Converse

ก่อน 90 นาทีสุดท้าย : สนทนากับ “สินทวีชัย หทัยรัตนกุล” ถึง 19 ปีแห่งการรับใช้ชาติ



“ผมถามหัวใจตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายว่า ถ้าผมพูดออกไปว่าจะเลิกเล่นทีมชาติ ผมจะไม่เสียใจภายหลัง การติดทีมชาติคือความฝันของตัวเองนะ แต่ตอนนี้เรากำลังจะตื่นจากฝันแล้ว ยอมรับได้ใช่ไหม หัวใจผมตอบว่า ใช่”


 

“เทสติโมเนียล แมตช์” อาจไม่ใช่เกมที่มีความหมายในแง่ของผลการแข่งขัน เมื่อเทียบกับเกมอย่างเป็นทางการ หรือในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ

แต่นี่คือ เกม ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า และความหมายอย่างยิ่ง ต่อบุคคลผู้อุทิศตัวและทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมาอย่างยาวนาน ในวาระสุดท้าย ก่อนจะมีสถานะเป็นเพียง “อดีตผู้เล่นทีมชาติ”

ในอดีตที่ผ่านมา มีเพียงนักฟุตบอลทีมชาติไทย เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้รับการจัดแมตช์เกียรติยศดังกล่าว

เพราะไม่ง่ายเลยที่ผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถยืนระยะ อยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงยังต้องเป็นผู้เล่นที่ได้รับการยอมรับอย่างมากด้วย ถึงมีโอกาสได้รับการจัดเทสติโมเนียล แมตช์

“สินทวีชัย หทัยรัตนกุล” หรือในชื่อเดิม โกสินทร์ หทัยรัตนกุล กำลังจะได้รับการจัดเกมเกียรติยศ เมื่อพิจารณาถึงคุณงามความดี ตลอดคุณภาพทั้งในและนอกสนาม ในการรับใช้ทีมชาติไทยมาเกือบ 2 ทศวรรษ

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เขาเป็นผู้เล่นเพียงไม่กี่คน ที่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับทีมชาติไทย ในวันที่ตกต่ำสุดๆ แฟนบอลไม่ศรัทธา ถูกโจมตีต่างๆนานา...มาจนถึงวันที่ทีมประสบความสำเร็จ ทวงความยิ่งใหญ่ในระดับอาเซียน และเดินทางไปถึงระดับเอเชียได้อีกหน

นายด่านจอมเก๋าวัย 36 ปีคนนี้ ยังยืนหยัดและยินดีรับใช้ชาติเสมอ ไม่ว่าจะเป็น วันที่ดีหรือร้าย ได้ลงสนามหรือไม่ได้ลงสนาม “สินทวีชัย” ยังคงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและภูมิใจเสมอที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักฟุตบอลทีมชาติไทย” นั่นทำให้เขาไม่เคยปฏิเสธการรับใช้ชาติแม้แต่ครั้งเดียว

19 ปี คือระยะจากจุดเริ่มต้นในการประเดิมเฝ้าเสาเกมแรกให้กับ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี จนมาถึงเกมเทสติโมเนียล แมตช์ ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

นับเป็นห้วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน นานพอที่จะทำให้ เด็กอายุไม่ถึง 1 ขวบอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด ในตอนที่ สินทวีชัย ลงสนามให้ทีมชาติชุด U-17 เป็นเกมแรก โตมาทันเล่นด้วยกัน ในนามทีมชาติชุดใหญ่

Main Stand เดินทางมายังบ้านของ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล เพื่อพูดคุยกับเขา ก่อนเกมนัดสุดท้ายในสีเสื้อทีมชาติไทย เขาพาเรามานั่งพูดคุยกันภายในห้องที่ถูกดัดแปลงเป็น ห้องฟิตเนส ที่เบื้องล่างมีเครื่องออกกำลังกายจัดไว้มุมหนึ่ง

แต่เมื่อแหงนมองขึ้นไปโดยรอบห้อง จะพบว่า เสื้อแข่งทีมชาติไทยหมายเลข 18 และหมายเลข 1 ของเจ้าตัวถูกใส่กรอบแขวนไว้… อันบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เสื้อเหล่านี้ มีความหมายมากแค่ไหนต่อชีวิต และความฝัน ของผู้ชายคนนี้

 

พูดถึงเกมเทสติโมเนียล ในนามทีมชาติไทย ที่จะเป็น 90 นาทีสุดท้ายในการรับใช้ชาติของคุณหน่อย

มันเป็นอารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากการลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการให้กับ ทีมชาติไทย นัดนี้เหมือนเป็นการได้พบปะกับน้องๆ ในทีมชาติไทย  รวมถึงแฟนบอลเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งผมก็จะรวบรวมเอาทุกๆความรู้สึกตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เอาไปถ่ายทอดในช่วงเวลา 90 นาทีสุดท้ายของผมกับทีมชาติ


 

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจในการเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย เกิดขึ้นจากการชมเกมถ่ายทอดสดทางทีวี ในวัยเด็ก

ตั้งแต่เด็ก ผมเล่นฟุตบอลด้วยความสนุก เริ่มจากตำแหน่งกองหน้า และปีก วันหนึ่งผมเห็นว่าไอ้คนที่เล่นตำแหน่งประตู เขาเซฟได้ไม่ดีเลย ผมคิดว่า จังหวะนี้ถ้าเป็นเรานะ เราสามารถเซฟได้ ก็เลยบอกว่า “มา กูเป็นเอง” พอได้มาเล่นตำแหน่งนี้จริงๆ ก็รู้สึกสนุกกับมันนะ แถมยังไม่ต้องวิ่งด้วย แต่ก็ยังไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรขนาดนั้น

จนได้มาเห็นพี่ๆนักฟุตบอลทีมชาติไทย จากจอทีวี ก็เริ่มเกิดแรงบันดาลใจจากพี่ๆเหล่านั้น ที่มาจุดประกายความฝันให้กับเรา เหมือนว่าเราได้เห็น แสงสว่างเล็กๆ อยู่ที่ปลายอุโมงค์ ที่เราไม่รู้ว่ามันไกลขนาดไหน

 

ที่บอกว่าแสงสว่างนั้นอยู่ไกล ในตอนนั้นมันไกลแค่ไหน สำหรับเด็กชายโกสินทร์ (ชื่อเดิม)

ผมคิดว่ามันไกลมาก ไกลจนไม่รู้ว่าชีวิตนี้ตัวเองจะเดินไปถึงไหม แต่ด้วยความที่ผมรักกีฬาฟุตบอล ต่อให้มันจะอยู่ไกลและดูริบหรี่ แต่ถ้ามันมีอยู่จริง ผมก็เชื่อว่า ผมยังมีหวังเล็กๆที่จะไปให้ถึงตรงนั้น

ในตอนเด็ก ผมไม่รู้เลยว่า เส้นทางไหนจะไปได้จริง ไปได้เร็ว สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นคือ ทำอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับฟุตบอล ที่จะทำให้ผมไปถึงจุดนั้นได้ พยายามขวนขวายหาโรงเรียนที่เปิดคัดตัว ที่สนับสนุนกีฬาฟุตบอล เพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง ให้เข้าใกล้กับคำว่าทีมชาติไทย ให้ได้มากที่สุด

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณกล้าที่หอบกระเป๋าใบเดียวเดินทางจาก จ.สกลนคร ออกมาล่าฝันตั้งแต่อายุยังน้อย

ผมพยายามทุกอย่าง และวิ่งเข้าหาทุกโอกาส ตั้งแต่เล็กผมไม่คยออกไปไหนจากบ้านไกลๆ เต็มที่ถ้าไปเตะบอล แม่ก็ไปส่ง แต่ไม่เคยต้องเดินทางไกลๆ ผมยังจำวันที่หอบกระเป๋าหนึ่งใบ นั่งรถทัวร์จากบ้านมากรุงเทพฯ ได้เลย มันเป็นการเดินทางไกลครั้งแรก และครั้งสำคัญของผม

ผมมีความความตั้งใจอย่างมาก ที่อยากจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานศึกษาใดสักแห่งที่ฝึกสอนเรื่องฟุตบอล เพื่อจะได้เรียนรู้การฝึกที่ถูกต้อง ถ้าเราเก่งขึ้น ได้อยู่ในโรงเรียนที่ดี มันก็นน่าจะทำให้ความฝันในการติดทีมชาติไทยง่ายขึ้น กว่าเล่นไปวันๆอยู่ต่างจังหวัด

คุณแม่ผมท่านก็ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับ ฟุตบอลหรอก รู้แค่ว่า ลูกอยากจะไปที่ไหน ชอบอะไร ก็สนับสนุนเต็มที่ ตอนนั้นผมอยากไปกรุงเทพฯ มีความตั้งใจ อยากจะไปคัดตัวเข้าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จากการได้เห็นข้อความเล็กๆ ที่ประกาศในหนังสือพิมพ์

ก็เลยหอบกระเป๋าใบหนึ่ง นั่งรถทัวร์มากับแม่ เข้าเมืองกรุงแบบงูๆ ปลาๆ  ผมมาถึงสถานีขนส่งหมอชิตตอน ตี 5 จากนั้นนั่งรถเมล์ต่อไปที่คลองเตย

ไปถึงสนามการท่าเรือด้านนอก ตอน 7 โมงเย็นเช้า ก็ตกใจ เฮ้ย ทำไมคนมันเยอะจัง สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ มีเด็กเต็มไปหมดเลยประมาณ 1,500 คน ที่มาคัดตัว ซึ่งเขาคัดเอาแค่ 15 คนเท่านั้น มันทำให้ผมได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่เราคนเดียวนี่หว่า ที่มีความฝันอยากติดทีมโรงเรียนดังๆ อยากติดทีมชาติไทย

เริ่มมีความกังวลจะทำได้ดีไหม ประกอบกับช่วงเวลาที่เราจะพิสูจน์ให้โค้ชเห็นมีน้อยมาก ถ้าไม่โดดเด่นจริงๆ คงยากที่จะเข้าตา สุดท้ายผมก็ไม่ติด เดินทางกลับสกลนคร พอถึงบ้านก็ขอแม่ว่า อยากลองอีกสักตั้ง แม่ก็พาไปคัดที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ก่อนได้โควต้าเข้าเรียนที่นั่น

 

หลังจากนั้น คุณถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยครั้งแรก ในการแข่งขัน U-17 ชิงแชมป์โลก (ปี 1999) เนื่องจากผู้รักษาประตูมือ 2 มือ 3 ก่อนหน้าคุณได้รับบาดเจ็บ

ทีมชาติไทย U-17 ชุดนี้ มีการเปิดคัดตัวทั่วประเทศไทย ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เดินทางไปคัดตัวด้วย และผ่านเข้ามาเป็นแคนดิเดต 50 คนสุดท้าย ในตำแหน่งผู้รักษาประตูจะมีอยู่ประมาณ 6 คน ซึ่งโค้ชเขาจะเอามือ 1 มือ 2 มือ 3 ไปเก็บตัว แต่ตอนนั้นผมยังไม่ติด 1 ใน 3 เลยไม่ถูกเรียกเข้าไปซ้อมและเก็บตัวกับทีมชาติ

แต่ผมไม่เคยหมดหวังนะ ในช่วงที่ยังไม่ได้จอยกับทีมชาติชุดนั้น ผมก็พยายามพัฒนาตัวเองในโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา เพื่อรอโอกาส เพราะว่าชุดนั้นมีการเก็บตัวประมาณ 1 ปี ผมคิดว่าตัวเองยังพอมีเวลาอยู่ อาจจะด้วยโชคชะตา ในช่วงโค้งสุดท้าย ประตูมือ 2 มือ 3 ได้รับบาดเจ็บพร้อมกัน แล้วดันเป็นเราที่ถูกเรียกเสริมเข้าไปในทีม

ความรู้สึกตอนนั้นภูมิใจมาก ที่ทำตามความฝันได้สำเร็จแล้ว ในการมีชื่อติดทีมชาติไทย ไม่ว่าจะชุดไหน หนึ่งชีวิตขอแค่นี้ก็พอแล้ว สำหรับเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่จะไปติดธงไตรรงค์บนอกซ้าย มันไม่ง่าย มันไม่ง่ายเลย (ย้ำเสียง)

 

วินาทีได้ที่เห็นเสื้อทีมชาติไทยตัวแรกของตัวเอง

มัน…(หยุดไปครู่หนึ่ง) เหมือนรักแรกพบ ได้แต่ถามตัวเองว่านี่คือเสื้อของเราจริงๆเหรอ


 

สุดท้ายคุณก็ได้ใส่เสื้อตัวนี้ลงเล่นในฟุตบอลโลก U-17 ด้วย

การไปนิวซีแลนด์ (ประเทศเจ้าภาพ) ในครั้งนี้ ผมไปเป็นตัวสแปร์ให้ประตูตัวจริง ดังนั้นผมคิดว่าโค้ช (สมชาติ ยิ้มศิริ) คงไม่ใช้งานผมอยู่แล้ว ในการแข่งขันจริง ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเผื่อใจไว้บ้างแล้ว

แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผมได้เข้าไปเก็บตัวกับทีม ช่วงโค้งสุดท้าย ผมตั้งใจฝึกซ้อม และต้องการทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมีความพยายามนะ ผมสู้ตลอด ในทุกๆ การฝึกซ้อม ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมีโอกาส ผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง พร้อมที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้อยู่แล้ว

จนวันหนึ่งโค้ชเอ่ยปากชมผมต่อหน้าเพื่อนร่วมทีมทุกคนว่า “ดู โกสินทร์ สิ เขาตั้งใจฝึกซ้อมมากนะ ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้ลงเล่นด้วยซ้ำ แต่เขาก็พยายามอย่างเต็มที่” พอได้ยินแบบนั้น ผมดีใจมากนะ ที่อย่างน้อย โค้ชก็มองเห็นในความพยายามของผม

ทำให้ผมตระหนักตลอดว่า เราต้องเต็มที่ในการฝึกซ้อมเท่าๆกับการแข่งขัน เราไม่มีทางรู้ว่า โค้ชจะให้โอกาสเราวันไหน แต่เราต้องทำให้โค้ชเห็นว่า เราพร้อมเสมอสำหรับทุกๆโอกาส ผมจึงยึดมั่นในเรื่องของ วินัยในการฝึกซ้อม และการพิสูจน์ตัวเอง ผมทำสองสิ่งมาโดยตลอด ในทุกๆการฝึกซ้อม ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

สุดท้าย โค้ชก็ตัดสินใจ เปลี่ยนตัวผมลงสนาม ในเกมนัดสุดท้ายกับ กานา เพราะคงอยากให้ผมได้ไปสัมผัสกับ ฟุตบอลโลก สักครั้ง  แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในช่วงท้ายเกม แต่ผมก็ปลื้มใจ และภูมิใจกับโมเมนต์นั้นมากๆ ยังเป็นเกมที่จดจำได้ดีเสมอมา ไม่เคยลืม

 

จากประตูมือ 2 ทีมชาติไทย U-17 ในวันนั้น คุณก้าวมาถึงทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้อย่างไร

ผมค่อยๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ในทุกๆรายการที่มีชื่อ ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์, ปรีโอลิมปิก และ U-23 พอดีช่วงนั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยว ที่เขาจะผลักดันชุด U-23 ไปต่อยอดถึงชุดใหญ่

ทำให้ ทีมชุดปรีโอลิมปิก ได้ไปฝึกซ้อมเก็บตัว ร่วมกับพี่ๆทีมชาติชุดใหญ่ ในยุคของ ปีเตอร์ วิธ เพื่อดูว่าดาวรุ่งคนไหนมีความพร้อมจะดันขึ้นไปชุดใหญ่ได้บ้าง

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมได้คลุกคลีกับ พี่โชคทวี, พี่แบน, พี่ซิโก้, พี่โอ่ง และรุ่นพี่ๆอีกหลายคน ทำให้ได้รู้ว่า “โอ้ คนที่จะติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้ คนนั้นต้องแน่จริงๆ” ผมก็แทรกซึมอยู่ในทีมชุดใหญ่บ้าง แต่เป็นประตูสำรองมือท้ายๆ

 

บททดสอบแรกของคุณในการเป็นผู้รักษาประตูทีมชาติไทยชุดใหญ่ คือ เรอัล มาดริด

ใช่ครับ แมตช์นั้นเป็นเกมกระชับมิตรที่ ไทย (ปี 2003) ใช้ผู้เล่นชุดใหญ่ ผสมกับ นักเตะจากชุดปรีโอลิมปิก 2-3 คน โดยปกติแล้ว ผมจะมีลุ้นเป็นมือ 3 มือ 4 ของ ชุดใหญ่ เพราะว่าช่วงนั้นมือ 1 เป็น พี่บอย กิตติศักดิ์ (ระวังป่า) ส่วนมือ 2 จะสลับกันระหว่าง มานะ (นพเนตร) กับ ศิวรักษ์ (เทศสูงเนิน)

เวลามีเกมอุ่นเครื่อง เขาก็จะสลับกันสามคนนี้ ไม่ใช่ผม แต่ผมก็แฮปปี้นะ ขอเก็บเกี่ยวและเรียนรู้จากพี่บอยไปก่อน เพื่อรอโอกาสในสักวันหนึ่ง ตอนนั้น ยังไม่ได้คิดถึงขั้นจะเป็นมือ 2 ด้วยซ้ำ  อย่างเดียวที่มั่นใจ ก็คือ ในทุกๆการฝึกซ้อม เรามีวินัย เราเต็มที่ โค้ชก็น่ามองเห็นว่า ผมไม่เคยถอดใจเลย

เกมที่เจอ มาดริดฯ ครึ่งแรกก็เหมือนเดิม ปีเตอร์ วิธ ส่งพี่บอยลงเป็นตัวจริง ช่วงก่อนหมดครึ่งแรก ระหว่างที่ผมกำลังนั่งมอง หลุยส์ ฟีโก้, โรแบร์โต คาร์ลอส, อีเกร์ คาซิยาส, ซีเนอดิน ซีดาน วิ่งเรียกความฟิต ผ่านไปผ่านมา กำลังมีความสุขเลย แอบคิดในใจว่า ถ้าเราไม่ได้มาเล่นฟุตบอล คงไม่มีโอกาสได้มาเห็นนักเตะระดับโลกแบบริง ไซด์ ขนาดนี้

ตอนนั้นเอง ปีเตอร์ วิธ ชี้มาที่ผมแล้วบอกว่า “You’re gonna play the second half.” ผมเซอร์ไพรส์มาก เพราะที่ผ่านมาเกมอุ่นเครื่อง ผมแทบจะไม่ได้ลงสนามเลย แต่ในเกมที่เจอทีมใหญ่ขนาดนี้ กลับเลือกที่จะใช้งานผม ถึงแม้ในใจตอนนั้น ก็มีหวั่นเหมือนกันว่าจะโดนยิง 5-6 ลูก และตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ดีใจ เลยรวบรวมสมาธิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอเล่นให้สนุกที่สุด

พอลงสนามจริงๆ จากความรู้สึกที่กดดัน เริ่มเปลี่ยนมาเป็นผ่อนคลายมากขึ้น ยิ่งเราเซฟได้ ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ และอยากโชว์ความสามารถที่เรามีให้ทุกคนเห็น กลายเป็นดีไป ผมคิดว่าแฟนบอลในตอนนั้น เขาน่าจะรู้จักโกสินทร์ จากแมตช์นั้นเลย

 

วันหนึ่งคุณก็เดินทางมาถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จริงๆ ในการเป็นมือ 1 ทีมชาติไทย แสงสว่างที่คุณเคยคิดว่ามันไกล พอได้สัมผัสจริงๆ มันเป็นอย่างไรบ้าง

สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ความคาดหวัง จากเดิมที่เราหวังแค่ให้ตัวเองเดินมาถึงจุดหมาย มันกลายเป็นว่า พอมาถึงจุดนั้นจริงๆ เราต้องแบกความคาดหวังของคนทั้งประเทศ แบกรับความกดดันไว้บนบ่า เรารู้ว่ามันเหนื่อยมากในการไขว่คว้า เพื่อไปให้ถึงตำแหน่งมือ 1 ทีมชาติ หรือการติด 11 ตัวจริง

แต่สิ่งที่เหนื่อยยิ่งกว่าการได้เป็นตัวจริง คือ การรักษาตำแหน่งนั้นไว้ ควบคู่ไปกับการทำผลงานในการเล่นทีมชาติให้ดี

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้ลงเล่นให้ทีมชาติ ก็เหมือนคุณยืนอยู่บนหน้าผาสูง ทุกคนมองเห็นคุณ วันที่ได้รับชัยชนะมันหอมหวลเสมอ แต่วันใดที่พ่ายแพ้ เกิดข้อผิดพลาด มันเจ็บปวดมากเช่นกัน

 

ความเจ็บปวดของตำแหน่งผู้รักษาประตูทีมชาติ มันมากขนาดไหน ในแต่ละครั้งที่เสียประตู  

เป็นเรื่องปกติ ในทุกประตูที่เสีย ผู้รักษาประตูมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยกับการเล่นให้สโมสร ความผิดพลาดในสโมสร ก็มีผลกับแค่สโมสรเดียว แต่กับทีมชาติ มันมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนทั้งประเทศ

ในยุคหนึ่งที่ทีมชาติไทย ผลงานไม่ดี ช่วงนั้นใครมาเล่นก็โดนด่าหมด เวลาเรียกเก็บตัว ก็อาจจะมีบางคนที่พยายามเลี่ยงด้วยข้ออ้างต่างๆ เพราะไม่มีใครอยากลงไปในสนาม แล้วอยากโดนด่าหรอก

เราจะทำแบบนั้นก็ได้ แค่ให้สโมสรออกข่าว ออกใบแพทย์ แต่เราเชื่อในความจริง เชื่อในความถูกต้อง เราจะโกหกใครก็ได้ แต่เราโกหกตัวเองไม่ได้ แล้วอีกอย่างนี่คือความฝันของเรา ในการเล่นให้ทีมชาติ

ก็เลยจะมีคำพูดปลอบใจกันเองกับพวก ดัสกร (ทองเหลา) กับลีซอ (ธีรเทพ วิโนทัย) ว่า เฮ้ย วันนี้เราจลงเล่นให้สนุกที่สุด และเล่นให้โดนด่าน้อยที่สุด (หัวเราะ)

 

วิธีเยียวยาจิตใจของผู้รักษาประตูระดับทีมชาติ

เราก็แค่ต้องยอมรับความจริง และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราพลาดเพราะอะไร จะไปแก้ไขอย่างไรต่อ กำลังใจที่ได้รับจากคนรอบข้าง ครอบครัว ก็สำคัญ รวมถึงเราต้องให้กำลังใจตัวเองด้วย เพื่อก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปให้ได้

ที่สำคัญเราต้องมีกระจกที่ใสสะอาด ที่จะสะท้อนความเป็นจริงออกมาให้เราเห็น ได้แก่ ครอบครัว ในวันที่เราเล่นไม่ดี เขาควรจะต้องพูดความจริง ไม่ใช่บอกว่า เราทำได้ดีแล้ว สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมพยายามแก้ไข และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆวัน

 

คุณกินระยะเวลาการเป็นมือ 1 ทีมชาติไทย อยู่นานหลายปี แต่พอถึงจุดที่ต้องกลายมาเป็นมือ 2 มันเป็นความรู้สึกยากลำบากแค่ไหน

พูดจากใจเลยว่า ผมไม่มีความสุขกับการเป็นมือ 2 จากคนที่เคยเป็นมือ 1 ได้ลงสนามตลอด ต้องมานั่งรอโอกาสที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ที่ม้านั่งสำรอง มันไม่โอเคอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้

ไม่ใช่แค่เราคนเดียวในโลก ที่เป็นแบบนี้ ผู้เล่นระดับโลกมากมายก็เคยผ่านการเป็นตัวสำรองมาแล้วทั้งสิ้น มันคือวงจรของฟุตบอลที่ไม่มีใครสามารถอยู่ค้ำฟ้าได้ แค่ยอมรับมัน พยายามต่อไป ต่อสู้ให้ถึงที่สุด แล้วคอยดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

ในทางฟุตบอล ตำแหน่งมือ 1 หากไม่เจ็บ หรือฟอร์มตกจริงๆ เป็นเรื่องยากมากที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แล้วทำไมทุกๆครั้งที่ ทีมชาติไทย เรียกตัว คุณไม่เคยปฏิเสธโอกาสเหล่านั้นเลย ทั้งที่ทุกครั้งที่ไปรายงานตัว ก็ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า คุณจะได้รับเลือก

อย่างแรก การติดทีมชาติไทย คือความฝันสูงสุดของผม อย่างที่สอง ผมต้องการทำให้ทุกคนเห็นว่า ผมเคยผ่านทุกอย่างมาแล้ว ตั้งแต่การคัดตัว การเป็นตัวจริง ฉะนั้นการเป็นตัวสำรอง  ผมก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ และผ่านไปให้ดีด้วย

ถ้าทุกคนคิดว่ามารายงานตัว ยังไงก็ไม่ได้เป็นตัวจริง ทีมชาติก็คงแย่อ่ะครับ ทุกครั้งที่ผมมารายงานตัวทีมชาติ ผมไม่ได้มาเพื่อยอมแพ้ หรือมีความมุ่งมั่นน้อยลง ผมมาด้วยความตั้งใจทุกครั้ง และต้องการพิสูจน์ตัวเองในเวทีทีมชาติ เพื่อรอโอกาส เมื่อไหร่ก็ตามที่โอกาสมาถึง ผมพร้อมที่จะลงไปโชว์อีกครั้ง

ผมเชื่อว่าโค้ชทีมชาติทุกคนที่เคยร่วมงาน คงมองเห็นถึง สิ่งที่ผมแสดงออกมาในทุกๆสนาม ไม่ว่าจะตอนที่เป็นตัวจริงหรือสำรอง

 

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า คุณคือหนึ่งในไอดอลที่เขาติดตามมาตั้งแต่เด็ก แต่หลายคนไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของคุณสองคนในแคมป์ทีมชาติเป็นอย่างไร ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง และคู่แข่งในตำแหน่งเดียวกัน

ผมมองเห็น ตอง มาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นดาวรุ่ง และยังไม่ติดชุดใหญ่ เขาดูแตกต่างกับผู้รักษาประตูในรุ่นอายุเดียวกัน ผมคิดไว้แล้วว่า สักวันหนึ่งเด็กคนนี้ จะขึ้นมาเป็น มือ 1 ทีมชาติไทย ได้อย่างแน่นอน

จนวันหนึ่งเราก็ได้มาร่วมงานกันในทีมชาติชุดใหญ่จริงๆ ยิ่งเป็นการตอกย้ำสิ่งที่ผมมองเห็นเขาในวันนั้น มันไม่ผิดเลย พอได้มีเวลารู้จักกันมากขึ้น ก็ยิ่งได้เห็นอะไรที่มากกว่าแค่ภายนอก นอกเหนือจากคุณภาพของฝีมือแล้ว ในความเป็นคน เขาเป็นคนที่ดีมากคนหนึ่ง และเป็นคนน้องที่น่ารักเสมอมา

เราปรึกษาและแลกเปลี่ยนกันตลอด ในเรื่องศาสตร์ของผู้รักษาประตู มีบางอย่างที่เขาได้เรียนรู้จากผม เช่นกันผมก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากน้อง เช่น ในจังหวะแบบนี้ ถ้าเป็นตอง จะตัดสินใจอย่างไร เราคุยกันอยู่ตลอด ไม่ใช่คนที่จะเป็นคู่ต่อสู้กันอย่างเดียว

ยกเว้นพออยู่ในสนาม เราแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้กันและกัน ตอง เขาก็ต้องพยายามหนีขึ้นไปให้สูงขึ้น ส่วนผมก็ต้องพยายามตามน้องให้ได้ หรือถ้ามีโอกาสแซง ผมก็จะต้องแซงให้ได้ นั่นคือวิถีของการเป็นนักฟุตบอลที่ดี

 

ผู้รักษาประตูสำรองหลายคน มีปัญหาในเรื่องฟอร์มการเล่นที่เหลื่อมล้ำกับประตูตัวจริง แต่จากที่เห็นหลายๆนัด ที่คุณได้รับโอกาสลงไปเล่นแทน กวินทร์ ในช่วงที่บาดเจ็บ คุณก็แสดงให้เห็นว่า คุณยังเล่นได้ดีเหมือนเดิม ตรงนี้เกิดจากการเตรียมพร้อมอย่างไร

อย่างที่เห็นว่า นับตั้งแต่ ตอง ยึดมือ 1 ทีมชาติไทย เขาสร้างมาตรฐานไว้สูงมาก ดังนั้นไม่ว่าใครที่จะลงสนามไปเล่น หากถูกเปรียบเทียบกับเขา มันเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผมทัดเทียมกับเขาได้ คือการฝึกซ้อมให้หนัก การศึกษาการบ้านคู่แข่งเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดข้อแตกต่างเยอะ

 

หลายๆคนยังพูดถึงจังหวะที่คุณวิ่งออกมากลางสนาม เพื่อตัด เล กง วินห์ อยู่เลย

จังหวะนั้น เสี่ยงมาก แต่เหมือนสัญชาตญาณผลักให้เราต้องวิ่งออกไป ระหว่างที่วิ่งไป ในหัวคิดเลยว่า นรกกับสวรรค์อยู่ใกล้แค่เอื้อม

ถ้าจังหวะนั้นเขาแตะหนีไปได้ ผมคิดแล้วว่ายังไงก็ต้องตัดฟาวล์ จะไม่ยอมให้เสียประตู เพราะเป็นช่วงท้ายเกมแล้ว ซึ่งเขาก็ถึงบอลแรกก่อนนิดนึง แต่ผมพยายามพุ่งสกัดสุดตัวไปให้ถึงที่บอล โชคดีที่สกัดได้ ก็เลยมีคนชม ไม่งั้นหลังจบเกม ผมคงโดนถล่มเละแน่ (หัวเราะ) ถึงบอกไงว่าจังหวะนั้น นรกกับสวรรค์ห่างกันแค่นิดเดียว

 

จากวันที่เคยเป็นคนที่อายุน้อยสุดในห้องแต่งตัวทีมชาติชุดใหญ่ จนมาถึงวันที่เป็นพี่ใหญ่สุดในนั้น เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในห้องแต่งตัว และมีวิธีการปรับตัวอย่างไร

ในวันที่เราเป็นซีเนียร์สุดในห้องแต่งตัว เวลามองไปรอบๆ เห็นน้องๆเต็มไปหมด มีแต่เด็กรุ่นใหม่ บางคนนี่เขาสามารถเป็นรุ่นลูกเราได้เลยนะ (หัวเราะ) เรารู้สึกเขินๆเหมือนกัน ก็ถามตัวเองอยู่ตลอดว่า “นี่มันใช่ Gen ของเราจริงๆเหรอ เราเป็นส่วนเกินของทีมหรือเปล่า” ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลของการรีไทร์ด้วยนะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ด้วยอายุ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ผมมองหน้าเจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) โห เจ ยังเด็กอยู่เลย น้องหลายคนชอบมาบอกว่า “พี่รู้ไหม ผมดูพี่เล่นตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่ประถมฯ” มันก็ทั้งตลก และทั้งแฮปปี้ ตรงที่ในวันที่เราอายุมากขนาดนี้ แต่ก็ยังถูกเรียกติดทีมชาติ จากโค้ชหลายๆคน ด้วยคุณภาพ

 

หลังผ่านการรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่มา 14 ปี อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจประกาศเลิกเล่นทีมชาติ หลังจบเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก นัดสุดท้ายกับออสเตรเลีย

ผมถามตัวเองอยู่ตลอดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง? แต่ก็ยังไม่เต็มร้อยสักที จนผมมาได้แชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ซึ่งเป็นแชมป์ที่ผมยังไม่เคยได้ ตอนนั้นก็มีคำตอบให้ตัวเองเกือบ 100 เปอร์เซนต์แล้ว

แต่ยังติดอยู่ตรงที่ โปรแกรมทีมชาติยังมีคาบเกี่ยวที่จะไปรอบ 12 ทีมสุดท้ายเอเชีย ฟุตบอลโลก ถ้าไปได้ก็อยากลองดูอีกสักตั้ง ถ้าไปไม่ได้ มันก็คงสุดทางแล้ว โชคดีที่ผม ยังถูกเรียกติดทีม จนมาถึง 2 เกมสุดท้าย ผมมีคำตอบในใจ 100 เปอร์เซนต์แล้ว ไม่ว่าผมจะได้ลงสนามหรือไม่ก็ตาม

ทุกอย่างผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี ด้วยเหตุและผล รวมถึงเวลา ผมถามหัวใจตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายแล้วว่า ถ้าผมพูดคำนี้ (เลิกเล่น) ออกไป ผมจะไม่เสียใจภายหลัง การติดทีมชาติคือความฝันของตัวเองนะ แต่ตอนนี้เรากำลังจะตื่นจากฝันแล้ว ยอมรับได้ใช่ไหม หัวใจผมตอบว่า ใช่

ผมไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร อาจจะมีรุ่นน้องบางคนเท่านั้นที่รู้มาก่อน เพราะผมแซวเล่นว่า “น้อง นัดนี้เต็มที่นะ นัดสุดท้ายของพี่แล้ว” บางคนเขาก็ไม่เชื่อคิดว่าเราอำเล่น แต่บางคนเขาดูออกว่า ผมกำลังจะเลิกเล่นจริงๆ

ฉะนั้นก่อนเกมกับออสเตรเลีย ด้วยความเคารพสตาฟฟ์โค้ช ผมต้องการปิดเรื่องนี้ เพื่อไม่ต้องการให้โค้ช (มิโลวาน ราเยวัช) รู้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่อยากทำให้ โค้ช ลำบากใจ หากสมมุติในการฝึกซ้อม สองคนนี้ทำได้ดีพอกัน แต่ไม่รู้จะเลือกใคร อ่ะ เลือกคนนี้แล้วกัน เพราะเขากำลังจะเลิกเล่น

ผมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าจะได้ลงไปหรือไม่ได้ลงไป ทีมชาติต้องมาก่อน เพียงแต่ผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ถ้าจะได้ลง ก็ขอลงเล่น ด้วยเหตุผลของฟุตบอล ไม่ใช่เพราะตัวเองประกาศจะเลิกเล่น

 

ในใจตอนนั้นคิดอะไรอยู่ เมื่อรู้อยู่เต็มอกว่ากำลังจะลงเล่นเกมสุดท้ายให้ทีมชาติ

มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวน ได้นึกถึงทุกๆความรู้สึก ที่เราผ่านมา ไม่ว่าจะดี ร้าย ได้แชมป์ ตกรอบแรก ชนะ แพ้  ดีใจ ร้องไห้ เราผ่านจุดนั้นมาหมดแล้ว พอก้าวเท้าลงไป คิดอย่างเดียว ขอเล่นให้สนุกที่สุด พร้อมกับคุณภาพที่ดีสุด เท่าที่จะสามารถทำได้

 

มีประโยคหนึ่งที่คุณพูดกับนักฟุตบอลทีมชาติไทยทุกคน ในห้องแต่งตัว หลังจบเกมนัดนั้นว่า “ถ้าจะจดจำอะไรในตัวพี่ ให้จดจำว่า พี่คือนักสู้ สู้จนวินาทีสุดท้าย” อะไรคือสิ่งที่กลั่นให้คุณพูดคำนี้ออกมา  

มันคือตัวตนของผมเอง เพราะว่า ทีมชาติไทย ทุกๆชุด ที่ผมติด ผมต่อสู้ด้วยความพยายามมาโดยตลอด ผมไม่เคยได้แต้มต่อจากเหตุผลอื่นๆ เลยนะ ผมใช้ความพยายามล้วนๆ ในการต่อสู้ เพื่อโอกาสในการลงเล่นให้กับทีมชาติไทย

 

แล้วถ้าสิ่งที่คุณอยากให้แฟนบอลจดจำ ในเกมเทสติโมเนียลแมตช์ของคุณที่กำลังจะเกิดขึ้นคืออะไร

นอกเหนือจากความเป็น นักสู้จนวินาทีสุดท้าย ที่อยากให้ทุกคนจดจำผมไว้ อีกสิ่งหนึ่งก็คือ ความดีและความถูกต้อง มันก็จะเป็นเช่นนั้นเสมอ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปได้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง