Converse

วาริช เกษมจิต : อดีตครูสอนคณิตผู้พาแข้งไทยเข้าไปอยู่ในเกม FM



ถ้ามีใครสักคนต้องเสียเวลา 6 เดือนต่อ 1 ปี เพื่อลงมือทำบางอย่าง ที่ไม่ได้เงินตอบแทนกลับมาเลยแม้แต่บาทเดียว คำถามคือเขาทำสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร?


 

เกม “Football Manager” เปรียบได้ดั่งโลกฟุตบอลเสมือนจริง ที่ผู้เล่นเกมสามารถสวมบทบาทเป็น “ผู้จัดการทีม” บนจอคอมพิวเตอร์ แท็ปเลต หรือโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยฐานข้อมูลนักเตะนับแสนจากทั่วทุกมุมโลก

ประกอบกับการพัฒนารูปแบบตัวเกมให้มีความสมจริงยิ่งขึ้นไปในทุกๆภาค ราวกับว่า คนเล่นเกม กำลังได้บริหารจัดการสโมสรๆหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่เลือกผู้เล่นลงสนาม แต่ยังต้องมาจัดการควบคุมหลากหลายปัจจัยมากมาย ในและนอกสนาม เพื่อพาทีมประสบความสำเร็จ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเกม Football Manager หรือที่เรียกกันติดปากว่า “FM” จะกลายเป็นหนึ่งในเกมขายดีของโลก และได้รับความนิยมมาตลอดทุกปี ที่จะมีการปล่อยภาคใหม่ออกมาให้แฟนๆเกม Football Manager ได้ยลโฉมและจับจองเป็นเจ้าของ ปีละหนึ่งภาค

แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เบื้องหลังข้อมูลมากมายภายในเกมฟุตบอล FM ที่ครบถ้วนสมจริงนั้น ไม่ได้ถูกอุปโลกน์ขึ้น มาจากปัญญาประดิษฐ์ใดๆ แต่แลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของ กลุ่มคนตัวเล็กๆ ที่ขันอาสาเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ในฐานะ “ทีมนักวิจัยและค้นคว้าข้อมูล” (FM Reseach)

เพียร - วาริช เกษมจิต อดีตครูสอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมฯ เป็นหนึ่งในหลายร้อยชีวิตจากทั่วโลก ที่ได้จารึกชื่อตัวเองติดอยู่ในหน้า Credits ของเกม Football Manager ตลอด 9 ภาคหลังสุด

เขาถือเป็นผู้บุกเบิก ให้มีการนำข้อมูลนักเตะไทยลีก เข้าไปอยู่ในเกม FM อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องไปดาวน์โหลด Patch เถื่อนแต่อย่างใด แต่กว่าจะที่ได้มา ซึ่งค่าพลังนักบอลไทยมา อยู่ในเกมระดับโลกอย่าง Football Manager ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง?

รวมถึงเหตุผลและเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้ เขากล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเกม FM ทั้งที่เขาเองก็ไม่เคยรับผลประโยชน์ที่เรียกว่า “เงิน” กลับคืนมาชดเชยจากลงมือลงแรงทำข้อมูลนักเตะไทยในโลกเสมือนจริง

 

ทำไมไม่มีไทยลีกให้คุม

ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องราวทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นมาจากสนามฟุตบอลไทยลีก ในยุคก่อตั้ง ที่การแข่งขันยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร

“เพียร” วาริช ในวันที่ยังเป็นเพียงแค่หนุ่มน้อยคนหนึ่ง คือหนึ่งในผู้ชมไม่กี่คนบนแสตนด์อันว่างเปล่าของไทยลีก การดูฟุตบอลลีก เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมที่เขาทำอยู่สม่ำเสมอ โดยมี บีอีซี เทโรศาสน เป็นทีมในดวงใจในช่วงเวลานั้น

เขา ก็คงเหมือนแฟนบอลคนหนึ่ง ที่มีแผนการเล่น ผู้เล่นในใจ และอยากจะโลกมีลกคู่ขนานอีกสักใบ ที่ทำให้เขาได้ทำสิ่งนั้นจริงๆ จนวันหนึ่ง วาริช ได้มารู้จักกับ เกมที่ชื่อว่า “Football Manager” ที่มีสโมสรนับร้อย นับพัน จากทั่วโลกบรรจุอยู่ในเกมนี้

“FM เป็นเกมที่ถูกพัฒนามาจากเกม CM ซึ่งเป็นเจ้าเดียวกัน แต่แยกออกมาทำ โดยปกติ คนที่เล่นเกม FM จะเป็นกลุ่มคนที่เคยเล่นเกม CM มาก่อน แต่ว่าผมไม่เคยจับเกม CM เลยนะ ครั้งแรกที่ได้เล่นเกมแนวนี้ ก็เป็นเกม Football Manager 2005 ที่เป็นภาคเริ่มต้นของเกม FM”

“ตอนนั้นผมเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยฯ ชั้นปีที่ 1 ด้วยความที่ ผมชอบดูบอลไทยลีกอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจซื้อเกม FM เพราะคิดว่าน่าจะมีทีมในไทยลีกให้คุม แต่ปรากฏว่าเราไม่สามารถเลือกคุมสโมสรไทยในเกมได้ มันไม่มีข้อมูลนักเตะจริงๆเลย”

“ผมจึงไปตามหาดูว่ามีใครทำ Patch ของไทยลีกขึ้นมาไหม ซึ่งก็มีนะ แต่ว่ามันไม่ค่อยสมบรูณ์เท่าไหร่ ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้เล่นลีกของตัวเอง ข้อมูลต่างๆ ไม่ค่อยได้อัพเดต รวมถึงค่าพลังก็ยังไม่สมจริงสักเท่าไหร่ ผมมีความรู้สึกว่า ตัวเองก็ดูบอลไทยมานานพอสมควร น่าจะพอทำข้อมูลให้เขาได้ เพียงแต่เราก็ไม่รู้เหมือนกัน จะไปติดต่อกับทีม FM ได้อย่างไร”

Fm-Thai.com จัดว่าเป็น เครือข่ายสังคมออนไลน์ใหญ่สุดของคนที่ชื่นชอบการเล่นเกม FM-CM ในบ้านเรา โดยเฉพาะในอดีตที่ทุกคนยังไม่ได้มีโซเชียลมีเดียสื่อสารกัน Webboard จึงเป็นเหมือนห้องสนทนาแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่สำหรับคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมลักษณะนี้ ในเมืองไทย

และที่แห่งนี้ก็เป็นประตูที่ทำให้ เพียร - วาริช ได้ก้าวเข้าไปสัมผัสโลกอีกใบของเกม Football Manager รวมถึงขยับเข้าใกล้ กับการได้มาเป็นส่วนหนึ่งของเกมยิ่งขึ้นไปอีก

“จนผมได้มารู้จักกับพี่กุ้ง (สุยรรยง อติภูมิลักษณ์) เจ้าของเว็บ Fm-Thai.com ก็พูดคุยให้แกฟังว่า ผมมีไอเดียแบบนี้ เขาก็บอกว่า ถ้าผมสนใจจริงๆ เขาสามารถติดต่อพูดคุยกับทีมวิจัยและค้นคว้าข้อมูลของ ฮ่องกง ได้ ที่ดูแลข้อมูลนักฟุตบอลในเอเชียทั้งหมดอยู่”

“ทางฮ่องกง ให้ผมลองทำข้อมูลสำหรับภาค 2006 ผมก็เริ่มทำไปได้สักระยะหนึ่ง รู้สึกเลยว่ามันยากมากๆ ยากจนทำแทบไม่ได้เลย ปัญหาใหญ่ที่สุดของผมในช่วงเวลานั้น คือเรื่องภาษาอังกฤษ ที่ทุกอย่างต้องสื่อสารผ่านภาษาอังกฤษ รวมถึงตัวโปรแกรมที่ไม่มีภาษาไทยเลย ผมก็ไม่ค่อยได้ภาษาด้วยในช่วงนั้น ประกอบกับไม่เคยมีประสบการณ์ทำอะไรพวกนี้มาก่อน”

“สุดท้ายก็ปฏิเสธเขาไปก่อนว่า ตอนนี้เรายังไม่พร้อมที่ทำข้อมูลให้ แต่ก็ยังติดตามฟุตบอลไทย และเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจอยู่ตลอดว่า ถ้าสักวันหนึ่งเราพร้อม เราจะกลับไปทำมันให้สำเร็จ”

 

การกลับมา และทีมงานวิจัยไทย

6 ปีหลังจากวันนั้น มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น ทั้ง ตัวเกม Football Manager ที่ถูกพัฒนายกระดับให้มีความสมจริงยิ่งขึ้น รายละเอียด ลูกเล่นต่างๆ ถูกใส่เพิ่มเติมลงไป

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลไทยลีก จากลีกไม่มีผู้ชม ก็กลายเป็นลีกที่บูมขึ้นมา นำมาซึ่งข้อมูลมากมายที่แพร่กระจายอยู่บนโลกออนไลน์

วาริช เกษมจิต ยังคงซื้อแผ่นเกม FM ในทุกๆภาค และติดตามดูฟุตบอลไทยอยู่สม่ำเสมอ จนมาถึงปี 2011 ที่สุดท้าย เสียงเรียกร้องในหัวใจเขา ดังมากพอที่จะทำให้ วาริช หวนกลับมาทำงานวิจัยข้อมูลนักฟุตบอลไทย ในเกม FM ภาคปี 2011

“ผมเริ่มติดต่อกับทางฮ่องกงอีกครั้งว่าจะทำขอข้อมูลนักบอลไทยลีก ให้ในภาค 2011 ช่วงนั้นกระแสบอลไทยลีกเริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรา ประกอบกับข้อมูลก็ไม่ได้หายากเหมือนสมัยก่อน เรามีข้อมูลที่เก็บไว้อยู่ในมือ ถ้าไม่เริ่มลงมือทำวันนี้ มันก็คงไม่ได้เกิดขึ้นสักที”

“เขาก็จะให้ตัวโปรแกรมสำหรับใส่ข้อมูล และบอกว่าเราต้องใส่รายละเอียดอะไรบ้าง ต้องยอมรับเลยว่าช่วงแรกเหนื่อยมากๆ เพราะเราทำคนเดียว ทำข้อมูลนักฟุตบอลเกือบ 30 สโมสร”

“มันหนักถึงขนาดที่ว่า วันๆหนึ่งแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย ต้องมานั่งเปิดโปรแกรม แปลข้อมูล ผมให้เวลากับตรงนี้ มากกว่าการเรียนเสียอีก บางครั้งก็เบลอมากจนไม่อยากทำอะไรเลย เพราะว่าเราอยู่กับข้อมูลเยอะมาก แล้วรายละเอียดมันยิบย่อยกว่า ตอนภาค 2006 ที่เราเคยลองทำเสียอีก”

“จำได้ว่าครั้งแรกที่ส่งข้อมูลไปให้ทางฮ่องกง เขาก็ตำหนิกลับมาเลยว่า เราทำงานไม่ได้เรื่อง มีข้อบกพร่องเป็น 10 ข้อเลยที่เราต้องแก้ไข ถ้าเราไม่แก้ไข เขาจะไม่ลงข้อมูลให้เราเลย ตอนแรกๆ ก็ท้อเหมือนกันนะ ทำไมมันยากจัง แค่จะส่งข้อมูลนักบอลไทยลีกให้”

“แต่ลองคิดทบทวนอีกที “เอาวะ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำวะ” ลองทำดู จะโดนบ่น โดนด่าก็ไม่เป็นไร เขาด่าเราผ่านตัวหนังสือ ไม่ได้มาด่าเราต่อหน้าสักหน่อย แต่ถ้าเราทิ้งไป ไม่ทำ แล้วเมื่อไหร่จะมีข้อมูลพวกนี้อยู่ในเกม” วาริช พูดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากในเดือนแรกที่ได้ลงมือทำข้อมูล

ความตั้งใจที่จะพานักฟุตบอลไทยลีก เข้าไปอยู่ในเกมฟุตบอลที่เขารักอย่าง Football Manager ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเลย โดยเฉพาะรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ที่เขาต้องระบุให้ครบถ้วน ตามที่ทีมนักพัฒนาเกมจากฮ่องกงต้องการ ควบคู่กับบทบาท ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมฯ ที่ วาริช ต้องทำด้วยในภายหลัง

โชคดีที่ในเป้าหมายที่เขาฝันไว้ เป็นเป้าหมายเดียวกันกับอีกๆหลายคน ที่จะพร้อมออกเดินทางไปกับเขา ภายหลังการประกาศหาคนที่มีอุดมการณ์มาร่วมทำงาน วิจัยข้อมูลนักเตะไทย ลงเกม FM ในเว็บบอร์ด Fm-Thai ทำให้ วาริช จึงได้คนที่มีความต้องการเหมือนกันๆเข้ามาทำงานด้วยอีก 3-4 ชีวิต

โดยที่เขาได้ทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าทีมค้นคว้าและวิจัยข้อมูลนักฟุตบอลในไทย” ที่จะดูแลภาพรวมทั้งหมด ก่อนขั้นตอนสุดท้ายในการส่งมอบข้อมูลไปให้กับต่างประเทศ ที่น่าสนใจคือทั้งหมดไม่มีใครได้รับค่าตอบแทนจากการทำข้อมูลตรงนี้เลย แม้แต่แดงเดียว

“พอทำไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า ทำคนเดียวไม่ไหว ก็เลยหาทีมงานเพิ่ม เริ่มจากได้ พี่เก่ง (อธิพงศ์ เรือนก้อน) เข้ามาทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้า ที่ช่วยแบ่งเบาเรื่องการทำข้อมูล ค่าพลังนักเตะ, พี่โย (ศรัณยู จ้อยเจริญ) ที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สโมสร จะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องกราฟิก เสื้อแข่งในเกม รวมถึงพี่กุ้ง Fm-Thai ที่ช่วยเรื่องแปลภาษา ก็จะเป็น 4 คนนี้แหละ ที่เป็นตัวหลัก”

“ผมใช้เวลาอยู่ประมาณ 2 ปี กว่าจะเริ่มชิน และรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ดังนั้นคนที่จะทำข้อมูลตรงนี้ ต้องคอยอัพเดตอยู่ตลอดเวลา ยิ่งช่วงหลังไทยลีก มีลีกเพิ่มขึ้นจากเดิมมีแค่ ไทยลีก, ด.1, ด.2 มาเป็น 4 ลีก ไทยลีก 1-4 ก็เลยคิดว่า 4 คนไม่น่าเพียงพอ จึงเป็นแนวคิดที่จัดตั้งเพจ Thailand FM Reseach ขึ้นมา เพื่อหาคนที่สนใจเข้ามาร่วมทำงานด้วยกัน”

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะรับคนเข้ามาทำด้วยกันง่ายๆนะ เราจะมีบททดสอบให้ลองทำข้อมูลดูก่อน ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งก่อนที่ทุกคนเข้ามาทำงาน เราจะมีการพูดคุยก่อนเลยนะว่า งานนี้ไม่มีค่าตอบแทนให้นะ สิ่งที่คุณจะได้ก็คือ แผ่นเกม FM ลิขสิทธิ์ส่งมาจากอังกฤษ พร้อมกับการมีชื่อของคุณ ปรากฏอยู่ตรง Credits ของเกม”

“บางคนเขาก็ทำได้ บางคนเขาก็อยู่ไม่ไหว ปัจจุบันเรามีทีมงานอยู่ประมาณ 8 คน เชื่อไหมว่าเราไม่เคยเจอหน้ากันเลยนะ เพราะทุกคนต่างมีงานประจำทำอยู่แล้ว เพียงแต่มีความตั้งใจเหมือนๆกัน ที่อยากจะทำข้อมูลตรงนี้ ผมถึงบอกไงว่า ถ้าคนไม่ชอบฟุตบอลจริงๆ ไม่อดทนจริงๆ ทำตรงนี้ไม่ได้หรอก”

เพจ Thailand FM Reseach จึงกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ของ ทีมนักวิจัยข้อมูลนักฟุตบอลไทย เลือกที่จะใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้คนที่มีความสนใจ และมีความชื่นชอบคล้ายๆกัน รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของเกม ในการร่วมเป็นทีมวิจัย ได้เข้ามาจอยกัน

เงื่อนไขอีกหนึ่งข้อที่ วาริช เกษมจิต หัวหน้าทีมวิจัยฯ ตั้งไว้กับลูกทีมทุกคน และกับตัวเขาเอง คือ การที่ทุกคนต้องเข้าไปดูฟุตบอลในสนาม อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ไม่ใช่จะสเกาท์เก็บข้อมูลผ่านหน้าจอเท่านั้น

“เราทำงานกันเหมือนพี่น้อง มีอะไรก็พูดคุยกันตลอด ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าทีม คนอื่นเป็นลูกน้อง เราเป็นคนที่มีความรักและเป้าหมายที่เหมือนๆกัน แต่ถ้าบางครั้งเขาเหลวไหล ไม่ส่งงานบ้าง ก็ต้องมีตำหนิกันบ้าง เพราะว่าคนที่รับหน้าและโดนด่าจากทางฮ่องกงคือผม ซึ่งฝรั่งเขาซีเรียสมากเรื่องความรับผิดชอบ”

“เราจะมีแชทกลุ่มในไลน์คุยกันอยู่ตลอด ผมจะตั้งเงื่อนไขอย่างหนึ่งกับทุกคนในทีมว่า ใน 1 เดือนทุกคนจะต้องไปเข้าสนามดูเกมลีกในสนามอย่างน้อย 2 นัด แล้วหลังจากดูเสร็จ ต้องเขียนใส่ Word หรือ Excel ก็ได้ว่า ตัวเองได้อะไรจากการไปดูบอลครั้งนี้”

“เหตุผลที่ทุกคนต้องเข้าสนามฟุตบอล เพราะว่ารายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับค่าพลัง เราไม่สามารถดูได้จากการถ่ายทอดสด ยกตัวอย่างค่า Off The Ball (การเคลื่อนที่ตอนไม่มีบอล) ถ้าเราดูผ่านทีวี กล้องจะจับเฉพาะนักเตะที่มีบอลเท่านั้น เวลาบอลบุก เราจะไม่มีทางเห็นเลยว่า กองหลังทีมนั้นทำอะไร ยืนไลน์ยังไง กองหน้าฝ่ายตรงข้าม หาช่อง หรือทำอะไรบ้าง เวลาไม่มีบอล ทุกอย่างมีผลต่อการประเมินค่าพลังทั้งหมด”

“แม้แต่เกมทีมชาติ ทุกนัดที่ ไทย เตะในบ้าน ทีมงานเราอย่างน้อย 1 คน ต้องเข้าไปที่สนาม เพื่อเช็คว่านักเตะคนนี้เล่นให้ทีมชาติ ด้วยฟอร์มที่แตกต่างกับสโมสรมากไหม? เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า ค่าพลังที่เราให้เขา มันถูกต้องไหม?”

“เพราะคนที่เล่นเกม FM เขาไม่ได้ต้องการค่าพลังที่มันเวอร์เกินจริง เขาต้องการความสมจริง ไม่เหมือนกับวินนิ่ง ที่คนเล่นสามารถปรับแต่งได้”

“ดังนั้นทีมวิจัย ต้องคิดเสมอว่า การประเมินค่าพลังนักเตะนั้น เราต้องทำให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เราทำ แม้กระทั่งเปิดค่าพลังให้นักบอลดู ว่าเขามีความคิดเห็นยังไง กับค่าพลังของตัวเอง แล้วนำมาพิจารณาอีกที”

“เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะทำข้อมูลเป๊ะเหมือนกับตัวจริงทุกอย่าง แต่เราก็มีความตั้งใจที่อยากทำข้อมูล ให้เกิดข้อครหาน้อยที่สุด ซึ่งตลอด 9 ปีที่ผมทำ ก็ยังไม่เคยเจอคนที่มาบอกว่า เราให้ค่าพลังเว่อร์ไป หลายๆคนบอกว่า เราให้ค่าพลังสมเหตุสมผลแล้ว”

 

ค่าพลังนั้นมาจากไหน?

สำหรับภาระงานหลักๆ ที่ทีมนักวิจัยฯ ต้องทำนั้น มีด้วยกันทั้งสิ้น 4 ข้อ ได้แก่ 1 การทำข้อมูลของนักเตะ, 2.การเก็บสถิติ 3.การประเมินค่าพลัง 4.การอัพเดตเกี่ยวกับสโมสร ที่พวกเขาต้องทำส่งปีละ 4 ครั้ง

“เขามีโปรแกรม Editor มาให้กับเรา เพื่อทำการอัพเดตข้อมูล ซึ่งใน 1 ภาค เราต้องทำส่งแบบนี้อยู่ 4 ครั้งต่อ 1 ภาค โดยใช้เวลาทำตรงนี้ครั้งละ 1 เดือนครึ่ง”

“ครั้งที่ 1 จะเป็นส่งข้อมูลอัพเดตการย้ายทีม, นักเตะ, สโมสร ก่อนเปิดฤดูกาล ครั้งที่ 2 จะเป็นการส่งข้อมูล การย้ายช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง, ครั้งที่ 3 จะเป็นการส่งข้อมูลเพื่อเตรียมสำหรับภาคใหม่, ครั้งที่ 4 จะเป็นการส่งสถิติที่เก็บมาทั้งหมดหลังจบฤดูกาล”

“รวมๆแล้ว 1 ปี เราใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการทำข้อมูลอัพเดตลงโปรแกรม นี่ยังไม่รวมเรื่องการเก็บสถิติต่างๆ ที่เราต้องทำอยู่เรื่อยๆนะ ว่างๆ เราก็จะต้องมานั่งเปิดเว็บไทยลีก เช็คจากใบรายชื่อเลยว่า ใครลงสนามกี่นัด โดนเปลี่ยนตัว-เข้าออก โดนใบเหลือง-แดง บาดเจ็บ นาทีที่เท่าไหร่ พักนานแค่ไหน ยิงกี่ลูก จ่ายกี่แอสซิสต์ เราต้องเก็บข้อมูลพวกนี้ทุกอย่างไว้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่อัพเดตข้อมูลก็จะมาวุ่นๆกับโปรแกรมตรงนี้มากกว่า”

“อย่างภาค 2019 ล่าสุด เรามีเวลา 2 เดือนก่อนที่เกมจะวางแผนจำหน่าย ในการอัพเดตข้อมูลต่างๆเข้าไป แล้วไม่ใช่ว่าเรานึกอยากจะใส่อะไรลงไปก็ได้เลย เขาจะมีทีมงานของฮ่องกง ตรวจสอบอีกที ถ้าข้อมูลเราผิด เขาจะตีกลับมาให้เราแก้ไข ถ้าเราส่งช้า ไม่ทันกำหนด หรือแก้ไขไม่ทัน เขาจะไม่อัพเดตข้อมูลให้เราเลย เท่ากับว่า เราทำฟรีแต่ไม่ได้ลง”

“คนทั่วไปที่เขาไม่ได้ทำตรงนี้ ก็อาจจะคิดว่ามันง่าย แค่ย้ายนักเตะ แต่ความจริงแล้วมันมีรายละเอียดเยอะมากๆ ที่เราต้องทำ”

หลายคนอาจสงสัยว่า ค่าพลังนักเตะที่ผ่านการประเมินจาก ทีมวิจัยข้อมูลฯ นั้น มีหลักเกณฑ์วัดจากอะไร? และการที่ต้องมาทำงานที่มีรายละเอียดเยอะขนาดนี้ มันน่าสนุกตรงไหน?

 

“ความสนุกและความยากของการทำงานตรงนี้ คือเรื่องของการทำค่าพลังนักฟุตบอลนี่แหละ เพราะความเก่งของนักเตะในเกมนั้นอิงกับค่า CA (Current Ablillty) เสมอ ซึ่งเป็นค่าพลังที่คนเล่นเกมไม่สามารถไปแก้ไขได้ แถมยังขึ้นลงได้ตามฟอร์มการเล่นของนักเตะในเกมอีกด้วย เราไม่สามารถไป Edit ให้มันเต็ม 20 ได้ทุกช่องแบบวินนิ่ง”

“ค่าพลังของนักเตะในเกม FM จะถูกกำหนดด้วย 2 ค่าที่เราต้องประเมินก็คือ CA ที่เป็นค่าพลังปัจจุบัน กับค่า PA (Potential Abillity) ที่เป็นค่าความสามารถ ที่นักฟุตบอลคนนั้นสามารถไปถึงได้ ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่เราต้องเช็คกันว่า ในไทยลีก ใครคือผู้เล่นที่ดีสุดในปัจจุบัน และแต่ละคนควรมีค่า PA เท่าไหร่”

สำหรับโปรแกรม Editor ที่ทีมงานนักวิจัยข้อมูลนักเตะใช้เหมือนกันทั่วโลกนั้น วาริช ได้เปิดให้เราได้ดูถึงหน้าตาของมัน รวมถึงวิธีการเก็บข้อมูลของเขา ที่มีไฟล์ Excel นับร้อยรวบรวมข้อมูล ที่เขาต้องใช้ในการอัพเดตแต่ละครั้ง

โดยที่โปรแกรมดังกล่าวจะมี การแยกส่วนกันชัดเจนระหว่างการอัพเดตของนักเตะ และการอัพเดตของสโมสร โดยที่ตัวนักเตะจะมีช่องรายละเอียดต่างๆ ให้ทีมวิจัย ได้ใส่ข้อมูลลงไป เช่น นักเตะคนนี้ถนัดตำแหน่งอะไรมากสุด ถนัดตำแหน่งไหนรองลงมา  มีค่าตัวเท่าไหร่ วันเริ่มต้นสัญญา วันหมดสัญญา ภูมิลำเนา, ทีมที่ชอบ นิสัยเป็นอย่างไร ?

มาจนถึงเรื่องการประเมินค่าพลัง ที่แบ่งสามโหมดหลักๆ ได้แก่ Technical (เทคนิค), Mental (สภาพจิตใจ) และ Physical (ร่างกาย) ที่แต่ละตำแหน่ง จะให้น้ำหนักในค่าพลังต่างๆ ไม่เท่ากัน โดยวัดจากตำแหน่งที่เล่น  เช่น กองหน้า จำเป็นต้องมี ค่า Finishing ที่ดี หรือ กองหลัง ที่จำเป็นต้องมีค่า Marking ที่ดี

“ค่าพลังเป็นส่วนสำคัญของเกมฟุตบอลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น FM หรือเกมยอดนิยมอย่าง FIFA แต่ทั้งหมดเป็นการประเมินจากทีมวิจัย แน่นอนว่าเรามองไม่เหมือนแฟนบอล แฟนบอลก็มองไม่เหมือนเรา ฉะนั้นเราต้องทำยังไงก็ได้ให้ ค่าพลังที่เราคาดการณ์ ออกมาใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด”

“หลายคนสงสัยว่าแล้ว เกณฑ์ของนักฟุตบอลไทย วัดจากอะไร? ตรงนี้ ทางฮ่องกง จะส่งไกด์ไลน์ค่าพลัง CA มาให้กับ ทีมวิจัยทุกชาติในเอเชีย เพื่อควบคุมว่า ค่า CA ที่เหมาะสมของแต่ละชาตินั้น ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งก็วัดมาจากผลงานของทีมชาติชุดใหญ่ รวมถึงผลงานของสโมสรในฟุตบอลถ้วยระดับเอเชีย ที่จะเป็นตัวกำหนดค่าพวกนี้ เพื่อไม่ให้มันเกินจริง”

“ยกตัวอย่าง ทีมชาติไทย เขาจะระบุในไกด์ไลน์เลยว่า ค่า CA สำหรับนักเตะที่ติดทีมชาติชุดใหญ่ และเล่นในประเทศ จะต้องไม่ต่ำกว่า 78 และสูงสุดได้ไม่เกิน 108 ยกตัวอย่าง ทริสตอง โด เราใส่ค่า CA เขาไว้ที่ 104 เราจะไปให้ค่าพลังเขาสูงถึง 195 แบบเมสซี่ก็ไม่ได้ ถ้านักเตะที่ไม่ได้ติดทีมชาติ ก็อาจจะลดหลั่นลงไป”

“แต่เกณฑ์นี้ไม่เกี่ยวกับนักเตะต่างชาตินะ ถ้าเขาเก่งสัก 150 ก็สามารถให้ได้ ซึ่งต้องขอบคุณลีกจีนด้วย ที่ทำให้ค่าพลังต่างชาติ สามารถปรับแต่งได้ โดยไม่ต้องอิงกับนักเตะท้องถิ่น เพราะเมื่อก่อนเขาจะฟิกซ์เลยว่า ต่างชาติในลีกเอเชีย ต้องห้ามมีค่าพลังเยอะกว่านักเตะในชาตินั้นๆ มากนัก แต่นับตั้งแต่ลีกจีน ซื้อผู้เล่นดังๆ เก่งๆเข้ามา ข้อจำกัดตรงนี้ก็หายไป”

“รวมถึงการประเมินของทีมวิจัยเรานั้น ทำได้แค่ในไทยลีกเท่านั้น พวกนักเตะไทยที่ไปเล่นชาติอื่น ก็จะเป็นหน้าที่ของทีมวิจัยในชาตินั้นๆ ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว เช่น กวินทร์ ที่ไปเล่นในเบลเยียมก็จะเป็นทีมวิจัยของเบลเยียม เป็นคนประเมิน ไม่ใช่เรา”

หัวหน้าทีมวิจัยข้อมูลฯ จากไทย ได้อธิบายต่อว่า ส่วนใหญ่แล้ว เขาจะมีเกณฑ์ว่า นักเตะในไทยลีก ต้องมีค่าสามารถในแต่ละอัน ไม่เกิน 15 เพื่อให้สมจริงมากที่สุด และไม่ต้องการให้ไปดึงค่าพลังอื่นๆ ด้วย

เขายกตัวอย่าง ผู้เล่นที่มีสปีดดีสุดของไทย อย่าง นูรูล ศรียานเก็ม และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ จะมีค่าสปีดอยู่ที่ 15 คนอื่นที่มีความเร็วไม่เท่าสองคนนี้ ก็จะมีค่าพลังสปีดลดตามมาเช่นกันกับค่าอื่นๆ ที่จะมีการหาคนที่ดีสุดในลีก มาตั้งเป็นเกณฑ์ตั้งต้น

ในกรณีที่ทีมวิจัย 4 คน ให้ค่าพลังนักเตะไม่เหมือนกันเลย ก็จะใช้วิธีการนำผลรวมมาหารค่าเฉลี่ย เพื่อให้ได้ค่าพลังที่ใช่ที่สุด

นอกจากนี้ อีกหนึ่งส่วนที่ ทีมงานนักวิจัย จะสามารถแก้ไขอัพเดตเข้าไปได้ คือ ตัวสโมสร ทีทีมในลีกไทย มักจะการเปลี่ยนชื่อทีม มีทีมใหม่เกิดขึ้น รวมถึงการสร้างสนามใหม่ ที่ต้องเพิ่มข้อมูลพวกนี้เข้าไปทุกปี ละเอียดถึงขนาดที่ต้องบอกให้ได้ว่า สนามใหม่ สโมสรใหม่นั้น ตั้งอยู่ในละติจูด ลองติจูด ที่เท่าไหร่ รวมถึงเรื่องสภาพอากาศในแต่ละฤดู ที่เป็นข้อมูลประกอบ

แม้แต่ กรรมการ และเฮดโค้ช ก็เป็นข้อมูลที่พวกเขาสามารถประเมิน และใส่ลงไปในเกมได้ เช่นเดียวกับ นักเตะที่แขวนสตั๊ดในแต่ละปี นักเตะที่เสียชีวิต นักเตะที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ช ก็สามารถจัดการแก้ไขข้อมูลและอัพเดตเพิ่มเข้าไปได้

 

มีเงินก็ซื้อความภูมิใจไม่ได้

Football Manager 2019 คือภาคล่าสุด ที่กำลังจะมีการวางจำหน่าย ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่มีฟีเจอร์ และลูกเล่นมากมายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเพิ่ม VAR เข้าไปในตัวเกม

และเช่นเคย นี่ยังเป็นเกมที่ วาริช เกษมจิต และทีมงาน ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ข้อมูลนักเตะไทยลีก ปรากกฏอยู่ในเกมระดับโลกเช่นนี้

โดยปัจจุบัน วาริช ออกจากงานประจำในการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ฯ เพื่อมุ่งหน้าศึกษาต่อ ได้บอกกับเราว่า นอกเหนือจากรายละเอียดต่างๆที่ ตัวเกมพยายามพัฒนา และมีการเปลี่ยนแปลงไปมากถ้าเทียบกับภาคแรกปี 2005 แล้ว

ในฐานะของนักวิจัยข้อมูลฯ ที่ติดตามและเกาะติดฟุตบอลไทยลีก มาเป็นเวลานาน เขามองว่า ลีกอาชีพของไทย มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะนักฟุตบอลไทย ที่มีความแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของวิธีการเล่น และการต้องปฏิบัติตัวให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น

“ด้วยความที่ว่า ผมดูบอลไทยลีกตั้งแต่ปีก่อตั้ง ก็เลยได้เห็นฟุตบอลในทุกยุค สมัยก่อนต้องยอมรับว่ามันยังเป็นฟุตบอลลีกกึ่งอาชีพ ทุกคนมีไปทำงานประจำตอนเช้า เย็นมาเตะบอล ฟุตบอลก็ดูไม่สนุก เพราะความฟิตนักบอลไม่ได้ เล่นบอลไม่เป็นระบบ ทีมเวิร์กไม่มี ใช้แต่ความสามารถเฉพาะตัวอย่างเดียว”

“เราเลยวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากอาเซียน ทั้งที่ช่วงที่ ปีเตอร์ วิธ ทำทีมชาติไทย เข้าไปเล่นรอบ 10 ทีมสุดท้ายเอเชีย ยุคนั้นนักบอลไทยความสามารถไม่แพ้ใครเลยนะ แต่ความฟิตไม่ได้ สังเกตได้จาก เวลาผ่านไป 60 นาที เริ่มวิ่งไม่ออกแล้ว ที่เอาตัวรอดในอาเซียนได้ เพราะความสามารถเฉพาะตัวดี แต่พอไประดับเอเชีย มันเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเลยว่า เราเคลื่อนที่ไม่เป็น ยืนขาตายตำแหน่งเดียว นั่นคือข้อเสียของเราในอดีต”

“แต่พอลีกเริ่มพัฒนาขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า ความฟิต เบสิคของนักเตะไทยเริ่มดีขึ้น เริ่มมีความเข้าใจเกมมากขึ้น เล่นเป็นระบบได้ แต่ถามว่าเนี๊ยบไหม ก็ยังไม่หรอก น้อยคนที่จะส่งบอลให้ตรงคน ภาพที่นักบอลไทยลีกจับบอลแรกกระฉอก เป็นภาพที่เห็นได้ตามปกติ ไทย ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอยู่อีกพอสมควร ผมมองว่าถ้าเราสามารถส่งออกนักเตะไปเล่นลีกชั้นนำในเอเชีย ได้สัก 8 คนจาก 11 ตัวจริง เราก็น่าจะสู้ทีมเกรดบีของเอเชียได้สบายๆ”

ระยะเวลา 8 ปีจากภาคแรกในปี 2011 ที่เจ้าตัวเริ่มลงมือทำ และทำให้ข้อมูลของฟุตบอลไทย ได้ปรากฏกอยู่ในเกม Football Manager ถือเป็นระยะที่ยาวนาน และดูเหมือนความตั้งใจของเขาประสบความสำเร็จแล้ว

อย่างไรก็ดี วาริช เกษมจิต กลับมองว่า เป้าหมายและความฝันของทีมงานเขายังไม่บรรลุร้อยเปอร์เซนต์ เพราะเขายังมองไปในจุดที่ไกลกว่านั้น

“เป้าหมายของทีมงานเราทุกคนในการมาทำข้อมูลตรงนี้ ก็คือ เราทุกคนอยากเห็น ไทยลีก ถูกบรรจุเข้าในอยู่ในตัวเกมจริงๆ เสียที เพราะว่าทุกวันนี้ ยังต้องมีการทำ Patch ขึ้นมาเพื่อเพิ่มลีกของไทยเข้าไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่ต้องทำ Patch เพราะมีไทยลีกบรรจุอยู่ในเกมอย่างสมบูรณ์จริงๆ วันนั้นความพยายามที่พวกเราทำมาตลอดหลายปี น่าจะประสบความสำเร็จแล้วล่ะ”

“แต่การจะทำให้เป็นแบบนั้นได้ แน่นอนว่า เราย่อมต้องมีอะไรไปต่อรองกับผู้ผลิตเกม ด้วยข้อมูลที่เราทำส่งอยู่ตลอด ก็น่าจะพอเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราสามารถไปต่อรองกับเขาได้ว่า พอจะพิจารณาเพิ่มไทยลีกเข้าไปในเกมได้ไหม?”

“เพราะฐานคนเล่น FM ในบ้านเราก็ไม่ใช่น้อยๆ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากหาช่องทางไปคุยกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ให้เข้ามาช่วยผลักดันเรื่องนี้ด้วย เหมือนกับที่ PES มีไทยลีกอยู่ในเกม เราก็ฝันที่อยากจะเห็น ไทยลีก อยู่ในเกม Football Manager ในสักวันหนึ่ง”

แผ่นเกมราคาเพียงหลักพันต้นๆ อาจจะไม่ใช่รางวัลตอบแทน ที่สำคัญสุดที่ทำให้ ทีมวิจัยชาวไทยกลุ่มนี้ ยังคงทำหน้าที่คอยอัพเดตข้อมูลนักเตะไทย ไม่ให้หายไปจากเกมๆนี้

ทว่ารางวัลตอบแทนที่มีคุณค่ามากสุดสำหรับพวกเขา ในการมาทำหน้าที่ตรงนี้ กลับเป็นบางอย่างที่ไม่ว่าจะมีเงินมากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อความรู้สึกนี้ได้  

“ตอนทำข้อมูลมันก็เหนื่อยแหละ แต่พอทุกอย่างเสร็จออกมา เราก็รู้สึกหายเหนื่อย เวลาที่ได้เห็น นักเตะที่เราให้ค่าพลังเองกับมือ อยู่ตรงหน้าเรา และมันได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก”

“เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าเราไม่ได้ทำตรงนี้ เราก็คงเป็นแค่คนเล่นเกมคนหนึ่ง ที่สนุกไปกับเกม แล้วก็จบไป ซึ่งมันเทียบไม่เลย กับความรู้สึกในวันที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของเกมที่คนทั่วโลกเล่น และมีชื่อของเราปรากฏอยู่ตรง Credits บางครั้งเวลาไม่มีอะไรทำ ก็จะกดเข้าไปดูชื่อตัวเองอยู่หลายๆรอบเหมือนกันนะ ทุกครั้งที่กดไป ก็ยังรู้สึกภูมิใจอยู่เสมอที่ได้เห็นชื่อตัวเองในเกม FM(ยิ้ม)”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง