mainstand

Converse

กีฬาคือครูชีวิต : 6 สุดยอดนักกีฬาไทยกับบทเรียนสู่ความสำเร็จด้วยกีฬา



ณ เวลานี้ กฤษดา วงษ์แก้ว, ศุกวุฒิ เถื่อนกลาง,ปาณัสม์ กิตติภาณุวงศ์,เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์,นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และ ปลื้มจิตร์ ถินขาว คือนักกีฬาไทยที่เป็นเหมือนไอคอนในแต่ละชนิดกีฬาที่พวกเขาลงเล่น ความสำเร็จระดับประเทศหรืออาจจะระดับโลกนำมาซึ่งชื่อเสียงและการยอมรับในวงกว้าง


 

หลายคนบอกว่าชีวิตของพวกเขาเเสนสบาย มีรายรับมากมาย และสามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเรื่องราวของการประสบความสำเร็จในเเนวทางที่ตัวเองเลือกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องราวจากปากของพวกเขาเหล่านี้สามารถบอกให้คุณได้รู้ว่า การเติบโตและก้าวมาเป็นนักกีฬาระดับหัวแถวของประเทศนั้นคือสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง และเหนือสิ่งอื่นใดคือบทเรียนที่ได้เจอในแต่ละช่วงชีวิตช่วยสอนให้เขาเปลี่ยนจากคนเล่นกีฬากลายเป็นนักกีฬาอาชีพที่มีเส้นทางที่น่าชื่นชมจากบทเรียนใดบ้าง?

 

Lesson 1 : ความสนุก คือ บ่อเกิดความสามารถ

สำหรับนักกีฬาระดับประเทศ หรือระดับโลกหลายคนจุดเริ่มต้นในการเล่นกีฬาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ในวัยเด็ก คือ วัยที่เราจะสามารถค้นเจอโดยธรรมชาติว่าสิ่งใดกันแน่ที่เราทำมันด้วยความสนุก ซึ่งทั้ง 6 คน ล้วนชี้ให้เห็นตรงทั้งหมดว่า "ความสนุกคือบ่อเกิดของความสามารถ" ที่แท้จริง

ในวัยเด็ก ไม่มีใครคิดเรื่องอนาคตไปยาวไกล ไม่มีใครคิดว่ากีฬาที่พวกเขาเลือกจะนำมาสู่ความยิ่งใหญ่ที่สามารถสร้างรายรับและชื่อเสียงได้มากมายเหมือนที่เป็นอยู่หรอก เพียงแต่ว่าความสนุกนี่แหละที่เหมือนสิ่งที่คอยถากทางความยากลำบากในอนาคตให้ง่าย

ศุกวุฒิ เถื่อนกลาง นักฟุตซอลทีมชาติไทยเจ้าของฉายาพ่อมดฟุตซอล คือเด็กที่ชอบเล่นฟุตบอลและอยากยิ่งประตูเพราะว่าสมัยเรียนอนุบาล ถ้าเขาได้เข้าร่วมแข่งขันและยิงประตูได้ ป้าๆน้าๆ และคนในเครือญาติ ให้สัญญาว่าจะให้รางวัลเขาลูกละ 100 บาท และสิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น คือ การเตะฟุตบอลทุกวันจนเก่งขึ้น เมื่อแข่งจริงครั้งแรก เขาจัดการยิงคนเดียวไปถึง 9 ประตู

"ความสนุก มันทำให้ผมเก่งขึ้น ผมเล่นด้วยความสุขกับฟุตบอลทุกวัน ผมคิดว่าถ้าเราทำอะไรแบบไม่มีความสุข ไม่มีอารมณ์ร่วม เราก็คงไม่ได้เรียนรู้สิ่งๆนั้นได้เต็มที่หรอก แต่ผมก็คิดว่าครอบครัวผมสนับสนุนผมด้วยแหละ” เจ้าอาร์ม กล่าวถึงก้าวเล็กๆ ก่อนเป็นพ่อมดฟุตซอลของประเทศไทยในทุกวันนี้

ขณะที่ ปลื้มจิตร์ ถินขาว คือเด็กที่สนุกกับกีฬาทุกประเภทจนมีทักษะการเล่นกีฬาติดตัวและหาตัวเองเจอด้วย วอลเล่ย์บอล “เราโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้ชอบเล่นกีฬา และเราก็สนุกกับมัน ที่บ้านมีทุกอย่างให้เล่น แต่สุดท้ายก็เลือกวอลเล่ย์บอลและฝึกมันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา"

ไม่ใช่แค่ 2 คนนี้เท่านั้น ทั้ง 6 นักกีฬาต่างเริ่มต้นจากความสนุกและความสุข โดยที่ไม่ได้คิดอะไร ทว่าเมื่อพวกเขามีความสุข และทำได้ดีก็กลับกลายเป็นว่าที่สุดเเล้วโอกาสสำคัญในชีวิตสำหรับความสนุกของแต่ละคนก็นำมาซึ่งเส้นทางนักกีฬาอาชีพ เมื่อนั้นพวกเขาจะเจอความสนุกน้อยลง แต่ได้บทเรียนใหม่เพิ่มขึ้นมา

 

Lesson 2 : ไม่เสียสละ...ชัยชนะไม่เกิด

บทเรียนนี้ถือว่าเป็นครูที่สำคัญมากสำหรับนักกีฬาทุกคน เมื่อเราโตขึ้นความสนุกไม่ใช่สิ่งเดียวบนโลกนี้
ทุกหน้าที่ ทุกชนิดกีฬา และผู้เล่นทุกคนจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น เมื่อพวกเขากระโดดจากวัยเด็กสู่การแข่งขันจริง ไม่มีแบ่งแยกเด็ก-ผู้ใหญ่ เวลาลงสนามแล้วสิ่งที่ต้องทำ คือ เเสดงศักยภาพที่มีทั้งหมดออกมา จึงทำให้พวกเขาต้องเสียสละบางสิ่งเพื่อรักษาฝันที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้ได้

เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ นักฟุตบอลทีมชาติไทย คือเด็กหนุ่มเเดนใต้ที่เดินทางมาอยู่-กิน ที่โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่จังหวัดชลบุรี ด้วยตัวคนเดียว
สำหรับเด็กอายุแค่ 12 ในเวลานั้นการไม่มีพ่อแม่คอยหนุนหลังเป็นอะไรที่ยากยิ่ง และการเป็นเด็กต่างจังหวัดยิ่งทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบ้านและอยากจะกลับไปในทุกครั้งที่ท้อแท้ อย่างไรก็ตามเขาก็ได้แค่คิดเท่านั้น เพราะความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวคือสิ่งที่รั้งตัวเขาไว้ และทำให้สู้ต่อจนได้เขาสู่ระบบฟุตบอลอาชีพจนถึงทุกวันนี้

"ผมมาที่นี่เพื่อสู้ แม้เผลอคิดไปบ้างแต่ก็บอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ท้อและไม่เก็บกระเป๋ากลับบ้านไปให้คนอื่นเขาดูถูกว่าที่สุดเเล้ว “‘เราไม่ประสบความสำเร็จ เสียเวลามาเล่นฟุตบอลทำไม’” เกริกฤทธิ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ต้น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ฟูลแบ็คจากสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ในวัยเด็กเขาเคยมีปัญหาเรื่องส่วนสูง รวมถึงความไม่มีระเบียบวินัยตามวัย แต่กีฬาก็หล่อหลอม และสอนให้เขากลายเป็นคนที่มีระเบียบวินัย ใส่ใจเรื่องการดูแลตัวเอง โภชนาการ การพักผ่อนที่เพียงพอ

เขาตัดสินใจก้าวผ่านช่วงเวลาของบอลระดับนักเรียน เข้าสู่ระบบฟุตบอลอาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปี ด้วยการเป็นเยาวชนของสโมสร เพื่อนตำรวจ ก่อนเล่นอาชีพอย่างเต็มตัวกับ บีอีซี เทโรศาสน

นฤบดินทร์ต้องจัดสรรแบ่งเวลาเพื่อมาเต็มที่กับฟุตบอล จนในที่สุดก็ส่งผลให้เขามีชื่อติดทีมชาติไทยชุดใหญ่
ตั้งแต่อายุ 18 ปี

"คุณพ่อปลูกฝังให้ผมมีความรักในการเล่นกีฬา และใช้กีฬาเป็นครูที่สอนให้ผม รู้จักเรื่องระเบียบวินัย การอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น การดูแลร่างกายตัวเอง อย่างตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่ซน ติดเพื่อน จนกระทั่งได้มาเล่นกีฬา ผมกลายเป็นคนที่มีระเบียบวินัยมากขึ้นติดตัวมาตั้งแต่อายุยังน้อย”

“อย่างตอนอายุ 13 ปี ผมสูงแค่ 130 ซม. พ่อกับแม่ก็พยายามปรึกษาหลายๆคน เพื่ออยากให้ผมสูงขึ้น จนได้มาพบกับแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อเด็ก (เกี่ยวกับการยืดกระดูก) คุณหมอก็ให้ยามากิน ควบคู่กับอาหารเสริมที่คุณพ่อหามาให้ นั่นทำให้ผมต้องหันมาสนใจดูแลตัวเอง ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เป็นเวลา”

“เราจำเป็นต้องมีวินัยกับตัวเอง ถ้าผมไม่กิน เหลือไปทิ้ง ร่างกายก็คงไม่โตขึ้นกว่านี้ แม้จะต้องอดทนในช่วง 2 ปีแรก ที่ความสูงผมจะขึ้นมาแค่ไม่กี่เซ็น แต่ผลก็มาออก ช่วงอายุ 15-16 ที่ผมสูงขึ้นอีกปีละเกือบ 10 เซนติเมตร”

ปาณัสม์ กิตติภาณุวงศ์ นักฟุตซอลดีกรีทีมชาติไทย จากสโมสรพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี นั้นแตกต่างจากคนอื่นอยู่บ้าง เพราะเขาไม่ใช่เด็กเก่งตั้งแต่ต้น เส้นทางการเข้าสู่ถนนสายฟุตซอลของเขามาเริ่มขึ้นในตอน ม.ปลาย และการออกสตาร์ททีหลังคนอื่นทำให้เขาต้องเร่งสปีดและเสริมแรงขับให้ตัวเองอย่างหนักเพื่อไล่คนอื่นให้ทัน และสิ่งที่ทำให้เขายอมเสียสละนั่นก็เพราะเขาอยากเห็นชัยชนะในบั้นปลายนั่นเอง

ตัวอย่างทีเห็นชัดที่สุดคือ ปลื้มจิตร์ เพราะความอดทนและเสียสละตัวเองมีความหมายกับเธออย่างมาก ครั้งหนึ่งเธอเกือบเลิกเล่นในวันที่ต้องเรียนไปด้วย และฝึกซ้อมวอลเล่ย์บอลกับทีมชาติไปด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งในจิตใจ สู้กับความลำบากที่เกิดขึ้น ซึ่งเธอก็แข็งแกร่งพอทีจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดนี้

“ตอนนั้นเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก เพราะเรายังแบ่งเวลาไม่เป็น  เช้าก็ต้องตื่นมาซ้อม ซ้อมเสร็จนั่งรถเมล์ไปเรียน พอเรียนเสร็จ ก็กลับมาซ้อมต่ออีกหลายชั่วโมง เราบอกแม่ว่า ไม่ไหวแล้ว อยากเลิกเล่น" นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ปลื้มจิตร์ ในช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง "ทุกวัน" แต่เธอก็รอดมาได้เสมอ เพราะเมื่อความเหนื่อยล้าหายไปหัวใจก็จะรู้ว่าอะไรกันแน่ที่เธออยากทำ

"พอได้นอนตื่นเช้ามา ความเหนื่อยมันหายไป พอซ้อมเสร็จไปเรียน กลับมาซ้อมตอนเย็น ก็เหนื่อยอีก วนลูปอยู่แบบนี้ แต่สุดท้ายเราก็อดทนมาได้ จนเรียนจบ หลังจากนั้น ก็รู้สึกว่าเราเลิกเล่นวอลเลย์บอลไม่ได้แล้ว มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

 

Lesson 3 : ใจเราสำคัญที่สุด

ช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองคือบันไดก้าวแรกที่ทำให้พวกเขาทั้ง 6 คนสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นที่รู้จักเหมือนเช่นทุกวันนี้

แต่บททดสอบสำหรับการเป็นนักกีฬาระดับมหาชนนั้นไม่เคยที่จะหยุดพัก พวกเขาจะต้องเจอมันไปตลอดชีวิต จนกว่าจะเลิกเล่น

บททดสอบข้อสำคัญที่สุดคือในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและความกดดันแบบเลี่ยงไม่ได้  เมื่อถึงจุดนั้นจะเป็นการตัดสินว่าพวกเขาสามารถเอาชนะความกลัวในจิตใจตัวเองได้หรือไม่

ท่าไม้ตายกระโดดเสิร์ฟของปลื้มจิตร์มาจากไหน? แน่นอนใครๆต่างรู้ว่เธอฝึกมันมาหนักมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเธอพอกล้าที่จะใช้มันในช่วงเวลาที่บีบหัวใจถึงขีดสุด วินาทีที่ทีมตามหลัง และกำลังจะเสียเกมพอยต์ หากเธอพลาดเท่ากับว่าทีมจะแพ้ทันที ความกลัวนี้ถูกเปลี่ยนเป็นความกล้า ก่อนจะเสิร์ฟ ปลื้มจิตร์ คิดในใจเสมอว่าลูกนี้จะต้องลงและเอาแต้มกลับมาให้ทีมให้ได้ และหลายครั้งมันก็สำเร็จอย่างที่เราได้เห็นๆกัน

“เวลากระโดดเสิร์ฟในทีมชาตินี่ตื่นเต้นมาก แล้วล็อคชอบหมุนลงไปช่วงที่แต้มประมาณ 23-24 คนที่จะกระโดดเสิร์ฟได้ดี ต้องอาศัยการฝึกให้ชำนาญ และต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง”

“ทุกครั้งก่อนกระโดดเสิร์ฟ เราคิดว่าลูกนี้ต้องได้แต้ม ต้องใส่ความมั่นใจเข้าไป หากเรากลัวว่าลูกนี้จะเสิร์ฟเสีย กลัวเสิร์ฟพลาด แล้วทีมแพ้ ประเทศชาติล่มจม รับรองว่าลูกนั้นเสิร์ฟเสียแน่นอน คนที่ยืนเสิร์ฟตรงนั้นมันกดดันอยู่แล้ว ยิ่งคะแนนตามหลัง เขาขอแต้มที่ 25 จะชนะเรา ถ้าเราเสิร์ฟพลาด ทีมแพ้เลย แต่ในสถานการณ์แบบนี้แหละ เรายิ่งต้องมั่นใจว่า ลูกนี้เราจะเสิร์ฟเอซ เอาแต้มคืนมาให้ได้”

ไม่ใช่แค่ ราชินีนักตบอย่าง ปลื้มจิตร์ เท่านั้น รู้หรือไม่ว่า "พ่อมดฟุตซอล" คือฉายาที่ ศุภวุฒิ ไม่เคยอยากได้ เขามีความกลัวเกิดขึ้นในใจ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเทียบชั้นกับเจ้าของฉายาคนเก่าที่เป็นไอดอลของเขาอย่าง อนุชา มั่นเจริญ ได้ มันคือความกดดันครั้งใหญ่ในชีวิต

ที่สุดท้ายเขาได้คำตอบว่าไม่มีใครช่วยให้เขา ก้าวผ่านได้นอกจากตัวของเขาเอง คำตอบนี้เกิดจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก และไม่คิดจะหยุดพัฒนาตัวเอง ที่สุดเเล้วความกดดันที่อยู่ในใจก็ถูกถอดออกไปได้จนหมดสิ้น

"โอกาสย่อมเดินทางมาหาคนที่พยายามก่อนเสมอ อย่าไปคิดว่าโลกนี้ง่ายเกินกว่าจะเดินตามรอยคนอื่นทุกย่างก้าว  พยายามให้หนักเข้าเพื่อตัวเอง และเมื่อถึงวันที่วิกฤติหรือโอกาสเดินทางมาเยือน คนที่พร้อมที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถจัดการมันได้”

สำหรับ กฤษดา ที่คนไทยรู้จักกันในฐานะ "กัปตันช้าง" ก็เป็นอีกคนที่ใช้สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งเอาชนะความกดดันที่หลายคนมอบให้โดยไม่ตั้งใจ เขาเป็นกัปตันทีมชาติไทยตั้งแต่อายุ 24 ปี ซึ่งถือว่าอายุน้อยมาก

แต่เหตุผลที่เขาได้รับปลอกแขนนั่นก็เพราะว่าเหล่าสต๊าฟฟ์โค้ชรู้ว่าเขาจะต้องทำได้ดีแน่ จากสิ่งที่ได้สัมผัสมาโดยตลอด และกัปตันช้าง ไม่ทำให้คนที่มั่นใจในตัวเขาผิดหวัง เพราะเมื่อได้รับโอกาสแล้วเขาก็แค่ทำหน้าที่รับผิดชอบมันให้ดีที่สุด

“ผมไม่อยากให้ใครมาดูถูกได้ว่า ‘มึงใส่ปลอกแขนกัปตันทีมชาติไทยทำไมวะ ถ้าเล่นได้แค่นี้’ มันฝังอยู่ในหัวผมตลอดเลยว่า ‘ผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ’ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือทำอะไร ผมจะมาทำตัวแบบเมื่อก่อนไม่ได้ ผมเป็นกัปตันทีม ถ้าผมไม่ทุ่มเท ไม่ขยัน แล้วผมจะไปบอกคนอื่นในทีม ให้เขาทุ่มเทได้ยังไง”

 

Lesson 4 : ล้ม...แล้วต้องลุก

ไม่มีใครในโลกไม่รู้จักความผิดหวัง โดยเฉพาะเรื่องของกีฬาที่มีโอกาสแพ้และชนะในทุกๆวินาที นักกีฬาระดับประเทศเหล่านี้แบกเอาความหวังของคนทั้งประเทศลงไปแข่งขันในสนาม

เสียงเชียร์จาก 70 ล้านคนคือสิ่งที่เป็นแรงขับให้พวกเขาอยากจะเอาชนะ ทว่าที่สุดเเล้วมันก็ต้องมีบ้างบางครั้งที่ผลงานไม่เป็นใจ และภายใต้ความพ่ายแพ้นี่เองที่มีบทเรียนสำคัญเกิดขึ้นหลายอย่างที่บางครั้งมันอาจจะมากกว่าตอนที่ได้รับตอนที่คว้าชัยชนะด้วยซ้ำไป

นฤบดินทร์ และ เกริกฤทธิ์ สองคู่หูแข้งช้างศึกคนที่เข้าใจจุดนี้ดีเป็นที่สุด เพราะฟุตบอลคือกีฬาที่คนไทยทั้งประเทศติดตาม ในวันที่ชนะพวกเขาได้รับเสียงเชียร์ และมีแต่คนส่งดอกไม้ให้ แต่ในวันที่แพ้ พวกเขากลับต้องเป็นรับก้อนอิฐแทน รวมถึงการรับมือกับความคาดหวังมหาศาล ในวันที่มีพวกเขากลายเป็นรู้จัก

"มันไม่ได้มีแค่ตัวเราที่คาดหวังกับตัวเองแต่ยังมีคนทั้งประเทศคาดหวังในตัวเราเช่นกันและวันไหนที่เราทำไม่ได้ เราก็จะโดนโจมตีอย่างหนัก ผมเริ่มค่อยหลุดๆ จากตัวจริงทีมชาติ นอกสนามก็โดนวิจารณ์ ถล่มหนัก ซึ่งมีไม่กี่คนหรอกที่เป็นเป้าโจมตีของแฟนบอล ผมก็คือหนึ่งในนั้น (ยิ้ม)"

"ความผิดหวังครั้งนั้น(หลุดทีมชาติ) สอนให้เราอย่าหยุดนิ่ง เราต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นคนอื่นก็จะแซงหน้าเราไป พยายามทำให้ตัวเองมีความมั่นใจตลอด ให้ตัวเองมีความสุขกับการเล่นฟุตบอล" เจ้าก้อง ที่เปลี่ยนจากเเข้งทีแฟนบอลยี้กลายเป็นกำลังสำคัญของ ชลบุรี เอฟซี ในฤดูกาล 2018 กล่าว

ส่วน นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม เล่าถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากของการเล่นอาชีพ เมื่อตัดสินใจย้ายมาร่วมสโมสรใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีเป้าหมายต้องการชนะทุกเกม และเป็นแชมป์ทุกรายการ รวมถึงความคาดหวังที่แฟนบอลมีต่อตัวเขา ในฐานะแข้งดีกรีทีมชาติไทย

ถึงแม้บางครั้ง หลายอย่างอาจไม่เป็นอย่างใจ ต้องตกเป็นตัวสำรอง พ่ายแพ้ พลาดแชมป์ แต่ในมุมของ นฤบดินทร์ ส่วนสำคัญที่ทำให้เขากลับมาได้ คือ จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ จิตใจที่มุ่งมั่น การลงมือทำอย่างตั้งใจ เพื่อคว้าชัยชนะ ความสำเร็จ โอกาส ให้กลับมาอยู่ในมือของตัวเองอีกครั้ง 

“การย้ายมาอยู่กับ บุรีรัมย์ฯ เป็นก้าวที่สำคัญในการเล่นฟุตบอล ที่ทำให้ผมต้องพัฒนาตัวเองให้สูงมากขึ้นไปกว่านี้ เพราะนี่เป็นสโมสรใหญ่ที่เป้าหมายต้องการชนะทุกเกม และคู่แข่งทุกทีมต่างต้องการล้มเรา นั่นทำให้เราหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้่างมาตรฐานให้สูงขึ้นไปอีกในทุกๆปี”

“ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร เราต้องห้ามถอดใจ ถ้าเรายังไม่ได้รับโอกาสลงเล่น เป็นตัวสำรอง ก็ต้องขยัน ตั้งใจฝึกซ้อม ปรับตัวให้กับแท็กติก ถ้ามีโอกาสลงไปเล่น ก็ต้องมีสมาธิกับเกม ตัดสินใจให้ดี การเล่นฟุตบอลก็เหมือนการใช้ชีวิต ถ้าเราขับรถไปบนถนน ตัดสินใจไม่ดี ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ฟุตบอลก็เช่นกัน”

“กีฬาคือครูชีวิตที่คอยสอน ชี้แนะแนวทางให้กับชีวิตผม ในทุกๆครั้งที่เล่นกีฬา เหมือนกับเราได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆตลอด” 

“เพราะในเกมกีฬาคงไม่มีใครชนะได้ตลอดกาล มันต้องวันที่เราล้ม เราแพ้ แต่ถ้าเราเรียนรู้ ไม่ยอมแพ้  เรียนรู้ว่าสู้ยังไง เราก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะได้ในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะในสนามแข่งขัน หรือในชีวิตจริง”

แม้จะคนละชนิดกีฬา แต่ปลื้มจิตร์ ก็ไม่ต่างกันในวันที่ วอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทยแพ้ เธอผู้เป็นเบอร์ 1 ของทีมก็ต้องถูกสปอตไลท์ส่องก่อนใคร

เหตุการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือการพลาดไปเล่นโอลิมปิกส์ ที่ ริโอ เดอ จาเนโร ในปี 2016 ซึ่งกลายเป็น ทัวร์นาเมนต์เดียวที่ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยยังไม่เคยไปสัมผัสแม้แต่ครั้ง แม้ทุกอย่างจะไม่เป็นอย่างหวัง แต่ ปลื้มจิตร์ ก็ต้องยืนขึ้น และบอกกับตัวเองรวมถึงเพื่อนในทีมว่า "เอาวะ ลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกสักตั้ง"

“เราก็พยายามปลอบใจตัวเองและทุกคนในทีมว่า ‘ชีวิตนักกีฬาไม่แพ้ก็ชนะ แต่การแพ้ครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะแพ้ตลอดไป’ ถึงจะแพ้ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างในชีวิตเราจะสิ้นสุดสักหน่อย”

“กีฬาก็เป็นแบบนี้แหละ วันนี้ชนะดีใจ พรุ่งนี้แพ้ก็เสียใจ เก็บเอาความผิดหวัง มาเป็นบทเรียน ถ้าเราทำตัวเองให้เก่งขึ้น ต่อให้ใครจะโกงยังไง เขาก็เอาชนะเราไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องกลับมาทำงานหนัก ตั้งแต่การฝึกซ้อม ต้องเต็มที่ให้มากกว่าตอนแข่ง เพื่อให้ตัวเองพร้อมมากที่สุดก่อนลงแข่งขัน”

จากนั้นทีมวอลเล่ย์บอลไทยที่ใครๆมองว่าหมดยุค ก็สร้างกระเเสให้บูมกลับมาใหม่อีกครั้งด้วยการไปแข่ง เอเชี่ยน เกมส์ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญเงินครั้งแรก

ภายใต้ความสำเร็จนี้ เองหากย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหาก พวกเขาถอดใจไม่สู้ ล้มเเล้วไม่ลึก ก็ไม่มีทางเลยที่ประวัติศาสตร์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้

 

Lesson 5 : เรียนรู้ไม่สิ้นสุด...ไม่หยุดพัฒนา

หลังจากผ่านบททอดสอบตั้งแต่ความท้อ, ความกดดัน, ความผิดหวัง มาแล้วบทเรียนสุดท้ายของเหล่านักกีฬาระดับประเทศคือ "เรียนรู้ไม่สิ้นสุด...ไม่หยุดพัฒนา" และนี่คือบทเรียนที่สำคัญมากที่จะทำให้พวกเขายืนระยะได้

มีนักกีฬาหลายคนที่มีฝีมือ แต่ไปไม่ถึงไหน เพราะมัวแต่ผยองพองขนคิดว่าตัวเองแน่ หารู้ไม่ว่าสำหรับอาชีพนักกีฬาการเลือกที่ไม่เดินหน้าต่อก็เหมือนกับการเดินหน้าถอยหลังดีๆนี่เอง  อย่างไรก็ตามของแบบนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละคน ถ้าพวกเขาก้าวกระโดดออกจากเซฟโซนได้ก็จะเห็นโลกกว้างที่ไม่เคยเห็น ซึ่งสิ่งนี้นี่เองที่จะผลักดันพวกเขาไปอีกระดับ 

“เมื่อไหร่ถ้าเราคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ไม่ฟังใคร ไม่คิดจะเรียนรู้เพิ่มเติม เราก็จะอยู่ที่เดิม ไม่สามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก การที่ผมได้มาถึงจุดนี้ได้ นั่นเป็นเพราะผมไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ ในทุกครั้งที่ฝึกซ้อม ก็พยายามจดจำทุกรายละเอียด ให้ได้มากที่สุด ผมยังคงสนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากกีฬาชนิดนี้ ในทุกๆวัน และอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ผมไม่อยากหยุดนิ่งอยู่กับที่” ปาณัสม์ กิตติภาณุวงศ์ บอกถึงทัศนคติของตัวเองที่ทำให้เขาไม่หยุดเเค่เส้นทางดาวรุ่งที่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป เขากลายเป็นความหวังใหม่ฟุตซอลไทยในวันที่รุ่นพี่เริ่มโรยรา

จะให้ชัดเจนที่สุดคงต้องยกตัวอย่างของ ปลื้มจิตร์ และ ศุภวุฒิ ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้เล่นระดับโลกแบบเต็มตัว ทั้ง 2 คนอยู่บนจุดที่เก่งคนไทยยอมรับว่า "เก่งที่สุดในประเทศ" มายาวนานหลายปี อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ พวกเขาไม่ได้แค่รักษามาตรฐานเก่า แต่ยังเพิ่มระดับมาตรฐานใหม่ของตัวเองให้สูงขึ้นเสมอ

ตัวศุภวุฒินั้น ออกไปพิสูจน์ตัวเองและหาความรู้ในต่างเเดนมามากถึง 3 ครั้ง และทั้ง 3 ครั้ง ก็ครบรสแบบสุดๆ ครั้งเเรกที่ไป อิหร่าน เขาโดนดูถูกไม่มีคนยอมรับ จากนั้นเขาไป สเปน เพื่อซึมซับเอาทักษะระดับโลกที่ทำให้ไม่มีนักฟุตซอลในบ้านเราไล่เขาทัน และครั้งสุดท้ายคือการไปเป็นราชาที่อิหร่าน ดินแดนที่เขาเคยเป็นตัวตลกเมื่อครั้งยังเด็ก

“ผมคิดว่าเราต้องเดินไปข้างหน้า เราต้องหาความท้าทายใหม่เสมอ ไม่งั้นมันก็เหมือนเราอยู่กับที่ ผมชอบนะ ที่จะไปเจอความท้าทายใหม่ ยิ่งเอาชนะมัน เราก็เหมือนเก่งขึ้นมีอีกระดับ” ศุภวุฒิ กล่าว

การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ "หน่อง" ปลื้มจิตร์ ผ่านการเรียนรู้มาตลอดชีวิตและไม่คิดหยุดอยู่ที่ก้าวเดิมตั้งแต่วันที่อดทนจนสามารถเล่นบอลเร็วที่ชาญฉลาด, มีจังหวะกระโดดบล็อกที่แม่นยำ รวมถึงการกระโดดเสิร์ฟ ซึ่งนอกจากทักษะด้านกีฬาแล้ว การเรียนรู้ยังทำให้เธอกลายเป็นตัวแทนหญิงแกร่งของประเทศไทยอีกด้วย

"หลายคนเห็นเราเป็นไอดอลเพราะเขาไม่คิดว่าเราจะเก่งถึงขั้นไปสู้กับผู้หญิงต่างประเทศได้ขนาดนี้"

เสียงของคนที่ประสบความสำเร็จนั้นน่าฟังเสมอหากคุณได้รับรู้ถึงช่วงชีวิตและแต่ละบทเรียนที่เขาได้รับคุณจะสามารถรู้ได้ว่าการจะเป็นนักกีฬาระดับประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินฝัน

มนุษยชาติดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะการเรียนรู้ที่ไม่เคยมีคำว่าสิ้นสุดและหลายสิ่งหลายอย่างสอนให้เราเก่งขึ้น...แกร่งขึ้น... ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของกีฬา

กีฬาคือครูชีวิตที่ให้บทเรียนมากมายและสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนๆหนึ่งในไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หากคุณตั้งใจและเอาจริงเอาจังกับมันมากพอ

เช่นเดียวกับไมโลที่อยู่เคียงข้างและทำให้เด็กไทยเติบโตอย่างแข็งแรงเเละพร้อมที่จะเรียนรู้ในทุกๆวันมาทุกยุคทุกสมัย สนับสนุนให้อนาคตของชาติเหล่านี้มีความเป็นเลิศและยังมีสปิริตน้ำใจนักกีฬาพร้อมยังสนับสนุนการแข่งขันกีฬาระดับเยาวชนในประเทศอีกมากมายตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ไมโลตั้งใจจะสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าบางครั้งการเรียนรู้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนเสมอไปเมื่อไหร่ก็ตามที่กล้าจะออกมาหาประสบการณ์ด้วยตัวเองจงอย่ากลัวและรีบก้าวออกมาเผชิญหน้ากับทุกสิ่งเพราะกีฬาพร้อมจะเป็นครูชีวิตและทุกบทเรียนที่ได้รับไม่ว่าจะสุข, ทุกข์, ผิดหวังหรือพ่ายแพ้บทเรียนเหล่านี้จะหลอมรวมและตกตะกอนจนทำให้เด็กๆมีภูมิต้านทานพร้อมที่จะรับมือในวันที่พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมและเมื่อวันนั้นมาถึงพวกเขาจะหันมายิ้มให้กับครูคนนี้และขอบคุณทุกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก...



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง