Converse

โมโน แวมไพร์ : ทีมบาสเกตบอลไทยที่มีเป้าหมายอยากเป็นเบอร์ 1 เอเชีย



หากย้อนกลับไปสักประมาณ 5 ปีที่แล้ว ถ้ามีสโมสรบาสเกตบอลสักทีมหนึ่งในไทย บอกว่า “พวกเขามีเป้าหมายจะเป็นเบอร์ 1 เอเชีย” คงเป็นเรื่องน่าตลกไม่น้อย และดูเป็นคำพูดที่เพ้อเจ้อ


 

เพราะในความเป็นจริง ระดับของบาสเกตบอลไทย ยังไม่ก้าวพ้นข้ามอาเซียนด้วยซ้ำ จนมีคำกล่าวว่า วงการยัดห่วงบ้านเรา ล้าหลังกว่า ฟิลิปปินส์ เจ้าแห่งบาสเกตบอลอาเซียน อยู่ประมาณ 10 ปี

นี่ยังไม่ได้รวมถึง จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่มีวิวัฒนาการกีฬาบาสเกตบอล รุดหน้านำเราไปไกลหลายสิบปี ยิ่งเมื่อเหลือบตามองกลับมาที่เมืองไทย บาสเกตบอล เป็นกีฬาที่ซบเซามานานหลายปี นับตั้งแต่หมดยุค “แว่น” สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล อดีตนักบาสสาวหล่อทีมชาติไทย

การแข่งขันลีกภายในประเทศ แทบจะไม่ได้รับความนิยมจากผู้ชมเลย ดังนั้นหากจะมีเอกชนสักเจ้ามาลงทุนด้วยเงินมากกว่า 300 ล้านเพื่อสร้างทีมบาสเกตบอลอาชีพไทยขึ้นมา ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ ด้วยบรรยากาศ และปัจจัยหลายๆอย่างที่ไม่เอื้อเอาเสียเลย

กระทั่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคนที่ติดตามกีฬายัดห่วงอยู่เป็นประจำ หรือคนที่ไม่ค่อยได้ติดตาม น่าจะเคยได้ยินชื่อของ “โมโน แวมไพร์” ผ่านหูไม่มากก็น้อย ในฐานะสโมสรบาสเกตบอลอาชีพความหวังใหม่ของเมืองไทย

ตั้งแต่สนามแข่งขันที่ทำให้ทุกคนที่เข้ามาสัมผัสบรรยากาศภายใน 29 “สเตเดียม” ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ปรากกฏอยู่ตรงหน้า, การบริหารจัดการทีม, การใช้สื่อและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงผลงานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนทำให้สโมสรน้องใหม่แห่งนี้กลายเป็นที่รู้จักของคอบาสในอาเซียนไปแล้ว

รวมถึงปณิธานเป้าหมายใหญ่ ของสโมสรที่มุ่งหวังอยากเป็น ทีมเบอร์ 1 ของทวีปเอเชีย ที่วันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลเกินยื่นมือออกไปคว้า หรือเป็นแค่ฝันกลางวันอีกต่อไปแล้ว

 

กำเนิดค้างคาวอมตะ

“ธุรกิจหลายๆอย่างที่ โมโน ทำ ต้องเกิดจากความชอบก่อน ถึงจะลงมือ การทำในสิ่งที่ชอบเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราชอบ เราก็อยากทำ อยากจะพัฒนา ต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ชอบวันหนึ่งก็คงรู้สึกเบื่อ”

“เราเริ่มต้นทำทีม โมโน แวมไพร์ ด้วยความชอบ ไม่ได้มองว่าการลงทุนหลักร้อยล้าน ในกีฬาบาสเกตบอล เป็นเรื่องที่มีโอกาสล้มเหลว”

เจย์ - จิรัญ รัตนะวิริยะชัย ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท โมโน สปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ย้อนถึงจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งสโมสร “โมโน แวมไพร์” ในปี 2014 นั้น เกิดขึ้นมาจากความรักของกลุ่มผู้บริหาร ที่มักชักชวนกันไปออกกำลังกายเล่นกีฬาต่างๆ เช่น กอล์ฟ, สควอช และ บาสเกตบอล

พวกเขาชื่นชอบถึงขั้นบินไปดูงานในสโมสรต่างแดน และเข้าชมเกมการแข่งขัน NBA ถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ได้รับไอเดีย แรงบันดาลใจดีๆกลับมา

ถึงขั้นตัดสินใจฟอร์มทีมส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ไทยแลนด์ บาสเกตบอล ลีก (TBL) ในฤดูกาลดังกล่าว ภายใต้ชื่อ โมโน แวมไพร์ สื่อถึง ทีมบาสเกตบอลที่สู้จนนาทีสุดท้าย แบบไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เปรียบดั่ง แวมไพร์ที่ไม่มีวันตาย

“บาสเกตบอล (NBA) ที่นั่นดูสนุกมาก พอกลับมาผู้บริหารก็เริ่มคิดว่า ทำไมที่เมืองไทยถึงยังไม่มีอะไรแบบนี้ ด้วยความรักที่ชอบทำกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วของผู้บริหาร จึงตัดสินใจสร้างสนามบาสเกตบอล และก่อตั้งทีมโมโน แวมไพร์ ขึ้นมา เพื่อส่งแข่ง TBL”

“เรายึดมาตรฐานว่าต้องให้ได้แบบ NBA ยกตัวอย่าง เราไปดูสนามของ Golden State Warriors มา เราก็สังเกตดู อะไรที่เขามี เราก็ต้องมี ทั้งแสง สี เสียง ต้องอลังการ รวมถึงต้องใส่เรื่องของ Sport Entertainment เข้าไปด้วย”

“ที่ผ่านมา เราเคยมีประสบการณ์ทำทีมฟุตบอล บีบีซียูฯ ก็เคยทำดูมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนำสาวๆ Allure Girls เข้ามาสร้างสีสัน แต่ต้องยอมรับว่าฟุตบอลทำ Sport Entertainment ได้ยากกว่าบาสเกตบอล”

โมโน แวมไพร์ จัดการเนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าที่เป็นป่า ข้างสตูดิโอของสถานีโมโน 29 มาสร้างสนามบาสเกตบอล ที่ดูทันสมัย และได้รับมาตรฐานจาก FIBA (สหพันธ์บาสเกตบอลนานาชาติ) งบก่อสร้างราว 200 ล้านบาท

พื้นสนาม ถูกนำเข้ามาจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานของ FIBA และ NBA โดยพื้นสนามของ 29 สเตเดียม เป็นพื้นสนามแบบ 2 ชั้น (ต่างจากสนามทั่วไปที่ปูชั้นเดียว) ทำให้สนามของ โมโน แวมไพร์ สามารถรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่า ช่วยลดอาการบาดเจ็บของนักกีฬา

ต่อมาระบบไฟโดยรอบสนาม ที่ส่องสว่างได้มาตรฐาน FIBA รวมถึงจอ LED ขนาดใหญ่ทั้ง 4 มุม ที่ให้ความรู้สึกราวกำลังอยู่ในสนามบาสเกตบอลต่างประเทศ ขณะที่เก้าอี้ที่นั่งผู้ชม มีหมายเลขติดชัดเจน รองรับผู้ชมได้ 1,500 คน

“ผมเริ่มต้นเล่นบาสเกตบอลมาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นภาพที่ผมฝันมาตลอดว่า อยากเห็นสโมสรบาสฯ อาชีพในบ้านเรา แต่ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นเสียที ผมก็ยังคงคลุกคลีอยู่กับบาส เพราะเรามีความรักในกีฬานี้ จนวันหนึ่งก็มีโอกาสเข้าใกล้ความฝัน ได้เข้ามาทำงานกับสโมสร โมโน แวมไพร์ ในฐานะผู้จัดการทีม”  อภิโชค แซ่โค้ว อดีตนักบาสเกตบอลมากประสบการณ์ เปิดถึงจุดเริ่มต้นในการได้เข้ามาทำหน้าที่ ผจก.ทีมโมโน แวมไพร์ สู้ศึก TBL

ทว่าซีซั่นแรกของ ค้างคาวอมตะ กลับไม่ได้ง่ายที่คิดและราบรื่นอย่างที่คิด โดยเฉพาะบรรยากาศของลีกที่เงียบเหงา และทำให้สิ่งที่ โมโน แวมไพร์ เคยฝันไว้ว่าอยากทำให้ บาสเกตบอล กลับมาได้รับความนิยมในบ้านเรา ดูจะเป็นโจทย์ที่ยากเสียแล้ว

“ปีแรกที่เราส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน คนดูน้อยมาก เหมือนแข่งกันเองดูกันเอง ยิ่งกว่าไทยลีกยุคก่อนเสียอีก”

“บางแมตช์ที่เราไปเยือน ไม่มีคนดูแม้แต่คนเดียว ผลงานทีมก็กระท่อนกระแท่น ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการทำทีมปีแรก ก็คือ การสร้างฐานแฟนคลับของสโมสรบาสเกตบอล เป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด เราก็ต้องมาคิดหาวิธีกันว่าจะทำอย่างไรให้ทีมของเรา รวมถึงนักกีฬาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และมีผู้ชมซื้อบัตรเข้าสนาม”

“ประสบการณ์ในฤดูกาล สอนให้เรารู้ว่า เราควรต้องปรับปรุง เพิ่มเติมตรงไหนบ้าง ยิ่งทำนานขึ้น ก็ยิ่งเข้าใจ และเรียนรู้กับมันมากขึ้น”

 

สร้างทีมแบบมืออาชีพ

ฤดูกาล 2015 โมโน แวมไพร์ ทำการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทีม ดึงเอาโค้ชฝีมือดีอย่าง ดักลาส มาร์ตี ที่มีประสบการณ์ในการเล่น บาสเกตบอล รวมถึงการทำงานโค้ชให้กับหลายๆทีม ทั้งในยุโรป และอเมริกา เข้ามาทำหน้าที่เป็น เฮดโค้ช


Photo : Mono Vampire

“ผมมีความสุขที่มาทำหน้าที่เฮดโค้ชของ โมโน แวมไพร์ เป็นปีที่ 3 ทีมเราได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บริหาร และมีแฟนคลับที่อบอุ่นหนาแน่นไม่แพ้ใคร รวมถึงทีมของเราก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เรามุ่งมั่นในทุกๆเกม เพื่อทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด และมองไปถึงตำแหน่งแชมป์เสมอ ในทุกรายการที่ลงแข่งขัน” ดักลาส มาร์ตี้ กุนซือชาวอเมริกัน กล่าว

นอกจากนี้ โมโน แวมไพร์ ยังได้เสริมผู้เล่นไทย และต่างชาติฝีมือดี ดีกรีผ่านระบบการดราฟท์ NBA หรืออดีตผู้เล่น NBA เข้ามาทำให้ขุมกำลังขึ้นแกร่ง จากทีมน้องใหม่ไฟแรง “ค้างคาวอมตะ” เดินหน้ากวาดแชมป์ ไทยแลนด์ บาสเกตบอล ลีก 3 สมัยติดต่อกัน (ฤดูกาล 2015-2017)

จิรัญ รัตนะวิริยะชัย ผู้บริหารทีมโมโน แวมไพร์ เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จในเวลาอันสั้น ที่สโมสรทำได้ เริ่มต้นจากการทำให้ นักกีฬาในสังกัด สามารถอยู่ได้ด้วยการเล่นบาสเกตบอล อาชีพ แทนที่จะต้องไปทำงานประจำ และเล่นบาสเป็นงานอดิเรก เหมือนในอดีต

“บาสเกตบอล เมื่อนานมาแล้ว เคยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอันดับ 2 ในบ้านเรา ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการสอน แต่ว่าหลังจากนั้นก็หายไปนานหลายสิบปี สาเหตุสำคัญเพราะว่า บาสเกตบอล ไม่สามารถเป็นอาชีพได้ มีเด็กมากมายที่ชอบเล่นบาส แต่เขาไม่รู้จะไปต่อยอดที่ไหน เอาไปเข้าโควต้าเรียนต่อยังไม่ได้เลย”

“เราทำสโมสรโมโน แวมไพร์ เพราะเรารัก และอยากให้คนที่ชอบกีฬาบาสเกตบอล กลับมาสนใจบาสอีกครั้ง เราคิดว่าควรเริ่มต้นจากการทำให้สโมสรบาสฯ อาชีพเกิดขึ้นจริงๆ และเป็นแรงบันดาลใจแก่เด็กรุ่นหลังได้”

“เราเป็นทีมที่กล้าจ่ายเงินเดือนนักบาสฯ หลักแสน ต่ำสุดก็ครึ่งแสน ยังไม่รวมโบนัสนะ เพื่อให้เกิดอาชีพนักบาสเกตบอล โดยที่ไม่ต้องไปทำงานประจำแบบสมัยก่อน”

“เท่ากับว่า โมโน จ้างคุณมาทำงานเป็น นักบาสเกตบอล คุณก็ต้องปฏิบัติตามโปรแกรม ต้องมาซ้อมเช้า ซ้อมเย็น เล่นเวทเทรนนิ่ง ดูแลตัวเองให้เต็มที่ เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนที่ นักบาสฯ ต้องมีอาชีพหลัก และไม่มีคนมาช่วยดูแลเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการอาหารให้เขาเลย เวลาลงแข่งจะเกิดปัญหาเดิมๆ แรงไม่ถึง ความฟิตไม่ได้ แต่สโมสรเราเปลี่ยนใหม่หมด”

“คุณเล่นบาสอย่างเดียว ก็มีรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้ หน้าที่คุณมีแค่เล่นให้สนุก เล่นให้คนดูประทับใจพอ ที่เหลือเราดูแลหมด ได้รับบาดเจ็บมา เราออกค่ารักษาให้ พอเราทำแล้วเห็นผล หลายๆสโมสรก็เริ่มมีกล้าจ้าง จ่ายเงินเดือนนักกีฬาที่สูงขึ้น จ่ายค่าตัวซื้อนักบาส ความเป็นอยู่ของนักบาสก็ดี”

“ผมมีความคิดว่า ตราบใดที่กีฬาอาชีพไม่สามารถมีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง ยากที่กีฬานั้นจะพัฒนา”


Photo : Mono Vampire

สิงห์ - ชนะชนม์  กล้าหาญ กัปตันทีมโมโน แวมไพร์ เผยถึงเรื่องรายได้และความเป็นอยู่ของนักยัดห่วงไทยที่เปลี่ยนไปในยุคนี้ว่า “จากประสบการณ์ที่เล่นมาหลายๆสโมสร และอยู่ในวงการบาสฯ มา 20 ปี ต้องบอกว่าช่วงที่ โมโน แวมไพร์ เข้ามาทำทีมได้เปลี่ยนวงการไปเยอะมากๆ ทั้งเรื่องรายได้ ความเป็นอยู่ดีขึ้น และนักกีฬาก็มีชื่อเสี่ยง เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงได้มีรายการลงแข่งมากขึ้น”

“ทีมกล้าที่ลงทุนจ้างผู้เล่นต่างชาติเข้ามา ยกระดับให้ทีมแข็งแกร่ง รวมถึงทำให้เราได้เรียนรู้หลายๆอย่างจากพวกเขา ที่สำคัญผู้บริหารยังลงมาดูแลเราด้วยความเป็นกันเอง ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้ลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้”

ขณะเดียวกัน โมโน แวมไพร์ ยังได้สร้างปรากฏการณ์ จากลีกที่แทบไม่มีคนดู ให้กลายเป็น รังเหย้าที่เต็มไปด้วยแฟนบาสเกตบอล ที่ซื้อตั๋วเข้ามาชมเกม จนเคยมีบางแมตช์ ที่ต้องตั้งจอให้แฟนคลับ ที่เข้าสนามไม่ได้ ชมเกมด้านนอก

รวมถึงระบบถ่ายทอดสดของช่อง Mono ที่ได้รับการยกย่องจาก FIBA ASIA ว่าเป็นการถ่ายทอดสดบาสเกตบอล ที่ดีสุดในเอเชีย ที่ใช้กล้องถ่ายทอดสดมากถึง 25 ตัว น้อยกว่า NBA ที่ใช้ประมาณ 30 ตัว แค่ 5 ตัวเท่านั้น

โดย จิรัญ รัตนะวิริยะชัย  ผู้บริหารทีมโมโน แวมไพร์ กล่าวว่า “ทีมกีฬาอาชีพในบ้านเรา ถ้าเน้นแต่ Sport อย่างเดียว อยู่ไม่รอดหรอก ต้องใส่ Entertainment เข้าไปด้วย ทำยังไงก็ได้ให้คนที่เข้าในสนามเขาประทับใจและอยากกลับมาดูอีก อย่าลืมว่า เขาเสียเงินซื้อตั๋วนะ ไม่ใช่ดูฟรี อันดับแรกเข้ามาสนามเรา ต้องรู้สึกว้าวก่อน”

“Sport Entertainment เป็นอะไรที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พวกเขาไม่ได้สนใจแค่เรื่องผลการแข่งขันอย่างเดียว ถ้าเขาได้รับความบันเทิงอย่างอื่นกลับไปด้วย และรู้สึกคุ้มค่า ก็มีโอกาสที่เขาจะกลับมาอีก ดังนั้น Sport จึงต้องมี Entertainment ไม่ว่าจะเป็น โชว์ต่างๆ ในช่วงพักครึ่ง กิจกรรมแจกของรางวัล หรือมินิคอนเสิร์ต หลังจบเกม”


Photo : Mono Vampire

“รวมถึงสไตล์การเล่นของทีมเรา เราเน้นย้ำคำนี้เสมอว่า ทุกวินาทีมีค่า ไม่ว่าสถานการณ์จะตามหลังแค่ไหน ต้องเล่นให้เต็มที่ ห้ามทิ้งเกม ห้ามเหยาะแหยะ เพราะในบาสเกตบอล ทุกวินาทีสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนได้”

“ตามหลัง 10 แต้ม เหลือ 2 นาที ก็สามารถพลิกมาชนะ จะเห็นได้ว่า ในหลายๆเกม โมโน แวมไพร์ มักได้ชื่อว่าเป็นทีมโกงความตาย เสี้ยววินาที เราพลิกชนะ ก็เคยทำมาแล้ว พูดตรงๆตอนนี้เรากลัวอย่างเดียว กลัวคนดู หัวใจวายคาสนาม เพราะเกมมันบีบหัวใจเหลือเกิน เราถึงต้องเตรียมรถพยาบาลไว้ข้างสนามตลอด อันนี้พูดจริงๆนะ ไม่ใช่เรื่องตลก”

“นักบาสทีมชาติบางคน เดินมาพูดกับผมว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเล่นบาสเกตบอลที่มีคนดูเยอะขนาดนี้มาก่อน หลายๆคนก็ให้เครดิตว่า เราพัฒนาวงการจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ปีที่แล้วนัดชิง ABL คนดูล้นสนาม จนต้องไปตั้งจอด้านนอก นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในบาสเกตบอลบ้านเรา”

“กีฬาอะไรก็ตาม ถ้าคาดเดาผลได้ง่าย มันไม่สนุกแล้ว ซึ่งบาสไม่ใช่แบบนั้นเลย ทำไมคนไทยถึงตื่นแต่เช้ามาดูถ่ายทอดสด NBA เพราะมันดูสนุกไง คาดเดาผลการแข่งขันไม่ได้ นี่คือปรัชญาของสโมสรเราที่ว่า ตราบใดยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด เราห้ามยอมแพ้เด็ดขาด ต้องพยายามบุก พยายามสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันให้ได้”

คาแรกเตอร์ของทีมที่โกงความตาย และเล่นเกมสนุก เร้าใจ ส่งผลให้ “โมโน แวมไพร” มีแฟนคลับเพิ่มขึ้น ทั้งที่เข้ามาดูในสนาม และรับชมผ่านการถ่ายทอดสดทางทีวี ที่ไม่ใช่แค่ในไทย

ยังรวมถึงในระดับภูมิภาคอาเซียน ที่พวกเขาเริ่มส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ASEAN Basketball League (ABL) ตั้งแต่ฤดูกาล 2016-2017 เป็นต้นมา และได้ตำแหน่งรองแชมป์มาครอง ในซีซั่นถัดมา


Photo : Mono Vampire

“บาส ไม่ใช่กีฬาประจำชาติเรา ในภูมิภาคอาเซียนเรารั้งท้ายด้วยซ้ำ สมัยก่อนแข่งกับฟิลิปปินส์ แพ้ 40-50 แต้ม สู้กับสิงคโปร์ มาเลเซีย ยังเหนื่อยเลย แต่เรามาพัฒนาปรับปรุง ดึงต่างชาติเก่งๆเข้ามาให้เขาได้เรียนรู้ ประกอบกับการฝึกสอนของโค้ชดักลาส ก็ทำให้นักกีฬาเรามีพัฒนาการก้าวกระโดด แม้ในระดับทีมชาติเรายังเป็นรองฟิลิปปินส์ แต่ในระดับสโมสรเราสู้ได้สูสี บางครั้งพลิกชนะด้วยซ้ำ”

“เมื่อก่อนนักบาสไทย กลัวเวลาไปแข่งกับฝรั่ง ไม่กล้าดังก์ ไม่กล้าเล่นวงใน แต่เขาได้เรียนรู้ ได้ฝึกซ้อมกับต่างชาติที่รูปร่างสูงใหญ่ เขาก็จะเริ่มซึบซับและไม่กลัว ทุกวันนี้เด็กไทย ดังก์ได้ทุกคน กล้าเล่นวงใน เพราะเขาเห็นว่าต่างชาติก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน ตัวใหญ่แต่ช้า เราตัวเล็กแต่คล่อง ถ้าเพิ่มเรื่องความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ แรงปะทะดีๆ เราสู้ต่างชาติได้ ทุกวันนี้เราไม่กลัวแล้วระดับอาเซียน” บิ๊กบอสแห่งทัพค้างคาวอมตะ เผยถึง ก้าวที่เปลี่ยนไปของสโมสร ในระดับอาเซียน

 

เราจะเป็นเบอร์ 1 เอเชีย

การเจริญเติบโตของ โมโน แวมไพร์ นอกจากจะทำให้ บรรยากาศในลีก TBL คึกคักขึ้น เพราะสโมสรต่างๆ หันมาลงทุนมากขึ้น และพยายามพัฒนาทีมเพื่อต่อกรกับพวกเขา ส่งผลให้บรรยากาศในวงการบาสเกตบอลไทยเริ่มคึกคักขึ้นบ้าง จากที่ซบเซามานานหลายปี

ด้วยความพร้อมหลายๆด้านของ “โมโน แวมไพร์” ยังมีส่วนทำให้ ค้างคาวอมตะ ได้รับเลือกทำหน้าที่ เป็นเจ้าภาพ ศึกบาสเกตบอลชิงแชมป์สโมสรเอเชีย 2018 (FIBA Asia Champions Cup) ซึ่งถือเป็นย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ของวงการยัดห่วงเมืองไทย ในการจัดการแข่งขันรายการระดับทวีป

“ความจริง FIBA ASIA ยกให้เราเป็นทีมมีสนามดีที่สุดในอาเซียน และเอเชีย เพราะว่ารูปแบบของสนาม ห้องต่างๆ ตัวสนาม ไฟส่องสว่าง ที่นั่ง ที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึง การถ่ายทอดสด การบริหารจัดการ และความปลอดภัย ทุกอย่างเราได้มาตรฐาน เขาจึงมอบหมายให้เราได้จัดศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่รวมสโมสรเก่งๆทั่วทั้งทวีปมาเจอ ซึ่งเราได้อันดับ 5 มาครอง” จิรัญ รัตนวิริยะชัย กล่าวเริ่ม

“ผู้ชมให้การตอบรับดีมาก บัตรขายเกลี้ยง ได้รับเสียงชื่นชมเยอะมาก แม้ขนาดสนามอาจจะเล็ก แต่คนดูเต็มๆ แน่นๆ ล้นสนาม แล้วไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย ไม่มีคนวิ่งไปลงสนาม เขาประทับใจ ถึงขนาดเอ่ยปากอยากให้เราเป็นเจ้าภาพ จัดชิงแชมป์สโมสรโลก แต่เรายังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ เพราะมันเป็นรายการใหญ่ระดับโลก”


Photo : Mono Vampire

อย่างไรก็ดี ประเทศไทย ยังคงมีข้อจำกัดอยู่พอสมควรสำหรับ กีฬาบาสเกตบอล ที่ยังมีทรัพยากรให้ใช้งานน้อย เรื่องนี้ ดักลาส มาร์ตี้ เฮดโค้ชผู้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพผู้เล่นไทยในทีม โมโน แวมไพร์ แสดงความเห็นว่า

“ความแตกต่างที่ผมมองเห็นระหว่าง บาสเกตบอลไทย กับชาติชั้นนำ คือเรื่อง การสร้างนักบาสเกตบอลไทย ยังมีน้อยกว่าบางประเทศขนาดเล็กด้วยซ้ำ รวมถึงการเติบโตและวัฒนธรรมการเล่นของไทย คล้ายๆกับหลายชาติในยุโรป ที่มีน้อยเกินไป ไม่แกร่งพอที่จะเป็นวัฒนธรรมหลักได้”

“นั่นคือสิ่งที่ วงการบาสเกตบอลไทยต้องปรับปรุงและพัฒนา นักบาสที่เก่งควรถูกพัฒนาตั้งแต่เด็ก เราควรมองหาผู้เล่นตัวท็อป 5 คนแรกให้ได้ตั้งแต่เขายังเป็นเยาวชน แล้วใช้โค้ชที่มีประสบการณ์เข้าไปสอน”

“จุดเด่นของนักบาสไทย คือความเร็ว ผู้เล่นไทยว่องไวมากตามธรรมชาติ เราสามารถพลิกเอาจุดนี้มาเป็นข้อได้เปรียบในการเล่นได้ มันสำคัญมากสำหรับบาสเกตบอล แต่เท่าที่ผมสัมผัส คนไทยเริ่มเล่นบาสช้าไป พวกเขาต้องเริ่มตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และรู้จักเสริมสร้างร่างกายตัวเองให้แข็งแรง”

“ถ้าคนไทยสามารถมีรูปร่างที่ดี มีความเร็ว และร่างกายที่แข็งแรง ผมก็มองว่า ประเทศไทย ยังมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมบาสเกตบอลในไทยให้เติบโตด้วย ซึ่งสโมสรเราพยายามเปิดโอกาส และอยากทำให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่า อาชีพนักบาสเกตบอล เป็นไปได้ที่นี่”

นอกเหนือจากเรื่องการพัฒนาสโมสร ในสนามแล้ว โมโน แวมไพร์ ยังมักหาเวลาไปทำกิจกรรมคืนกำไรแก่สังคม ด้วยการเปิดสนามต้อนรับ สถานศึกษา, ทีมบาสเกตบอลตามต่างจังหวัด เข้ามาเยี่ยมชมรังเหย้าที่ทันสมัย

รวมถึงออกไปจัดกิจกรรมฝึกสอนบาสเกตบอล ตามสถานศึกษาต่างๆ และปรับปรุงสนามบาสฯ ทำแป้นบาสใหม่ ตามคำร้องขอ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆเยาวชนรุ่นใหม่

“เราลงทุนไปหลายร้อยล้าน ถึงตอนนี้เรามีความภาคภูมิใจอย่างมาก จากสโมสรเล็กๆ ตอนนี้เรากลายเป็นทีมที่มีชื่อเสียงในระดับอาเซียนแล้ว ทุกครั้งที่ไปจัดกิจกรรมกับเยาวชน ก็จะเห็นว่าเขามีความสุขมาก เขามีความหวังว่าจะต่อยอดในกีฬาบาสเกตบอลได้ เขามีไอดอล มีนักกีฬาบาสที่เขาอยากเป็นแบบอย่าง”

“นี่คือความสุข ความภูมิใจ มากกว่าจะมานั่งคิดว่าเราลงทุนไปกี่ร้อยล้านแล้ว เด็กต่างจังหวัดบางคน เขามีความฝันว่าอยากมาสัมผัสสนามเราสักครั้งในชีวิต นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆแล้วในวันนี้”

“จากกีฬาที่เมื่อก่อนเล่นไป ก็ไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้ แค่จะขอโควต้าเข้าเรียนต่อยังไม่ได้ ช่วง 2-3 ปีหลัง ที่เราเข้ามาทำให้วงการบาสฯ เริ่มบูม โรงเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัยฯ หลายแหล่ง เริ่มเปิดรับโควต้านักบาสเกตบอล ผมจึงเชื่อมั่นว่าในอนาคต บาสเกตบอลไทยจะกลับมาบูมได้ โดยมีพื้นฐานมาจากลีกอาชีพ ที่ไม่ใช่แค่ โมโน ทีมเดียวที่จะลงมือทำ” จิรัญ ผู้บริหารทีมโมโน แวมไพร์ เผย

สำหรับสโมสรกีฬาที่เพิ่งก่อตั้งมาได้แค่ 4 ปี การได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับวงการกีฬา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ มากกว่าถ้วยรางวัล แชมป์ใดๆ ที่ทีมกีฬาทีมหนึ่งพึงกระทำได้

อย่างน้อยที่สุด เมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่สโมสรหว่านไว้ ก็เริ่มออกดอกออกผล และสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในวันที่ไม่มีคนดูในลีก แต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี และใส่ใจความตั้งใจลงไป คนล้นสนามก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินไป…เช่นเดียวกับเป้าหมายในอนาคตที่อาจดูห่างไกลในวันนี้ แต่พวกเขาก็พร้อมเดินฝ่าไป ให้ระยะทางสั้นลงเรื่อยๆ

“วันนี้เราเดินมาไกลมาก หากเทียบจากวันที่เราเริ่มต้น และยังไม่มีอะไรเลย  แต่เราคงไม่หยุดไว้แค่นี้” จิรัญ รัตนวิริยะชัย กล่าวเริ่ม

“เรากำลังเตรียมทีมเพื่อไปแข่งขันรอบคัดเลือก ชิงแชมป์สโมสรโลก ซึ่งจะหา 4 ทีมที่ดีสุดในเอเชียไปแข่งรอบสุดท้าย ก็เชื่อว่าลึกๆ เรามีโอกาสที่จะทำได้ จากประสบการณ์ที่เราได้อันดับ 5 ในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ทีมจากไทยก็สามารถต่อกรทีมชั้นนำของทวีปได้”


Photo : Mono Vampire

“เมื่อก่อนเราเคยรู้สึกว่าเป้าหมายที่จะเป็นทีมระดับอาเซียน มันไกลมาก แต่วันนี้เราก็เดินมาถึงแล้ว จากนี้เรามีแผนที่จะส่งนักกีฬาไปแข่งต่างประเทศบ่อยขึ้น  แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไป เราหวังอยากเป็นเบอร์ 1 เอเชีย หลายคนอาจคิดว่ามันเกินเอื้อม แต่เรามั่นใจว่า ถ้าเราไม่ย่ำอยู่กับที่ ยังคงพัฒนาทีมเรื่อยๆ เราเชื่อว่ามันเป็นไปได้”

“ก็เหมือนปรัชญาที่เรายึดมั่นเสมอมา ตราบใดที่ยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด เรายังมีโอกาสเสมอ”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง