Converse

คิดต่างมุม : ฟุตบอลไม่ทำกำไร...แล้วบุรีรัมย์เข้าตลาดหุ้นทำไม?




โลกลูกหนัง ณ ปัจจุบันอาจยังไม่ได้มีชื่อสโมสรฟุตบอลอยู่ในตลาดหุ้นมากนัก แต่เพราะแบรนด์สโมสรฟุตบอลในยุโรป คือ องค์กร ที่จำเป็นต้องดำเนินธุรกิจไปทั่วโลก แน่นอนว่าตัวเลขของทีมจะเข้าไปปรากฏอยู่ในตลาดหุ้น หรือ Stock Exchange ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

ฐานข้อมูลปี 2016 ระบุว่ามีอยู่ 22 ทีมจากอังกฤษ, สก็อตแลนด์, เนเธอร์แลนด์, เยอรมัน, ตุรกี, อิตาลี, โปรตุเกส, และฝรั่งเศส ที่เข้าไปอยู่ในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งพวกเหล่ายักษ์ใหญ่ในตลาดนี้ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, ยูเวนตุส, อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, ปอร์โต, เฟเนร์บาห์เช เป็นต้น โดยทั้งหมดริเริ่มเข้ามาเมื่อปลายปี 1990 ‘s ถึง 2000 ‘s

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมขวัญใจมหาชนโลกลูกหนังเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 ใน London Stock Exchange ซึ่งการเข้าสู่ตลาดหุ้นของสโมสรฟุตบอลครั้งนั้นนับเป็นการกระโดดก้าวใหญ่ ของอุตสาหกรรมลูกหนัง นัยยะสำคัญ คือ การขยายสเกล (Scale) ของธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น  

ขณะที่ในเอเชียยังไม่มีสโมสรไหนอาจหาญกล้านำตัวเองเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้น แต่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่กวาดคว้าแชมป์มารวมแล้ว 20 ถ้วย ไทยลีก 5 สมัย แถมยังเคยคว้าแชมป์ 5 ถ้วยในปีเดียวมาแล้ว กำลังจะพาตัวเองเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่งของธุรกิจลูกหนัง เพราะอะไร?… Main Stand จึงต้องมานั่งคุยกับทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า… ทำไม “ปราสาทสายฟ้า” ต้องเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้น? เข้าไปแล้วได้อะไร? ใครจะมาซื้อหุ้นบุรีรัมย์? และผลประโยชน์ต่อภาพรวมฟุตบอลไทยล่ะ?

ความมั่นคง
 

“ถามว่าทำไมบุรีรัมย์ ต้องเข้าตลาดหุ้น ง่ายๆ คือ ประธานสโมสร (นายเนวิน ชิดชอบ) คิดว่าบริษัทนี้ ควรต้องเป็นสมบัติของลูกๆ ของท่าน และชาวบุรีรัมย์ ทั้งจังหวัด การจะอยู่ในมือของคนๆ เดียว มันคงไม่ยั่งยืน และฟุตบอลมันต้องเป็นธุรกิจ” ซีอีโอปราสาทสายฟ้า นั่งสบายๆในห้องของเขา พร้อมเริ่มพูดคุยกับทีมงาน Main Stand

 

“บุรีรัมย์ จะเป็นสโมสรแรกในเอเชียเลยนะ ที่จะได้เข้าตลาดหลักทรัพย์โดยสมบูรณ์ หากทำสำเร็จ” นายทัดเทพ เล่าต่อ

“...อย่างกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ (สโมสรจากไชนีส ซุเปอร์ลีก) อยู่ในกลุ่มธุรกิจ OTC หรือ Over the Counter ที่จีน (China’s New Third Market) ซึ่งเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยไม่ผ่านตลาดรองที่จัดตั้งอย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นสโมสรฟุตบอลที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างเต็มตัวทีมแรก คือ บุรีรัมย์ ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ เราก็ต้องทำให้บริษัทมั่นคง และยิ่งเมื่อเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้น ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำให้มั่นคง และยั่งยืนขึ้นอีก”

“ที่คนบอกว่าทำทีมฟุตบอล ไม่มั่นคง เพราะหลายๆทีมทำทีมฟุตบอลโดยหวังพึ่งแค่เรื่องของฟุตบอลล้วนๆ ถามว่าปีนี้บุรีรัมย์ ลงทุนเยอะที่สุดจะเป็นแชมป์ไหม? ก็ไม่ใช่ ฟุตบอลมันมีปัจจัยอื่นๆ มากกว่านั้น ฟุตบอลมันก็เหมือนกับฤดูกาลในแต่ละปี มีการเปลี่ยนแปลง ที่มีขึ้น-ลง แต่คำว่าธุรกิจ มันต้องหลากหลาย (Diversified) ตอบโจทย์คนได้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีอะไรมากกว่าฟุตบอลในสนาม ไม่ใช่ว่า...ไม่ได้แชมป์ แล้วจะเป็นจุดจบ หรือสโมสรจะล่มสลาย เพราะฉะนั้น ต้องทำให้ฟุตบอลเป็นหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน”   

พบโอกาส (ที่คนอื่นยังมองไม่เห็น)

ธุรกิจฟุตบอลไม่สร้างผลกำไรเท่าไหร่? ใช่… เรื่องนี้ หลายๆ คนคงเคยได้ยิน น่าเสียดายที่มันเป็นความจริง… หากคุณลงทุนกับแมนฯ ยูไนเต็ด 1 ล้านบาท ปีนั้นคุณอาจได้กำไรเพียง 800 บาทเท่านั้น...ขณะที่มุมมองของคนไทยทั่วๆไป อาจย่ำแย่ซะยิ่งกว่า หลายๆคนมองว่าฟุตบอล คือ “ของเล่นคนรวย” และ / หรือ “ของเล่นนักการเมือง” ซึ่งมีแต่จะเสียเงิน แต่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กำลังทำให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าสโมสรฟุตบอล คือ ธุรกิจจริงๆ ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง และจะต้องมีอีกหลายคนที่มองเห็นโอกาสนี้ ทั้งคนในวงการฟุตบอล รวมถึงนักธุรกิจส่วนอื่นๆ  

“นอกจากบุรีรัมย์แล้ว สโมสรในเมืองไทย มีใครกำไรบ้างล่ะ?” นายทัดเทพ เริ่มเล่าต่อ ในรูปแบบประโยคคำถาม

“แต่ความจริงแล้วหากเรามองดูให้ดีๆ คือ ทั้งบุรีรัมย์และอีกหลายๆสโมสร ยังมีโอกาสหาพาร์ทเนอร์ (Partner) ร่วมลงทุนอีกหลายราย โอเคล่ะ...มันอาจตอบยากว่าหากบุรีรัมย์เข้าไปอยู่ในตลาดหุ้นจริงๆแล้ว “ใคร” จะมาซื้อหุ้นบุรีรัมย์บ้าง แต่ที่เรามองเห็นทุกวันนี้ คือ บริษัทที่เป็น Corporate (มหาชน = ที่เข้าไปอยู่ในตลาดหุ้น) เข้ามามีส่วนร่วมกับฟุตบอลไทย เอาเข้าจริงๆ เนี่ย น้อยมาก นับนิ้วได้เลย นิ้วมือของเราเนี่ยแหละ!  แทบทุกสโมสรก็เหมือนๆกัน แต่ไปดูรายชื่อในบริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นซิ บริษัทที่ผลกำไรดีๆ ยังมีอีกเยอะมาก ที่ยังไม่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้ (หมายถึงธุรกิจฟุตบอล)”  

“มีอีกหลายบริษัท จำกัด มหาชน ในไทยที่ยังไม่เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมกีฬา (Sport Industry) แต่ถ้าเราดูที่ญี่ปุ่น สโมสรเจทู (J2) มีสปอนเซอร์เป็นร้อยๆราย ซึ่งภาพตัดกลับมาปัจจุบันที่ไทยนั้น ธุรกิจท้องถิ่น ยังไม่ได้ให้การสนับสนุน หรือมีบทบาทกับสโมสรต่างๆ มากนัก และนี่ คือ Opportunity (โอกาส) ที่ยังล้นเหลือในบ้านเรา”

“กลุ่มนักลงทุนในอาเซียน หรือต่างชาติอื่นๆ ก็เป็นเป้าหมายของเราที่อยากให้มาลงทุนเหมือนกัน ตอนนี้ฟุตบอลลีกบ้านเราเราไปไกลกว่าชาติอื่นๆ ในอาเซียน และกีฬาจะเติบโตได้ต้องอาศัยความผูกพันของคนในท้องถิ่น ซึ่งบ้านเราได้เปรียบกว่าพวกสิงคโปร์ หรือ ฮ่องกง มาก”

ทั้งหมดนี้ คือ กลุ่มที่เรียกว่า Potential Investors (กลุ่มที่มีโอกาสร่วมลงทุนกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ยังไม่รวมพวกกลุ่มแฟนบอลพันธุ์แท้ ที่อยากจะมีส่วนร่วมกับสโมสรแม้เพียงเล็กน้อย แต่ต่อให้มองเห็นกลุ่ม ที่อยากจะนำเงินมาทุ่มทุน มันก็คงไร้ประโยชน์ และไม่ชวนให้กระโดดเข้ามาซื้อหุ้น หากบริษัท “ขาดทุน”

กำไร คือ ทุกสิ่ง

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความตั้งใจนำสโมสรเข้าสู่ตลาดหุ้นให้ได้ภายในไตรมาสแรก หรืออย่างช้าไตรมาสสองปี 2019 และที่ผ่านมาพวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการบริหารธุรกิจของตัวเองหลายเรื่อง โดยเฉพาะการบริหารให้มีผลกำไร ซึ่งทุกอย่างดำเนินการไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง และโปร่งใส แน่นอนว่าการจะทำให้บริษัทของตัวเองหอมหวลน่าลงทุน พวกเขาก็ต้องบริหารธุรกิจ ให้มีผลบวกทางการเงินติดต่อกันระยะหนึ่ง จนน่าพอใจ อาจจะ 3 ปี หรือ 4 ปี...   

ตามโครงสร้างธุรกิจฟุตบอลค่าใช้จ่ายกับตัวบุคลากรด้านฟุตบอลไม่ควรเกิน 70 เปอร์เซนต์ของสัดส่วนรายได้ทั้งหมด ซึ่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กำลังดำเนินการไปได้สวย ทุกวันนี้พวกเขาเสียค่าใช้จ่ายกับนักฟุตบอล, สต๊าฟฟ์ และโค้ช ไม่ถึงครึ่งของรายได้ตลอดปีเท่านั้น  

“ความจริงเงินเดือนนักเตะในแต่ละปีของพวกเราคงที่มา 3 ปีแล้ว คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของรายได้ทั้งหมด แต่ธุรกิจซื้อขายนักฟุตบอล และค่าเหนื่อยฟุตบอล เป็นอะไรที่ไม่มีคำว่า ‘ราคากลาง’ มีธุรกิจไหนบ้างในโลกที่ไม่มีราคากลางสำหรับวัตถุดิบหรือสินค้า ที่จะซื้อมาเพื่อดำเนินธุรกิจ มีฟุตบอลนี่แหละ… ตรงนี้ทำให้เราทำงานลำบากเหมือนกัน นักฟุตบอลทีมชาติไทย ควรมีค่าเหนื่อยเท่าไหร่? สมมติวันนี้ทีมอื่นจ่ายที่ 700,000 บาท และถ้าเขาจะย้ายมาอยู่กับเรา เขาอาจเรียกเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งตรงนี้ใครเป็นคนกำหนดราคากลางล่ะ? แน่นอนมันเป็นเรื่องยากที่จะทำธุรกิจ ที่คุณไม่สามารถคาดเดาต้นวัตถุดิบได้”   

นี่ คือ สิ่งที่ทำให้เราเห็นได้ว่าช่วง 3 ปีหลัง พวกเขาใช้เงินหวือหวาน้อยลง ระมัดระวังการซื้อตัวผู้เล่นมากขึ้น กำหนดเพดานเงินเดือนนักเตะชัดเจน และให้ความสำคัญกับอคาเดมีอย่างสูง ซึ่งผลผลิตที่ได้มาทั้ง สุภโชค สารชาติ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, รัตนากร ใหม่คามิ, หรือกระทั่งศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์ตีกรอบให้พวกเขาต้องใช้เหล่าเยาวชนมากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายที่สุ่มเสี่ยงน้อยลง แต่ผลลัพธ์มันกลายเป็นผลบวกทั้งขึ้นทั้งร่อง ทั้งเรื่องของผลงานในสนาม, ด้านการเงิน รวมถึงความผูกพันในชุมชน แม้ต้องลงทุนปีละ 20 - 30 ล้านบาท  

“อันที่จริงการนำสโมสรฟุตบอลเข้าตลาดหลักทรัพย์สำหรับเราไม่ได้ทำให้ฐานแฟนบอลเยอะขึ้นนะ แต่เราต้องทำให้ฐานแฟนคลับเยอะขึ้น, รายได้ที่มากขึ้น, และมีความมั่นคงขึ้น เพื่อจะได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ต่างหาก” นายทัดเทพ เล่าต่อ พร้อมสาธยายความยากลำบากในกระบวนการนำสโมสรเข้าตลาดหุ้น

“มันถือเป็นเรื่องยากที่จะนำสโมสรฟุตบอลเข้าตลาดหุ้น ทั้งเรื่องการควบคุม, การบริหารจัดการภายนอก และเรื่องระบบการทำงาน เรื่องต่อมา คือ เรื่องของกำไร จริงๆ โอเคล่ะ...มันอาจไม่จำเป็นว่าต้องกำไรกี่ปีติด (บุรีรัมย์ จะเข้าในกลุ่มตลาด MAI หรือ Market for Alternative Investment ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทขนาดกลางและเล็ก) แต่ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องใหม่ของวงการฟุตบอลไทย จริงๆ คือ กีฬาไทยเลยด้วย ที่ผ่านมา มาตรฐานการบัญชีเกี่ยวกับเรื่องของฟุตบอลยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีกฎหมายรองรับ หรือเกี่ยวข้องที่ชัดเจน แต่การจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรายจ่ายทุกอย่างก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของราคาตลาดนะ ไม่ใช่ว่าเราบอกว่า ปีนี้เรากำไร โดยที่เราเช่าสนามแข่งบุรีรัมย์แค่ปีละ 1 ล้านบาท แบบนั้นไม่ใช่ ต่อให้เป็นเครือเดียวกันเอง ทุกอย่างต้องขึ้นตรงตามราคากลาง เราต้องจ้าง Third Parties  มาประเมินราคา ยกเว้นค่าตัวนักฟุตบอลที่มันไม่มีราคากลางนะ และที่สำคัญที่สุดรายการเหล่านี้ ต้องเปิดเผยได้ทั้งหมด ซึ่งเฉพาะค่าจ้างบริษัทอีวาย (หรือ เอินส์ทแอนด์ยัง หนึ่งในสี่บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก) มาดูแลเรื่องการตรวจบัญชี ปีหนึ่งก็หลายล้านบาทแล้ว แต่เราให้ความสำคัญกับมันอย่างจริงจัง ซึ่งโอเคเราอาจบอกว่าเรามีต้นทุนการทำงานที่มากกว่าทีมอื่นๆ แต่มันก็คุ้มค่า”  

“ทุกวันนี้มีหลายคนอยากมาลงทุนฟุตบอล เพราะมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทุกคนก็อยากจะมั่งคั่ง มั่นคงอยู่แล้ว มันไม่มีใครอยากจะลงทุนเพื่อความสนุกอย่างเดียวหรอก มันอาจจะมีบ้างเป็นครั้งคราว แต่เงินเนี่ย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ‘ค่าเสียโอกาส’ เพราะฉะนั้นเราต้องบริหารให้บริษัททำกำไร” ทัดเทพ กล่าว

บริหารธุรกิจ “ฟุตบอล” ไม่ให้เป็น “ฟุตบอล”

เรื่องน่าคิดสำหรับบุรีรัมย์ ที่มีนโยบายว่าต้องการทำให้ธุรกิจได้กำไรทุกๆปี และมั่นคงด้วยการนำเข้าสู่ตลาดหุ้น แต่กับทิศทางที่เป็นข้อถกเถียงกันมากมายขณะนี้ คือ แฟนบอลไทยลดลงหรือไม่? ถ้าลดลงแล้วการนำสโมสรฟุตบอลเข้าตลาดหุ้นจริงในปีหน้า จะส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างไร? ซึ่งทีมงาน Main Stand ได้ถามนายทัดเทพ ถึงเรื่องนี้เช่นกัน

“ฟุตบอลภายในประเทศ มันค่อนข้างเจริญเติบโตช้า มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว” นายทัดเทพ ยอมรับ “แต่การแข่งขันมันสูงขึ้นนะ ทุกๆอย่าง ทั้งในสนาม และนอกสนาม ลองดูเสื้อบอลของทุกทีมซิ สวยขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เพิ่มขึ้นเลย คือ ประชากรด้านฟุตบอล เค้กก่อนเดิมมันไม่ได้ใหญ่ขึ้น”

“เราต้องยอมรับว่ากีฬาในประเทศไทยมักถูกพัฒนาด้วยแรงผลักดันระดับชาติ ยุคนึงเราชอบตีเทนนิสเพราะ ภราดร (ศรีชาพันธ์), เล่นสนุกเกอร์ เพราะต๋อง (ศิษย์ฉ่อย), ตีกอล์ฟ เพราะธงไชย ใจดี ซึ่งปี 2016 คือ ปีที่ฟุตบอลไทยบูมขึ้นมาจริงๆ เพราะความสำเร็จในระดับอาเซียนของทีมชาติไทย”

“คนดูในสนามที่มันลดลงอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะการหยุดชะงักของฟุตบอลไทย แต่มันเกิดจากการเปลี่ยนไปของวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการถ่ายทอดสด เมื่อก่อนคนอาจออกจากบ้านไปดูฟุตบอลไทยที่สนาม ใช้เงินคนละ 700 - 800 บาท ทั้งค่ารถ, กินข้าว, เครื่องดื่ม, ค่าตั๋วชมเกม และอื่นๆ แต่ตอนนี้ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปดูฟุตบอลที่สนาม คนเขาดูกันทางคอมพิวเตอร์, มือถือ กันหมด แล้วต้องยอมรับว่าบอลต่างชาติก็ยังเป็นเทรนด์ของคนไทย ตอนกลางวันเปิดดูเจลีก, ตอนเย็นดูบอลไทย, ตกหัวค่ำดูบอลพรีเมียร์ลีก แล้วเขาจะออกจากบ้านกันทำไม?”

“แต่ธุรกิจฟุตบอลไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟุตบอลล้วนๆ เพียงอย่างเดียว ฟุตบอล คือ เครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญอย่างหนึ่ง (Marketing Tools) ในการต่อยอดทำธุรกิจอื่นๆ เราต้องแตกไลน์ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคในหลากหลายวิธีให้มากที่สุด  เพื่อเข้าสู่แบรนด์หลักของเรา ก็ คือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราไม่สามารถสร้างฐานแฟนให้ใหญ่ขึ้นได้ด้วยฟุตบอลล้วนๆ เพียงอย่างเดียว ทั้งกลุ่ม Football Fan และ Non Football Fan”

กลุ่ม Non Football Fan ที่ว่าอาจเป็นเพียงแฟนพันธุ์ทางที่ไม่ได้รู้จักอะไรเกี่ยวกับทีมฟุตบอลบุรีรัมย์มากมาย อาจไม่เข้าใจแท็คติกของ โบซิดาร์ บันโดวิช แต่ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าพวกเขาอาจหลงรักในแฟชั่นเสื้อผ้าของบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบันสโมสรแห่งนี้ ขายเสื้อกับของที่ระลึกได้ปีละ 300 - 400 ล้านบาท แน่นอนว่ามันไม่ได้มีเฉพาะแฟนบอลพันธุ์แท้บุรีรัมย์หรอกที่สวมใส่ แต่รวมถึงคนที่มองว่าเสื้อแข่งเป็นแฟชั่น, เป็นของที่อยู่ในเทรนด์, เป็นของที่น่าสะสม นี่คือตัวอย่าง ช่องว่างให้พวกเขาต่อยอดธุรกิจนี้ได้เพิ่มเติมในอนาคต และจำเป็นต้องเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านั้น เพื่อทำให้กลุ่มผู้ (มีโอกาส) ร่วมลงทุน ได้เห็นว่าธุรกิจฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เติบโตได้ไม่มีที่สิ้นสุด คำว่า “แบรนดิ้ง” มันไม่ได้อยู่แค่เรื่องผลงานในสนามช้าง อารีนา เท่านั้น และการทำธุรกิจกีฬาให้ทำกำไรได้ คำว่า Entertainment หรือความบันเทิง ต้องเข้ามามีความเกี่ยวข้อง นั่น คือ ช่องทางการทำเงินใหญ่อีกช่องทาง

“ลำพังตัวฟุตบอล ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราได้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพียง 20 ล้านบาท เป็นแชมป์รับอีกเพียง 10 ล้านบาท และงบสนับสนุนอีก 5 ล้านบาท รวมแล้วแค่ 35 ล้าน มันยังไม่พอจ่ายเงินเดือนนักฟุตบอลต่างชาติเลยด้วยซ้ำ” นายทัดเทพ เสริมต่อพร้อมกับรอยยิ้ม   

“บุรีรัมย์ คือ เป็นสปอร์ต ซิตี้ อันดับ 1 ของประเทศไทย เรามีภารกิจ (Mission) และ ทัศนวิสัย (Vision) ที่ชัดเจน...เราอาจเคยได้ยินว่าบุรีรัมย์ มีเป้าหมายเป็น Top 5 เอเชีย แต่ความจริง นั่น คือ เป้าหมายทางฟุตบอล นั่นไม่ใช่เป้าหมายของบริษัท เพราะมันไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่ ต่อให้ได้ท็อปไฟว์เอเชีย แต่สโมสรขาดทุนปีละหลายร้อยล้าน มันก็จะเป็นแค่สโมสรฟุตบอล แต่ไม่ใช่บริษัท มหาชน หรือธุรกิจ ทัศนวิสัย ที่แท้จริงของบุรีรัมย์ คือ องค์กรกีฬาอาชีพแห่งแรกของประเทศไทย ที่จะอยู่ได้ด้วยการบริหารอย่างถูกต้อง และหลากหลาย”

“มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งประเทศจะมองเห็นว่า เราจะช่วยกันทำให้อุตสาหกรรมฟุตบอลไทย เติบโตได้อย่างไร” ทัดเทพ กล่าวทิ้งท้าย



 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : kritikorn Thanamahamongkhol ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง