัวกันซ้อมมันก็ลำบาก บางวันต่อให้เข้างานรอบเช้า เลิกปกติ 5 โมงเย็น แต่ถ้างานไม่เสร็จ เส้นตายมันใกล้แล้ว เราต้องลากยาวไปอีก”

“ก่อนหน้านี้ ท่าเรือ มีโปรแกรมต้องแข่งห้านัดในอาทิตย์เดียว เราต้องพูดคุยกับน้องที่ทำงานว่า พี่ขอสลับคิวนะ ขอเข้าเช้าอย่างเดียวได้มั้ย แล้วเดี๋ยวสัปดาห์ต่อไปพี่เข้าช่วงเย็นให้ โชคดีที่ในทีมเราเข้าใจ เราเองก็ต้องแจ้งหัวหน้าไว้ด้วยว่าบางสัปดาห์มีแข่ง อาจจะเข้ามาไม่ได้ บางทีเราต้องรบกวนน้องๆในบริษัท เข้ามาทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อมาเก็บงานอัดเสียงที่เสร็จไม่ทันตามแผนให้จบ”

“ส่วนของการเล่นเกม ถ้าทำงานเลท จนถึงบ้านประมาณสามทุ่ม เราจะกินข้าวแปบเดียวแล้วซ้อมเลย ลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน วันปกติก็ประมาณนี้ ส่วนสุดสัปดาห์ เราจะหยุดจากงานประจำ ไปเข้าแคมป์ซ้อมกับทีม ถ้าวันไหนเราติดงาน เราก็พยายามไม่ให้มันเกินสามโมงเย็น แล้วค่อยตามไปซ้อมทีหลัง ที่ลำบากคือเวลากินจะน้อยหน่อย เหมือนทำงาน 7 วันเลยครับ”

ไม่ใช่แค่จัดสรรเวลาให้ลงตัวกับงานทั้งสองอย่าง ซิตซู ยังต้องแบ่งเวลาให้กับภรรยาและครอบครัวด้วย โดยการเข้ามาของอาชีพ โปร เพลเยอร์ อี สปอร์ต ยิ่งทำให้การแบ่งเวลาทำงาน จากเดิมที่มีแค่งานภาพยนตร์ ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่

“เราทำงานไม่เป็นเวลาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บางทีช่วงปีใหม่ สงกรานต์ เราไม่ได้หยุด ต้องเข้ามาทำงาน แรกๆก็มีปัญหากับภรรยา ว่าทำไมช่วงเทศกาลไม่ได้หยุด ไม่ได้เจอกัน แต่สุดท้าย เราต้องปรับความเข้าใจกับเขาให้ได้ว่า งานมันเลื่อนไม่ได้แล้ว”

“เราโชคดีที่ภรรยาเราเข้าใจ ว่ามันเป็นหน้าที่ของเราจริงๆ ทั้งงานหลัก งานรอง สุดท้ายพอเราไปเล่นเกม เขาตามมาเชียร์เราตลอด บางวันถ้าแข่งเสร็จไว เราก็ไปหาอะไรกินกัน หรือวันไหนเราทำงานเย็น ตอนกลางวันเราก็พาเขาไปดูหนังหน่อย อาจจะเหนื่อยที่นอนน้อย แต่เราต้องแบ่งเวลาจากงานให้เขาด้วย”

ทั้ง ครอบครัว งานด้านภาพยนตร์ และ การเล่นเกม ทุกอย่าง คือ สิ่งที่ ซิตซู  รักและทุ่มเทเวลาให้อย่างเต็มที่ แต่เขาคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้ หากไม่รู้จักการแบ่งเวลา และจัดลำดับความสำคัญตั้งแต่เด็ก และยังทำมันอย่างเคร่งครัดจนถึงปัจจุบัน

เคล็ดลับดังกล่าว คือเรื่องง่ายๆที่ทำให้ ซิตซู ยังคงใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งที่รัก และ สามารถประสบความสำเร็จได้ บนเส้นทางที่เลือกเดินด้วยตัวเอง

“ตอนเด็กเราเล่นเกมหนักนะ เล่นหามรุ่งหามค่ำ แต่มันเป็นเรื่องดีต่อตัวเอง เพราะเราควบคุมให้มันไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนได้ บางคนติดเกมจนไม่เอาอย่างอื่นเลย แต่เราไม่ขนาดนั้น ต้องออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ไม่ได้ถึงบ้านเข้าห้องเล่นเกมอย่างเดียว”

“เราแค่ควบคุมตัวเองให้ได้ก็พอ อย่างเราเล่นแค่วันละ 3 ชั่วโมง พยายามกำหนดเวลาไว้ แล้วเล่นแค่นั้น ดูตามสภาพร่างกายว่าไหวแค่ไหน อย่าง ช่วงวัยรุ่น อดหลับอดนอนเล่นเกมไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ขึ้นเลขสามแล้ว การพักผ่อนมันมีผลจริงๆ ทั้งสุขภาพเราเอง และผลการแข่งขันด้วย”

“สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับตัวเองว่า เราจะจัดการมันยังไง อยู่กับเกมอย่างเดียว ยิ่งตอนนี้เกมมันได้หลากหลาย คุณก็เลือกได้ว่าจะอยู่กับโลกออนไลน์ หรือ คนรอบข้างในชีวิตจริง มันก็แล้วแต่เราเองแหละว่า เราจะตัดสินใจยังไง อันไหนควรไม่ควรกับชีวิตของตัวเราเอง” ซิตซู กล่าวข้อคิดทิ้งท้ายให้เกมเมอร์ทุกคนผ่าน Main Stand

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

>> คุยกับ “วิศรุต วิเคราะห์บอลจริงจัง”...ในวันที่วินนิ่งไทยเป็นลีกจริงจริง

>> จากนักโทษสู่นักกีฬาทีมชาติ : เกมชีวิตจริงของ “ต้น Darkkiller”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง