mainstand

Converse

ฟุตบอลคือครูที่สอนให้รู้จักวินัย และคำว่า “ไม่ยอมแพ้” นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม



ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม เป็นชื่อหนึ่งที่แฟนบอลชาวไทยคุ้นหูเป็นอย่างดี  จากแบ็กขวาดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ด้วยวัยเพียง 19 ปี จนถึงวันนี้ เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะไทย ที่ประสบความสำเร็จมากสุดคนหนึ่งแห่งยุค


 

การันตีด้วย 11 แชมป์ ในนามสโมสรบีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโร ในปัจจุบัน) และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึง 5 แชมป์กับทีมชาติไทย

ตลอดจนชื่อเสียง ที่เขายังคงเป็นนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ได้รับความนิยม และถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นเพียงฉากหน้าความสำเร็จที่น่าชื่นชม ที่เจ้าตัวทำได้ในวัยย่างเข้าเบญจเพส

หากมองที่ฉากหลังกว่าจะมาถึงจุดนี้ เชื่อเหลือเกินว่า คงเป็นเรื่องยาก แต่การที่เขาจะสามารถรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ไม่ให้เลือนหายไปคงเป็นเรื่องยากมากกว่า ในยุคที่อะไรๆก็รวดเร็วไปหมด

เราเดินทางมาพูดคุยกับ ต้น นฤบดินทร์ ภายในแคมป์เก็บตัวสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อค้นหาคำตอบว่าใครกันคือ คุณครูที่คอยชี้แนะ บอกทางให้เขาเดินมาถึงจุดนี้ และยังคงอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องเสมอ

 

เรียนรู้การใช้ชีวิตผ่านกีฬา

"คุณพ่อปลูกฝังให้ผมมีความรักในการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ผมเล่นฟุตบอลเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากการที่พ่อ พาไปดูท่านเตะฟุตบอลภายในจังหวัด ผมก็ซึบซับมาเรื่อยๆ แต่พ่อไม่เคยกดดันหรือคาดหวังว่าผมต้องไปเล่นอาชีพ ต้องติดทีมชาติ”

“เหมือนพ่อเลือกใช้กีฬาเป็นครูที่สอนการใช้ชีวิตของผมมากกว่า พ่อเคยบอกกับผมว่า กีฬาทุกประเภทไม่ใช่แค่กอล์ฟ หรือฟุตบอล สอนให้เราได้เรียนรู้การเข้าสังคม ได้มิตรภาพ การทำงานเป็นทีม ได้รู้จักคำว่าน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย”

“รวมถึงสอนให้รู้ว่า กว่าจะเป็นผู้ชนะได้ ต้องผ่านการมีระเบียบวินัย ความตั้งใจ เพื่อพัฒนาฝีมือตัวเองก่อน ผมมองว่าจุดนี้เราสามารถปรับมาใช้กับชีวิตประจำวันได้”

ความตั้งใจของคุณพ่อ ณรงค์ศักดิ์ วีรวัฒโนดม ที่ต้องการให้ลูกชาย รู้จักการใช้ชีวิต ผ่านกีฬา กลายเป็นแบบฝึกที่ นฤบดินทร์ ซึมซับและนำมาการปฏิบัติตัวอย่างมีวินัย โดยที่ไม่รู้ตัว ตั้งแต่วัยเยาว์

เขามีความสนุกทุกครั้งที่ออกไปกีฬา เหมือนกับเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ในความสนุกนั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่ นฤบดินทร์ ได้รับบทเรียนต่างๆมากมาย ทั้งตอนที่เล่น กีฬากอล์ฟ และฟุตบอล จนเมื่ออายุได้ 10 ขวบ เขาตัดสินใจเลือกเล่น ฟุตบอล เพียงอย่างเดียว

โดย คุณพ่อณรงค์ศักดิ์ ได้พาลูกชาย ไปฝึกฟุตบอลทุกเย็นที่ ศูนย์ฝึกฟุตบอลแม้นอินทร์ ภายในตัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นสองปีต่อมา นฤบดินทร์ ได้เข้าไปเรียนต่อที่ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี สถาบันขาสั้นชั้นนำของประเทศ ในช่วงมัธยมฯ ต้น

“ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่ซนมาก ติดเพื่อน ชอบทำอะไรแผลงๆ จนกระทั่งได้เริ่มมาเล่นกีฬา ทำให้ชีวิตผมเป็นระเบียบมากขึ้น รู้จักการแบ่งเวลาที่ต้องทำให้ดีทั้งการเรียน และการฝึกซ้อมฟุตบอลในทุกวัน กลายเป็นเราต้องบริหารจัดารเวลาให้เป็น ว่าตอนไหนควรทำอะไร”

อย่างไรก็ดี นฤบดินทร์ ในวัย 13 ขวบ ไม่ใช่นักฟุตบอลที่มีรูปร่างดีนัก เขาเป็นเด็กที่ตัวเล็กมาก สูงเพียงแค่ 130 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นปัญหาต่อการเล่นฟุตบอลไม่น้อย หากเขาเสียเปรียบด้านสรีระ นั่นทำให้ นฤบดินทร์ ต้องหันมาดูแลตัวเอง ใส่ใจเรื่องโภชนาการมากขึ้น เพราะมีผลต่อพัฒนาการในช่วงวัยที่กำลังโต

“พ่อกับแม่ก็พยายามปรึกษาหลายๆคน เพื่ออยากให้ผมสูงขึ้น จนได้มาพบกับแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อเด็ก (เกี่ยวกับการยืดกระดูก) คุณหมอก็ให้ยามากิน ควบคู่กับอาหารเสริมที่คุณพ่อหามาให้ นั่นทำให้ผมต้องหันมาสนใจดูแลตัวเองมากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เป็นเวลา”

“คนเราจำเป็นต้องมีวินัยกับตัวเอง ถ้าผมไม่กิน เหลือเอาไปทิ้ง ร่างกายก็คงไม่โตขึ้นกว่านี้ แม้จะต้องอดทนในช่วง 2 ปีแรก ที่ความสูงผมจะขึ้นมาแค่ไม่กี่เซน แต่ผลก็มาออก ช่วงอายุ 15-16 ที่ผมสูงขึ้นอีกปีละเกือบ 10 เซนติเมตร”

180 เซนติเมตร คือส่วนสูงในปัจจุบันของ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่นอกเหนือจากการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว และ วิทยาการทางการแพทย์ แล้ว

ความเป็นมีระเบียบวินัย การรู้จักดูแลตัวเอง ก็เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เขามีรูปร่างที่ดีเช่นนี้ แต่ในกีฬาฟุตบอลอาชีพ แค่รูปร่างอย่างเดียวอาจไม่พอ นฤบดินทร์ สำหรับการเรียนรู้บทเรียนถัดไป ที่เขาเริ่มเข้าสู่ระบบฟุตบอลอาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปี

 

โอกาสจะวิ่งเข้ามาหา คนที่มีความตั้งใจ

นฤบดินทร์ เลือกย้ายจากเมืองหลวง กลับมาศึกษาต่อชั้น ม.ปลาย ที่โรงเรียนเตรียมนานาชาติพระนครศรีอยุธยา

นี่เป็นทางแยกสำคัญของชีวิต เพราะเขาไม่มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลนักเรียน กับสถานศึกษาลูกหนังเบอร์ 1 ของประเทศอย่าง อัสสัมชัญธนบุรี อีกแล้ว แต่ก็เป็นบันไดอีกขั้น ที่พาเขาเข้าสู่ฟุตบอลอาชีพตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยการไปฝึกซ้อมเป็นนักเตะเยาวชนของ อยุธยา เอฟซี และ อินทรีเพื่อนตำรวจ ตอนอายุ 16 และ 17 ปี ตามลำดับ

“ผมไปฝึกซ้อมเป็นเยาวชนของ อินทรีเพื่อนตำรวจ เป็นเวลา 2 ปี ก็ได้ซ้อมร่วมกับพี่ๆในทีมชุดใหญ่ทุกวัน ที่นั่นทำให้ผมได้เห็นความเป็นมืออาชีพ ระเบียบวินัยที่สูงขึ้น เราก็ต้องทำให้มากกว่าเดิม ตามรุ่นพี่ให้ทัน ไม่ใช่คิดว่า ตัวเองได้มาซ้อมกับทีมชุดใหญ่แล้ว กูเก่งเว้ย ไม่ใช่เลย เราต้องมองว่ารุ่นพี่เขาเก่ง เราก็ต้องเก่งให้ได้เท่าเขา หรือมากกว่าเขาให้ได้ เอามาเป็นแรงบันดาลใจ เป็นเป้าหมายที่เราอยากข้ามไปให้ได้”

2 ฤดูกาลเต็มในการเป็นเยาวชนของ เพื่อนตำรวจ จากเฮดโค้ชชัยยง ขำเปี่ยม เปลี่ยนมือสู่ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ทั้งสองกุนซือต่างชื่นชม และประทับใจในฝีเท้า และความพยายามในทุกๆการฝึกซ้อมของ แบ็กขวาดีกรีเยาวชนทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี รายนี้ แต่ถึงกระนั้น กุนซือต่างคิดว่าคงเสี่ยงเกินไปหากจะมอบโอกาสให้เด็กอายุแค่ 17-18 ปี ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในฟุตบอลอาชีพลงสนาม

“อาจารย์ชัยยง กับพี่วังก็บอกว่า ไม่ใช่ว่าต้นไม่ดีนะ ความสามารถไม่ถึงนะ แต่ที่เขาต้องเลือกใช้รุ่นพี่ เพราะพวกพี่ๆ มีประสบการณ์มากกว่า แต่ผมไม่เคยรู้สึกท้อแท้ ที่ไม่ได้ขึ้นชุดใหญ่สักที พ่อก็บอกว่า ผมไม่เป็นไรหรอกต้น ที่ลูกทำอยู่มันดีแล้ว ขอให้ลูกตั้งใจทำต่อไป สักวันหนึ่งโอกาสจะวิ่งเข้ามาหาเราเอง ที่ลูกทำมาโดยตลอด จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จ”

นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ยังคงตั้งใจฝึกซ้อม ดูแลสภาพร่างกายตัวเองเป็นอย่างดี และเต็มที่กับทุกโอกาส ที่ได้รับ แม้เป็นเกมระดับเยาวชนก็ตาม ผลของความตั้งใจในทุกๆนัด ไปเข้าตา แอนดรูว์ ออร์ด เฮดโค้ช และ โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ผู้บริหารสโมสรบีอีซี เทโรฯ ในเวลานั้น

จากฟอร์มอันโดดเด่นในศึก U-19 ชิงแชมป์เอเชีย จึงมอบโอกาสในการเล่นฟุตบอลอาชีพเต็มตัวกับ บีอีซี เทโรฯ ให้แก่เด็กวัย 19 ปีอย่าง ต้น นฤบดินทร์ ในฤดูกาล 2013 และเขาก็พุ่งพรวดมาติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ในปีเดียวกัน

“ดีใจมากตอนที่รู้ว่ามีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่ เพราะเรายังเด็ก แต่ก็ไม่ได้เอามาเป็นแรงกดดัน พยายามไปซึมซับ เรียนรู้จากประสบการณ์ดีๆ ตั้งใจฝึกซ้อม ศึกษาทุกอย่างตามโค้ชบอก การได้ไปยืนอยู่จุดที่ระดับสูงสูดของนักฟุตบอล คือ การติดทีมชาติ ทำให้เราได้เห็นว่า คนที่สามารถอยู่ตรงนี้ได้ ต้องมีความตั้งใจ มีความพยายามสูงกว่านักฟุตบอลทั่วไป”

“ถ้าเราไม่กระตือรือร้น ไม่พัฒนาขึ้น โค้ชก็จะเลือกคนอื่นมาติดทีมชาติแทนเรา ยิ่งเราเป็นเด็กที่ไม่เคยผ่านการเล่นรายการใหญ่มาก่อน เรายิ่งต้องตั้งใจ มีสมาธิกับการฝึกซ้อม”

“ผมเชื่อว่าการฝึกซ้อมที่ดี จะช่วยให้เวลาแข่งเราคุ้นเคย และทำผลงานได้อย่างที่ต้องการ บางคนอาจคิดว่า ซ้อมไม่ต้องจริงจังก็ได้ ค่อยไปเอาจริงในตอนแข่ง แต่ผมคิดว่า ผมควรต้องทำให้ดีตั้งแต่การฝึกซ้อม และรักษาระดับนั้นไว้ตอนแข่ง”

ผลจากการกระตือรือร้น เต็มที่ตั้งแต่การฝึกซ้อม ทำให้ นฤบดินทร์ ถูกเรียกเข้าสู่ ทีมชาติไทยชุดใหญ่อย่างสม่ำเสมอ ในยุคของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หากไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน

ขณะที่ฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวในนามสโมสร ก็ดีวันดีคืน จนโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต เดินทางมาหาเขาอีกครั้ง เมื่อสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอให้เขาพิจารณา หลังจบฤดูกาล 2014

 

ก้าวข้ามอุปสรรค ด้วยวินัยและการไม่หยุดที่จะเรียนรู้

“การย้ายมาอยู่กับ บุรีรัมย์ฯ เป็นก้าวที่สำคัญในการเล่นฟุตบอล ที่ทำให้ผมต้องพัฒนาตัวเองให้สูงมากขึ้นไปกว่านี้”

“เพราะนี่เป็นสโมสรใหญ่ ที่มีเป้าหมายต้องการชนะทุกเกม และคู่แข่งทุกทีมต่างต้องการล้มเรา นั่นทำให้เราหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้่างมาตรฐานให้สูงขึ้นไปอีกในทุกๆปี ผมอยู่กับทีม เข้าฤดูกาลที่ 5 ไม่เคยมีปีไหนง่ายลง มีแต่ยากขึ้นมากกว่าเดิมทุกฤดูกาล”

เส้นทางชีวิตจริงไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม รู้ซึ้งถึงคำนี้เป็นอย่างดี กราฟชีวิตเขาพุ่งมาสูงสุดกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในนามทีมชาติไทย และสโมสรบีอีซี เทโรศาสน แต่ทุกอย่างแตกต่างออกไป เมื่อย้ายสโมสรมาเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เขาตกเป็นตัวสำรองของ อนาวิน จูจีน บ่อยครั้งเขาไม่ได้รับโอกาสลงสนาม บางคราวที่ได้ลงเล่น ก็อาจโชว์ฟอร์มได้ไม่เหมือนเดิม พร้อมกับต้องแบกความความคาดหวังในฐานะแข้งทีมชาติ

แต่หนามกุหลาบที่ทิ่มแทงเขาระหว่างไหล่ทาง ไม่เคยทำให้เขาถอดใจ เขายังคงรักษาวินัย และเรียนรู้ พัฒนาอยู่ตลอด จนในที่สุดเขาก็สามารถกลับมายึดตัวจริงให้กับสโมสรได้สำเร็จ

“ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร เราต้องห้ามถอดใจ ถ้าเรายังไม่ได้รับโอกาสลงเล่น เป็นตัวสำรอง ก็ต้องขยัน ตั้งใจฝึกซ้อม ปรับตัวให้เข้ากับแท็กติกโค้ช”

“ถ้ามีโอกาสลงไปเล่น ก็ต้องมีสมาธิกับเกม ตัดสินใจให้ดี การเล่นฟุตบอลก็เหมือนการใช้ชีวิต ถ้าเราขับรถไปบนถนน ตัดสินใจไม่ดี ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ฟุตบอลก็เช่นกัน”

ต้น เปรียบการเล่นฟตุบอลกับการขับรถ ที่ไม่มีใครรู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับตัวเราวันใด เราจำเป็นต้องตัดสินใจให้ดีในทุกๆครั้ง และอ่านทางให้ขาด

แต่ในฟุตบอล ยังคงเป็นเกมที่ต้องปะทะ และมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา หากวันหนึ่งที่ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน วินัย และการดูแลตัวเองที่ดี จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ นักฟุตบอล คนนั้นกลับมาได้อีกครั้ง

“อาการบาดเจ็บเป็นของคู่กันกับนักฟุตบอล บางจังหวะในสนามสามารถเกิดอุบัติเหตุได้เสมอ อย่างฤดูกาลที่ผ่านมา ผมได้รับบาดเจ็บถึง 2 รอบ ครั้งแรกพัก 2 เดือน ครั้งที่สองพัก 8 เดือน แต่ผมไม่เคยท้อนะ เพราะมีคนรอบข้างให้กำลังใจตลอด ผมก็พยายามทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และเพิ่มความมุ่งมั่นอยากกลับมาเล่นให้ดี มากกว่าตอนที่เจ็บอีก”

“ผมผ่านอาการบาดเจ็บมาหลายจุดในร่างกาย แต่ไม่มีการบาดเจ็บไหนรุนแรงเท่าตอนเจ็บเข่า ผมเข้าใจเลยว่า ถ้านักฟุตบอลคนไหนเจ็บเข่า โอกาสกลับมาได้เหมือนเดิม คงเป็นเรื่องยากมาก หากเขาไม่มีความเป็นมืออาชีพมากพอ ไม่ดูแลตัวเองดีพอ ก็มีความเสี่ยงที่จะเจ็บซ้ำได้ตลอดเวลา ผมคิดว่าแค่ พักผ่อนให้เป็นเวลา ก็ช่วยให้ร่างกายเราดีขึ้นได้ ถ้าเรามีวินัยกับตัวเอง”

 

อย่ายอมแพ้ แต่จงเงยหน้าขึ้นมาสู้เพื่อชัยชนะ

“เวลาที่เราเจ็บหรือแข่งขันแพ้ ไม่ได้รับผลชัยชนะ เราอย่าไปท้อแท้กับมัน ต้องเงยหน้าขึ้นมาสู้กับมัน รวมถึง ศึกษา เรียนรู้หาวิธีการว่า เราจะไปต่อสู้ยังไงให้ตัวเองกลับมาชนะ”

แม้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในอาชีพนักฟุตบอล ทั้งอาการบาดเจ็บ ความพ่ายแพ้ในบางเกมที่ผลการแข่งขันไม่เป็นใจ

แต่นั่นก็ทำให้เราได้เห็นว่า นักเตะที่ชื่อ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม มีความแข็งแกร่งมากเพียงใด การที่เขาไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้เขาก้าวข้ามทุกๆความยากลำบาก มาเป็นผู้ชนะ ได้ทั้งในสนามแข่งขัน และในสนามชีวิตจริง

“ในเกมกีฬาคงไม่มีใครชนะได้ตลอดกาล มันต้องมีวันที่เราล้ม เราแพ้ แต่ถ้าเราเรียนรู้ ไม่ยอมแพ้  เรียนรู้ว่าสู้ยังไง เราก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะได้ในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะในสนามแข่งขัน หรือในชีวิตจริง”

นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม จึงเป็นต้นแบบที่ดีของ นักกีฬาอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จ แต่เรื่องราวของเขาก็ทำให้เราได้เห็นว่า แต่ละช่วงเวลาของชีวิตที่เขาพบเจอไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายดาย ทุกอย่างต้องแลกมาด้วยความมีระเบียบวินัย และคำว่าไม่ยอมแพ้

“มันก็ไม่ง่ายนะ กว่าที่ผมจะมีทุกวันนี้ อันดับแรกถ้าไม่มีพ่อแม่ที่สนับสนุน และสร้างแรงบันดาลใจ ผมคงไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ และอีกอย่างถ้านักกีฬา ไม่มีวินัย ไม่มีความพยายาม มันก็คงยากที่จะไปถึงจุดที่เราตั้งใจไว้”

“ผมเชื่อว่าการที่เราตั้งใจทำมันอย่างจริงจังในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเล่นกีฬาหรือใช้ชีวิต ก็จะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จในอนาคตได้”

“กีฬาเปรียบเหมือนคุณครูที่คอยสอน ชี้แนะแนวทางให้กับชีวิตผม ในทุกๆครั้งที่เล่นกีฬา เหมือนกับเราได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆตลอดเวลา” นฤบดินทร์ ทิ้งท้ายให้เห็นว่า "กีฬาคือครูชีวิต" ที่สำคัญกับเขาแค่ไหน    



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง