mainstand

Inspiration

ไร่ใหม่ อะคาเดมี : เมล็ดพันธุ์ลูกหนังจากจิตอาสาในชุมชนที่สอนเด็กเกือบร้อยชีวิต



หากเปรียบนักฟุตบอลอาชีพคนหนึ่งเป็นดั่ง “ต้นไม้ใหญ่”  เด็กและเยาวชน ก็คงเหมือนกับ “ต้นกล้า” ที่ต้องใช้เวลาเพาะบ่มหลายปี กว่าจะเติบโต และผลิดอกออกผล


 

เวลาสี่โมงเย็น ช่วงต้นเดือนเมษายน ภายในสนามฟุตบอลชุมชน ตำบลไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แสงแดดในฤดูร้อน ยังคงทำหน้าอย่างที่แข็งขัน ตามปกติของฤดูกาล

ลำแสงจากฟากฟ้า ทอดลงมาให้เรามองเห็น “เงาบนพื้นหญ้า” ที่สะท้อนเป็น เงาของนักฟุตบอลรุ่นเยาว์ หลายสิบชีวิต กำลังวิ่งอบอุ่นร่างกายรอบๆ สนาม ก่อนสัญญาณนกหวีดจากโค้ชผู้ฝึกสอน จะดังขึ้นในอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา เพื่อเรียกเด็กๆเหล่านี้มาฝึกสอนฟุตบอล เป็นประจำอย่างเช่นทุกวัน

ด้านนอกของสนามไม่ใกล้นัก ผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง ปูเสื่อจับกลุ่มนั่งพูดคุยกัน บ้างก็นั่งเฝ้าดู ลูกหลานตนเอง ที่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ฝึกวิชาฟุตบอลกับสตาฟฟ์โค้ช ตามรุ่นอายุ หรือบางคนมานั่งที่ข้างสนาม เพื่อรอรับแข้งตัวจิ๋วกลับบ้านพร้อมกัน หลังเลิกการฝึกซ้อมช่วงเย็นในเวลา 18.00น. หรือ 19.00น.

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทุกๆเย็นของ “ชมรมฟุตบอลไร่ใหม่ อะคาเดมี” แหล่งเพาะบ่มนักเตะเยาวชน ในชุมชนตำบลไร่ใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง เกือบ 100 ชีวิต ที่บริหารจัดการและฝึกสอน โดย “โค้ชจิตอาสา” ที่ไม่มีใครได้เงินค่าตอบแทน แม้แต่บาทเดียว ในการเสียสละมาทำหน้าที่ตรงนี้

จากวันแรกที่ พวกเขาเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปในจิตใจของเด็กๆ...และในวันนี้ เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี  ผลผลิตของไร่ใหม่ อะคาเดมี เติบโตงอกงามไปมากเพียงใด?

และหากโค้ชจิตอาสา ทำสิ่งนี้โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ขาดทุน  ผลประกอบการของพวกเขา ในการลงทุน ลงแรง ทำอะคาเดมีฟุตบอลแห่งนี้ คืออะไร? บนโลกแห่งความเป็นจริง ที่ทุกอย่างไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ

 

ฤดูที่ 1 : หว่านเมล็ดพันธุ์

“จุดเริ่มต้นของ ชมรมฟุตบอลไร่ใหม่ อะคาเดมี เกิดขึ้นมาจากลูกชายผม อยากฝึกหัดกีฬาฟุตบอล แต่ผมก็ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้มากนัก ก็นึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เขาเคยเล่นฟุตบอลระดับท้องถิ่น จึงได้ชวนให้เขาและเพื่อนๆที่รู้จักมาช่วยฝึกสอนให้หน่อย”

“ความตั้งใจแรก พวกเราแค่อยากให้ลูกหลานตัวเองได้มาออกกำลังกาย จำได้ว่า เปิดสอนครั้งแรก  มีเด็กมาเรียนแค่ 4 คนเอง เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 1 คน ซึ่งเป็นลูกสาวของโค้ชที่ตามมาด้วย ทีแรกคิดว่าจะทำแค่ระยะสั้น สัก 5-6 เดือน คงเลิกไป ก็ไม่คิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งจะมาได้ไกลขนาดนี้”

ดาบตำรวจ สรายุทธ สำราญราษฎร์ หรือที่เด็กๆในอะคาเดมีเรียกว่า “โค้ชเต้” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ย้อนความหลังกลับไปเมื่อประมาณปี 2015 เขาได้ติดต่อชักชวน “โค้ชเต้ย” ภูมินทร์ แสงทองอร่าม เพื่อนที่รู้จักกันในหมู่บ้านมาช่วยฝึกสอนฟุตบอลให้กับบุตรชายของตนเอง

ต่อมา โค้ชเต้ย ภูมินทร์ ที่ทำงานเป็น พนักงานขับรถยนต์ ประจำโรงพยาบาลสามร้อยยอด ได้ชักชวน “โค้ชตึ๋ง” เฉลิมพล วาณิชยานันท์ นักวิชาการสาธารณสุข และ “โค้ชต้าน” นัทธวัฒน์ เจ้าโส เจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน ที่ทั้งสองคนไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน และมีความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอล มาช่วยฝึกสอนเด็กๆ ที่เริ่มค่อยๆมีจำนวนเพิ่มขึ้นในทุกๆสัปดาห์

จนในที่สุดทั้ง 4 คน ตกลงปลงใจร่วมกันก่อตั้ง “ชมรมฟุตบอล ไร่ใหม่ อะคาเดมี” ขึ้นมา พร้อมกับสวมบทบาท โค้ชจิตอาสา ที่ไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ในการฝึกสอนฟุตบอลมาก่อน

“พอดีเพื่อนผม (ดาบตำรวจสรายุทธ) ชวนให้มาสอนฟุตบอลให้ลูกชายเขา ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะ ‘เอาสิ’ สอนเด็กเตะบอล จับบอล เบสิคเล็กๆน้อยๆ ตามที่เราเคยรู้มา พอผ่านไปได้สัก 6 เดือน จากที่มีเด็กอยู่ 4-8 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 30 คน”

“โชคดีที่เราได้ โค้ชตึ๋ง เฉลิมพล ที่เขาเก่งเรื่องการประสานงาน เริ่มติดต่อหาทีมอุ่นเครื่องในพื้นที่ใกล้ๆ เช่น อ.กุยบุรี, อ.ปราณบุรี, อ.หัวหิน”

“เด็กๆที่มาซ้อมกับเรา พอกลับไปโรงเรียน เขาก็ไปชวนเพื่อนมาฝึกอีก เพราะเรารับเด็กตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนถึงอายุ 15 ปี ปัจจุบันเรามีเด็กเกือบ 100 คน จากทั้งหมด 5 รุ่นอายุ ประมาณ 97 คน คิดดูว่าเบอร์เสื้อ 1-99 ที่เราให้เด็กใส่เรียงกัน เรามีครบจนถึงเบอร์ 99”

เมื่อมีจำนวนเด็กในชมรมเพิ่มขึ้น หลายสิบชีวิต จากความคิดแรกเริ่มที่วางแผน ฝึกสอนฟุตบอลระยะสั้นให้กับเด็กๆในชุมชน จึงต้องเปลี่ยนไปเป็นการสร้างอะคาเดมีฟุตบอล ที่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว เพื่อให้เยาวชน ได้มีสถานที่ฝึกฝน และเล่นฟุตบอล

นอกจากนี้ ระยะเวลาการฝึกสอน ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ยาวนานขึ้น จากเดิมที่เคยฝึกสอนช่วงเย็นหลังเวลาเลิกเรียน เลิกงาน วันละ 1 ชั่วโมง เพิ่มเป็น 2 ชั่วโมง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อ จิตอาสาทุกท่าน ที่ต้องลงทุนด้วยเวลา และเสียสละทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อสานต่อความตั้งใจนี้

ในฤดูแรกของการเข้ามาอาสาทำ ชมรมฟุตบอล ไร่ใหม่ อะคาเดมี จึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก และอุปสรรคต่างๆมากมาย ที่ผ่านเข้ามาทดสอบจิตใจ ผู้เพาะเมล็ดพันธุ์จิตอาสาทุกชีวิต

...พร้อมเครื่องหมายคำถามจากชาวบ้านบางส่วนที่ตราหน้าว่าพวกเขา “หากินกับเด็ก” ?

 

ฤดูที่ 2 : ปลูกด้วยรัก ฟูมฟักด้วยใจ

“จำนัดแรกที่ส่งทีมไปแข่งได้ไหม?” เราถาม ภูมินทร์ แสงทองอร่าม เฮดโค้ชใหญ่ไร่ใหม่ อะคาเดมี

“โอโห แมตช์แรกเราโดนไป 12-0 นัดที่สองแพ้ยับ 11-1 แพ้แบบสู้ไม่ได้เลย เหมือนเล่นลิงชิงบอล แต่ต้องยอมรับสภาพว่า เด็กเรายังเล่นฟุตบอลไม่ค่อยเป็น ตอนนั้นอายุเฉลี่ยเด็กประมาณ 8-9 ขวบเอง”

“พอจบเกมนัดแรก เด็กบางคนนั่งร้องไห้เลยนะ บางคนก็แสดงอาการออกมาว่า เหนื่อยมาก วิ่งทั้งเกม บางคนถึงขั้นไม่อยากเล่นฟุตบอลต่อแล้ว เพราะเราแพ้เยอะมาก พวกผมก็ต้องสอนเด็กให้เข้าใจว่า ฟุตบอลมีแพ้ มีชนะ นี่เป็นแค่นัดแรก ยังไม่ถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ พยายามปลอบใจให้เด็กๆกลับมาสู้กันต่อ เราไม่ดุ ไม่ว่าเขา”

ความพ่ายแพ้ในนัดแรก ไม่อาจทำให้ความตั้งใจที่อยากพัฒนาเยาวชนของ กลุ่มสตาฟฟ์โค้ชจิตอาสา ลดน้อยลงไป เพราะหลังจากวันนั้น โค้ชทุกคน เพิ่มความใส่ใจ ตั้งใจลงไปมากขึ้น ทั้งการศึกษาข้อมูลรูปแบบการฝึกซ้อมจากทางอินเตอร์เน็ต ยามเว้นว่างจากเวลางาน

รวมถึงการตระเวนหาทัวร์นาเมนต์ แมตช์อุ่นเครื่อง แม้กระทั่ง จัดรายการฟุตบอลเยาวชนขึ้นมาเอง ในชื่อ ไร่ใหม่ อะคาเดมี คัพ ขึ้นมา เพื่อให้เด็กทุกคนที่มาฝึกซ้อมกับโค้ชจิตอาสา ได้มีประสบการณ์ในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ภายใต้แนวคิดที่อยากให้ เยาวชนทุกคนในอะคาเดมี ได้มีแมตช์ลงเล่น

จากผลการแข่งขันที่แพ้ขาดลอย ก็เริ่มค่อยๆ แปรเปลี่ยนมาเป็น แพ้ด้วยจำนวนประตูที่น้อยลง, เสมอคู่แข่ง ไปจนถึงบางนัดที่สามารถเอาชนะทีมอื่นๆได้  

สิ่งนี้เอง ได้สร้างความมั่นใจให้กับทุกชีวิตใน ชมรมฟุตบอล ไร่ใหม่ อะคาเดมี ว่าพวกเขาเดินมาถูกทาง แม้ระหว่างเส้นทางจะต้องพบเจอกับคำดูถูก จากนอกสนามเข้ามาบั่นทอนจิตใจบ้าง

“ความท้อมันก็มีอยู่บ้าง เพราะคนภายนอกบางคนเขาไม่ได้สัมผัส เขาคิดไปเองว่า พวกเราหากินกับเด็ก พวกเรามันบ้า บางทีก็รู้สึกท้อนะ เพราะผมตั้งใจมาทุกวัน มาทำเพื่อเด็ก แต่คนก็ยังเอาเราไปพูดในทางไม่ดี” โค้ชเต้ย ภูมินทร์ พนักงานขับรถโรงพยาบาลฯ และ เฮดโค้ชไร่ใหม่ อะคาเดมี เริ่มพูด

“ผมโดนคนสบประมาทเยอะมาก บ้างก็ว่า ‘โค้ชมันบ้านนอก โค้ชไม่มีความรู้ โค้ชไม่มีไลเซนส์ จะไปสอนเด็กได้อย่างไร’ ใช่ ครับ ผมยอมรับ ผมไม่มีไลเซนส์ แต่ผมมีใจ มีความรักที่อยากทำ ผมคิดว่า ใจ นี่แหละสำคัญที่สุด เด็กเห็นว่าเราทำจริง มาสอนทุกวันไม่เคยขาด นำเด็กวอร์ม ลงไปเล่นกับเด็ก เมื่อผมให้ใจเด็กเต็มๆ ก็มีส่วนทำให้ เด็กและผู้ปกครองเชื่อใจเรา”

“เด็กบางคนแปบอลไม่เป็น วางเท้าไม่ถูก ผมก็ต้องเริ่มจาก จับข้อเท้าเขา เพื่อให้เขาวางเท้าถูกวิธี เพราะส่วนใหญ่เด็กมาอยู่อะคาเดมีเรา ไม่เคยมีทักษะด้านฟุตบอลมาก่อน กว่าจะฝึกเด็กคนหนึ่งที่ไม่เป็นฟุตบอลเลย ให้เล่นได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร และความอดทนมาก”

“ผมเป็นคนที่อดทนได้ และมีความเข้าใจเด็ก อย่างวันไหนถ้าเด็กรู้สึกเบื่อๆ ผมก็จะหาเกมมาเล่นบ้าง เพื่อให้เด็กสนุก เมื่อเด็กสนุก เด็กก็จะรักฟุตบอล และอยากมาซ้อมทุกวัน”

นอกเหนือจากพลังใจที่ ทีมงานโค้ชจิตอาสา ต้องทุ่มเทลงไป พวกเขายังต้องเสียสละเวลาว่าง ความสุขส่วนตัว และเรี่ยวแรงกำลังกายมากมาย ในการทำมาอะคาเดมีชุมชนแห่งนี้

ตั้งแต่เช้าตรู่ บรรดาโค้ชจิตอาสา จะต้องสลับเวรกันมาเปิด-ปิด รดน้ำสนามหญ้า เพื่อไม่ให้หญ้าแห้งตาย ไปจนถึงการเก็บดูแลรักษาอุปกรณ์ ประชุมพูดคุยวางแผน ทำทุกกระบวนการ ยันมืดดึก เนื่องจากที่ ไร่ใหม่ อะคาเดมี ไม่ได้มีเงินที่จะไปจ้างคนงาน มาทำหน้าที่ตรงนี้

จนวันหนึ่ง ความพยายามและความตั้งใจที่ กลุ่มโค้ชจิตอาสา ไร่ใหม่ อะคาเดมี ก็ทำให้ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น รวมถึงผู้นำชุมชน ต่างเห็นถึงความสำคัญ และได้เข้ามาร่วมสนับสนุนเพื่อให้ ชมรมฟุตบอลจิตอาสาแห่งนี้ สามารถยืนระยะอยู่ได้

คมสัน สำราญราษฎร์ กำนันตำบลไร่ใหม่ ที่รับตำแหน่งเป็น ประธานชมรมฟุตบอลไร่ใหม่ อะคาเดมี บอกกับเราว่า “ภาพรวมของชาวบ้านที่นี่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนมะพร้าว ขนุน มะม่วง ความเป็นอยู่มีความสมัครสมาน สามัคคีกันดีนะครับ เพียงแต่ช่วงหลัง มีปัญหาเรื่องยาเสพติด เข้ามาในพื้นที่บ้าง”

“ผมก็ดำเนินการพาตำรวจไปจับกุม จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็มีความเป็นห่วงอนาคตเด็กรุ่นใหม่ จนได้มาเห็น น้องๆจิตอาสากลุ่มนี้ มาฝึกสอนฟุตบอลให้เด็กๆ ส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบฟุตบอลอยู่แล้ว เคยเตะบอลอยู่ในสนาม แต่หลังจากรุ่นผมไป สนามฟุตบอลตรงนี้ถูกปล่อยให้รกร้าง น้ำท่วมขัง ไม่มีคนมาออกกำลังกาย เพราะมียาเสพติดเข้ามา ผมจึงคิดว่า ถ้าเราอยากสร้างเด็กรุ่นใหม่ ก็ต้องพยายามชักจูงให้เด็ก หันมาเล่นกีฬาเยอะๆ”

วาระการพัฒนากีฬาฟุตบอล ถูกผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมองค์กรปกครองระดับท้องถิ่น นั่นทำให้ อะคาเดมีแห่งนี้ ได้รับการสนับสนุน และงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐ ในการปรับปรุงพื้นสนาม ปูหญ้าใหม่ทั้งหมด

ตลอดจนการสร้างอัฒจันทร์ผู้ชม หรือแม้แต่ในบางครั้งที่ต้องเดินทางไปแข่งตามที่ต่างๆ ชมรมฟุตบอลไร่ใหม่ อะคาเดมี ก็สามารถหยิบยืมรถหน่วยงานพยาบาล รถเทศบาล ตลอดจนรถตำรวจ ขนส่งนักกีฬาและสตาฟฟ์โค้ชได้

แต่ในมุมมองของ กำนันคมสัน สำราญราษฎร์ เขากลับบอกว่า แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ อะคาเดมีฟุตบอลจิตอาสาประจำชุมชน ยังคงอยู่ได้ คือ ผู้ปกครอง ที่คอยสนับสนุน และร่วมกันบริจาคให้กับชมรมเดือนละ 100 คน เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

โดยในทุกๆการเบิกจ่ายของชมรม จะต้องผ่านมติของคณะกรรมการ ซึ่งมีสตาฟฟ์โค้ช, ผู้นำชุมชน และตัวแทนผู้ปกครอง ทำหน้าที่พิจารณา ทำให้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคจากผู้ปกครอง หรืองบอุดหนุนจากภาครัฐ จะถูกใช้อย่างสมเหตุสมผล และตรวจสอบได้

“ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญมาก เพราะที่นี่ไม่เหมือนกับชุมชนเมือง การที่เด็กคนหนึ่ง จะมาฝึกฟุตบอลได้นั้น ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง” โค้ชตึ๋ง - เฉลิมพล วาณิชยานันท์ ผู้ฝึกสอนและผู้ประสานชมรม เผย

“เพราะบางครอบครัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถึงแม้เด็ก จะมีความต้องการอยากฝึกฟุตบอลแค่ไหน แต่ถ้าผู้ปกครองไม่ส่งเสริม ไม่พามายังสนาม เขาก็ไม่สามารถฝึกกับเราได้”

“ตอนที่เริ่มทำชมรมช่วงปีแรก พวกเราทำเองทั้งหมด ก็ยอมรับว่ามันเติบโตได้ค่อนข้างช้า เด็กมีน้อย จนต่อมา ผู้ใหญ่ในชุมชน และผู้ปกครอง มาร่วมมือกับเรา มาสนับสนุน ก็ทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น เพราะทุกคนรู้ว่าเราทำอะคาเดมีเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ของส่วนตัว โดยไม่ได้หวังผลทางธุรกิจ หรือเอาเงินมาเป็นตัวตั้ง”

“ทุกวันนี้เวลาชุมชนมีกิจกรรมอะไร เราจะเห็น ผู้ปกครอง ใส่เสื้อเชียร์ของอะคาเดมี อย่างเวลาไปแข่งต่างที่ต่างๆ บางครอบครัวก็มาช่วยทำอาหาร แบบข้าวหม้อแกงหม้อ เอาผลไม้มาให้ ขับรถตามไปเชียร์ ผมอาจจะไม่ได้เป็นคนที่นี่ตั้งแต่กำเนิด แต่ก็มาทำงานที่นี่ได้ 14-15 ปีแล้ว ก็สามารถพูดได้เลยว่า บรรยากาศแบบนี้ ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน”

การดำรงอยู่เข้าปีที่ 4 ของ ชมรมฟุตบอลไร่ใหม่ อะคาเดมี จึงไม่ได้เป็นเครดิตของ กลุ่มสตาฟฟ์โค้ชจิตอาสาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ทุกภาคส่วน ในชุมชน ได้เข้ามาร่วมเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ให้เด็กๆ ที่เป็น “ต้นกล้า” ค่อยๆเติบโต สู่สังคม

 

ฤดูที่ 3 : ผลิดอกออกผล

แสงแดดในช่วงสาย ของวันที่ 6 เมษายน ภายในสนามฟุตบอล ทรู อารีนา หัวหิน เป็นสัญญาณถึงการเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชน รายการที่ยิ่งใหญ่สุดในประเทศไทย “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” ได้หมุนเวียนตามฤดูกาล กลับมาแข่งขันอีกครั้ง ในสนามคัดเลือกที่ 1

ไร่ใหม่ อะคาเดมี เป็นหนึ่งในจำนวนหลายร้อยทีมจากทั่วประเทศ ที่ส่งทีมเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ หากดูตามชื่อชั้นและที่มาที่ไป พวกเขาก็จัดอยู่ในโหมดทีมรองบ่อน ที่ใช้เด็กปั้นในท้องถิ่นลงแข่งขัน

อีกทั้งชื่อเสียง ความสำเร็จ ถ้วยรางวัล ของ ไร่ใหม่ อะคาเดมี ไม่อาจเทียบเท่ากับทีมโรงเรียนชั้นนำ หรืออะคาเดมีลูกหนังเอกชนดังๆหลายทีม

ผลการคัดเลือกในวันแรก ไร่ใหม่ อะคาเดมี จบรอบแบ่งกลุ่มด้วยอันดับสุดท้าย แข่ง 2 นัด แพ้ 1 นัด เสมอ 1 นัด แต่โชคดีที่ได้ผ่านเข้ามาคัดเลือกต่อในรอบน็อกเอาท์ ด้วยการเป็นอันดับ 3 ดีที่สุด ทั้งที่ยังไม่สามารถ ทำประตูคู่แข่งได้แม้แต่ลูกเดียว (เสมอ 0-0 และแพ้ 0-1)

“อะคาเดมีของเรา ไม่ได้มุ่งหวังชัยชนะ หรือต้องการเด่นดังอะไร เราแค่อยากให้เด็กๆห่างไกลยาเสพติด และสนุกกับฟุตบอล รักฟุตบอลก่อน ผลการแข่งขันเป็นเรื่องรอง”

“ผมเชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่ที่มาฝึกกับเรา ถ้าเขาต้องเสียเงินไปเล่นฟุตบอล เขาก็คงไม่มีโอกาส ดังนั้นที่พวกเราทำอยู่มันคือรากหญ้าจริงๆ ถ้วยแชมป์เป็นแค่ผลพลอยได้ สิ่งสำคัญคือ โอกาสและประสบการณ์ ที่เราอยากมอบให้กับเด็กๆ” โค้ชต้าน - นัทธวัฒน์ เจ้าโส ผู้ฝึกสอนที่ดูแลรุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี ของชมรม เผย

“สนุก มีความสุข โดยอยู่ภายใต้ระเบียบวินัย” กลายเป็นคอนเซปท์และแนวทางที่ ไร่ใหม่ อะคาเดมี ปลูกฝังไว้ให้กับเด็กๆ ในขณะที่การแข่งขันหลายๆคู่ เต็มไปด้วยความซีเรียสและแรงกดดัน จากผู้ฝึกสอนมากหน้าหลายตา

สิ่งที่สตาฟฟ์โค้ชจิตอาสา ทำตลอดการคุมทีมข้างสนาม คือ การสอน และปลุกเร้าให้เด็กๆ พยายามสื่อสารกันภายในทีม ไม่เล่นนอกเกม ขอโทษคู่แข่งทุกครั้งที่ทำฟาวล์ รวมถึงบอกถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างเกม

ผลการแข่งขัน ในวันที่สองของการคัดเลือก ไร่ใหม่ อะคาเดมี สร้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการเอาชนะคู่แข่งได้ 2 ทีม ผ่านรอบ 16 ทีม และ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ไปแบบเหนือความคาดหมาย

แม้ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย พวกเขาจะไม่สามารถต้านทาน หนองโพ จูเนียร์ ที่เล่นได้เหนือชั้นกว่า เอาชนะไปด้วยสกอร์ 4-1 ประตู ที่ในท้ายที่สุด หนองโพ จูเนียร์  ก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ในสนามคัดเลือกแรก

แต่หากมองย้อนไปกลับจากจุดเริ่มต้นของ ไร่ใหม่ อะคาเดมี… ความพ่ายแพ้ในวันนี้ ช่างเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ และมาไกลเหลือเกินสำหรับพวกเขา

“ผมมั่นใจว่าหากเราสามารถขยายฐาน ให้เด็กในพื้นที่ หันมาเล่นกีฬาและออกกำลังกายได้เยอะขึ้น ในอนาคตเด็กๆเหล่านี้ จะเติบโตกลายเป็น บุคลากรที่ดี ไม่สร้างปัญหาให้สังคม” กำนันคมสัน กล่าวเริ่ม

“เพราะกีฬาสอนให้คนรู้จักมีน้ำใจ มีมิตรภาพ เราปลูกฝังเด็กๆทุกคนเสมอ ไม่ว่าเราจะเล่นกีฬาเพื่อเป้าหมายเป็นนักกีฬาอาชีพ หรือแค่ต้องการออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพตัวเองแข็งแรง แต่เราต้องอย่าลืมว่า มิตรภาพสำคัญเหนือชัยชนะ”

ตลอดระยะเวลา 4 ปี นับจากวันก่อตั้ง ไร่ใหม่ อะคาเดมี มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นบนพื้นหญ้าสนามชุมชน

แม้ที่นี่จะไม่ใช่ สถาบันฝึกสอนฟุตบอล ที่หรูหรา เพียบพร้อม ไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก หรือบุคลากรโค้ชฝีมือดี เปี่ยมไปด้วยความรู้ด้านลูกหนัง ดังเช่นหลายๆอะคาเดมี แต่เด็กทุกคนที่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ต่างมีความรู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้มาเริ่มหัดฟุตบอล ภายใต้ชายคา อะคาเดมีรากหญ้าแห่งนี้

“เมื่อก่อนผมเป็นเด็กอ้วนคนหนึ่ง หนัก 80 กว่ากิโลกรัม เล่นฟุตบอลก็ไม่เป็น ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง จนได้มาอยู่ในอะคาเดมีไร่ใหม่ ตอนอายุ 12 ปี ผมเริ่มจากเล่นตำแหน่งกองกลาง ตอนหลังโค้ชก็เปลี่ยนมาให้เล่นเป็น ผู้รักษาประตู ที่นี่สอนทุกอย่างตั้งแต่เบสิคขั้นแรกของการเล่นฟุตบอล ไปจนถึงการเล่นตามระบบทีม บางครั้งโค้ชก็มาแนะนำเรื่องโภชนาการ เรื่องการควบคุมอาหาร ทำให้ผมไม่อ้วน”

คำบอกเล่าของ กัน - กิตติพัฒน์ พงศ์เพ็ชร ผู้รักษาประตูเด็กปั้นของ ไร่ใหม่ อะคาเดมี ที่อยู่กับทีมตั้งแต่รุ่นแรก เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากเด็กจำนวนมากที่ได้รับการพัฒนา และโอกาสจากที่นี่

ปัจจุบันเขาได้ผ่านการคัดตัว เข้ามาศึกษาต่อที่ โรงเรียนราชวินิตบางเขน ในโควต้านักกีฬา โดยได้รับการสนับสนุนจาก โค้ชจิตอาสา ที่มักขับรถพาเด็กๆในชมรมไปคัดตัวเข้าสถานศึกษาดังๆ หรือสโมสรฟุตบอลอาชีพ นอกจากนั้นยังมีเด็กบางคน ที่เคยป่วยเป็นโรคหืดหอบ, ติดเกมส์, สุขภาพไม่แข็งแรง ก็มีสุขภาพที่ดีขึ้น ภายหลังจากได้มาฝึกฟุตบอลที่นี่ทุกวัน

ผลประโยชน์และกำไรของการทำ “ไร่ใหม่ อะคาเดมี” จากมุมมองที่ เราได้เห็น ได้สัมผัสตลอด 3 วันที่คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ และสตาฟฟ์โค้ชจิตอาสา

ไม่ใช่เงินทอง ชื่อเสียง ถ้วยแชมป์รางวัล หากแต่เป็นเพียงการส่งมอบโอกาส ส่งต่อความสุข ให้กันและกัน ระหว่างโค้ชกับเด็ก, กลุ่มคนจิตอาสา กับผู้คน และหน่วยงานในชุมชน

“มันอยู่ในชีวิตประจำวัน ที่ขาดไม่ได้ เรามีความสุขที่ได้สอนเด็ก ได้ทำให้เด็กคนหนึ่งจากที่เล่นฟุตบอลไม่เป็นเลย ให้เขามีโอกาส มีอนาคตที่ดี สามารถไปต่อยอดได้ พวกผมขอเป็นแค่สะพานก้าวแรกให้เด็กได้เดินต่อไป ก็คงทำอะคาเดมีจิตอาสาไปให้นานที่สุด จนกว่าจะไม่มีเด็กมาฝึก เมื่อถึงวันนั้นก็คงต้องล้มเลิกไป”

“แต่ตราบใดที่เด็กยังอยากให้พวกเราสอนฟุตบอลอยู่ พวกผมก็ไม่มีทางล้มเลิกแน่นอน” โค้ชเต้ย ภูมินทร์ ทิ้งท้าย

 

ติดตาม  CHANG JUNIOR CUP 2019 ได้ที่นี่



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง