Converse

คิดแบบเนวิน : กระเป๋าขาดมา 5 ปีเพราะสนามแข่งรถ...แล้วบุรีรัมย์ได้อะไร?



ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อของ วาเลนติโน่ รอสซี่, มาร์ก มาร์เกซ รวมถึง ฆอร์เก้ ลอเรนโซ่ ล้วนทำให้แฟนกีฬาความเร็วทั่วประเทศไทย แทบรอคอยให้การแข่งขัน โมโตจีพี มอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลกเดินทางมาถึงประเทศไทยไม่ไหว เพราะนี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ชมฝีไม้ลายมือระดับพระกาฬ รวมถึงการแข่งขันสุดดุเดือดแบบสดๆ หลังจากที่หลายคนเคยทำได้เพียงเชียร์ผ่านหน้าจอโทรทัศน์มานานแสนนาน


 

ซึ่งแม้ล่าสุดจะมีข่าวไม่ค่อยสู้ดีนักเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของลอเรนโซ่ ว่าอาการบาดเจ็บที่เท้านั้นจะร้ายแรงถึงกับทำให้หมดสิทธิ์มาแข่งที่ไทยหรือไม่ แต่บรรยากาศในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตั้งของ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สังเวียนแข่งขัน ก็เริ่มมีสัญญาณของความคึกคัก ป้ายโปรโมทการแข่งขันเริ่มมีให้เห็นเต็มสองข้างทางที่ทีมงาน Main Stand เดินทางสู่ตัวสนาม

แม้ความพร้อมในตอนนี้จะมีถึงกว่า 90% แต่เมื่อเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนที่การแข่งขันจะเกิดขึ้นในวันที่ 5-7 ตุลาคม การปรับปรุงและเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายจึงดำเนินไปอย่างเต็มสูบ ชนิดที่เวลา 24 ชั่วโมงต่อวันนั้นแทบไม่พอ ซึ่งนั่นทำให้เกิดอีกภาพชินตาของคนละแวกนั้น กับการที่ เนวิน ชิดชอบ ควบมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คู่ใจขี่ไปทั่วบริเวณสนามที่ตัวเขาเป็นเจ้าของ เพื่อตรวจความเรียบร้อยก่อนถึงวันแข่งขัน

และหลังจากที่ขี่ครบ 1 รอบสนาม ความยาว 4.554 กิโลเมตร เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, เจ้าของสนามแข่งรถแห่งเดียวในไทยที่ใช้จัดแข่ง F1 และโมโตจีพีได้ รวมถึงอีกสารพัดโปรเจ็คท์ ก็จอดรถ ก่อนจะเริ่มพูดคุยกับทางเราแบบเป็นกันเอง เพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราวกว่าที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพโมโตจีพีในปีนี้ รวมถึงคำถามสำคัญที่ว่า ทำสนามแข่งรถมา 5 ปี...บุรีรัมย์ได้อะไร?

“ถึงตอนนี้เรามั่นใจว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ 100% ทันวันแข่งละ” ‘ลุงเนวิน’ เริ่มด้วยการพูดถึงความพร้อมล่าสุดของการจัดแข่งขันโมโตจีพีครั้งแรกในประเทศไทย “แต่เอาเข้าจริง ถ้าว่าด้วยระบบของเราเองเพียงอย่างเดียว ผมเชื่อว่าในตอนที่เราคุยกันเนี่ย น่าจะพร้อม 99% ละ ทีนี้เนื่องจากเป็นงานที่ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน มันก็เลยล่าช้ากว่าที่คิดไว้ คือจริงอยู่ที่สนามแห่งนี้เป็นของเรา แต่เจ้าภาพนั้นคือการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)”

“รายการโมโตจีพีนี่เรายกสนามให้ใช้ฟรีๆ ไม่คิดค่าเช่าเลย ตอนแรกก็คิดว่า ปิดสนามซัก 1-2 สัปดาห์ก่อนแข่งก็คงพอ ไปๆ มาๆ ตอนนี้เราปิดสนามเพื่อปรับปรุงให้พร้อมมาร่วมเดือนละ รายได้ก็หายไปกว่า 20 ล้านแล้วเหมือนกัน”

ณ วันที่ทีมงาน Main Stand ไปสัมภาษณ์ เรายังคงเห็นคนงานก่อสร้างสแตนด์ที่นั่งชั่วคราวกันอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงนี้ เนวินเล่าให้เราฟังว่า “ตอนแรกเราก็ขายบัตรทั้งในส่วนของแกรนด์สแตนด์และไซด์สแตนด์ซึ่งเป็นที่ของเราเอง นำเงินส่งเข้า กกท. เรียบร้อย ทีนี้ กกท. บอกกับเราว่า ที่นั่งไม่พอ เอาล่ะสิ ก็ต้องทำสแตนด์ชั่วคราวเพิ่ม ทีนี้รอ กกท. ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แต่ถ้าเป็นแบบนี้ บรรพบุรุษของผมคงเดือดร้อนแน่ๆ เลยทำหนังสือแจ้งไปว่า ระหว่างที่รอความชัดเจน ทางเราก็ต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนนะ ก็ประสานกับหลายหน่วยงาน ไปยืม ไปเช่าสแตนด์มาสร้างให้แล้วเสร็จ ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่าย ว่ากันตามหลักการ คนที่เป็นเจ้าภาพ (กกท.) ก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบในส่วนนี้ แต่ถ้าสุดท้ายมันไม่ได้ ก็ถือเป็นเวรเป็นกรรม (หัวเราะ) ถึงอย่างนั้น เราจะให้ประเทศชาติเสียหายไม่ได้ไง เพราะอย่าลืมนะว่าเรายังเหลือสัญญาอีก 2 ปี (เซ็นเป็นเจ้าภาพถึงปี 2020) ก็ต้องทำให้เต็มที่ เป็นเจ้าบ้านที่ดีกับแขกผู้มาเยือน”

หากภาพยนตร์มหากาพย์ย่อมต้องมีจุดเริ่มต้นฉันใด การเป็นเจ้าภาพโมโตจีพีของประเทศไทยก็คงไม่ต่างกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 2 ปีก่อน จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน ซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมป์เปี้ยนชิพ ที่สนามแห่งนี้ (เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ ใช้รถที่มีขายตามท้องตลาดมาลงสนาม ส่วนโมโตจีพี เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่สร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น) แต่กว่าที่ทุกฝ่ายจะเห็นด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย…

“ตอนนั้นผมก็บอกเขาไปว่า ถ้าอยากจะจัดโมโตจีพีเพียงอย่างเดียวแล้วให้คนมาดูเนี่ย อย่าจัดเลย มันไม่เวิร์กหรอก เหนื่อยเปล่า แต่สิ่งที่ควรจะขายเนี่ย มันคือ โมโตจีพี+ประเทศไทย ต้องทำให้ประเทศไทยเป็นสินค้าเพื่อขายชาวโลก”

“คือถ้าจะออกโรดโชว์โปรโมทว่า เดือนตุลาคมนี้จะมีแข่งโมโตจีพีที่ประเทศไทย เท่านี้เนี่ย ผมว่าดูจะฉลาดน้อย เพราะถ้าเป็นแบบนั้น คนสเปน คนอิตาลี เขาก็คงคิดว่า ดูอยู่ที่บ้านก็ได้ มันควรโปรโมทว่า เดือนตุลาคมนี้มาประเทศไทยสิ นอกจากจะได้ดูโมโตจีพีแล้ว เรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย มีพระบรมมหาราชวังอย่างสวย มีทะเลอย่างใส มีเกาะแก่งภูเขาน่าเที่ยว มีอาหารอร่อย คนไทยอัธยาศัยดี มาเถอะ ... มันต้องแบบนี้ถึงจะชี้ชวนคนให้มาเที่ยว มาใช้จ่ายในบ้านเราได้”

“นอกจากเรื่องท่องเที่ยว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ วันนี้เรามีโรงงานผลิตมอเตอร์ไซค์หลายบริษัท นี่มันเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี้ยวกับการแข่งขัน ถ้าเรามีโมโตจีพี มีการแข่งขันมาลง มันก็จะทำให้บริษัทใหญ่ๆ คิดที่จะมาตั้งโรงงานในไทย ซึ่งจะสามารถเพิ่มการจ้างงานได้กว่าแสนคน รวมถึงมีที่ทางเอาไปผลิต ต่อยอดให้สินค้าของประเทศที่อาจจะประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอีกด้วย”

จากประเด็นดังกล่าว เนวินได้เน้นย้ำว่า ผู้มีอำนาจทางการบริหารในประเทศไทย ควรที่จะใส่ใจเรื่องการต่อยอดให้มากขึ้น

“เราต้องอย่ามองแบบม้าแข่ง ที่ถูกบังคับให้มองแต่ทางตรงอย่างเดียว เราต้องมองแบบนก แบบพาโนราม่า จริงล่ะที่กีฬาบางชนิด เรายังต้องสนับสนุนเพื่อจุดมุ่งหมาย ความเป็นเลิศ แต่หลายๆ กีฬาเหล่านั้น มันไม่อาจต่อยอดไปสู่เส้นทางอาชีพได้ อย่างเช่น ยกน้ำหนัก เราได้เหรียญรางวัลจากกีฬานี้เยอะมากนะ ทั้งชิงแชมป์โลก, โอลิมปิก แต่ถามหน่อยว่ามีมีอุตสาหกรรมที่ช่วยต่อยอดความสำเร็จของพวกเขาบ้างหรือไม่?”

และนั่นนำมาซึ่งคีย์เวิร์ดที่เนวินเน้นย้ำอยู่เสมอในช่วงนี้...

“มิติตอนนี้ เราต้องมองกีฬาให้เป็น กีฬาและความบันเทิง Sport Entertainment รวมถึงมองในมุมการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องมาดูว่า อีเวนท์ใด การแข่งขันใด ที่จะนำมาซึ่งการต่อยอดในเรื่องเหล่านี้ได้บ้าง เราก็ไปคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้จนภาครัฐตกลงที่จะเป็นเจ้าภาพ ให้การสนับสนุนในการจัดแข่งขันโมโตจีพี”

แต่แม้จะได้รับไฟเขียวจากภาครัฐ เรื่องราวก็ยังไม่จบ…

“ประเด็นมันคือ กกท. ให้งบเรามา 300 ล้านบาท สำหรับการเป็นเจ้าภาพ 3 ปี ปีละ 100 ล้านบาท แต่เฉพาะค่าลิขสิทธิ์ให้ได้จัดแข่งขันแค่ปีเดียว ก็สูงถึง 260 ล้านบาทเข้าให้แล้ว ส่วนที่เหลือทาง กกท. บอกว่า ก็ให้ทางบุรีรัมย์ไปจัดการเรื่องสิทธิประโยชน์ ให้มีเงินพอที่จะไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์ได้ ผมก็ต้องไปกราบกรานบริษัท, หน่วยงานต่างๆ แล้วก็เอาไอเดียที่ผมเพิ่งเล่าไปเนี่ย เสนอให้ฟังอีก เรื่องนี้จบไป มาที่เรื่องสนาม จริงอยู่ที่สนามเราได้รับมาตรฐาน FIM เกรด A ตั้งแต่ตอนที่จัดเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ แต่พอเป็นโมโตจีพี ทาง FIM ก็ต้องส่งคนมาดูสนามใหม่ พอสั่งปรับปรุงเพิ่ม ก็ต้องใช้เงินผมอีก เออ… ดูเหมือนงานนี้ภาครัฐจะฉลาดกว่าเราเว้ย”

“แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราเองก็ต้องทำให้เต็มที่ เพราะความตั้งใจของเรา คือไม่ได้ต้องการแค่ให้การแข่งขันออกมาเรียบร้อยเท่านั้น เราต้องการให้โมโตจีพีที่บุรีรัมย์ ประเทศไทยเนี่ย เป็นรายการที่ผู้เข้าชมมีความสุขที่สุด”

และด้วยสิ่งที่เนวินได้กล่าวไว้ ทางบุรีรัมย์ซึ่งเป็นเจ้าภาพการแข่งขันจึงได้ตระเตรียมทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้แฟนกีฬาที่ได้มายังดินแดนอีสานใต้แห่งนี้ มีความสุขที่สุด

“เริ่มด้วยเรื่องกิจกรรมความบันเทิง อย่าง F1 ที่สิงคโปร์เขามี After Party เป็นคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลก แต่ของดีบ้านเราคืออะไร? มวยไทย เราก็เลยหามวยไทยมาชก ผมก็จีบให้ สามารถ พยัคฆ์อรุณ กับ สมรักษ์ คำสิงห์ กลับมาชกโชว์ให้ชาวต่างชาติได้ดู ส่วนคอนเสิร์ต เราก็มี แต่จะเป็นศิลปินไทย อย่าง BNK48 งี้ ก็จะเป็นการรวมแฟนของ BNK กับแฟนกีฬาด้วยกัน นอกจากนี้ เรายังมีพาวิลเลียน แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว อาหารไทย นำของดีของประเทศไทยให้คนจากทั่วโลกได้เห็น”

ถึงกระนั้น แฟนกีฬา รวมถึงชาวไทยหลายคนน่าจะยังตั้งข้อสงสัยว่า ด้วยความที่บุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่ค่อนข้างเล็ก จะมีวิธีรับมือกับผู้ชมจำนวนมหาศาล ที่คาดกันว่าจะสูงถึงหลักแสน ทั้งในเรื่องที่พัก และการเดินทางอย่างไร? ซึ่งตรงนี้ เนวินชี้แจงว่า

“เรื่องที่พัก อันนี้เรายอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่ในจังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น ที่พักในจังหวัดใกล้เคียงอย่าง สุรินทร์ กับ นครราชสีมา ก็แทบเต็มหมดทุกที่ด้วย เราก็เลยเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งในสนามให้ตั้งเป็นแคมป์ ค่ายรถไหน สปอนเซอร์เจ้าใดอยากพาแฟนคลับมาชม เรามีพื้นที่ตั้งเตนท์ มีห้องน้ำให้ ซึ่งผมก็ต้องควักกระเป๋าตัวเองในการปรับพื้นที่ด้วยน่ะแหละ ตรงนี้น่าจะรับผู้ชมได้อีกราวๆ 10,000 คน”

“ส่วนเรื่องการเดินทาง ก็อย่างที่ทราบกันว่าจังหวัดเราเป็นจังหวัดเล็กๆ มีรถแท็กซี่ 15 คัน รถเมล์ไม่มี รถไฟฟ้าไม่มี (ระบบขนส่งสาธารณะหลักของ จ.บุรีรัมย์ คือ รถสองแถว และตุ๊กตุ๊ก) ทีนี้จะทำอย่างไร ก็ Grab ไง ผมก็ประสานงานกับทางจังหวัด ทหาร ตำรวจ รวมถึง Grab ให้เอารถมาลงที่นี่ในช่วงแข่งขัน แต่ที่บุรีรัมย์ Grab จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ Grab จะต้องเป็น Grab & Guide ซึ่งก็จะมีการอบรม คนบุรีรัมย์นี่แหละ ให้สามารถเป็นไกด์แก่แขกบ้านแขกเมืองได้ เพราะด้วยความเป็นเจ้าถิ่น ก็จะรู้อยู่แล้วว่า ส้มตำร้านไหนอร่อย เมนูอะไรเป็นของเด็ด สถานที่ไหนที่ต้องไป คือ Grab ของที่นี่จะไม่ได้เป็นเพียงแค่คนขับรถรับส่ง แต่จะต้องเป็นเหมือนมัคคุเทศก์ เป็นไกด์ ซึ่งดูดีกว่าเยอะ และมันช่วยสร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นอีกด้วย”

“ส่วนเรื่องภาษา เราก็ใช้เทคโนโลยีมาช่วยสิ เดี๋ยวนี้แทบทุกคนก็ต้องมีสมาร์ทโฟนใช้ เราก็ใช้แอพฯ แปลภาษา พูดใส่ แล้วก็ให้โปรแกรมแปลไป ซึ่งนอกจาก Grab แล้ว ตำรวจที่นี่ก็ใช้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีการฝึกอบรมอาสาสมัคร ซึ่งตอนนี้อบรมได้ประมาณพันกว่าคนละ แน่นอนว่าทุกคนอาจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ทั้งหมด แต่มีสมาร์ทโฟนใช่มะ? ก็ใช้แอพฯ ในนั้นนั่นแหละ แล้วในช่วงวันงาน เราจะมีอาสาสมัครอีกกลุ่ม เรียกว่า ‘กูเก็บ’ จะเห็นคนพวกนี้ถือถุงดำเก็บขยะ ใครทิ้งกูเก็บ ทั้งบริเวณสนามและตัวเมืองบุรีรัมย์”

การร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันโมโตจีพีครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนแนวคิดของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างดีว่า ไม่เพียงแค่ทุกอย่างต้องออกมาดีเท่านั้น แต่ทุกคนในจังหวัด ต้องอยู่ได้ด้วย

“โลกวันนี้มันต้องทำให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพให้ได้ ต้องทำให้ทุกคนเป็นเจ้าบ้านให้ได้ ต้องให้นักท่องเที่ยวมีความสุข วันนี้เราบอกทุกคนว่า นักท่องเที่ยว 1 คนมาวันนี้ ถ้าเขากลับไปแล้วกลับมาอีก เขาก็เอาสตางค์กลับมาให้พวกเราอีก เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยต้อนรับแขก รักษาเมืองของเรา อย่าง บุรีรัมย์ มาราธอน (งานแข่งวิ่งมาราธอนของจังหวัด) เนี่ย รับสมัคร 20,000 คน เปิด 8 โมงเช้า 8 โมง 15 เต็ม คนร้องกันเต็ม สมัครไม่ทัน เปิดเพิ่มได้มั้ย? เรื่องที่ว่ามาถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนเมืองนี้ไปทุกอย่างเลยนะ”

ก่อนหน้าที่ศึกโมโตจีพีจะมาแข่งขันในประเทศไทยในเดือนตุลาคม รอสซี่, มาร์เกซ, ลอเรนโซ่ ตลอดจนนักแข่งและทีมแข่งในรุ่นโมโตจีพีทั้งหมด มีโอกาสได้มาชิมลางสถานที่จริงแล้วในช่วง Winter Test หรือการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากปากนักแข่งว่า สนามแห่งนี้ดูจะไม่ท้าทายเท่าที่ควร แล้วเมื่อพวกเขาได้มาที่นี่จริงๆ แล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง?

“ถ้าเป็นทีมแข่งกับนักแข่งนะ เขาบอกว่า ดีกว่าไป เซปัง มาเลเซีย เพราะสนามเซปังมันอยู่กลางป่า อยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ราว 2 ชั่วโมง และต้องไม่ลืมว่ามาเลเซียเป็นประเทศมุสลิม มัน No Alcohol No Entertainment แล้ววงการแข่งรถ ถ้าไม่มีพวกนี้เสียบ้างมันหมดสนุก นี่ถือเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมกล้าสร้างสนามแข่งกับทางมาเลเซีย”

แม้เนวินจะกล่าวแบบติดตลกว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาทุ่มทุนสร้างสนามแห่งนี้ก็เพราะโดนลูกๆ หลานๆ ที่ชื่นชอบกีฬาความเร็วเช่นกันหลอก จนหมดเงินไปร่วมพันล้านบาทเพื่อให้ได้สนามแข่งระดับโลกที่สามารถจัดแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตได้ทุกรายการ แต่เมื่อได้กล่าวถึงปัจจัยอื่นๆ ก็ทำให้เรารู้ว่า นี่คือสิ่งที่คิดมาเป็นอย่างดีแล้ว...

“มีหลายคนถามผมนะว่า คิดยังไงถึงกล้าที่จะสร้างสนามแข่งกับมาเลเซีย เพราะสนามเซปังเนี่ยเป็นของรัฐบาล แล้วทำไมเอกชนอย่างผมถึงกล้าสู้ ตรงนี้ผมก็ไม่ได้ทำวิจัยอะไรให้ตัวเลขมากมายน่ะนะ แต่คุณลองไป หาดใหญ่ เบตง สุไหงโกลก ดูสิ จะเห็นว่าคนมาเลเซียข้ามฟากมาใช้สตางค์ที่นั้น มาใช้ชีวิตที่นั่นเต็มไปหมดเลย เศรษฐกิจที่นั่นดีกว่าตัวเมืองสงขลาเสียอีก ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่าที่มาเลเซียมันไม่มี Alcohol ไม่มี Entertainment ไง ผมก็เลยเห็นว่า ขนาดหาดใหญ่ที่มันไม่มีอะไรมันยังเงินสะพัดได้ แล้วที่บุรีรัมย์นี่มีสนามแข่งรถ พวกกลุ่มซูเปอร์คาร์ บิ๊กไบค์ จากมาเลเซีย สิงคโปร์ ยังไงก็พร้อมข้ามมา เพราะที่นี่ถูกกว่า น่าเที่ยวมากกว่า เลยตัดสินใจทำเลย”

“แล้วมันก็พิสูจน์ให้เราเห็นนะ อย่างรายการ Asia Road Racing มอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชียเนี่ย รายการนี้ผู้จัดเป็นชาวมาเลเซียนะ มี Petronas บริษัทน้ำมันของเขาเป็นสปอนเซอร์หลัก ปีแรกที่เราสร้างสนามเสร็จ เราเอารายการนี้มาลงที่นี่สนามเดียว พอแข่งครั้งแรกจบ ปีที่สองเราก็จะต่อสัญญา เขาบอกว่า ให้เราจัด 2 สนาม เหตุผลเพราะนักแข่ง ทีมแข่ง บอกว่า มาแข่งที่นี่แล้วมีความสุข มี Entertainment มี Alcohol เพราะไปที่ญี่ปุ่น ทุกอย่างมันแพง ไปตะวันออกกลาง แข่งเสร็จพวกจองไฟลท์แรกบินกลับบ้านหมด เพราะมันไม่มีอะไรให้ฉลอง แต่ที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนมาก่อน กลับทีหลัง มันก็เป็นข้อมูลชี้วัดว่า เรามาถูกทางละ”

แม้ถึงตอนนี้ เนวินจะกล่าวกับเราว่า เขายังมีภาระหนี้ที่ผูกพันกับการสร้างสนามนี้อยู่ แต่สิ่งต่างๆ ที่ปรากฎให้เห็นในจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ตลอดจนทีมฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และอีกสารพัดโปรเจ็คท์ที่เกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดหลังจากนี้ ทำให้ดินแดนอีสานใต้แห่งนี้เปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงประชาชนมีลู่ทางหารายได้ที่มากขึ้น

ซึ่งโมโตจีพีครั้งแรกในประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานจากนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ Hub วงการมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนของจังหวัดบุรีรัมย์ เหมือนที่พวกเขาทำสำเร็จมาแล้วกับทีมปราสาทสายฟ้าในอนาคตอันใกล้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง