Converse

จากนักโทษสู่นักกีฬาทีมชาติ : เกมชีวิตจริงของ “ต้น Darkkiller”



“ตอนที่อยู่ในเรือนจำ ผมมีเป้าหมายว่า ถ้าผมได้ออกจากที่นี่ ผมอยากกราบเท้าและกอดแม่ ออกไปตั้งใจทำงานเก็บเงิน เปิดร้านเล็กๆให้กับครอบครัว แค่นี้เลย ผมมีความฝันแค่นี้...ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งเราได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทย”


 

ถ้าในชีวิตจริงของมนุษย์ สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด เริ่มต้นใหม่ ได้ง่ายเหมือนกับในเกมก็คงดีไม่น้อย

เพราะความไม่แน่นอนแห่งชีวิต ทำให้เราไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่า วันหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดา อาจเป็นวันที่เราเดินเข้าตาจน และก่อเรื่องผิดพลาดในชีวิต จนไม่สามารถกด Pause หรือย้อนกลับไปที่จุด Start Game ได้แบบในเกม

ต้น - พุทธพล นุชภาพ นักกีฬา ESports ทีมชาติไทย ที่รู้จักกันในชื่อ “Darkkiller” เข้าใจความจริงในข้อนี้เป็นอย่างดี แม้ในวันนี้เขาจะมีธงไตรรงค์ติดที่อกซ้าย และได้เซ็นสัญญาเป็นนักกีฬา Esports อาชีพ เกม Pro Evolution Soccer กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด สโมสรกีฬาชั้นนำของเมืองไทย

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เขามีสถานะเป็น “นักโทษชาย” ที่ต้องโทษถูกคุมขัง จากจำหน่ายคดียาเสพติด ที่เขาไม่สามารถกดปุ่มหรือบังคับจอย ให้ย้อนเวลากลับไปเริ่มใหม่ได้  

สิ่งเดียวที่เขาทำได้สุดในเวลานั้น คือ ก้มหน้ายอมรับโชคชะตา และเล่นเกมชีวิตจริงต่อไป จนกว่าจะ “ชนะ” หรือ “แพ้” ไปข้างหนึ่ง

โชคดีที่เขาไม่เลือกอย่างหลัง ทำให้เรามีโอกาสได้มาพูดคุยกับ กัปตันทีมสปอร์ตส PES ของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ภายในสนามลีโอ สเตเดียม ที่เปิดประตูต้อนรับและให้โอกาสเขา ได้กลับมามีที่ยืนอยู่ในโลกนอกเรือนจำ...ดินแดนที่ไม่มีใครสามารถกักขังความฝัน ความรัก และสิ่งที่เขาชอบได้

 

Start Game

“บีจีเป็นสโมสรฟุตบอล ที่มีชื่อเสียงและมีความเป็นอาชีพสูง โดยปกติผมเป็นคนที่ชอบดูบอลไทยอยู่แล้ว ก็ติดตามทีมนี้ ตั้งแต่ยุค ซารูตะ (ฮิโรโนริ) พี่เบิร์ท สุธี สุขสมกิจ”

“ถ้าพูดถึงความเป็นไปได้ที่ผมจะได้มาเซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาของ บีจี คง 0 เปอร์เซนต์ เพราะด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทั้งฐานะทางบ้าน หน้าที่การงาน ทำให้ผมไปไม่ถึงจุดนั้น เรื่องนี้ก็เลยไม่เคยอยู่ในหัวเลย”

“0 เปอร์เซนต์” อาจเป็นคำพูดที่ฟังดูเกินจริงไปนิดในวันนี้ของ Darkkiller แต่หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน “0 เปอร์เซนต์” เป็นคำพูดที่ไม่ได้เกินเลยไปแม้แต่น้อย เมื่อย้อนดูเส้นทางชีวิตของ กัปตันทีม Esports ของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ชุดสู้ศึก Thai E-League Pro ซีซั่นแรก

พุทธพล เกิดและเติบโตในชุมชนแออัด ซอยสารภี เขตคลองสาน อยู่ในบ้านเช่าหลังคาสังกะสี ชีวิตในวัยเด็ก เขาเป็นไปด้วยความยากลำบาก คุณแม่เขาประกอบอาชีพค้าขาย ขณะที่คุณพ่อ ประกอบอาชีพช่างเลี่ยมกรอบพระ เนื่องจากร่างกายทุพพลภาพ แต่ยังสามารถใช้มือได้ปกติ

เขาได้รับการอุปการะจาก ครอบครัวจคุณอา (น้องสาวพ่อ) ที่รับเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรม กระทั่งสามีของอาสาว ที่นับถือเป็น พ่อเลี้ยงของเขา หย่าร้างกันไป

ทำให้ความเป็นอยู่ในวัยเด็กของ พุทธพล กลับมาลำบากอีกครั้ง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ที่พ่อกับแม่แท้ๆของเขา รวมถึงอาสาว ที่นับถือเป็น แม่เลี้ยง ต่างได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจที่ไม่ดีในเวลานั้น

“ครอบครัวเรายากจน ไม่เคยมีเงินเก็บเลย เงินที่หามาได้ ก็ใช้ได้แค่อยู่รอดไปแบบเดือนต่อเดือน บางครั้งไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ก็โดนเขาตัด ต้องไปขอเชื่อมไฟบ้านอื่นก็เคยทำมาแล้ว แต่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กหัวดี เวลาไปเรียนที่ไหนก็จะได้ทุนการศึกษาตลอด ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ไปได้บ้าง เพราะตอนเด็ก ผมก็ยังไม่สามารถทำงานหาเงินได้”

“ผมว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมหัวดี มาจากการเล่นเกมนะ สมัยเด็ก ผมมีเครื่องเล่นเกมส์ แฟมิคอม อยู่ที่บ้าน ก็จะชอบเล่นเกมแนว RPG ซึ่งมันเป็นภาษาอังกฤษ ตอนเด็กถ้าผมอยากชนะ ก็ต้องผ่านด่านให้ได้ ผมเล่นเกมไป เปิดดิกชั่นเนรีอ่านไป ทำให้สมองเราได้เรียนรู้ไปโดยไม่รู้ตัว ที่ผมจำแม่น หัวไว ผมว่าเกมมีส่วนสำคัญเลย ตอนเด็กก็เล่นเกมอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ไปเล่นตามตู้เกมส์”

หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษา ต้น พุทธพล เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียนทวีธาภิเศก สถานศึกษาชื่อดังย่านฝั่งธนบุรี ที่ที่ทำให้เขาได้รู้จักการใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบลูกผู้ชาย ทั้งเตะบอล รวมถึงเกมวินนิ่ง ที่กลายเป็นเกมเปลี่ยนชีวิตเขาในอีก 20 ปีต่อมา

“ผมมีความชอบเตะบอลมานานแล้ว เพราะว่าคุณพ่อเคยเล่นฟุตบอลมาก่อน ในช่วงที่ท่านยังไม่พิการ ท่านมีนักฟุตบอลในดวงใจคือ พี่ง้วน สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ของขวัญชิ้นแรกที่พ่อซื้อให้ คือ ลูกฟุตบอล ผมเคยพูดกับพ่อเมื่อตอนนั้นว่า สักวันหนึ่งผมจะติดทีมชาติไทย ไปเล่นกับพี่ง้วนให้ได้ แต่ก็พูดไปตามประสาเด็กๆ นะ”

“ผมเข้ามาเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน ทวีธาฯ ตั้งแต่ ม.1-ม.6 แต่ไมได้เป็นตัวจริงนะ เพราะว่ารูปร่างค่อนข้างเล็ก ช่วง ม.ต้น ด้วยความที่ชอบเตะบอลอยู่แล้ว ได้เจอเพื่อนฝูงที่เล่นเกมเหมือนกัน ก็ได้มาเล่นเกมวินนิ่งเป็นครั้งแรกที่นั่น”

“ช่วง ม.ปลาย ผมเริ่มสนใจเล่นดนตรี แต่การเรียนไม่ได้เสียอะไรนะ อยู่ในระดับกลางๆ เพราะว่าทวีธาฯ มีเด็กเรียนเก่งหลายคน มาอยู่ที่นี่ ถามว่าตอนนั้นเกเรไหม? ก็ไม่ได้เกเรแบบเสียคนเลยนะ มีบ้างที่ไปชกต่อยกับโรงเรียนอื่น แต่ผมจะเน้นเรื่องการเรียน กับกีฬาเป็นหลัก”

“ผมมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการเรียน จบ ม.6 ซึ่งในสมัยนั้น ถือว่าเยอะแล้ว ส่วนมหาลัยฯ เราคงไม่มีเงินไปเรียน ม.ดังๆ ก็วางแผนเรียนต่อที่ รามฯ แล้วออกมาหางานทำ ส่งตัวเองเรียน เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน”

 

GAME OVER

พุทธพล ก้าวพ้นชีวิตในรั้วโรงเรียนมัธยม เข้าสู่ การเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยรามกำแหง ควบคู่การหางานทำเพื่อให้ตัวเองมีรายได้ พอจะส่งเงินให้ทางบ้าน และเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน

เขาทำงานหลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน ไม่ว่าจะเป็น Interviewer ของ บ.ทำจิวัย, ขับมอเตอร์ไซค์วิน, นักดนตรีกลางคืน, งานรับจ้างทั่วไป ซึ่งทุกอาชีพที่เขาทำ ล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพสุจริต และไม่เคยข้องเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดกฏหมายมาก่อน

แม้ช่วงเวลานั้น ต้องเจอเรื่องร้ายๆ อย่างการสูญเสียคุณพ่อ แต่สุดท้ายเขาฝ่าฟันอุปสรรค จนสามารถส่งตัวเองเรียนจบ ปริญญาตรี ได้ตามที่ใจหวัง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง งานทำ มีความรัก และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปในสังคมการทำงาน

กระทั่งวันหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นวันธรรมดา ก็ได้กลายเป็นวันที่เปลี่ยนเขาไปตลอดกาล

“วันนั้นผมขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอกกับแฟน ก็เจอด่านตำรวจ เขาขอค้นตามปกติ แต่ดันไปเจอยาเสพติดในกระเป๋าของแฟนผม” พุทธพล ลดน้ำเสียงลง เพื่อบรรยายเหตุการณ์

“ตอนนั้นแฟนผมเหลืออีกปีเดียว จะเรียนจบแล้ว ด้วยความที่เราเป็นห่วง และไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย เพราะไม่เคยเข้าไปยุ่งกับยาเสพติดมาก่อน บุหรี่สักมวนผมยังไม่เคยสูบเลย ก็เลยขอรับสารภาพแทนว่า ยาเป็นของผม ตำรวจก็จับตัวไป ตอนนั้นคิดแค่ว่า เดี๋ยวคงประกันได้ เพราะผมไม่เคยมีประวัติเรื่องนี้มาก่อน”

“แต่มันไม่เป็นแบบนั้นเลย ปริมาณยาที่เขาเจอมันเยอะ เขาจึงตีเป็นคดีจำหน่าย ประกันตัวไม่ได้ คนข้างในเขาก็บอกว่าเราคงไม่ได้ออกไปแล้ว ผมไม่มีทางเลือกอื่น เพราะไม่มีเงินไปสู้คดี อีกอย่างด้วยหลักฐานของกลาง บวกกับคำสารภาพของเราในศาลชั้นต้น ถ้าผมสู้ ความผิดก็ต้องไปอยู่ที่ผู้หญิง ซึ่งกำลังจะเรียนจบแล้ว ตอนนั้นผมไม่มีทางเลือกเท่าไหร่”

ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุก พุทธพล เป็นเวลา 6 ปี ฐานครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย คำรับสารภาพของเขาทำให้โทษลดครึ่งหนึ่ง เหลือ 3 ปี

เท่ากับว่าเขาหมดโอกาสได้ใช้ชีวิตในโลกภายนอกเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเขาไม่มีทางรู้เลยว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตและครอบครัวเขาอีกบ้าง?

“วันแรกที่เข้าไป ผมรู้สึกเหมือนคนใจสลาย คิดถึงแม่ คิดถึงบ้าน ไม่รู้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ผมเจอแม่มาเยี่ยมครั้งแรก ผมร้องไห้เลย เพราะผมคิดถึงเขามากจริงๆ”

“ช่วง 2 สัปดาห์แรก มันยากลำบากมาก โดยเฉพาะช่วงที่อยู่แดนแรกรับ ที่แออัด มีผู้คนเข้าออกตลอด แต่ผู้คุมพูดมาคำหนึ่งที่ผมจำขึ้นใจเลยว่า “ข้างในไม่ได้เลวร้ายเสมอไป คนดีก็เลือกคบ คนไม่ดีก็ปล่อยผ่านไป” จากนั้นก็ถูกย้ายไปแดน 4 ได้เจอเพื่อนในวัยเด็กเขาก็พาไปรู้จัก ไปฝากตัวกับคนนั้นคนนี้”

“หลังติดคุกไป 3 เดือน แฟนผมคนนี้ก็ทิ้งผมไปมีคนใหม่ การได้เข้ามาอยู่ที่นี้ ทำให้ผมรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญสุดในชีวิต นั่นคือ แม่ หลังจากพ่อเสียไป ผมเหลือแต่แม่คนเดียว จากเดิมที่ผมเป็นเสาหลัก คอยทำงานจ่ายค่าบ้าน ก็ต้องเหลือแค่ แม่ที่ขายของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วยังต้องมาฝากเงินให้ผมไว้ใช้ในคุกอีกเดือนละ 3,000 บาท”

“ผ่านไปอีกสักระยะ แม่ผมก็ตรวจพบว่าเป็น มะเร็ง แต่ผมกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทุกวันพอถึงเวลาสวดมนต์ ผมจะนึกถึงแม่ตลอด สาบานกับตัวเอง ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น หลังจากออกไป ผมขอดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด”

24 ชั่วโมงคือเวลาของคนภายนอกที่สามารถใช้ชีวิต ได้อย่างมีอิสรภาพ แต่สำหรับนักโทษชายทุกคน นาฬิกาชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้

6 โมงเช้า - บ่าย 3 โมงเย็น คือช่วงเวลาที่เขาจะได้ใช้ชีวิต เพราะหลังเวลา 15.00น. นักโทษทุกคนต้องขึ้นเรือนนอนที่แสนแออัด เพื่อรอ “เวลาเปิดขัง” ในเช้าวันใหม่

นช.พุทธพล จัดเป็นนักโทษชั้นดีของ เรือนจำพิเศษธนบุรี จากโทษ 3 ปี ทำให้เขาถูกลดหย่อน จำคุก 2 ปี 1 เดือน 11 วัน  ต่อมาเจ้าตัวได้ทำเรื่องขอย้ายไปอยู่ที่ ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรม เขาพริก จังหวัดนครราชสีมา เพื่อต้องการลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว เพราะได้ยินมาว่าที่นั่นไม่ต้องใช้เงิน ก็สามารถอยู่ได้

“จากประสบการณ์จริงที่ผมได้เข้าไป ในคุกมันไม่ได้เลวร้ายไปทุกอย่าง เหมือนที่เห็นในทีวี เห็นในละคร เรื่องดีๆก็มีให้เก็บออกมา เรื่องร้ายๆ คนไม่ดี คนที่เห็นแก่ตัว คนที่เกเรก็มี แต่ผมเข้าใจพวกเขานะ บางคนเขาไม่มีญาติ ไม่มีคนส่งเงินให้ เขาก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดให้ได้ ช่วงที่ย้ายไปอยู่ เขาพริก ทุกอย่างดีหมดเลย เสียอย่างเดียวคือ อิสรภาพ”

“ผมเข้าไปอยู่ในฝ่ายการศึกษา ก็จะมีเวลาอ่านหนังสือแกรมม่า เพื่อให้ภาษาอังกฤษตัวเองแน่นขึ้น ไม่อยากปล่อยเวลาเสียไปวันๆ รวมถึงเป็นอาจารย์สอนให้กับนักโทษด้วย ก่อนเข้าไปอยู่ในคุก ผมก็มีความเห็นแก่ตัวบ้าง แต่พอต้องใช้ชีวิต กิน นอน อยู่กับคนอื่น ทุกอย่างในคุกมันเป็นส่วนร่วม อย่างในคุกมีเตะบอล ผมก็ไปเตะกับเขา เป็นตัวแทนแดน ก็ได้รู้จักคนเพิ่มขึ้น”

ในความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ถูกคุมขังได้ ลึกๆแล้วในใจของ พุทธพล ยังคงมีเรื่องที่กังวลอยู่ คือ อาการป่วยโรคมะเร็งของ คุณแม่ ที่ไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า อาการนั้นหนักหนา และได้รับการรักษาอย่างไรบ้าง

“ทุกครั้งที่แม่มาเยี่ยม ผมรู้ว่าท่านเศร้าแหละที่ต้องเห็นลูกชายตัวเองอยู่ในคุก แต่แม่พยายามเก็บอาการตลอด และพยายามทำให้ผมเห็นว่า ท่านไม่เป็นอะไร ในใจผมอยากออกไปให้เร็วที่สุด ทุกครั้งที่มีเพื่อนออกจากคุก ผมฝากให้เขาโทรไปหาแม่ผมที เพื่อบอกว่า “ต้น มันสบายดีนะ ไม่ต้องห่วง ความเป็นอยู่ที่นี่ดีมาก” เพราะคนข้างนอกเขาไม่รู้ว่า ข้างในเป็นอย่างไร ผมไม่อยากให้แม่คิดมาก”

“เดือนสุดท้ายก่อนพ้นโทษ มันเป็นช่วงเวลาที่โคตรทรมานที่สุด รู้สึกแบบทนไม่ไหว จะตายให้ได้ เพราะใจเราอยู่ข้างนอกแล้ว มันเคยมีเหตุการณ์ว่า คนอีกวันเดียวจะได้ออก แต่ดันตายก่อน บางคนออกไปแต่ว่าเป็นเชื้อราในสมอง จำญาติไม่ได้ บางคนอีกอาทิตย์เดียวจะพ้นโทษ กินกล้วยติดคอตายก็มี ผมกลัวที่สุดเลยว่า ตัวเองจะตายแล้วไม่ได้กอดแม่ ถ้าต้องตาย ผมขอออกจากที่นี่สักวันหนึ่ง แล้วได้กอดแม่ก่อนตาย ก็พอแล้ว”

“คืนสุดท้ายผมร่ำลาเพื่อนๆ บอกทุกคนว่า ยังไงถ้าออกมาแล้ว ก็ลองติดต่อโทรหากัน เพื่อชักชวนออกมาทำสิ่งดีๆ เพื่อนผมหลายคนที่นี่เข้ามาอยู่ในคุกเพราะคดียาเสพติด ส่วนตัวผมไม่ได้ข้องเกี่ยวอยู่แล้ว ก็อยากช่วยให้พวกเขาพ้นจากเรื่องนี้”

“ตอนที่อยู่ในเรือนจำ ผมมีเป้าหมายว่า ถ้าผมได้ออกจากที่นี่ ผมอยากกราบเท้าและกอดแม่ ออกไปตั้งใจทำงานเก็บเงิน เปิดร้านเล็กๆให้กับครอบครัว แค่นี้เลย ผมมีความฝันแค่นี้”

“พอวันนั้นมาถึง สิ่งแรกที่ผมทำคือก้มลงไปกราบเท้าแม่แบบไม่อายสายตาใคร เพราะนี่คือสิ่งที่ผมควรทำมากที่สุดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา” พุทธพล ย้ำน้ำเสียงถึงเหตุการณ์ที่เขาได้พ้นโทษ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว
 

Continue

บ้านหลังเก่า เปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน ที่ทำให้เขาไม่อยากออกไปไหน หลังจากได้รับอิสรภาพ ในวันแรก เขาล้มตัวลงในที่นอนเก่า ที่ไม่เคยนอนมา 2 ปีกว่า

น้ำดื่มที่กิน, อากาศที่สูดข้างในคุกกับข้างนอก ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ทุกอย่างกลายเป็นภาพที่ทำให้เขารู้สึกเบลอไปหมดเมื่อได้รับอิสรภาพกลับคืนมา

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาได้รู้ความจริงว่า ในช่วงเวลาที่เขาหายไป ทางบ้านติดหนี้สิน หลักแสน เนื่องจาก แม่ต้องกู้เงินเพื่อมาลงทุนขายของ รวมถึงใช้เงินเพื่อรักษาตัว สองวันต่อมารุ่นพี่ที่รู้จักได้ชักชวนให้ พุทธพล ไปทำงานด้วยการขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เนื่องจากเขาเพิ่งออกจากคุก และคงยากที่จะสมัครงานได้ตอนนั้น

“รุ่นพี่เขาบอกว่า มาขับวินสิ ได้อยู่เดือนละ 2 หมื่นเลยนะ ก็เลยพาผมไปคุยที่วิน ซึ่งเขาก็ดีใจช่วยออกค่าเสื้อวินให้ผมครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้ผมผ่อนกับทางวิน ผมขี่ตามที่แกบอกทุกอย่าง ออกจากบ้านตี 5 วันแรกได้เงินมาประมาณ 800 บาท สรุปแล้วเดือนแรก ผมหักทุกอย่างเหลือเงินประมาณ 2 หมื่นกว่า ก็พอจะนำเงินมาจ่ายหนี้ ที่ผมมีส่วนเป็นต้นเหตุได้”

“ชีวิตในคุกสอนให้ผมเป็นระเบียบมากขึ้น กินอยู่ง่ายขึ้น ก่อนเข้าไปผมเป็นคนไปทำงานสาย แต่พอเราผ่านจุดนั้นมา ออกมาเหมือนเป็นอีกคนเลย มีระเบียบวินัยกับตัวเองมากขึ้น บริหารเวลาดีขึ้น เรื่องกินแค่ข้าวกับแกงหลวงก็อยู่ท้องแล้ว ผมเลยอดทน กินมาม่าได้ กินข้าวแกงราคาถูกได้ ช่วงเวลาที่อยู่ในคุกมันทำให้เราแกร่งขึ้น เวลาออกมาเจอปัญหาภายนอก ก็สบายๆเลยครับ หนักกว่านี้ยังผ่านมาแล้ว”

หนึ่งปีเต็ม ที่เขาทำงานอย่างหนัก จากรายได้ในการขับรถ และงานประจำที่เจ้าตัวทำ ชีวิต ความเป็นอยู่ของ พุทธพล และครอบครัว เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หนี้สินที่เคยพอกพูน เริ่มลดลง...จากคนที่ไม่มีเคยมีเงินเก็บ ก็เริ่มมีเงินก้อนเล็กๆ น้อยๆ อดออมได้ เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่ตัวเองอยากได้

“เกมส์” ความบันเทิงเริงใจที่เขาเคยมีในวัยเด็ก ได้กลับมาสู่อ้อมอกเขาอีกครั้ง ในรอบเกือบสิบปี หลังจากมันหายไปตั้งแต่ที่ พุทธพล เรียนจบและไม่มีโอกาสได้จับจอยเล่นเกมวินนิ่งอีกเลย

“จุดเปลี่ยนเกิดขึ้น จากการที่ผมดูรายการกระบี่มือหนึ่ง (ตอน นักเล่นวินนิ่ง)  เลยเสิร์ช Google เพื่อหาคนเล่นวินนิ่ง จนได้มาเจอกลุ่มเซียนวินนิ่ง เลยทักไปพูดคุยกับ พี่ยิ้ม (บุรินทร์ เหล่ายิ้ม) แอดมินของเว็บ ถามเขาตรงๆว่า ผมอยากเล่นวินนิ่ง ต้องเริ่มจากอะไรบ้าง เขาบอกว่าต้องไปซื้อเครื่องก่อน ความตั้งใจตอนนั้น  อยากลงแข่งบ้าง อยากมีรูปตัวเองติดตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ น่าจะสนุกดี ที่ได้เจอคนเล่นวินนิ่งเหมือนๆกัน”

“ผมเล่นไปได้ 2-3 ครั้งกับกลุ่มเซียนวินนิ่ง ก็เซอร์ไพรส์เลย เพราะว่าพี่ยิ้ม โทรมาหาบอกว่า พวกเซียนคนอื่นติดงานหมด อยากให้ไปแข่งรายการของ เป็ปซี่ ที่สนามธูปะเตมีย์ ที่เอา 5 เซียนของไทยไปแข่ง ก็ดราม่าเล็กๆ ในกลุ่มว่า ทำไมถึงเอาผมไปแข่ง เพราะตอนนั้น ผมโนเนมมาก แต่พี่ยิ้มก็ให้กำลังใจบอกว่า “ไม่เป็นไรนะต้น พี่ให้โอกาส” ที่ผมมีวันนี้ได้ในการเป็นนักเล่นเกม พี่ยิ้มมีส่วนอย่างมาก”

“ในงานนั้น ผมถูกมองเหมือนเป็นแกะดำ ไม่ได้รู้สึกแค้นนะ แต่แค่คิดว่า สักวันหนึ่งเราต้องเก่งให้ได้เหมือนคนอื่น เพื่อไม่ให้เขาดูถูกเรา ผมใช้วิธีการซ้อมให้หนัก ผมกลับบ้านไปซ้อมยิงเป็น 100 ลูกในมุมเดียว เพราะผมยิงไม่เป็น ยิงยังไงก็ติดเซฟ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำเวลายิงต้องกด R2 พยายามไปนั่งดูคนเก่งๆเล่นว่า เขามีเกมรับ เกมรุกยังไง วิธีการเป็นแบบไหน แล้วก็จำมาใช้กับเรา”

อาจไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์มากนักในด้านการเล่นเกมตั้งแต่แรก แถมร้างราไปนานในการเล่น PES หรือวินนิ่งเดิม แต่ด้วยความขยันที่จะศึกษาเรียนรู้ ความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ฝีมือของ Darkkiller เริ่มก้าวกระโดดขึ้นมา

ยิ่งไปกว่านั้น การได้เห็น “Bossui”  รุจิกร แต้วัฒนากุล นักเล่นวินนิ่งแถวหน้าของเมืองไทย ก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์เอเชีย ได้สิทธิ์ไปลุยศึกชิงแชมป์โลก ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจ และปลุกไฟให้ พุทธพล มีความฝันที่ไกลกว่าจากแค่เล่นให้เก่ง

“ผมเขียนเป็นข้อๆ เลยนะว่า ผมควรต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น โชคดีที่ได้คนเก่งๆ หลายคนมาสอน อย่าง อาร์ม MSC Chonburi เขาเป็นคนที่เล่นเก่งมาก และสอนเทคนิคหลายอย่างให้กับผม อีกคนก็คือ บอส (ผู้เล่นทีม Buriram United Esports) ที่สนิทกัน และได้ซึบซับหลายๆอย่างจากเขา”

“ตอนปี 2015 บอส ได้เป็นแชมป์เอเชีย และได้ไปแข่งต่อที่ เบอร์ลิน ผมรู้สึกดีใจกับเขาอย่างมาก ที่ได้เห็นคนไทยไปถึงระดับนั้น เลยยิ่งทำให้อยากเก่งให้ได้เท่ากับเขา ก็ใช้เวลาว่างที่มี ฝึกทุกอย่างให้ฝีมือตัวเองดีขึ้น”

เส้นทางสายเกมเมอร์ของ Darkkiller ไปได้สวยในปี 2016 เขาคว้าแชมป์บอลโลก ร้าน Pug และแชมป์รายการที่พัทยา รวมถึงเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายศึกชิงแชมป์ประเทศไทยที่ บางแสน เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ก่อนจะคว้าอันดับ 3 ของไทย ในรายการคัดเลือกไปแข่งขันศึกชิงแชมป์อาเซียน (SEA) ได้ในปีดังกล่าว พร้อมกับได้สิทธิ์ไปตัวแทนของไทย ไปแข่งขันในรายการนั้น

ทว่าช่วงเวลาที่เข้าใกล้ความฝันในการได้เป็นตัวแทนประเทศ กลับต้องพังทลายไม่เป็นท่า พุทธพล สละสิทธิ์ในการแข่งขันครั้งนั้นที่ เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม และเกือบตัดสินใจที่จะเลิกเล่นวินนิ่งด้วยซ้ำ 

เครื่องเล่นเกมส์ เพลย์ สเตชั่น และทีวี ที่เขาใช้ฝึกซ้อมอยู่ตลอดถูกนำไปจำนำ...

“ผมเกือบเลิกเล่นวินนิ่งแล้ว เพราะแม่ผมป่วยหนัก ต้องใช้เงินเยอะมาก ยอมรับว่าช็อตมาก ผมไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีเงินจะไปทำพาสปอร์ต ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินไปเวียดนาม สุดท้ายก็ต้องสละสิทธิ์ให้คนอื่นไปแทน ตอนนั้นชีวิตแม่สำคัญสุด อะไรที่พอจำนำได้ ขายได้ ผมขายหมด เพราะค่าใช้จ่าย ค่ารักษาเป็นแสนเหมือนกัน”

“โชคดีที่แฟนผมคนนี้ เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมรัก เขาเอาเงินไปไถ่เครื่องเล่นกับทีวี และช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าบ้าน”

“ส่วนหนึ่งผมเกิดจากความผิดพลาดของผมด้วย ที่ลาออกจากงานประจำ มาทำฟรีแลนซ์ เพื่อจะได้มีเวลามาเอาดีทางการเล่นเกมส์ จนแม่มาป่วย ถ้าไม่ได้แฟนผมไปไถ่ออกมา ผมอาจเลิกไปแล้ว เขาช่วยผมเยอะมาก ที่ผมประสบความสำเร็จ ต้องยอมรับว่าเขามีส่วนสำคัญมาก”

“เรื่องหนี้สิน ผมไปคุยกับเจ้าหนี้ว่าจะทยอยใช้คืนให้ ปีต่อมาผมได้งานประจำทำ แล้วก็ทำงานเสริมด้วยขับรถ ก็ทำให้พอมีเงินไปใช้หนี้เขา สมมุติเงินเดือนผม 15,000 บาท ผมจะเก็บไว้ใช้แค่ 5,000 บาท ส่วนอีกหนึ่งหักไว้ใช้หนี้ ผมขอโทษแฟนที่ทำให้เขาลำบาก แต่ผมก็ขอเวลาเขา 2 ปี ผมจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ช่วงนั้นก็หาโอกาสไปแข่งเกมด้วย เพราะถ้าเป็นแชมป์ ผมก็จะได้เงินรางวัลด้วย”

พุทธพล กลับมาทำงานประจำเป็น ซูเปอร์ไวเซอร์ ของ บ.วิจัย ควบคู่กับการขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยใช้เวลาว่างที่เหลือหมดไปกับการฝึกซ้อม และตระเวนแข่งขันตามรายการระดับประเทศ คำสัญญาสองปี ที่เขาพูดไว้กับคนรักกลายเป็นจริง เมื่อเจ้าตัวสามารถหาเงินมาใช้หนี้หมด และประสบความสำเร็จมากขึ้นในเส้นทางของนักเล่นเกม

ปี 2017 Darkkiller ได้แชมป์รายการไทย-เวียดนามครั้งที่ 1​ (ออนไลน์), แชมป์กรุงเทพมหานครรายการร้านวินนิ่งรูม​ 2 ครั้ง  ได้อันดับ 5 รายการคัดตัวแทน​ SEA​ แข่งรายการอาเชี่ยนที่อินโดนีเซีย และ เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ที่บางแสน

ขณะที่ปี 2018 เจ้าตัวกวาด แชมป์คัดตัวรายการ​ SEA​ ได้เป็น 1 ใน 4 ของประเทศไทยไปแข่งที่มาเลเซีย, แชมป์กรุงเทพมหานครร้านวินนิ่งรูม​ 2ครั้ง, แชมป์ภาคอีสานรายการยโสธร คัพ

รวมถึงรายการสำคัญที่พลิกชีวิตเขา อย่างการได้แชมป์ประเทศไทย และได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทย ไปลงแข่งขันรอบคัดเลือก มหกรรมกีฬาเอเชียนกมส์ 2018 ในฐานะนักกีฬา Esports เกม PES (กีฬาสาธิต) ประเภทคู่ ร่วมกับ อมรภัทร จิรมรนิมิตร

“เอเชียนเกมส์ เป็นรายการที่ผมเน้นสุดๆ ผมมีความฝันอยู่แล้วที่อยากจะรับใช้ชาติ ตั้งแต่รู้ข่าวประมาณ 1 เดือนก่อนแข่ง ผมกับเต้ เราซ้อมกันทุกวัน ที่มีเวลาว่าง ซ้อมหนักมาก หนักถึงขนาดที่ว่าเหนื่อยเมื่อไหร่ค่อยนอน ด้วยความที่คู่เราเป็นทีมน้องใหม่ เราคิดแค่ว่าพยายามทำให้ดีที่สุด ได้หรือไม่ได้ ไม่เป็นไร”

“การแข่งขันมีสองวัน ผมเป็นรองแชมป์วันแรก ได้เข้าไปแข่งรอบ 4 ทีมสุดท้าย ในบรรดา 4 ทีม เราน่าจะเป็นทีมที่โนเนมสุด เพราะแต่ละทีมมีแต่คนเก่งๆ รอบตัดเชือก เราชนะทีมตัวเต็งคู่ อาร์ม-หนึ่ง ไปได้ 2 เกม ผ่านเข้ารอบนัดชิง เกมแรกผมชนะไปก่อน ทีมผมนำ 1-0 เกมที่สองประเภท ทีมเรานำก่อน 1-0 นาที 70 ถ้าชนะก็จบ แต่เราดันไปแพ้ ทำให้ต้องฝากความหวังไว้ที่ เต้ ที่ลงเล่นนัดที่ 3”

“เกมนั้น เต้ โดนนำ 1-0 ก่อนตามตีเสมอ พอถึงนาทีที่ 105 เต้ โดนนำ 3-1 ผมก็ปลอบใจน้องว่า “ไม่เป็นไรนะน้อง เต้ทำเต็มที่แล้ว” แต่น้องบอกผมว่า “ไม่ได้พี่ เราต้องชนะ” สุดท้ายน้องตามตีเสมอ และยิงจุดโทษชนะไปได้ ต้องชื่นชมใจน้องจริงๆ ความรู้สึกมันสุดยอดมาก เป็นสิ่งที่ภูมิใจมากสุดในชีวิตเลย ที่ได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทย”

นกเหล็กจากสนามบินดอนเมือง นำพาเขาออกนอกประเทศ เพื่อลงแข่งขันรอบคัดเลือก เอเชียนเกมส์ ในฐานะนักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทย
 

บรรยากาศ ความรู้สึกเป็นเรื่องที่ผู้เขียน ยากจะเข้าใจและอธิบายได้ว่าเป็นอย่างไร? สำหรับคนที่ไปยืนตรงจุดนั้น...จุดที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เดินไปถึง

“ตอนที่พิธีกรประกาศชื่อผม แล้วต่อท้ายว่า From Thailand คำนั้นมันยังติดอยู่ในหูผมอยู่เลย ฟังแล้วก็ตื้นตันใจ เกือบน้ำตาไหลเหมือนกัน ฟีลลิงหลายๆอย่างมันผ่านเข้ามา ทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่ มันหายเหนื่อยกับสิ่งที่เราทำมาตลอด”

“ทุกวันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก ผมมีรายได้และอาชีพเพิ่มขึ้น จากการเล่นเกม ได้มาเซ็นสัญญากับสโมสรที่มีนักบอลที่พ่อชื่นชอบอย่าง พี่ง้วน สุรชัย น่าเสียดายอย่างเดียวที่พ่อผมไม่อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยผมก็ทำตามคำพูดที่เคยบอกไว้แล้วว่า จะเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยให้ได้ ส่วนเรื่องแม่ ท่านยังไม่ได้หายขาดจากมะเร็ง แต่สุขภาพก็ดีขึ้น ดูแข็งแรงเหมือนคนปกติ”

อุปสรรค และความพ่ายแพ้ เหมือนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ให้มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิต หรือในเกมที่เราเล่น อยู่ที่ว่าคุณจะก้าวข้ามและผ่านมันไปอย่างไร

“ที่ผมเล่า​มา​ ผมไม่ได้อยากให้ใครมาเห็นใจหรือสงสาร​ แต่อยากให้คนที่เคยผิดพลาดหรือกำลังล้ม​ ให้สู้ต่อไป​ อย่าเพิ่งท้อ ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ควรทำต่อไป และเดินไปให้สุด ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร ขอเพียงแค่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน และลงมือทำมันอย่างจริงจัง”

“เป้าหมายของผม ไม่ใช่การมีชื่อเสียงที่โด่งดัง หรือมีเงินทองมากมาย แต่เป้าหมายของผม คือการทำให้คนที่ผมรักมากที่สุด 2 คน คือ แม่ กับ แฟน มีความสุขและภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำก็พอ”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง