mainstand

Inspiration

เด็กวัด - ทหารเกณฑ์ - หลงผิด : นุกูลกิจ ครุฑใหญ่ กับชีวิตแสนผจญภัยทุกรสชาติ



นุกูลกิจ ครุฑใหญ่ กองหลังของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันถูกปล่อยให้ ตราด เอฟซี ยืมไปใช้งาน


 

มีเรื่องราวชีวิต และเส้นทางที่แตกต่าง ออกไปจากแข้งไทยลีกทั่วไป เพราะเขาใช้เวลาในช่วงตั้งไข่ ไปกับการยืมรองเท้าสตั๊ดคนอื่นเพื่อใช้เเข่ง,เข้าไปฝึกฝนฟุตบอลในโรงเรียนวัด และ หนีหลวงพี่ไปเตะบอล! 

และนี่คือเรื่องราว สนุกครบทุกรส เหมือนหนังชีวิตเรื่องหนึ่ง ที่จะถูกเล่าจากปากของเจ้าตัว ถึงการผจญภัยในเส้นทางลูกหนังตลอดชีวิต 26 ฝนของเขา

 

เส้นหลินซอกเกอร์ของจริง

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เฟิร์ส - นุกูลกิจ เด็กจากอำเภอ บางสะพานน้อย จ.ประจวบฯ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จากการติดสอยห้อยตามน้าไปแข่งฟุตบอลตามที่ต่างๆ

โดยมี รายการโปรดของเขาคือ การติดตามชมการถ่ายทอดสด  "ฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี" ผ่านทางทีวี แม้จะยังไม่มองเห็นเลยว่าตัวเองจะยกระดับไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และไม่มีใครสอนการเล่นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

"ตอนเด็กๆ เราไม่รู้หรอกว่ามันมีฟุตบอลอาชีพ เราก็เล่นสนุกของเราไป พอปิดเทอมเราก็ไปรับจ้างตกหมึก รับจ้างล้างรถให้ลุง ดูฟุตบอลไมโลทางโทรทัศน์ และก็มีพวกบอล 7 สี ได้ยินชื่อโรงเรียนฟุตบอลบ้าง พวกปทุมคงคา, สุรศักดิ์มนตรี อะไรพวกนี้ แต่สำหรับตัวเรา เราไม่มีโอกาสอยู่แล้ว ไม่รู้จะมากรุงเทพฯ ยังไง มันเป็นเรื่องไกลตัวเราเยอะเลยนะ "

เด็กๆบางคนได้รับการสนับสนุนให้เดินสู่เส้นทางลูกหนังตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 แต่สำหรับ เฟิร์ส นั้นกว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปนานจนเกือบเข้าเรียนมัธยมปลายเลยทีเดียว เพราะเดิมเขาตั้งใจจะไปสมัครเรียนสายอาชีพอย่าง ช่างกล,ช่างไฟ เพื่อเอาไว้หากินเลี้ยงชีพ แต่เขาก็มาเปลี่ยนความคิด หลังได้รับการชักชวนให้เข้าไปคัดตัวกับทีม "วัด"

"ทำไมผมถึงไปคัดตัวกับทีมของหลวงพี่น่ะเหรอ? ให้ตายยังไงก็ต้องมาคัดตัวที่นี่ เพราะผมไม่มีโอกาสอื่นในชีวิตแล้ว ผมไม่มีอะไรต้องเสีย ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็กลับบ้าน"

วัดนี้ คือ วัดพรหมมหาจุฬามุณีพรหมรังสี (วัดชวดบัว) ในจังหวัดนครนายกจังหวัดที่ห่างจากบ้านของเขาถึง 500 กิโลเมตร และผู้จัดการทีมฟุตบอลของคือพระในวัดนั่นแหละ ซึ่งหลวงพี่พาไปเล่นให้กับทีมโรงเรียนวัดศรีจุฬา (โรงเรียนอุบลรัตน์ราชกัญญาราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน) ที่อยู่ห่างจากวัดพรหมมหาจุฬามุณีพรหมรังสีไม่ไกล

เรียกได้ว่าโอกาสครั้งนี้เป็นอะไรที่เสี่ยงมาก ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากเขามาเรียนและมาเตะฟุตบอลที่นี่จะได้เป็นนักเตะอาชีพหรือไม่ ที่สำคัญทีมโรงเรียนวัดศรีจุฬา ไม่ใช่โรงเรียนดังของจังหวัดเลยด้วยซ้ำ แถมยังตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารของจังหวัดนครนายกอีกด้วย

เหล่านักฟุตบอลไม่ได้มีหน้าที่แค่เรียนและเล่นฟุตบอลเท่านั้น พวกเขาต้องมาช่วยงานหลวงพี่ที่วัดบ้างในบางครั้ง ทั้งการบิณฑบาตรเช้าในช่วงวันพระใหญ่, ช่วยก่อสร้างอะไรเล็กๆน้อยที่พอทำได้ ซึ่งเด็กๆทุกคนก็เต็มใจ เพราะที่วัดพรหมมหาจุฬามุณีพรหมรังสีถือว่าเป็นเหมือนครอบครัวที่ 2 ของทุกคน  หลังจากที่พวกเด็กๆซ้อมในเสร็จในตอนเย็นก็เป็นหลวงพี่นี่แหละที่คอยจัดเตรียมอาหารเย็นไว้ให้เพิ่มพลัง บางครั้งหลวงพี่ก็ต้องเข้าครัวเองเลยก็มี แต่ที่พีคไปกว่านั้น คืออยู่ดีๆพ่อของ นุกูลกิจ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์จากประจวบฯ มาขออยู่ที่วัดกับลูกชายด้วยซะอย่างงั้น...

“คนหาว่าพ่อผมบ้า พ่อผมเอาพัดลมโยนใส่รองนายกฯ เทศบาล และขอลาออก เพราะมีปัญหาขัดใจ และขับรถไปอยู่วัดกับผม มาช่วยงานที่วัด แม่ผมไม่เข้าใจพ่อว่าทำไมไปทำแบบนั้น ทั้งที่เงินเดือนของพ่อในเวลานั้นก็เริ่มสูงแล้ว”

“ส่วนแม่ผมเป็นครู ก็ต้องไปเป็นนักร้องเพลงร้านอาหารตอนกลางคืนด้วย ตอนหลังออกจากครู มาทำงานร้านอาหารชายทะเล ทำตั้งแต่ 9 โมง จนถึงตอนมืดก็ไปร้องเพลง เพื่อดูแลเลี้ยงดูผมกับพี่สาว”

ภายใต้ครอบครัวที่มีปัญหา นุกูลกิจ ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้หนักขึ้นเพื่ออนาคต เขาทั้งตั้งใจเรียนและขยันซ้อมให้มากขึ้น จนได้เริ่มออกไปแข่งขันในรายการต่างๆ และทำให้เขารู้ว่าโลกฟุตบอลแท้จริงแล้วกว้างใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลยทีเดียว

 

เด็กวัดตัวแสบ

“ที่โรงเรียน คนที่เป็นโค้ชพวกเราก็ คือ อ.คราฟ (สถาพร วาจาขำ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนสุพรรณบุรี เอฟซี) ตอนผมอยู่ที่นั่นได้ 2 ปี แกก็ออกมาทำบอลที่โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน และพี่เล่ห์ (รุ่นพี่คนหนึ่ง) ก็พาผมไปคัดตัวที่นั่น” นุกูลกิจ เล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่

ความเสี่ยงครั้งนี้มีเรื่องให้วัดใจ เพราะเขายังเด็กและการจะไปอยู่ที่พนิชยการราชดำเนินนั้น เขาจำเป็นต้องออกจากอ้อมอกโรงเรียนที่ให้โอกาสแรกของเขา ซึ่งเป็นเรื่องยากมากในวัยนั้นสำหรับการบอกกับหลวงพี่ที่ดูแลอย่างดีว่าเขาจะขอออกกลางคัน และย้ายไปเรียนที่กรุงเทพฯ... 

“พอคัดตัวติดผมก็แอบเข้าวัดกลับไปเก็บของแล้วมาที่กรุงเทพฯเลย ตอนนั้นผมไม่ได้บอกลาหลวงพี่ด้วย” เขากล่าวต่อถึงวีรกรรมสุดแสบของตัวเอง ที่หนีหลวงพี่หายตัวไปดื้อๆ เขายอมรับว่าเขาไม่กล้าบอกตรงๆ ต่อหน้า แต่ก็ยังรักและศรัทธาหลวงพี่ ที่เคยดูแลและให้โอกาสเขามาเสมอ 

ที่กรุงเทพฯ มีอะไรหลายอย่างที่เขาต้องเรียนรู้ ทั้งการปรับตัวและเอาตัวรอดในเมืองหลวง หลังเคยถูกนักเรียน จากสถาบันคู่อริไล่ตีมาเเล้ว ไปจนถึงโอกาสในการได้เซ็นสัญญาฟุตบอลอาชีพฉบับแรก ที่เขาได้รับจากที่ศึกษาต่อที่นี่

“ผมยังไม่รู้เลยว่า พณิชยการดีขนาดไหนหรือใกล้ชิดกับเทโรฯ แค่ไหน รู้แค่ว่า มีรุ่นพี่จากโรงเรียนนี้ ได้ไปเล่นไทยลีกมาเเล้วก็ไม่น้อย"

“ตอนปี 1 เคยได้แชมป์รายการ ปตท. ก๊าซธรรมชาติ ผมได้ชิงกับอัสสัมชัญศรีราชา ที่มีนูรล (ศรียานเก็ม) แล้วก็เป็นตัวหลักมาตลอด”

“พอขึ้นปี 3 ก็ได้เป็นกัปตันทีม มีพวก เจ (ชนาธิป) เข้ามา ตอนนั้นอาจารย์ พยงค์ บอกให้ลองไปคัดตัวยูธลีกของ บีอีซี เทโร ดู วันนั้น แอนดรูว์ อ็อด กับ โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ แล้วเขาก็เลือกเจไปเล่นกับ เทโร ส่วนผมกว่าจะได้เซ็นสัญญาในวันสุดท้ายเลย วันที่ 31 ธันวาคม”

นุกูลกิจ ได้เงินเดือนก้อนแรงราว 17,000 บาท โดยรวมกับโบนัสการเเข่ง และเบี้ยเลี้ยงการซ้อม ทันทีที่หาเงินได้เขาไม่ลืมที่จะส่งกลับไปให้แม่เพื่อช่วยส่งเสียที่บ้านอีกแรง การเซ็นสัญญากับ บีอีซี เทโร จึงถือเป็น จุดเปลี่ยนของชีวิตเขา ที่นอกจากจะทำให้เขามีรายได้เเล้ว  ยังทำให้พ่อแม่ภูมิใจด้วย

 

ยินดีต้อนรับสู่กองทัพไทย

หลังจากเซ็นสัญญากับ เทโร ในปี 2014 ได้ไม่นาน นุกูลกิจ ยังหาโอกาสลงสนามไม่ได้ ทำให้เขาติดต่อกับผู้ใหญ่ในบ้านเกิดเพื่อดึงตัวกลับมาเล่นให้กับทีม ประจวบ เอฟซี

ระหว่างนั้น ด้วยความใสซื่อ เขาเดินทางไปเกณฑ์ทหาร ด้วยความคาดหวังว่า ผู้ใหญ่ในจังหวัดจะพอช่วยให้ เขาประจำการเหล่าทัพ ทหารอากาศ ในหน่วยที่ไม่หนักมาก แต่ทุกอย่างผิดแผนไปหมดเพราะทหารอากาศในพื้นที่ที่เขาจับทหาร เปิดรับสมัครแค่ 5 คนเท่านั้น จึงไม่มีใครช่วยเขาได้ และท้ายที่สุด เฟิร์ส ต้องไปเป็นทหารบกผลัด 1

ความหนักหน่วงของทหารบกถือว่าเต็มกราฟเลยทีเดียว หลายสิ่งหลายอย่างยากลำบากกว่าตอนเป็นนักฟุตบอลเยอะ และแม้เขาจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ก็แทบไม่ได้สิทธิ์พิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆเลย แถมยังหนักกว่าเพื่อนๆคนอื่นในกองร้อยด้วยซ้ำ

"เป็นนักฟุตบอลแม่งไม่มีอะไรดีเลย ต้องวิ่งนำเพื่อนอีก เพื่อนคนไหนวิ่งไม่ทัน บางทีผมวิ่งผ่านเเล้วแต่ครูฝึกก็ไม่ให้พักนะต้องวิ่งกลับไปลากเขามา เข้าเส้นชัยการทดสอบ" นุกูลกิจ เผยถึงสมัยที่ยังมียศเป็นพลทหาร

"ผมพยายามเลือกที่จะทำ ประมาณว่าครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย เพราะไม่งั้นผมไม่เลือกเป็นทหารหรอก เพราะจริงๆผมจะยัดก็ได้ ผมจะยัดแล้วไม่ต้องเป็นก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะลองดู คิดว่า เอานะ ครั้งนึง ก็ทำทุกอย่างและผมก็เลือกเองตลอด"

ความลำบากสอนให้คนทนทานและความยากลำบากก็จบลง มันไม่ได้ทำให้เขาท้อแท้ แต่มันทำให้เขาเก่งขึ้น หลังจากปลดประจำการเเล้ว นุกูลกิจ ก็พร้อมแล้วที่จะกลับมาค้าแข้งอย่างเต็มที่อีกครั้งกลับสโมสร บีอีซี เทโร

 

เรียนรู้ชีวิตจริง

"บุรีรัมย์ เขาไม่คิดจะซื้อเอ็งบ้างเหรอ?" นี่คือสิ่งที่แม่ของ นุกูลกิจ หยอกแซวเป็นประจำ ซึ่งตัวเขาก็ทำได้แค่ตลกกลับ เพราะรู้ตัวดีว่า นักเตะที่ไม่มีชื่อเสียงอย่างเขา คงไม่ใช่เป้าหมายของทีมปราสาทสายฟ้า จนในช่วงต้นปี 2015 โทรศัพท์ของเขาดังขึ้นด้วยเบอร์โทรที่ไม่รู้จัก...

"นี่พี่จ้ำนะจากบุรีรัมย์ พี่ขอซื้อเอ็งจากเทโรมาแล้ว" ทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน ผู้จัดการทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ว่าสั้นๆแค่นั้นที่หลายสาย แต่ปล่อยให้ เจ้าเฟิร์ส ออกอาการงงถึงขีดสุด

นุกูลกิจ อยู่ในทีมชุดใหญ่ของ เทโร ยุคที่มี โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส เป็นกุนซือ แต่ก็ได้ลงสนามไปเพียง 2 เกมเท่านั้น พูดตรงๆก็คือ แฟนบอลบางส่วน ยังแทบไม่รู้จักชื่อเขาด้วยซ้ำ

แต่อยู่ดีๆก็มีทางด่วนพาดผ่านมาถึงหน้าเขา และปลายทางนั้นคือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สโมสรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ  เรื่องราวที่เหมือนจะอำกันเกินไปเพราะสถานการณ์นั้นเขายังไม่ถูกรู้จักในวงกว้าง แถมโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ก็แสนจะน้อยนิด

ก่อนคำถามนี้จะถูกเฉลยโดย บิ๊กจ้ำ ที่บอกว่า เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรเป็นคนบอกให้ไปเอาตัว นุกูลกิจ มาให้ได้ เพราะประทับใจในความขยันวิ่งในเกมที่ เทโร เจอกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2014

"พี่จ้ำบอกว่าเจ้านายเขาให้ไปเปิดเทปดูเกมที่ผมลง แล้วเปิดดูเห็นผมแค่ห้านาที เจ้านายพี่จ้ำก็บอก เออ มันวิ่งดี ไปเอามันมา" นุกูลกิจ เผยถึงสาเหตุที่ได้มาอยู่กับปราสาทสายฟ้า

ในตอนนั้น เฟิร์ส กำลังจะย้ายไปอยู่กับกระบี่ เอฟซี แต่เมื่อบุรีรัมย์ ติดต่อมาเขาจึงต้องรีบตีตั๋วกลับกรุงเทพฯ เพื่อมาตรวจร่างกายกับว่าที่สโมสรใหม่แห่งเเดนอีสาน หลังจากผ่านไป 1 วันก็มีเงินโอนเข้ามาให้เขาก้อนใหญ่เป็นค่าเซ็นสัญญา

"ตอนไปกระบี่ก็มีค่าเซ็นสัญญานะ แต่แค่ห้าหมื่น แต่ไปบุรีรัมย์ผมได้ค่าเยอะกว่ามากๆ" สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากนั้นคือการตรงไปยังร้าน ARI เพื่อซื้อสตั๊ดที่ตัวเองอยากได้มาตลอดโดยเป็นการซื้อสตั๊ด 2 คู่ในครั้งเดียวเป็นครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่เงินที่เหลือที่ได้จากค่าเซ็นสัญญา เขาจะยกให้กับแม่ทั้งหมด เพื่อให้นำไปปลดหนี้ที่ค้างคามาตั้งแต่รุ่นยายของเขาเลยทีเดียว

การมาอยู่กับทีมใหญ่ ทำให้นักเตะโนเนมเช่นเขา กลายเป็นนักเตะที่ใครๆ ก็อยากหาข้อมูล เพราะอยากรู้ว่ามีดีอะไรทำไมจึงมาอยู่ บุรีรัมย์ ได้? รวมถึงบททดสอบจิตใจที่เรียกว่า "เงิน"

“อยู่บุรีรัมย์ เงินได้มาง่ายมาก ง่ายแบบว่านั่งเฉยๆก็ได้เงินอะ โบนัสเยอะ นั่งเฉยๆในเกมเอเอฟซี สามสี่หมื่นต้องมี ถ้าผมมีรายชื่อลงสนามก็เจ็ดแปดหมื่นต้องมี"  

นุกูลกิจ ยอมรับว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไป เพราะแม้เขาจะยังเป็นลูกที่ส่งเงินให้แม่ตลอด แต่ในส่วนของเงินก้อนใหญ่ที่ได้มา กลับถูกนำไปใช้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ เขาไม่อายเลยที่จะเล่าความผิดพลาดในการบริหารชีวิตของเขาในช่วงเวลานั้น

"ผมพูดให้คนรู้ไปเลยนะ ผมเดินผิดทางไปบ้างเเล้วในตอนนั้น" มาถึงตรงนี้เขาเริ่มปรับเข้าสู่โทนเสียงที่จริงจังมากขึ้น

"ตอนนั้นผมบ้าแต่งรถ มีเงินเท่าไรใส่กับรถหมด ถึงผมจะยังส่งเงินให้แม่เหมือนเดิมก็ตาม แต่ถ้าส่งเงินให้ที่บ้านทั้งหมดเหมือนเดิม เงินที่ผมเอาไปแต่งรถอะ เอามาปลดหนี้แม่เกือบหมดได้เลย แต่ผมดันเอาเงินไปแต่งรถก่อน แต่พอคิดได้ ก็มาคิดว่าตัวเองทำอะไรลงไปวะ แต่เงินมันได้มาง่ายไง ก็คิดว่าเดี๋ยวเราก็ได้อีก"

1 ปีผ่านไปที่เขาใช้ชีวิตแบบนั้นที่ บุรีรัมย์  นุกูลกิจ หลงระเริงคิดว่าชีวิตจะมีแต่ขึ้นตลอดไป แต่เขาลืมสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่าด้วยว่าชีวิตของคนเรานั้น "มีขึ้นต้องมีลง" เมื่อเขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีกต่อไป

"พอมาอีกปี คิดว่าจะเป็นเหมือนที่แล้ว แต่จุดพลิกผันมันเยอะ พอเปิดเอเอฟซีมา ผมเริ่มไม่มีชื่อ เพราะเขาดึงเอี้ยง นัสตพล (มาลาพันธ์) แล้วเอี้ยงได้เล่น แต่ผมนั่งดู บางทีเราก็คิดในใจ เราไม่เข้าใจ เราอยากรู้เหตุผล เพราะเกมแรกที่เปิดฤดูกาลกับแบงค็อก แล้วไม่มีเซนเตอร์ เขาใช้เอี้ยงเล่น ไม่ใช้ผม"

“ตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัวนะ แม้ผมจะไม่มีชื่อ ผมก็ทำตัวปกตินะ ชีวิตเฮฮา พอไม่มีรายชื่อบ่อยๆ พี่จ้ำเรียกไปคุย นายบอกว่าไม่มีตำแหน่งให้ผมลง ตำแหน่งมันเต็มไปหมด พี่เขาก็บอกเดี๋ยวเขาหาทีมให้ เราก็ยืนน้ำตาคลอเบ้าเลย ก้มหน้าน้ำตาไหลเลย"  เฟิร์ส ได้บทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิต และความไม่แน่นอนทำให้เขาต้องเดินทางอีกครั้ง

 

คว้าโอกาสอีกครั้ง

จากนักเตะที่เคยเล่นเกม เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เขาถูกขายให้กับ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ที่เล่นในไทยลีก 2 

นี่คือความจริงที่ต้องเจอ เขาต้องเริ่มสร้างชื่อเสียงและพัฒนาตัวเองใหม่ด้วยความจริงจังที่มากยิ่งกว่าเก่า ทุ่มเทยิ่งกว่าที่เคย  แต่โชคชะตาก็ไม่ได้เข้าข้างเขาเสมอไป หลังพาทีม อุบล เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด ข้ามเข้าสู่ศักราชใหม่ เขาแทบไม่ได้ลงเล่นในครึ่งฤดูกาลแรก บนเวทีไทยลีก ปี 2016

"ผมเริ่มไม่ได้ลง ผมก็โทรไปหาพี่จ้ำ พี่จ้ำบอกว่าไม่รู้จะช่วยยังไงสัญญาเอ็งอยู่กับเขา พี่จะช่วยอะไรได้ ถ้าเขาเรียกอะไรจะให้พี่ทำไง? ผมก็ต้องทนอยู่ เพราะว่าเลกแรกในไทยลีกผมได้ลงเกมเดียวเองตอนอยู่กับอุบล"

นูกูลกิจ เช็ดคราบน้ำตา กลับมาสู้อีกครั้ง เขาเริ่มขยันซ้อมให้มากขึ้น พยายามปรับตัวให้เข้ากับระบบของ คูเปอร์ จนต่อมา เขาได้โอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีข้อเสนอก้อนโตจาก เมืองทอง ยูไนเต็ด ยื่นเข้ามา

"สก็อตต์ เรียกผมมาคุยว่า ว่าเมืองทองเขาติดต่อมานะ เมืองทองขอซื้อผมเป็นเงินเยอะพอสมควร แล้วจะแถมตัวจากเมืองทองมาให้ใช้ด้วย มันก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่ทีมใหญ่ติดต่อมา มันไม่ได้มีโอกาสบ่อยๆ เขาก็เลยเรียกผมมาบอกว่า เขาก็ไม่อยากปล่อยผมนะ เพราะผมเหมือนเป็นตัวเลือกแรกๆ ถ้ามีใครเจ็บ แต่มันจำเป็นต้องปล่อย เพราะมันเป็นโอกาสให้ผมได้ไปอยู่กับทีมที่ดี ทีมใหญ่ กับโค้ชมืออาชีพ แล้วก็ยุติธรรม”

“ก่อนที่จะถามคำสุดท้ายว่าคุณหวังอะไรกับการย้ายทีมครั้งนี้"

นุกูลกิจ บอกสั้นๆเพียงว่า ไม่ได้หวังอะไรมากกว่าการไปสู้และทำให้ดีที่สุดเพื่อตัวเองและหวังว่าวันหนึ่งจะติดทีมชาติบ้าง ก่อน สก็อตต์ คูเปอร์ จะเดินมาตบไหล่เขาเเล้วบอกสั้นๆเช่นกันว่า "นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากจะได้ยินจากปากคุณ"  

เฟิร์ส กลับสู่การลงเล่นให้กับทีมหัวแถวอีกครั้งและครั้งนี้เขาจะไม่ทำตัวเองให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอีก เขาจะเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วยการทุ่มเต็มที่เหมือนกับที่บอก สก็อตต์ คูเปอร์ ในวันที่ลาอุบลฯ มาเมืองทองฯ

ฟุตบอล โตโยต้า แม่โขง คัพ 2017 คือช่วงเวลาที่ นุกูลกิจ ได้เปิดตัวกับ กิเลนผยองฯ เขาเล่นได้ดีและได้คำชม แต่ที่สำคัญคือเขาไม่หลงระเริงอะไรกับคำชมเหล่านี้อีกเเล้ว นี่แค่เริ่มต้นยังมีอีกหลายสิ่งที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเอง

นูกูลกิจ เปลี่ยนมุมมองหลายอย่างเมื่อได้มาเล่นกับ เมืองทองฯเขาไม่ใช่คนซ้อมไปวันๆเพื่อรอโอกาสเเล้ว เขาทุ่มเต็มที่เพื่อเป็นที่หาโอกาสด้วยตัวเอง และเป็นจังหวะดีที่ อดิศร พรหมรักษ์ เจ็บเขาเริ่มได้เล่นเกมไทยลีกกับ เมืองทองฯ มากขึ้นเรื่อยๆ จากการให้โอกาสของ โค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน

"พี่แบนไม่เคยด่าผมเลยนะ ผมเคยโดนครั้งเดียว ลงทีมกับบางกอกที่นี่ ผมออกบอลช้า พี่แบนพูด เฟิร์สออกบอลเร็วๆหน่อย แล้วแค่ตะคอกดังๆ จากนั้นผมจำขึ้นใจเลยนะ ผมไม่เคยอีกเลยจากนั้น ผมจำเลยไม่ให้ตัวเองพลาด จำทุกอย่างที่พี่แบนพูด"

ฤดูกาล 2017 เป็นช่วงเวลาที่ นุกูลกิจ กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เขาได้เล่นให้กับเมืองทอง อย่างต่อเนื่องในหลายๆตำแหน่งตามประสานักเตะสารพัดประโยชน์

จนที่สุดเเล้ว กิเลนผยองฯ คว้าแชมป์ ลีก คัพ มาครอง ขณะที่ตัวเขาเองก็กลับมาได้ลงเล่นในเกมระดับทวีปอย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง และที่สำคัญที่สุดหนี้ก้อนใหญ่ของครอบครัวก็ได้น้ำพักน้ำแรงของตัวเขาเองช่วยปลดจนเกือบหมดเเล้วในเวลานี้ 

ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปได้สวยอยู่แล้ว แต่ในเกมฤดูกาล 2018 กับ ราชนาวี นุกูลกิจ โชคร้ายที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง และต้องพักยาวร่วมปี โชคดีที่เขาได้พบรักกับ กิ๊ก-รุ่งนภา หรือ รุ่งนภา แสงศิลป์ นักร้องสาวลูกทุ่งดัง มาช่วยปิดแผลใจในช่วงที่เขาบาดเจ็บ และทำให้เขาหายเจ็บเร็วขึ้น

แม้ว่าจะตอนนี้จะเริ่มกลับคืนสู่จังหวะเดิมๆได้เเล้ว แต่ กิเลนผยอง ก็เลือกส่งตัวเขาให้กับ ตราด เอฟซี ทีมน้องใหม่ศึกไทยลีก 2019 ยืมตัวไปใช้งาน  

อย่างไรก็ตามนั่นไม่สำคัญเท่า บทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากชีวิตการค้าแข้ง นุกูลกิจ ก็คือ อย่าปล่อยโอกาสหลุดมือไป แต่จงทำมันอย่างเต็มที่ แล้วสักวันหนึ่งโอกาสดีๆ จะเข้ามาหาเข้ามาเอง

“ผมก็คิดอย่างเดียวว่า ผมทำทุกวันให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก จริงจังและเต็มที่กับมัน นี่คือสิ่งที่ผมทำทุกๆวัน ก็แค่นั้นเอง” นุกูลกิจ กล่าวทิ้งท้าย  



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง