mainstand

Converse

บทชีวิตลูกหนังจากสูงสุดสู่สามัญของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์



ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ชื่อนี้เป็นชื่อที่แฟนฟุตบอลไทยรู้จักเป็นอย่างดี ในฐานะนักเตะที่ประสบความสำเร็จรวดเร็วที่สุดอีกคนหนึ่ง และมาจากนักเตะรุ่นที่ถูกเรียกว่า “ยุคทองของวงการฟุตบอลไทย”


 

ด้วยวัยเพียง 26 ปี  เขาผ่านความสำเร็จ ทั้งกับ ทีมชาติและสโมสร คว้าแชมป์ต่างๆมากมาย จนขึ้นแท่นกลายเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงสุด ในประวัติศาสตร์ไทยลีก

แต่ฉากหน้าที่ประสบความสำเร็จ เขาเป็นนักเตะอีกคนที่ต้องสู้ชีวิตบนเส้นทางลูกหนังอยู่ตลอดเวลา ต้องฟันฝ่ามรสุมชีวิต ที่โหมกระหน่ำใส่เขา อย่างไม่เคยหยุดพัก

จากวันที่เป็นแชมป์ไทยลีก เป็นฮีโร่ของคนไทยทั้งชาติ เพียงไม่กี่ปี เขาเป็นนักเตะที่ไม่ได้ลงสนามนานกว่า 1 ปี แถมยังต้องหล่นชั้นไปเล่นในไทยลีก ถูกตราหน้าว่าไม่สมควรติดทีมชาติ จนมาถึงวันที่เขาต้องย้ายทีมอีกครั้ง สู่การท่าเรือ เอฟซี กลับไปล่าแชมป์ในลีกสูงสุด ตามเป้าหมายของทีมสิงห์เจ้าท่า

Main Stand จะพาทุกคนไปรู้จักกับ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กับหลากหลายเรื่องราวที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน กับเส้นทางลูกหนังของเขา ตั้งแต่ช่วงเวลาที่สูงสุดในชีวิต ไปจนถึงจุดที่เขาต้องเจอกับความเจ็บปวดในชีวิตการค้าแข้ง ผ่านการบอกเล่าของผู้ชายคนนี้ ที่แฟนบอลอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

 

บุสเก็ตส์ เมืองไทย

“จริงๆผมเล่นเล่นฟุตซอลมาก่อนฟุตบอลนะ สมัยเรียนชั้นประถมผมเล่นฟุตซอลเป็นหลักเลย ส่วนเรื่องเปลี่ยนมาเล่นฟุตบอลค่อยมาได้เล่นเยอะขึ้น ตอนเรียนที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร เล่นควบคู่กันไปทั้งสองชนิดกีฬา”

ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาชนิดแรกที่เราเลือกเล่น แต่เป็นฟุตซอลที่เริ่มหัดมาก่อน ในช่วงชั้นประถมฯ ก่อนที่ ธนบูรณ์ ได้รับแรงบันดาลใจในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจาก สมเจตน์ เกษารัตน์ พี่ชายของที่ในเวลานั้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับไทยลีกแล้ว

เด็กชายธนบูรณ์ ได้มีโอกาสติดตามคอยเชียร์พี่ชายคนเก่งอยู่ข้างสนามบ่อยครั้ง ถึงขั้นเคยลงไปเก็บบอลให้สโมสรพนักงานยาสูบ สมัยที่พี่ชายเขาค้าแข้งอยู่ โดยมีครอบครัวทั้งคุณพ่อสุจินต์ และคุณแม่นุชนาฎ คอยสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่

“พี่ชายของผมเป็นต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของผม ส่วนหนึ่งที่ผมเล่นเป็นกองกลาง ก็เพราะพี่ชายเล่นเป็นกองกลาง ผมรู้สึกว่าเวลาเขาเล่น เขาดูเท่มาก ผมอยากเป็นแบบนั้นบ้าง”

“อีกอย่างตอนผมเริ่มเล่นฟุตบอล ผมได้มีโอกาสทดลองเล่นในหลายตำแหน่ง ผมรู้สึกว่าการเป็นกองกลางตัวรับเหมาะกับตัวเองมากที่สุด และผมก็ชอบที่จะเล่นในตำแหน่งนี้”

หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ ธนบูรณ์ เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรก กับ สโมสรบางกอก เอฟซี ก่อนจะไปเข้าตายักษ์ใหญ่อย่างบีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโรฯ ในปัจจุบัน) ได้ดึงตัวธนบูรณ์ มาร่วมทีมพร้อมกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นจึงส่งเขาไปให้สโมสรลูก อย่าง อาร์แบค บีอีซี เทโรศาสน ยืมไปใช้งาน

ผลงานที่ดีในลีกล่างของ ธนบูรณ์ ทำให้เขาถูก บีอีซี เทโรฯ เรียกตัวขึ้นสู่ชุดใหญ่ ในช่วงเลก 2 ของฤดูกาล 2013 และได้ชิมลางกับฟุตบอลลีกสูงสุดของเมืองไทย ด้วยวัยเพียง 20 ปี

“ปีแรกกับเทโร เป็นปีที่ยากมากของผม เพราะผมต้องปรับตัวเยอะมาก ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นแต่ระดับดิวิชั่น 2 พอขึ้นมาเล่นไทยลีก มันเลยยากสำหรับเราพอสมควร แทคติกการเล่นก็ยากขึ้น”

“การเล่นบนไทยลีกเราต้องคิดล่วงหน้าตลอดเวลา จะคิดช้าทำช้าไม่ได้เลย ผมก็เพิ่งขึ้นมาจากชุดเยาวชนได้ไม่นาน ประสบการณ์เรายังน้อย”

“ผมกดดันมากตอนขึ้นมาใหม่ๆ คิดตลอดว่าเราจะสู้พี่ๆในทีมได้อย่างไร แต่ผมพยายามเรียนรู้จากคนอื่น พัฒนาตัวเองอยู่ตลอด โค้ชทุกคนที่เข้ามาทำทีมบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องกลัว เรื่องอายุไม่สำคัญ ถ้าผมดีจริง ผมจะได้ลงเล่น มันทำให้ผมพยายามทำงานหนัก แข่งขันกับคนอื่นเพื่อโอกาสในการลงสนาม”

ธนบูรณ์ เริ่มฉายแววความเป็น ยอดกองกลาง  ด้วยสไตล์การเล่นที่ฉลาดและดุดัน จนได้รับการจับตามองจากแฟนบอล และได้รับคำเชยชมจากรุ่นพี่ในทีมหลายคน ก่อนที่จะสร้างชื่ออย่างรวดเร็วด้วยการยึดตัวหลักของในทีมได้สำเร็จ จนได้รับฉายาว่า “บุสเกตส์เมืองไทย”

“ผมคิดว่าตัวเองทำงานหนักมากนะตอนนั้น เพราะในทีมเทโรมีรุ่นพี่หลายคนที่เก่งกว่าผม การแข่งขันในทีมสูงมาก ถ้าผมอยากลงเล่นผมต้องทำได้ดีกว่าคนอื่นในทีม”

“ผมก็ไม่ได้อยากจะแข่งขันหรือว่าเปรียบเทียบกับใคร แต่ผมอยากทำให้ดีที่สุด อยากพัฒนาตัวเอง อยากทำให้เต็มที่ เพราะอยากลงสนามและช่วยทีมให้ทำผลงานออกมาให้ดี ผมจึงต้องทำงานหนัก เพื่อการพัฒนาตัวเองอย่างถูกต้อง”

“ถ้ามีใครมาถามผมว่าทำไมผมถึงเล่นได้ดี ผมมองว่าเป็นเพราะการทุ่มเท ขยันฝึกซ้อม ขยันทำงาน ตรงนี้มากกว่า”

 

ปีที่ดีที่สุด

“ปี 2014 เป็นปีที่ดีสุดในชีวิตการค้าแข้งของผม และมีความสุขมากที่สุด เพราะประสบความสำเร็จทั้งสโมสรและทีมชาติ” ธนบูรณ์ ย้อนความหลังถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพการค้าแข้ง

“ตอนต้นฤดูกาลเราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำผลงานได้ดีเลย เพราะอุ่นเครื่องกระท่อนกระแท่น แต่เราตั้งใจเตรียมทีมอย่างดี พอสุดท้ายเปิดฤดูกาลทำผลงานได้ดี เทโรในฤดูกาลนั้นจึงกลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ไปในช่วงแรก”

ด้วยวัยเพียงแค่ 20 ย่าง 21 ปี ธนบูรณ์ต้องพบกับประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทายชีวิตค้าแข้งของเขา คือการพาทัพมังกรไฟไล่ล่าแชมป์ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“ผมมองว่าองค์ประกอบหลายอย่างในทีมลงตัวพอดี ทั้งโค้ช, นักเตะต่างชาติ, นักเตะดาวรุ่ง, นักเตะที่มีประสบการณ์สูง เลยทำให้ทีมผลงานดี”

“ถามว่ากดดันไหม? ผมไม่กดดันนะ ปีนั้นเป็นที่เล่นบอลสนุกมาก เราไม่ใช่ทีมใหญ่ แต่เราสู้ได้ทุกทีม เจอบุรีรัมย์หรือเมืองทอง ไม่มีคำว่ากลัวเลย พร้อมเจอเสมอ เพราะปีนั้นเราเล่นดีจริงๆ” ธนบูรณ์ พูดถึงเรื่องราวในอดีตด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความสุข

บีอีซี เทโรฯ จบฤดูกาลอันดับ 3 ของโตโยต้า ไทยลีก ก่อนผงาดคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ ประจำปี 2014 มาครอง และเป็นแชมป์แรกในรอบ 12 ปีของสโมสร และถือเป็นโทรฟี่ในการเป็นนักบอลอาชีพของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์

“ผมมีความสุขมาก เพราะถ้วยนี้เป็นถ้วยแรกของเทโรในรอบ 12 ปี การพาทีมได้แชมป์มันยิ่งใหญ่มาก ส่วนตัวผมเองในฐานะนักฟุตบอลอาชีพก็อยากได้แชมป์อยู่แล้ว ถือว่าเป็นเกียรติประวัติของตัวเอง ผมมีความสุขมากจริงๆ กับการคว้าแชมป์ในครั้งนี้”

สำหรับ ธนบูรณ์ การมีส่วนร่วมช่วยให้สโมสรเป็นแชมป์ก็นับเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมแล้ว แต่การคว้าอันดับ 4 การแข่งขันเอเชียน เกมส์ ต่่อเนื่อง แชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ปลุกกระแส “บอลไทย ฟีเวอร์” ให้กลับมาอีกครั้งนั้น เป็นความรู้สึกที่มากมีค่าขึ้นไปกว่านั้น

“ผมพูดตามตรงเลยนะ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเราบินได้เลย (หัวเราะ) ยิ่งตอนนั้นเรายังเป็นเด็กด้วย มันดีใจมาก ดีใจมากๆ คือผมพูดบรรยายเป็นคำพูดไม่ออกเลย”

“จากไปไหนไม่มีใครรู้จักเรา มาวันหนึ่งคนรู้จักเราทั้งประเทศ เห็นคนไทยมาต้อนรับเราที่สนามบิน จัดงานต้อนรับแบบยิ่งใหญ่ ตะโกนเรียกชื่อเรา เชียร์เรา ผมดีใจ และได้เห็นบอลไทยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราติดทีมชาติใหม่ๆแบบนี้”

“ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งนะ แม้จะประสบความสำเร็จไว แต่มองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จในอาชีพค้าแข้ง ผมต้องเก่งกว่านี้ ต้องต่อยอดความสำเร็จตรงนี้ ไปต่ออีกกับทีมชาติไทย”

เส้นทางของธนบูรณ์กับทีมชาติไทย ไปได้สวย เขากลายเป็น กองกลางตัวหลักที่ขาดไม่ได้ เขาได้เหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัย, แชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2 ครั้ง และพาทีมชาติไทย กลับเข้าไปรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบ 12 ทีมสุดท้ายของโซนเอเชีย ได้สำเร็จ

แต่นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ภูมิใจที่สุด เพราะสิ่งมีบางสิ่ง ที่เขามองว่าเป็นความสำเร็จสำคัญ มากกว่าถ้วยแชมป์หรือเหรียญทองทั้งหมดที่ได้มา คือการทำให้ผู้คนยอมรับว่า “เขาคู่ควรจะติดทีมชาติ”

“สมัยผมเริ่มเล่นฟุตบอลใหม่ๆ ผมโดนหลายคนดูถูกว่าอย่างผมจะเล่นบอลได้ดีเหรอ? จะประสบความสำเร็จได้เหรอ? จะติดทีมชาติได้เหรอ? การที่ผมประสบความสำเร็จกับทีมชาติ ทำให้ผมลบคำสบประมาทตรงนี้ได้ ผมดีใจมากที่ตัวเองทำได้”

 

มรสุมลูกแรก

หากเปรียบปี 2014 เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง คงเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสุข สำหรับชายที่ชื่อ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ในปี 2015 ทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นหนังที่เต็มไปด้วยฉากโศกเศร้าและคราบน้ำตา

ก่อนฤดูกาลจะเริ่มขึ้น ทัพมังกรไฟ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งลุ้นแชมป์ไทยลีก ด้วยขุมกำลังพลังหนุ่มที่ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ไปหลายราย แต่พอเริ่มต้นฤดูกาลไปได้ไม่นาน ธนบูรณ์ ได้พบว่าต้นสังกัดของเขาต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการลุ้นแชมป์ กลายเป็นการหนีตกชั้นเสียแล้ว

“ปีนั้นหลายอย่างไม่เป็นใจเลย ทีมมีปัญหาเยอะ โค้ชเปลี่ยนใหม่ นักเตะต่างชาติเปลี่ยนใหม่ แทคติคและรูปแบบการเล่นเปลี่ยนใหม่หมด เวลาเตรียมทีมก็มีน้อย พอเริ่มต้นแย่ ทีมเลยเป๋ไปยาว”

“อีกเหตุผลหนึ่งคือทีมตัวเจ็บเยอะ ผมกับเพื่อนๆที่ติดทีมชาติด้วยกัน เจ็บทุกคนในปีนั้น เพราะพวกเราเล่นบอลติดต่อกันนานมากไม่ได้พักเลย ร่างกายถูกใช้หนักมาก”

“พอเราเจ็บแล้วทีมผลงานไม่ดี เป็นช่วงเวลาที่อึดอัดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลย ทีมเราแย่อยู่ตรงหน้า แต่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ลงสนามสภาพก็ไม่เต็มร้อย เล่นได้ไม่เต็มศักยภาพ เหมือนตอนร่างกายสมบูรณ์ เพราะเราล้ากันมาก”

จากปี 2014 ที่ธนบูรณ์และทัพมังกรไฟ เล่นฟุตบอลอย่างไม่กลัวใคร และแทบสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น เขาต้องพบประสบการณ์ใหม่ในชีวิตการค้าแข้ง แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากพบเจอ เมื่อคำว่าชนะกลายเป็นคำที่สะกดอยากที่สุด ในชีวิตค้าแข้งของธนบูรณ์ในปี 2015

“ปีนั้นอะไรก็แย่ไปหมด หลายเกมจากชนะเป็นเสมอ หลายเกมจากเสมอเป็นแพ้ ทุกคนในทีมเครียดมาก”

“ทุกคนในทีมพยายามให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แต่การหนีตกชั้นมันยากมาก เหมือนการลุ้นแชมป์ เพราะต้องชนะทุกนัด ต่างกันตรงที่พอเราหนีตกชั้น เราแทบไม่ชนะเลย เลยกลายเป็นความกดดันอย่างหนัก”

“ผมพยายามบอกตัวเองตลอดว่าอย่าเครียด แต่พอเราเล่นอยากชนะแต่ผลออกมาแพ้ มันหนีความกดดันไม่พ้น เป็นช่วงเวลาที่กดดันมาก”

“จริงๆผมเสียใจมากนะ เพราะปีที่แล้วเรายังลุ้นแชมป์อยู่เลย พอเรามาหนีตกชั้น ผมรู้สึกผิดต่อตัวเอง ต่อทีม และแฟนบอล ตัวผมเองก็พยายามสู้ให้มากกว่าเดิมในทุกเกมที่ลงเล่น”

แม้ธนบูรณ์ และเพื่อนร่วมทีม บีอีซี เทโรฯ จะพยายาใทำผลงานให้ดีที่สุด แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทัพมังกรไฟ จบในโซนปลอดภัยของตาราง และเมื่อเกมนัดสุดท้ายสิ้นสุด บีอีซี เทโรศาสน อยู่ในกลุ่มทีมตกชั้น

“ผมเสียใจมากที่ทีมตกชั้น เพราะเราทุกคนสู้เต็มที่แล้ว แต่การหนีกตกชั้นเราไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตัวเองได้ การที่ต้องตกชั้นทั้งที่นัดสุดท้ายเราชนะเป็นอะไรที่เจ็บปวดมากสำหรับผม”

“ตอนนั้นผมไม่เคยคิดจะย้ายออกจากเทโร ผมประกาศชัดเจนตั้งแต่ตอนที่ตกชั้นเลยนะ ว่าผมจะไม่ย้ายทีม เพื่อนๆร่วมทีมคนอื่นๆ ก็คิดเหมือนกัน เราทำทีมตกชั้น เราก็อยากพาทีมกลับขึ้นมา”

 

แชมป์ที่ไม่ได้รับ และชีวิตที่ไม่ได้เลือก

หลังจบฤดูกาล 2015 ไปได้ไม่นาน สระบุรี เอฟซี ทีมที่รอดตกชั้น ประสบปัญหาด้านการเงิน ได้ถอนทีมออกจากแข่งขัน ทำให้ บีอีซี เทโรศาสน ส้มหล่นได้อยู่ต่อในฤดูกาล 2016 นั่นทำให้ ธนบูรณ์ และพ้องเพื่อนจะได้เล่นบนเวทีโตโยต้า ไทยลีก ต่อไปกับสโมสรที่พวกเขารัก

แต่จู่ๆก็มีเหตุที่ ธนบูรณ์ พร้อมด้วย ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ต้องย้ายออก บีอีซี เทโรศาสน แบบไม่ทันตั้งตัวไปอยู่กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

“แต่เมื่อสโมสรเกิดการเปลี่ยนแปลง และมีการตกลงกันระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองสโมสรให้ผมย้ายทีม ผมก็จำเป็นต้องย้ายทีม เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลา 2-3 วัน ผมไม่รู้เรื่องการย้ายไปเมืองทองมาก่อนเลย”

“ผมคิดในแง่บวกถึงเรื่องการย้ายทีม ว่าอย่างน้อยเราได้มาอยู่ทีมใหญ่อย่างเมืองทอง ทีมที่ลุ้นแชมป์ทุกปี ก็เป็นเรื่องดี เพราะเราจะได้มีโอกาสลุ้นแชมป์ลีกกับเขาบ้าง และได้มีโอกาสเล่นเอเอฟซี แชมเปียน ลีก ด้วย ถึงจะเป็นรอบคัดเลือกก็ตาม”

“ตอนแรกเราผลงานไม่ดี เพราะผมกับเจและบาส ย้ายทีมมากระทันหัน นักเตะหลายคนในทีมยังบาดเจ็บ เล่นถ้วยก.นัดแรก โดนบุรีรัมย์ถล่มยับ บอกตามตรงว่าสู้ไม่ได้เลย ส่วนในเอซีแอล เราก็แพ้ที่จีน ตกรอบไป”

“พอเวลาผ่านไปทีมเริ่มลงตัว แทคติคของพี่แบน (ธชตวัน ศรีปาน) เข้ากับนักเตะ ทีมจึงเล่นดีขึ้น เมืองทองในตอนนั้นมีนักเตะทีมชาติหลายคน พี่มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) พี่อุ้ม (ธีราธร บุญมาทัน) พี่ตอง (กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์) ซึ่งเล่นทีมชาติด้วยกันมายาวนาน ทำให้เราเล่นได้ดีมาก”
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2016 กลายเป็นทีมที่มีขุมกำลังสุดแข็งแกร่ง และแทบทุกตำแหน่งเป็นนักเตะไทยดีกรีทีมชาติเกือบยกทีม จนสามารถสร้างสถิติ และจบซีซั่นด้วยตำแหน่งแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งในมุมมองของธนบูรณ์ บอกกับเราว่า

ความสำเร็จของเขากับเมืองทองนั้น มีปัจจัยที่มากกว่าการได้ลงเล่นท่ามกลางเหล่าซูเปอร์สตาร์ แต่เกิดจากความพยายามในการอยากพิสูจน์ตัวเอง เพื่อลบเลือนความผิดหวังเมื่อฤดูกาล 2015 รวมถึงแรงกระหายที่อยากเป็นแชมป์ไทยลีก เพื่อคว้าสิทธิ์ไปสัมผัส ฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม สักครั้ง

“การอยู่ทีมใหญ่และการลุ้นแชมป์ ทำให้ผมกดดันอยู่แล้วครับ เพราะเราต้องชนะทุกเกม ยิ่งปีนั้นเรามีโอกาสเป็นแชมป์สูง เรายิ่งต้องทุ่มเทหนักกว่าเดิม”

“ผมมองว่าความล้มเหลวในปีที่แล้วของตัวผมเอง ก็มีส่วนผลักดันให้ผมอยากประสบความสำเร็จในปี 2016 ผมทำให้ผมกระหายมากกว่าเดิม อยากจะแก้ตัวจากปีที่แล้ว พอจบฤดูกาลได้แชมป์ ก็ดีใจที่ทำได้ตามเป้าหมาย”

“ผมดีใจมากที่ได้แชมป์ไทยลีก ได้พาเมืองทองเป็นแชมป์ตามที่ทีมตั้งเป้าไว้ ได้สร้างสถิติอะไรหลายอย่าง เช่นการชนะบุรีรัมย์ครั้งแรก เป็นอีกปีที่ผมสนุกกับชีวิตการค้าแข้ง”

“ก่อนเปิดฤดูกาล 2017 ผมตั้งใจไว้เลยว่าปีนี้จะคว้าแชมป์ไทยลีกให้ได้อีกปี ที่สำคัญผมกำลังจะได้ทำความฝันให้เป็นจริง คือไปเล่น เอเอฟซี แชมเปียน ลีก รอบสุดท้าย”

แต่เพราะชีวิตของเขา เต็มไปด้วยเรื่องคาดฝัน แม้มีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ลีกได้ที่ตั้งใจไว้ แต่งานฉลองถ้วยแชมป์ฤดูกาล 2016 กลับไม่เกิดขึ้นในปีนั้น ถูกข้ามมาจัดอีกฤดูกาล และยังเป็นเรื่องหนึ่งที่ติดค้างในใจเขาถึงทุกวันนี้

“จริงๆการเป็นแชมป์ไทยลีกครั้งนั้น ยังคาใจผมอยู่นิดหน่อย เพราะเราไม่ได้รับถ้วยทันที หลังจบฤดูกาล พอมารับถ้วยกลางปี 2017 แน่นอนว่าผมคือส่วนหนึ่งของทีมที่ได้แชมป์ไทยลีก แต่ตอนรับถ้วยเราเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับทีมแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่ว่าดีใจไม่สุด และยังคาใจมาจนถึงทุกวันนี้”

 

นักเตะไทยที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก

ธนบูรณ์ ที่มีความตั้งใจอยากอยู่กับ กิเลนผยอง ต่อในฤดูกาล 2017 เพื่อไปลุยถ้วยเอเชีย ทว่าเขาได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่ในสโมสรเมืองทองฯ ว่าต้องเก็บข้าวของขึ้นเมืองเหนือ ไปเล่นกับเชียงรายยูไนเต็ด และนี่เป็นอีกครั้งที่ธนบูรณ์ต้องย้ายทีมโดยที่เขาไม่รู้กันมาก่อน

“ผมต้องบอกว่าการย้ายทีมครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกัน คือผมไม่รู้เลยว่าผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายคุยเรื่องการย้ายตัวของผมยังไงบ้าง รู้ตัวอีกที่ผมต้องย้ายไปเล่นที่เชียงรายแล้ว”

“ผมยอมรับว่าตอนนั้นผิดหวังนิดหน่อย เพราะผมตั้งใจมากที่จะไปเล่นเอเอฟซี แชมเปียน ลีก เป็นหนึ่งในความฝันของการเป็นนักฟุตบอลของผมเลย ที่อยากได้แชมป์ไทยลีก เพราะอยากไปเล่นเอซีแอล พอได้แชมป์แต่ไม่ได้ไปเล่น ก็มีความรู้สึกเสียดายบ้าง”

“แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากไปเล่นที่เชียงรายนะครับ อย่าเข้าใจผิด ผมก็ตั้งใจว่า จะย้ายไปทำผลงานทำให้ดีที่เชียงราย พาทีมขึ้นมาเป็นทีมหัวตารางตามเป้าหมาย”

“ผมมองในแง่บวกด้วยว่า เป็นโอกาสดีที่ เราจะตั้งใจทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองในที่ใหม่ เพราะไม่ว่าผมจะเล่นที่ไหน ผมก็อยากจะพัฒนาตัวเองในทุกๆปี”

แต่การย้ายทีมครั้งนี้ของ ธนบูรณ์ ไม่เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา เขาถูกจับจ้องจากสื่อและแฟนบอล เพราะมูลค่าการซื้อขายดีลนี้สูงถึง 50 ล้านบาท เขากลายเป็นเจ้าของสถิตินักฟุตบอลที่มีค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก

แรงกดดัน ความคาดหวังที่มีมาต่อตัว เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ในการย้ายมาเล่นให้ กว่างโซ้งมหาภัย ที่กำลังสร้างทีมขึ้นมาใหม่ จากนักฟุตบอลที่หลายคนชื่นชอบ เขาเริ่มตกเป็นโจมตีมากขึ้น ตั้งแต่มีค่าตัว 50 ล้านบาท  

“ผมโดนวิจารณ์เยอะนะ เรื่องค่าตัว ว่าแพงไปหรือเปล่า นักเตะอย่างผมควรมีราคา 50 ล้านไหม มันทำให้ผมมีความกดดันเวลาลงสนาม พยายามจะไม่สนใจนะ เพราะอย่างเรื่องค่าตัวผมไม่ใช่คนตั้งราคา ทางผู้ใหญ่ทั้งสองทีม เขาตกลงกันที่จะซื้อขายในราคานี้ ผมทำอะไรไม่ได้ ผมไม่ใช่คนตั้งราคาตัวเองว่าถ้าจะย้ายต้องขายราคานี้”

“หลังจากนั้นผมโดนวิจาร์ต่ออีกว่าเล่นไม่เต็มที่ เรื่องนี้โดนเยอะมาก ว่าผมไม่อยากมาอยู่เชียงราย เลยเล่นไม่เต็มที่เหมือนตอนอยู่เมืองทอง”

“ผมพูดตามความจริงเลยว่า ผมเล่นตอนอยู่เมืองทองกับเชียงราย ความตั้งใจ ความทุ่มเท และสไตล์การเล่นเหมือนทุกอย่าง เพียงแต่ผมยังอยู่กับทีมได้ไม่นาน เชียงรายในตอนนั้น ก็กำลังสร้างทีมใหม่ มันต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้าหากัน”

กระนั้นในความคิดของธนบูรณ์ เกษารัตน์ เขามองว่าตัวเองกำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดในอาชีพการค้าแข้งในขวบปี 2017 เขาพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงประสบการณ์ในการเล่นเกมระดับสูง สามารถแบกรับความกดดันที่เข้ามาได้ จนเขาเริ่มมองไปถึงเป้าหมายใหญ่หลังจบฤดูกาล คือ การออกไปค้าแข้งต่างประเทศ

จนกระทั่งวันที่ 30 กรกฎาคม เกมการแข่งขันในศึกโตโยต้า ไทยลีก ที่เชียงราย ยูไนเต็ด ต้องลงจากเเดนเหนือ มาเยือนแพท สเตเดี้ยม รังเหย้าของการท่าเรือ เอฟซี ธนบูรณ์ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงตามปกติ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า การลงสนามในนัดนี้จะเปลี่ยนชีวิตการค้าแข้งของเขาไปตลอดกาล

“เกมนัดนั้น นัดเดียว มันได้เปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตผมเลย” ธนบูรณ์ กล่าว

 

ความฝันที่แตกสลาย...

“มันเจ็บปวดมากเลยครับ ไม่ใช่เจ็บแค่ที่กายนะ มันเจ็บที่ใจ เหมือนรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของการค้าแข้ง กำลังจะได้ไปต่างประเทศ แต่ว่าทั้งความฝันและทุกสิ่งที่ผมสร้างมาในอาชีพนักฟุตบอล ทั้งหมดพังทลายในเกมนั้น เกมเดียว” ธนบูรณ์ พูดถึงอาการบาดเจ็บที่หนักที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขา

หากเปรียบชีวิตของผู้ชายคนนี้เป็นรถแข่งสักคัน รถแข่งที่ชื่อ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กำลังพุ่งแรงไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งได้บนถนนสายลูกหนัง ทว่าอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว ทำให้รถแข่งคันนี้ ต้องพลิกคว่ำและพังแบบเละเทะไม่มีชิ้นดี

“ทันทีที่ผมโดนเข้าปะทะ ผมรู้เลยว่ามันจบแล้ว ไม่ต้องให้หมอตรวจ ผมก็รู้ว่าเข่าผมตอนนั้นมันพังไปแล้ว ผมโมโหมากเลยนะตอนนั้น ทั้งที่รู้ดีว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องเจ็บตัวมีการเข้าปะทะ แต่ผมไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้โกรธได้จริงๆ”

“ตอนที่หมอบอกผมว่า ผมต้องพัก 6-7 เดือน ถึงจะกลับไปลงสนามได้ ผมไม่เชื่อเลย ผมรู้ว่าตัวเองต้องพักเป็นปี เพราะกว่าจะรักษาตัวผมต้องทำกายภาพอีกนาน เพราะอาการบาดเจ็บของผมมันร้ายแรงมาก เอาเข้าจริงผมต้องพักประมาณปีครึ่งเลยนะ ถ้าจะให้กลับมาแบบสมบูรณ์จริงๆ”

ธนบูรณ์ถูกส่งเข้าโรงหมออย่างเร่งด่วน ก่อนจะพบว่าหัวเข่าด้านซ้ายของเขา เอ็นไขว้หน้าขาด 2 เส้น,เอ็นด้านข้างขาด และหมอนรองกระดูกฉีกขาด ต้องผ่าตัดรักษาตัวอย่างน้อย 6 เดือนตามการวินิจฉัยของแพทย์ ทำให้เส้นทางฟุตบอลของเขาในฤดูกาล 2017 จบลงทันที

จากชีวิตที่กำลังไปได้สวย ต้องมาพังลงจากอาการบาดเจ็บในครั้งเดียว ย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจของธนบูรณ์ จนทำให้เขากลายเป็นคนจิตตก คิดลบกับชีวิตตัวเอง

“ตอนที่เจ็บใหม่ๆ ผมจิตตกพอสมควรเลย ผมถามตัวเองทุกวัน ว่าทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเรา ถามตัวเองอยู่ตลอด ซ้ำๆ”

“พอเราจิตตก มันก็ทำให้เราเครียด คิดนู่คิดนี่เลยเถิดไป ว่าเราจะกลับมาเล่นบอลได้ไหม หรือแม้กระทั่งผมจะกลับมาเดินแบบคนปกติได้หรือเปล่า คิดลบตลอดเลยช่วงนั้น”

ไม่ใช่แค่สภาพจิตใจเท่านั้น ที่ต้องเจ็บปวด แต่ธนบูรณ์ต้องทนความเจ็บปวดทางกายเช่นกัน เพราะเขาต้องทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูร่างกายของตัวเองตลอดระยะเวลาที่รักษาอาการบาดเจ็บแบบไม่มีหยุดพักแม้แต่วันเดียว ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า เป็นช่วงที่เหนื่อยและลำบากที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขา

อาการบาดเจ็บครั้งนี้ ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้กับธนบูรณ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาทำได้เพียงนั่งดูเพื่อนร่วมทีมเชียงราย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ช้าง เอฟเอ คัพ 2017 แชมป์ที่สโมสรรอคอย และเป็นแชมป์ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ยิ่งทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดมากกว่าเดิม

“แน่นอนผมดีใจที่ทีมได้แชมป์ แต่การที่เราเป็นแชมป์โดยไม่มีส่วนร่วม ผมทำให้ผมเสียดายมาก ช่วงนั้นสภาพจิตใจยังไม่ค่อยดี บางทีก็คิดว่า เพราะไม่มีเรา ทีมเลยได้แชมป์หรือเปล่า?”

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ธนบูรณ์ เกษารัตน์ สามารถผ่านก้าวข้ามผ่านมรสุมชีวิตลูกใหญ่ของเขามาได้ เพราะยังมีกำลังใจที่ดีจากครอบครัวและคนรอบข้าง ช่วยฉุดเขาขึ้นมาจากความเจ็บช้ำ และเงยหน้าพร้อมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

“คุณพ่อและคุณแม่เป็นกำลังใจที่ดีของผมมาตลอดครับ ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กท่านตามไปเชียร์ผมที่สนามตลอด ช่วงที่ผมบาดเจ็บพวกท่านทั้งสองคน กับแฟนของผม ก็เป็นคนสำคัญที่คอยดูแลผมเป็นอย่างดีครับ”

“ผมรู้ว่าท่านเสียใจครับ ที่เห็นผมต้องมาเจ็บหนักแบบนี้ แต่คนรอบตัวผมหลายคนยังมาช่วยดูและเป็นกำลังใจให้ เวลาเราตกทุกข์ได้ยากก็มีครอบครัวนี่แหละครับที่คอยอยู่เคียงข้าง สำหรับผมครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต”

ธนบูรณ์ตัดสินใจว่าเขาจะทิ้งความเจ็บปวดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในปี 2017 และเริ่มต้นใหม่กับปี 2018 เขาตั้งใจฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อหวังจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง และทำผลงานให้ดีที่สุด


 

“ผมทำให้ทีมตกชั้น”

ในช่วงตลาดซื้อนักฟุตบอล รอบสอง ฤดูกาล 2018 บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ยื่นข้อเสนอซื้อตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูความฟิตจาก สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 40 ล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์ที่เขาบอกกับเรา นี่เป็นช่วงกดดันมากที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขา

“ตอนย้ายมาบีจี กดดันกว่าตอนย้ายไปเชียงรายเยอะ ตอนย้ายไปเชียงรายผมแค่ย้ายค่าตัวแพง แต่รอบนี้ผมทั้งย้ายค่าตัวแพง แถมยังเพิ่งหายเจ็บไม่รู้จะเล่นดีไหม ตอนนั้นผมกดดันมาก เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับไปเล่นได้ดีแบบเดิมหรือเปล่า”

“ที่สำคัญทีมตอนนั้น ต้องการเราเป็นกำลังหลัก เพื่อพาทีมให้หนีตกชั้นด้วยครับ ความกดดันก็มีมากกว่าเดิม”

“ผมจำได้ว่าตัวเองโดนวิจารณ์หนักมาก คนตั้งคำถามตลอดว่า ซื้อมาทำไม? ราคาตั้ง 40 ล้านแพงไปรึเปล่า? อย่างผมจะพาบีจีรอดตกชั้นได้เหรอ? ผมยอมรับนะว่ามันทำให้ผมกดดันมากขึ้น เพราะเรายังไม่ได้ลงสนามเลย แต่โดนคนคิดในแง่ลบ คอยวิจารณ์ใส่ผมแล้ว”

“ผมพยายามมองข้ามเสียงวิจารณ์พวกนี้ไป แน่นอนว่าไม่ง่าย แต่ผมพยายามมองด้านบวก โฟกัสที่การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ”

เมื่อถึงเวลาที่ ธนบูรณ์ กลับมาสู่พื้นสนามฟุตบอลอีกครั้ง เขาต้องพบกับความจริงว่า ไม่มีอะไรที่ง่ายเลย ในการกลับมาครั้งนี้ ทั้งสภาพร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อย และผลงานส่วนตัว ที่ยังเล่นได้ไม่เหมือนเท่าในอดีต

“ผมคิดว่าที่ตอนนั้นผมยังเล่นได้ไม่ดี เพราะสภาพร่างกายผมยังไม่เต็มร้อยครับ โอเคผมสามารถลงไปเล่นได้ แต่ผมยังขาดพวกแมทช์ฟิตเนสอีกเยอะมาก เพราะผมพักไปเป็นปี จังหวะเกมไม่ได้เลย ความมั่นใจก็ยังไม่ค่อยมี”

“ผมรู้ตัวเองครับว่าเล่นได้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะร่างกายยังไม่พร้อม ความฟิต ความแข็งแรงยังไม่ถึง เล่นไปนิดเดียว เจ็บซ้ำอีก ปีที่แล้วผมเจ็บตลอด เพราะกลับมาเล่นเร็วเกินไป จริงๆควรพักต่ออีกสัก 1-2 เดือน”

ผลงานทีมบีจีฯ ในซีซั่น ยังคงต้องวนเวียนหนีตกชั้น จนถึงช่วงท้ายฤดูกาล ยิ่งกลายเป็นความกดดันให้ ธนบูรณ์ และเพื่อนร่วมทีมจนถึงนัดสุดท้ายของการแข่งขัน

ดูเหมือนโชคชะตา จะไม่เคยปราณีให้ ชายที่ชื่อธนบูรณ์ เกษารัตน์ เพราะในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่บีจีเปิดบ้านเจอกับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี “ธนบูรณ์” ถูกไล่ออกจากสนาม และลูกฟรีคิกที่ทำให้เขาโดนไล่ออก กลายเป็นประตูชัย ที่ทำให้บีจีแพ้ในเกมวันนั้นด้วยสกอร์ 1-2 ตกชั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

“วันนั้นผมโทษตัวเองอย่างเดียวเลย กลับบ้านไปนอนไม่หลับทั้งคืน ผมคิดอยู่ในหัวตลอดว่าที่ทีมต้องตกชั้น มันเป็นเพราะผมคนเดียว… (นิ่งไปสักพัก)”

“ผมเสียใจมากที่ต้องเห็นบีจีตกชั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองย้ายมา ทำให้ทีมต้องตกชั้นอีก เสียงวิจารณ์ช่วงนั้นก็หนักหนามาก โดนโจมตีว่าสุดท้ายผมย้ายมา แต่กลับไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดตกชั้นได้ตามเป้าหมาย”

หากใครคิดว่าชีวิตของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ต้องเจ็บช้ำมากพอแล้ว ต้องบอกเลยว่าช่วงมรสุมของผู้ชายคนนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้  เขา ได้โอกาสแก้ตัวกับ บีจี ปทุมฯ ในรอบชิงชนะเลิศรายการ โตโยต้า ลีกคัพ แต่ก็ต้องพ่ายให้กับต้นสังกัดเก่า สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

จบฤดูกาลด้วยมือเปล่า ไม่มีของขวัญทดแทนให้แฟนบอล มีเพียงแค่คราบน้ำตาเท่านั้น

 

เพื่อนคู่ใจชื่อ “คำวิจารณ์”

“ตั้งแต่ผมย้ายไปอยู่เชียงราย หลังจากนั้นมา ผมโดนด่าตลอดเลยนะ ไม่เคยไม่โดนเลย กลายเป็นของคู่กันไปแล้ว ‘ธนบูรณ์กับ-คำวิจารณ์’ บางทีผมก็นั่งถามตัวเอง ว่าทำไมต้องเป็นเราโดนอยู่คนเดียว แต่ทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้นะ” ธนบูรณ์เล่าเรื่องตลกของเขา ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ตลกแม้แต่น้อย

หลังจากที่ต้องผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายกับการตกชั้นครั้งแรกในชีวิต รวมถึงคำวิจารณ์ต่างๆนาๆ ธนบูรณ์ตั้งใจว่าเขาจะเริ่มต้นใหม่ในปี 2019 และจะกลับมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิมในปีถัดไป

แต่ชื่อของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กลับมาเป็นที่พูดถึงในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่อเขาถูกเรียกติดทีมชาติแบบสุดเซอร์ไพรส์ ไปลุยศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และ เอเชียน คัพ 2019 ที่สำคัญเขายังได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงบ่อยครั้ง

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะติดทีมชาติ เพราะรู้ว่าเรายังเล่นได้ดีไม่พอ ตอนนั้นผมคิดแง่บวกว่า ไม่ติดทีมชาติก็ถือเป็นเรื่องดี ผมจะได้มีเวลาฟื้นฟูร่างกาย ร่วมซ้อมกับสโมสร ปีหน้าผมจะได้เล่นดีกว่าเดิม”

“พอชื่อออกมาว่าผมติด ผมก็ต้องไปเล่น นักฟุตบอลไทย ไม่มีใครอยากปฏิเสธทีมชาติหรอกครับ แต่ผมก็ไม่รอด โดนด่าอีก บางทีผมก็อยากจะบอกว่า ผมไม่ใช่คนเลือกตัวเองมาติดทีมชาตินะ ถ้ามีโอกาสผมก็ต้องรับใช้ชาติอยู่แล้ว”

เมื่อผลงานของทัพช้างศึกไม่เป็นไปตามที่หวังไปไม่ถึงแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ทำให้ชื่อของธนบูรณ์กลายเป็นชื่อแรกๆที่ถูกแฟนบอลโจมตีในโลกโซเชียล ทั้งคำด่า คำต่อว่า และการตั้งข้อสงสัยถึงศักยภาพของเขา กับการสวมเสื้อช้างศึก เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ

“บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ผิด แน่นอนผมเสียใจ เวลาทีมชนะทุกคนได้รับคำชม เวลาทีมแพ้ธนบูรณ์โดนด่าทุกเกม แต่ตอนทีมชนะไม่มีใครชมผมบ้างเลย หลายครั้งผมโดนด่าแบบแรงเกินความจริงไปเยอะ หลายครั้งผมถูกโจมตี ว่าเป็นผู้เล่นไร้ประโยชน์ บางที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องตอบว่าอะไร”

“ผมมักโดนตั้งคำถามอยู่เสมอ ว่าลงมาทำไม? ผมอยากจะบอกว่าทุกครั้งที่ผมลงเล่น ผมเล่นอย่างเต็มที่ และเล่นตามแทคติกทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ผม แต่ทุกคนในทีมเล่นตามแทคติกทุกคน เพียงแต่บางครั้ง เวลาเราลงไปเล่นจริง แทคติคเราวางไว้มันอาจไม่เวิร์ค ไม่ได้เป็นแบบที่เราคาดการณ์ไว้”

“ผมคิดว่าเราคนไทยเหมือนกัน หันมาให้กำลังใจกันดีกว่าครับ อย่าซ้ำเติมหรือทับถมกันเลย”

ผลงานกับทีมชาติไทย ไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่ทำให้ ธนบูรณ์ ต้องถูกโจมตี แต่เพราะข่าวลือบนหน้าสื่อตลอดช่วงตลาดซื้อขายว่า เขาจะย้ายออกจากบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่ตกชั้นไปอยู่ไทยลีก 2 ก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจ และทำให้เขาถูกแฟนบอลหลายคนเข้าใจผิดในตัวเขา

“ผมไม่เคยคิดเรื่องย้ายทีมเลย ตอนผมไปเล่นทีมชาติ ผมคิดอยู่แค่สองเรื่อง เรื่องแรกคือมุ่งมั่นทำผลงานให้ดีที่สุดกับทีมชาติ เรื่องที่สองอยากกลับมาเล่นที่บีจี เพื่อช่วยพาบีจีเลื่อนชั้น”

“ผมทำทีมตกชั้น ผมก็อยากพาทีมเลื่อนชั้นกลับมา ผมตั้งใจและอยากเล่นกับบีจีมากในฤดูกาลใหม่ ต่อให้ไม่ใช่ไทยลีก ไม่เห็นเป็นไร ผมอยากเล่นที่นี่ต่อ”

“ประเด็นคือผมไม่รู้ว่าข่าวย้ายตัวของผมมาจากไหน มีมาตลอดเลยนะ ธนบูรณ์จะไปทีมนั้น จะไปทีมนี้ ทั้งที่ความจริงคือ สื่อที่ลงข่าวพวกนั้น ไม่เคยมีใครมาถามผมจากปากเลยว่า ผมจะย้ายทีมไหม?”

“พอข่าวออกไปทีไรผมโดนด่าทุกที จะซื้อมาทำไม? อะไรแบบนี้ครับ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมเลย สื่อนั่งเทียนเขียนข่าวผม ได้ยอดวิว ได้ยอดไลค์ ได้กระแส แต่ผมไม่ได้อะไรเลย นอกจากโดนคนด่า”

จากจุดสูงสุดที่เคยไปถึง ในวันนี้ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ พร้อมทิ้งความเจ็บปวดทั้งหมดตลอดช่วงชีวิตการค้าแข้งไว้เบื่องหลัง และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับฟุตบอล M-150 แชมเปียนชิพ กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด สโมสรที่เขาหวังว่าเป็นทีมสุดท้ายที่ได้ค้าแข้งไปยาวๆ

“เป้าหมายของผมตอนนี้ ผมขอมองปีต่อปีครับ อย่างตอนนี้เป้าหมายคือการพาบีจีกลับไปเล่นไทยลีก 1 ในปีเดียว ผมอยากพอทีมชนะให้ได้มากที่สุด แน่นอนเราไม่เคยประมาทครับ มองเป็นเกมต่อเกม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเลื่อนชั้น ส่วนจะเลื่อนขึ้นไปแล้วจะเป็นยังไงต่อค่อยว่ากัน”

“หลายคนมาถามว่าเล่นไทยลีก 2 ไม่กลัวหลุดจากทีมชาติเหรอ สำหรับผมถ้าคนเราเล่นได้ดี จะลีกไหนก็ติดทีมชาติได้หมดครับ สิ่งสำคัญคือผมต้องเล่นให้ดีเสียก่อน ติดหรือไม่ติดทีมชาติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

“เป้าหมายสูงสุดที่ผมอยากทำตอนนี้ คือกลับไปเล่นดีให้เหมือนก่อนบาดเจ็บ อยากเป็นที่ยอมรับของแฟนบอลอีกครั้ง และติดทีมชาติ ซึ่งเป็นความฝันของนักบอลไทยทุกคนอยู่แล้ว ผมแค่อยากให้ตัวเองเล่นได้ดีสม่ำเสมอ ไม่ต้องเล่นได้ดีที่สุด แต่เล่นได้ดีเป็นมาตรฐานของตัวเองในทุกนัดก็พอแล้วครับ”

“แล้วผมยังอยากได้แชมป์ลีกอีกสักครั้ง เพราะอย่างที่บอก ครั้งที่แล้วยังคาใจอยู่ และไม่อยากย้ายทีมแล้วครับ (หัวเราะ) ผมย้ายทีมมาเยอะแล้วครับ อยากลงหลักปักฐานกับสักสโมสร ถ้าย้ายทีมครั้งหน้า ผมขอย้ายไปต่างประเทศดีกว่า”

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยังคงนิยามความแปรปรวน ในชีวิตการค้าแข้งของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะแม้ว่าเขาจะตั้งใจ ลงหลักปักฐานกับสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขา ในฤดูกาล 2019 ไปเข้าตา สโมสรการท่าเรือ เอฟซี ทีมเงินถัง จากศึกไทยลีก 1

สุดท้าย ธนบูรณ์ ต้องย้ายทีมอีกครั้ง จากรังสิต คลอง 3 สู่คลองเตย แม้จะไม่เป็นตามคำขอที่เขาคาดหวังไว้ กับการย้ายทีมครั้งต่อไป แต่เขาก็พร้อมรับความท้าทายใหม่ที่จะมาถึง เพื่อโอกาสที่จะทำให้เขากลับไปเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง

นี่คือเรื่องราวชีวิตของ นักฟุตบอลคนหนึ่งที่ผ่านพ้นมาทั้งความสมหวัง ผิดหวัง ช่วงที่ไม่มีใครมองเห็นคุณค่า ตกไปเล่นไทยลีก 2 หรือวันที่เขาได้รับการยอมรับ ถูกซื้อตัวกลับเล่นลีกสูงสุดอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดไม่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดการสนทนาร่วม 2 ชั่วโมง คือ ความมุ่งมั่นและพร้อมที่ฝ่าฟันไปกับทุกๆอุปสรรค และความไม่แน่นอนของชีวิต ด้วยประสบการณ์ และสิ่งที่เขาเรียนรู้จากฟุตบอลมาตลอด 26 ฝน

“เรื่องราวที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ทำให้เราโตขึ้น ทุกวันนี้แค่ผมมีโอกาสได้เล่นในสโมสรที่ดี ได้เล่นในฟุตบอลระดับสูงผมก็ดีใจแล้ว”

“วงการฟุตบอลมันไม่มีอะไรแน่นอน นักบอลก็เหมือนหมาล่าเนื้อครับ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างวันไหน วันหนึ่งผมอาจจะเจ็บหนักอีกรอบ กลับมาเล่นไม่ได้ ไม่มีทีมไหนจ้าง เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ เราแค่ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

“ผมได้ประสบการณ์ที่ดี ที่สอนให้ผมแข็งแกร่งขึ้น ทุกวันนี้ผมแกร่งมากขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ เวลาเจอเรื่องยากลำบาก ผมคิดอยู่เสมอว่าให้มองแง่บวกไว้ ยังมีหลายคนที่แย่กว่าเรา”

“ผมก็หวังว่าปี 2019 จะเป็นปีที่ในชีวิตการค้าแข้งของผมครับ” ธนบูรณ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง