mainstand

Converse

ฮิปโป เอฟซี : ทีมฟุตบอลของคู่สามี-ภรรยา ที่ไม่เคยรับสปอนเซอร์แม้แต่เจ้าเดียว



ลองคิดดูมันจะแปลกแค่ไหน ? หากเอาสัตว์โลกที่มีภาพจำ สุดน่ารัก ตัวกลมอ้วน อย่าง “ฮิปโปโปเตมัส” มาตั้งเป็นชื่อทีม


 

ใครจะไปเชื่อว่า ความแปลกดูที่ไม่น่าเป็นไปได้ จะเกิดขึ้นจริง... ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อทีม อย่างเดียว หากแต่พวกเขายังส่งทีมแข่งขันรายการสำคัญของฟุตบอลไทย เป็นเรื่องเป็นราว

ในโปรแกรมศึกฟุตบอล “ช้าง เอฟเอ คัพ 2019” รอบสอง “โปลิศ เทโร เอฟซี” สโมสรที่แฟนบอลไทยทุกคนต่างรู้จักเป็นอย่างดี มีคิวเปิดสนามพบกับ “ฮิปโป เอฟซี” ทีมลูกหนังชื่อสะดุดหู และมีตัวตนจริงๆ

หากคุณคิดว่า ชื่อทีม “ฮิปโป” คือความแปลกที่น่าสนใจสุดของ ทีมนี้แล้ว คุณคิดผิดถนัด เพราะเรื่องราวตลอด 7 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งทีม พวกเขามีความแปลกหลายอย่าง บางเรื่องก็เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมาย

จนคิดไม่ถึงว่า พวกเขาจะมาไกล ถึงจุดที่ได้ลงสนาม ประจันหน้ากับ “โปลิศ เทโร เอฟซี” ในศึกฟุตบอลถ้วยเก่าแก่บ้านเรา

ที่สำคัญ ทีมฟุตบอล “ฮิปโป เอฟซี” มีเจ้าของทีมเป็น “คู่สามี-ภรรยา” มนุษย์เงินเดือน และแฟนบอลเดนตาย ผู้ถือตั๋วปี สโมสร การท่าเรือ เอฟซี รับหน้าที่ตำแหน่ง ประธานสโมสร, ผู้จัดการทีม, หัวหน้าผู้ฝึกสอน

ภายใต้นโยบายข้อสำคัญ คือ ไม่รับสปอนเซอร์ ออกทุนเองทุกอย่าง เพราะต้องการสร้างทีมฟุตบอลสมัครเล่น ที่ปราศจากแนวคิดด้านธุรกิจ แม้นั่นจะทำให้พวกเขาเสียเงินไปหลายล้านบาทแล้วก็ตาม

 

กำเนิด “ฮิปโป เอฟซี”

ฮิปโป เอฟซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 โดย “หนิง” จงจิตร มุละสีวะ และ “โม” สุรศักดิ์ วงษาปาน คู่รักที่มีความชื่นชอบในการชมฟุตบอล ทั้งบอลนอกกับสโมสรลิเวอร์พูล หรือบอลไทยกับทีมการท่าเรือ เอฟซี ที่มักหาเวลาไปชมเกมเหย้าอย่างไม่ว่างเว้น

แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ หนิง จงจิตร กับ โม สุรศักดิ์ สนใจอยากทำทีมฟุตบอลเป็นของตัวเอง เกิดขึ้นขณะที่ ผู้เป็นสามีไปเตะฟุตบอลสมัครเล่นให้ทีมๆหนึ่ง แล้วมีความรู้สึกไม่ประทับใจกับวิธีปฏิบัติของ คนทำทีม

“เมื่อก่อนผมกับเพื่อนๆ เราเตะฟุตบอลกันอยู่ที่ สนาม สห. (สารวัตรทหาร) แถวอนุเสาวรีย์ชัยฯ แต่อาจจะเป็นเพราะเราไม่ถูกใจกับสิ่งที่เขาทำ และการปฏิบัติกับเพื่อนเรา ก็เลยเกิดไอเดียว่า ถ้าเราออกมาทำทีมเอง มันจะดีกว่านี้ไหม” โม สุรศักดิ์ ที่มีอาชีพเป็น เมสเซนเจอร์ กล่าวเริ่ม

“ตอนแรกที่แยกตัวออกมาทำเอง ไม่เคยคิดเลยว่าจะทำทีม 11 คนได้ เราแค่อยากส่งแข่งบอล 7 คน ตามสนามต่างๆ ให้เพื่อนๆ น้องๆที่รู้จักได้เล่น ก็มาปรึกษากับ หนิง เขาก็โอเค แต่ว่าถ้าจะทำทีม เขาขอให้ใช้ชื่อ ฮิปโป เอฟซี นะ”

หนิง จงจิตร ที่ทำงานประจำเป็น หัวหน้าฝ่ายบัญชี บริษัท เอกชนแห่งหนึ่ง คือผู้อยู่เบื้องหลังชื่อทีม “ฮิปโป เอฟซี” รวมถึงออกแบบโลโก้ ฮิปโปโปเตมัสคาบลูกฟุตบอล

ในตอนแรก เราเข้าใจว่า สาเหตุที่เธอใช้คำว่า “ฮิปโป เอฟซี” เพราะต้องการชื่อทีมที่ฟังดูน่ารัก เป็นมิตรกับทีมอื่น แต่เหตุผลที่ หนิง จงจิตร ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสร และบริหารจัดการนอกสนามทั้งหมด อธิบายให้เราฟัง กลับแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราคิด

“เราเคยดูสารคดีฮิปโปฯ ซึ่งในความเป็นจริง ฮิปโป มันไม่ได้น่ารักเลยนะ เป็นสัตว์ที่แข็งแรงและน่ากลัวมาก เวลาอยู่กันเป็นกลุ่มในน้ำกัน จระเข้ ก็จะไม่กล้าเข้าใกล้  เพราะมันสามารถกัดจระเข้ได้ขาดครึ่งท่อน แล้วในป่าอะเมซอน ฮิปโป เป็นสัตว์ที่ฆ่าคนตายมากที่สุดเลยนะ”

“เหมือนกับทีมฟุตบอล ต้องเล่นเป็นกลุ่ม ไม่ใช่ฉายเดี่ยว ซึ่งตรงกับ ลักษณะของ ฮิปโป ถ้าหากรวมกันเป็นกลุ่มจะแข็งแรง หวงพื้นที่ของมัน แต่คนไทย อาจติดภาพ ฮิปโป จากตัวการ์ตูนที่มันดูอ้วนๆ น่ารักๆ พอพี่โมมาปรึกษาว่าอยากทำทีม เราก็บอก ทำเลย แต่ให้ใช้ชื่อ ฮิปโป นะ เพราะอยากให้ทีมของเราเป็นแบบนั้น”

“แต่ก็มีบางคน เวลาเห็นทีมฮิปโป ชอบคิดว่าเราตั้งมาจากตัวเอง หรือตั้งตามผู้รักษาประตูของเราหรือเปล่า (หัวเราะ) ความจริงไม่ใช่ เราชอบนิยามของ ฮิปโป ที่มันแข็งแรงเวลาอยู่กันเป็นกลุ่ม”

ทีม ฮิปโป เอฟซี จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ด้วยเงินทุน 10,000 บาท โดยขุมกำลังชุดแรกเริ่ม เป็นเด็ก ม.ปลาย จากโรงเรียนเทพสิรินทร์, สาธิตรามคำแหง และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มาฟอร์มทีมเข้ากับเพื่อนๆ ที่ โม สุรศักดิ์ รู้จัก ต่อมาด้วยความที่เด็กๆเหล่านี้ ต่างมีเพื่อนฝูง ก็เริ่มบอกต่อกันแบบปากต่อปาก

จนทำให้ขนาดของทีม ฮิปโป เอฟซี เริ่มใหญ่ขึ้น ถึงขนาดที่สามารถส่งทีมฟุตบอล 7 คน ได้ถึง 2 ทีมในรายการเดียว และท้ายที่สุดก็ต้องขยับมาส่งบอลสนามใหญ่ 11 คน เพราะผู้เล่นมีเยอะเกินกว่าจะส่งแข่งแบบฟุตบอล 7 คนได้

และไม่ใช่แค่ขุมกำลังพลังหนุ่มของพวกเขา ที่มีอายุเติบโตขึ้นทุกปี ผลงานในสนามเช่าของ ฮิปโป เอฟซี ภายใต้การควบคุมการฝึกซ้อม และวางแท็คติกยามแข่งขันโดย โม สุรศักดิ์ ก็ค่อยๆกล้าแกร่งขึ้น หลังพ้นผ่าน 3 ปีแรกในการลองผิดลองถูก

ถึงขนาดที่ว่าบางสนาม บางทีม และบางทัวร์นาเมนต์ ไม่อนุญาตให้ ฮิปโป เอฟซี ลงแข่งขัน เนื่องจากเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ยิงประตูเยอะมาก บางเกมไหลไปเป็น 10 ประตูก็มี  

โดยเฉพาะยามเล่นในสนาม กรีนฟิลด์, เพลเมเกอร์ ย่านเลียบด่วนรามอินทรา จนเป็นที่มาของฉายา “ฮิปโปเลียบด่วน” ที่ทีมลูกหนังนอกลีก ใน กทม. ต่างรู้จักถึงความไม่ธรรมดาของ ฮิปโป เอฟซี ที่มักกวาดแชมป์ในหลายๆ สนามเช่า ที่แข่งขัน  

จนดูเหมือนว่าสนามบอลสมัครเล่น อาจเล็กเกินไปเสียแล้วสำหรับทีมๆนี้...

 

เก่งใหญ่เกินสนามเช่า แต่เล็กจนไม่ถึงสนามลีก

“เราไม่เคยมีความคิด ที่จะส่งทีมเข้าแข่งขัน TA (ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก ลีกสมัครเล่นที่จัดโดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย) จนมีพี่คนหนึ่งที่รู้จักกัน บอกว่า เราน่าลองสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ดูนะ เพราะว่าปีนี้บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล ก็สามารถสมัครได้”

“เราจึงเริ่มเกิดความสนใจ เพราะว่า TA เป็นลีกของสมาคมฯ เราอยากเข้าไปอยู่ตรงนั้น ปีแรกที่ส่งแข่ง เราตัดสินใจว่าจะใช้เด็กของเราที่เล่นฟุตบอล 7 คนบ้าง 11 คนบ้าง ผสมผสานกัน ไม่รับคนนอก โดยไม่สนว่าจะเข้ารอบหรือตกรอบ เพราะเราอยากให้เด็กลองไปหาประสบการณ์”

หนิง จงจิตร ตระเตรียมเอกสารเพื่อยื่นสมัครให้ ฮิปโป เอฟซี ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก่อนส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอลลีกสมัครเล่น “ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก” ในฤดูกาล 2017 โซนกรุงเทพมหานคร พบกับ กาญจนพัฒน์ เอฟซี

ด้วยประสบการณ์ที่ด้อยกว่า บวกกับอาการตื่นสนาม แข้งฮิปโป เอฟซี ไม่สามารถเล่นได้อย่างที่ตัวเองต้องการ เล่นผิดพลาดตลอดทั้งเกม ท้ายที่สุด ฮิปโป เอฟซี พ่ายแพ้ ตกรอบแรก ไปตามระเบียบ

“เรารู้ว่าเด็กเราเล่นได้ดีกว่านี้ แต่เขาก็ตื่นสนาม ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ก็ถือเป็นประสบการณ์ ที่ทำให้เราเห็นข้อบกพร่องของทีมว่า เด็กเรา ต้องซ้อมให้มีพละกำลัง และจิตใจที่เข้มแข็งมากกว่านี้”

“หลังจากเกมนั้น เด็กๆในทีมก็ดูมีวินัยมากขึ้น มาตรงเวลา นัดซ้อมมาซ้อม ไม่ใช่ไม่มาซ้อม มาแต่วันแข่ง เขาก็เปลี่ยนไป ดูแข็งแรงขึ้น พยายามพัฒนาตัวเอง เพื่อกลับไปให้ดีกว่าเดิม ใน TA ปี 2018” หนิง จงจิตร ปธ.สโมสร เผย

ผ่านพ้นข้ามปีจากความพ่ายแพ้ในฤดูกาลก่อน “ฮิปโปเลียบด่วน” กลับมาลุยต่อในศึก ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก ซีซั่น 2018

โดยในครั้งนี้ รูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนไป จากน็อกเอาท์แพ้คัดออก เปลี่ยนรอบคัดเลือกแบบแบ่งสาย นำเอาแชมป์กลุ่ม ไปเล่นรอบมินิลีก 2 สาย ผู้ชนะจากสายบน สายล่าง จะมาเจอกันในนัดชิงชนะเลิศ เพื่อหาตัวแทนโซนกรุงเทพฯ ไปชิงตั๋วเลื่อนชั้นกับ ตัวแทนโซนปริมณฑล ซึ่งเป้าหมายของ ฮิปโป เอฟซี อยู่ที่รอบมินิลีก

“APD” แบรนด์ถุงมือชื่อดัง คือคู่แข่งทีมแรกที่ ฮิปโป เอฟซี ต้องพบเจอ ในเกมนี้ “เอ๋” พิศาล ดอกไม้แก้ว ผู้รักษาประตูแถวหน้าของเมืองไทย และเจ้าของทีมและแบรนด์ APD เดินทางมาชมเกมด้วยตัวเอง ซึ่ง โม สุรศักดิ์ ยอมรับว่า หากมองตามชื่อชั้นพวกเขาดูเป็นรองทีมของ พิศาล แบบสุดกู่

“แอบหวั่นเหมือนกัน เพราะเกมแรกเราเจอทีม APD ผมว่าเขาคงคิดว่า น่าจะชนะเราไม่ยาก ขนาดโค้ชของ APD วันนั้นเขายังไม่จับมือกับผมเลย เพราะเขาไม่รู้จักเรา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีความมั่นใจ คือผมเหลือบไปเห็นผู้เล่นคนหนึ่งในทีมเขา เป็นนักเตะที่เคยมาเทสต์กับเรา แต่ไม่ผ่าน”

“ผมคุยกับสตาฟฟ์อีก 2 คน คุยกับน้องๆในทีมว่า ถ้าแบบนี้แสดงว่าเรายังมีหวัง จบเกมนั้นเราชนะไปได้ 3-1 นัดที่สองเสมอ เข้ารอบมินิลีก ตามเป้าหมาย สิ่งที่เราทำหลังจากเข้ารอบ คือ ส่งผู้เล่นตัวสำรองยกชุดลงเกมแรกของ มินิลีก เพราะเรารักเด็กทุกคนเท่ากัน โอเครอบแบ่งกลุ่ม เราใช้ตัวจริงเยอะ เพราะเรามีเป้าหมายอยากไป มินิลีก ”

“แต่เมื่อเราบรรลุเป้าหมายแล้ว เราอยากให้โอกาสผู้เล่นสำรองได้เล่นบ้าง ให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งผลงานในปีที่แล้ว เราจบอันดับ 2 รอบมินิลีก เก็บได้ 4 คะแนน (แข่ง 3 นัด) พวกเราก็สัญญากับเด็กว่า ปีหน้า (2019) จะส่งทีมในถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ ให้พวกเขาได้ลองไปสัมผัส”

สำหรับทีมฟุตบอลสมัครเล่น ไม่ใช่ว่าทุกทีมที่มีสิทธิ์ จะเลือกส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอลถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ เพราะส่วนมากมีความกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย การเดินทาง ที่อาจต้องไปแข่งยังพื้นที่ไกลๆ รวมถึงความกลัวที่อาจถูกถล่มยับเยิบ จนเสียความมั่นใจ

แต่สิ่งที่ ฮิปโป เอฟซี คิดกลับแตกต่างออกไป พวกเขาไม่มีความกลัวที่จะพ่ายแพ้ แถมยังมีความต้องการอยากพบเจอทีมใหญ่ เพื่อให้ผู้เล่นทุกคนในสนาม ได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเอง แม้จะลงเล่นอยู่ นอกระบบลีกอาชีพ ที่สายตาของผู้คนมักมองข้ามนักฟุตบอลจากตรงนี้

 

ไม่ใช่สโมสร เราเป็นแค่ทีมฟุตบอล

“เราไม่มีข้อผูกมัดใดๆกับเด็ก เด็กจะไปคัดตัวที่ไหน ไปซ้อมกับใคร ไปเล่นกับใครก็ได้ แต่ขออย่างเดียวให้บอกเรา เพราะเราทำตรงนี้เพื่ออยากให้เด็กๆ ได้ประสบการณ์ และอยากให้คนภายนอกได้เห็นฟอร์มของเด็กเรา เผื่อว่าในอนาคตมีคนชวนเขาไปเล่นอาชีพ เพราะเราเชื่อว่าเด็กเราบางคน เล่นดีกว่านักเตะ ไทยลีก 4 บางคนที่เราเคยไปดูมาอีก เราอาจจะพูดเข้าข้างตัวเองก็ได้นะ”

“ที่ผ่านมาก็เคยมี เด็กที่เล่นกับเราได้ไป ลีกอาชีพ ในไทยลีก 3-4 ประมาณ 4-5 คน เราไม่ถือว่าเป็นเครดิตเรานะ เพราะเราไม่เคยมีสัญญากับเขา ทั้งหมดเป็นเครดิตของเด็กล้วนๆ เพราะเขามีความขวนขวาย มีศักยภาพมากพอ ทุกคนที่อยู่กับเรา เรารักเขา เหมือนคนในครอบครัว เรามีความสุข เราดีใจ ถ้าวันหนึ่งเขาต่อยอดไปเล่นอาชีพได้ เพราะเราอยากไปดูเขาเล่นที่สนาม ในระดับไทยลีก 4 ไทยลีก 3 ไทยลีก 2 หรือ ไทยลีก 1 ในทุกเสาร์-อาทิตย์ เหมือนกัน”

ฟุตบอลถ้วย ช้าง เอฟเอ คัพ ในมุมมองของ หนิง - จงจิตร มุละสีวะ จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ให้ ผู้เล่นในทีม ซึ่งส่วนใหญ่เป็น นศ.ที่เพิ่งเรียบจบ ได้มาแสดงฝีเท้า และต่อยอดโอกาสเท่านั้น โดยไม่ได้คิดไกลถึงขั้นยกระดับจาก ทีมสมัครเล่น มาเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ

สมุทรปราการ ยูไนเต็ด อดีตทีมแถวหน้าของลีกภูมิภาค ที่เพิ่งตกชั้นจาก ไทยลีก 4 คือคู่แข่งด่านแรกของ ฮิปโป เอฟซี ท่ามกลางแฟนคลับปีศาจปู 200-300 ชีวิต ที่ตามมาให้กำลังใจทีมรัก และคงประหลาดใจกับชื่อทีมเยือนไม่น้อย

“พอขึ้นนำ 2-0 ความรู้สึกตอนนั้นอยากเกมจบลงเลยทันที เพราะกลัวจะโดนแซง แต่เกมนั้นน้องๆทุกคนเล่นได้ดีมาก ไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะชนะ 8-0” นายหญิงฮิปโป เอฟซี กล่าวด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะร่า

ฮิปโป เอฟซี สร้างเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่ถล่มชนะ สมุทรปราการ ยูไนเต็ด ขาดลอย 8-0 ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป โดยในช่วงพิธีการจับสลาก รอบสอง พวกเขามีโอกาสพบกับทีมจาก โตโยต้า ไทยลีก ก่อนที่ผลการประกบคู่จะกลายเป็น โปลิศ เทโร เอฟซี อดีตยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งตกชั้นไปสู่ M-150 แชมเปียนชิพ หมาดๆ

“ใจจริงอยากจับสลากเจอ การท่าเรือนะ อยากลงไปเหยียบสนามแพทฯ เพราะเราสองคนเป็นเมมเบอร์ตั๋วปีของ การท่าเรือ นั่งประจำอยู่โซน B ติดตามทีมตลอด พอถึงช่วงจับสลาก ตอนนั้นก็เหลืออีกไม่กีทีม ภาวนาในใจว่าอยากเจอ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะอยากให้เด็กได้ประสบการณ์ แต่พอจับเป็น โปลิศ เทโร เอฟซี ถือเป็นทีมใหญ่เหมือนกัน น้องบางคนยังพูดเลยว่า เขาไปดูเทโรฯ มาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดว่าจะได้เจอ” หนิง จงจิตร กล่าวเริ่ม

“ความจริงถ้าตามที่จับสลาก เราได้เป็นเจ้าบ้าน ซึ่งจะใช้สนามของ เกร็กคู ที่เราติดต่อไว้แล้ว แต่พอเป็น โปลิศ เทโร เอฟซี เราก็ให้น้องๆในทีม แจ้งกับเทโรฯ ขอสลับให้เขาเป็นเจ้าบ้าน เพราะว่าเดินทางไม่ไกลมาก และอยากให้เด็กๆในทีมได้ไปสัมผัสบรรยากาศกองเชียร์เทโรฯ และลงเล่นในสนามเทโรฯ เจอผู้เล่นระดับประเทศ”

1 พฤษภาคม 2019 จะเป็นอีกหนึ่งวันที่น่าจดจำของ ฮิปโป เอฟซี หากมองดูจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อยากทำทีมฟุตบอล 7 คน เมื่อหลายปีก่อน ณ ตอนนี้ พวกเขากำลังเข้าใกล้กับคำว่า สโมสรอาชีพ เข้าไปทุกขณะ

แต่ในความใกล้นี้ โม สุรศักดิ์ ผู้จัดการทีม กลับบอกเราว่า เขาทั้งคู่ไม่เคยคิดหรือต้องการให้ “ฮิปโป เอฟซี” เป็นสโมสร เพราะแนวทางการบริหารทีม รวมถึงอุดมการณ์ของพวกเขา ไม่เคยคิดเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ จากการทำทีมฮิปโป เอฟซี

ฮิปโป เอฟซี ทำในสิ่งที่แปลกและแตกต่างจากทีมสมัครเล่นทั่วไป จากการไม่เก็บค่าเช่าสนามตอนฝึกซ้อม ค่าส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน จากนักฟุตบอล (โดยปกติ นักเตะต้องช่วยหารค่าใช้จ่ายด้วย) แถมยังมีน้ำดื่ม ชุดแข่งขันให้ผู้เล่นตลอด นอกจากนี้ยังทำประกันอุบัติเหตุรายปี แก่นักเตะทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะยังอยู่กับทีม หรือย้ายออกไปก็ตาม

ขณะที่ สองสามี-ภรรยา บริหารค่ายใช้จ่าย ในการทำทีม ทุกวัน ทุกสัปดาห์ เพื่อให้นักฟุตบอลไม่ต้องเสียเงิน  “หนิง จงจิตร” เปิดเผยว่า สิ่งหนึ่งที่พวกเขาแตกต่างกับสโมสรฟุตบอลอาชีพ และไม่สามารถเป็นได้ ก็คือ ฮิปโป เอฟซี ไม่เคยเปิดรับสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุน แม้แต่เจ้าเดียว ทุกบาท ทุกสตางค์ คือเงินที่พวกเขาจ่ายเอง

“ทีมนี้มีแค่เราสองคนที่ออกเงิน เราไม่เคยเปิดรับสปอนเซอร์ เพราะเรารู้ว่าตัวเองมีผู้สนับสนุนไม่ได้ เราไม่ต้องการให้ใครมาตีกรอบ ก็เลยทำด้วยกันสองคนนี่แหละ ถ้าถามว่าเสียเงินไปมากแค่ไหน ก็น่าจะซื้อรถเบนซ์ได้ 1 คันนะ แต่ไม่ใช่ว่า เราทุ่มเงินตู้ม! ก้อนเดียวเป็นล้านนะ แต่หมายถึงว่าเราต้องเสียเงินเองตลอด รวมๆก็ หลักล้าน ”

“เพราะเราไม่สามารถไปทำแบบนี้กับทีมอื่นได้ ต่อให้มีคนขอให้ไปช่วย เราก็คงไม่ทำ ถามว่าเราอยากเป็นสโมสรอาชีพไหม? ก็ไม่นะ เพราะเราไม่ได้มีทุนเยอะ เราสองคนไม่ใช่คนรวยนะ เป็นคนที่ทำงานหนักมาก ทำทุกวัน เราอยากทำทีมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ส่งแข่งขันในรายการของสมาคม ให้เด็กมีโอกาส มีทัวร์นาเมนต์ลงเล่น”

“ถ้าเราขยับขึ้นไปเล่น ไทยลีก 4 เราต้องวิ่งหาสปอนเซอร์ หากเรามีสปอนเซอร์ เขาก็ต้องคาดหวังผลประโยชน์จากเรา ผลงานไม่ดี เขาก็จะเข้ามาบีบเรา กดดันเรา ผลงานดี เขาก็อยากเข้ามามากกว่าเดิม เราไม่เคยคิดทำฟุตบอลแบบธุรกิจ ไม่ได้ทำเพื่อหวังเป็นนายหน้านักเตะ ทั้งที่มีแต่คนบอกให้เราทำแบบนั้น เราอยากทำทีมเล็กๆ ที่เราสามารถบริหารจัดการ ควบคุม และมีรายการของสมาคมฯ ลงแข่งเท่านั้น ไม่อยากคิดไกลกว่านี้”

เข็มนาฬิกาที่สนามกรีนฟิลด์ ซอย มัยลาภ  เคลื่อนมาถึงเวลา 2 ทุ่มตรง คิวการฝึกซ้อมประจำสัปดาห์ ของ ฮิปโป เอฟซี เริ่มต้นขึ้น นักฟุตบอลส่วนมากที่เป็น แข้งเด็กวัยเรียน และคนวัยทำงาน ทั้งชาวไทย กและต่างชาติ (ไม่ใช่นักเตะอาชีพ) ลงยืดเส้นยืน สาย ฝึกซ้อมแท็กติก ลงทีมแข่งขัน โดยมี โม สุรศักดิ์ ควบคุมการฝึกซ้อม ส่วน หนิง จงจิตร คอยบริหารจัดการดูแลเรื่องนอกสนาม

นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จนถึงกลางดึก ของทุกสัปดาห์ที่ “ฮิปโป เอฟซี” จะนัดหมายรวมพลกันมาฝึกซ้อม อุ่นเครื่อง ตามศักยภาพที่ทีมสมัครเล่นทีมหนึ่งซึ่งบริหารโดย คู่ สามีภรรยา จะสามารถทำได้

ในปี 2019 ฮิปโป เอฟซี มีรายการแข่งขันเป็นประจำอยู่ใน BPL (แบงค็อก พรีเมียร์ลีก) ลีกสมัครเล่นของกรุงเทพฯ ที่ต้องเตะในแทบทุกสัปดาห์ รวมถึงทัวร์นาเมนต์ของสมาคมฯ อย่าง ช้าง เอฟเอ คัพ และ ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก

อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ อย่างที่สโมสรฟุตบอลอาชีพพึงจะมี แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความรัก อันบริสุทธิ์ที่พวกเขามีให้ต่อ กีฬาฟุตบอล อย่างยากจะเปรียบ…

“ไม่รู้สิ คนเรามันมีวิธีการหาความสุขที่แตกต่างกัน เราสองคนเป็นคนที่คิดเหมือนกัน และมีความสุขที่ได้ทำตรงนี้”

“เอารถเบนซ์ มาแลกกับสิ่งที่เราทำลงไปทั้งหมด เราก็ไม่เอา เพราะเราไม่อยากได้รถเบนซ์ เราอยากดูฟุตบอล อยากเห็นเด็กๆ ได้โอกาสดีๆในชีวิต มาถึงจุดนี้มันเกินคุ้มแล้วค่ะ” หนิง จงจิตร ทิ้งท้ายกับเรา ก่อนขอตัวไปนั่งดูทีมฝึกซ้อมอยู่ข้างสนาม



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง