Converse

มอง ‘ภราดรฟีเวอร์’ ในมุมซูเปอร์บอล : “จะให้คนมาบูมกีฬา? มันก็ต้องมีฮีโร่ก่อนไง”



ว่ากันว่าเมืองไทยเป็นชาติที่โหยหาวีรบุรุษ  เวลาที่นักกีฬาคนใดคนหนึ่ง ออกไปแข่งขันในนามตัวแทนของชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพ หรือกีฬาสมัครเล่น ยามประสบความสำเร็จกลับมา พวกเขามักได้รับความสนใจอย่างล้มหลาม


 

จากนั้นผู้คนก็มักเกิด “ความอยาก” บริโภคเรื่องราวเกี่ยวกับตัวนักกีฬา ในแง่มุมของวีรบุรุษ และสื่อก็มักสนองด้วยการผลิตเนื้อหาออกมาบ่อยๆ ให้คนได้อินกับนักกีฬาคนนั้นๆ

ยิ่งถ้าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ และมีความต่อเนื่องด้านผลงาน สื่อก็ยิ่งผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีก เล่นมันทุกแง่มุม จากวงการสื่อกีฬาลามไปยังสื่อสายอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม, หรือกระทั่งบันเทิง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ขึ้นมาที่เรียกว่า “นักกีฬาเซเลป”  

ช่วงสายๆของเช้าวันทำงาน ที่คอร์ตเทนนิส ทรู อารีนา หัวหิน เราขับรถเดินทางมาพบกับ อดีตซูเปอร์สตาร์นักกีฬาชาวไทยผู้สร้างปรากฏการณ์ “ภราดรฟีเวอร์” จนทำให้ เทนนิส กลายเป็นกีฬาที่ฮิตไปทั่วไทย เมื่อราวๆ 10-15 ปีก่อน

ที่ตอนนั้น ไม่มีใครในประเทศไทย ไม่รู้จัก“ซูเปอร์บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ อดีตนักเทนนิสมือ 9 ของโลก ด้วยลีลาการหวดอันทรงพลัง ที่สามารถต่อกรกับเหล่าสุดยอดนักเทนนิสแห่งยุคนั้นได้อย่างสนุกสูสี และเอกลักษณ์การไหว้ผู้ชมรอบสนาม ที่เรียกเสียงปรบมือจากฝรั่งมังค่าได้เสมอ

แต่นับตั้งแต่การประกาศรีไทร์ จากการเล่น เทนนิสอาชีพ ในปี 2010 ภราดร ศรีชาพันธุ์ ก็เฟดตัวเองออกจากวงการเทนนิสไปเลย พร้อมๆกับกระแสความนิยมของกีฬาหวดลูกสักหลาดในเมืองไทย ที่เริ่มค่อยๆซาลงตามไป

8 ปีที่เขาที่ผ่านมา ภราดรหายไปไหน?  วงการเทนนิสไทย หลังสิ้นสุดยุคซูเปอร์บอล ก้าวหน้าหรือถอยหลังลง?  อะไรทำให้เขาหวนกลับจับแรกเก็ตอีกครั้ง? และความหวังที่จะได้เห็น “ภราดรคนต่อไป” มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในมุมมองของเขา...

 

เช้าที่ไม่มีเทนนิส

“หลังจากที่ผมเลิกเล่นอาชีพ ผมก็ไม่ได้ติดตามดูเทนนิสเลยตลอด 3 ปีเต็ม ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์ในไทย หรือการแข่งขันระดับโลก”

“ตอนนั้นผมก็อายุเกือบจะ 30 แล้ว รู้สึกว่าตัวเองอยู่กับเทนนิสมาทั้งชีวิต ก็เกิดความรู้สึกอยากจะผ่อนคลาย มันก็ไม่มีเหตุผลที่ทำไมผมต้องกลับไปติดตามผลการแข่งขันคนอื่นๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป”

อดีตนักเทนนิสมือ 1 เอเชีย ย้อนความหลังผ่าน Main Stand ถึงช่วงเวลาที่ ทำให้หลายคนแทบไม่ได้ ซูเปอร์บอล ปรากฏตัวอยู่ในหน้าสื่อของเทนนิสอีกเลย ภายหลังการตัดสินใจเลิกเล่นอาชีพ ในรายการสุดท้ายอย่าง ไทยแลนด์ โอเพ่น ปี 2010

เพราะตลอดเส้นทางการเป็น นักหวดอาชีพ “ซูเปอร์บอล” ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายให้เกิดขึ้น บนแผ่นดินไทย โดยเฉพาะกับกีฬาเทนนิส เขากวาดแชมป์ เอทีพี ได้ถึง 5 รายการ เป็นนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่เข้ารอบ 4 ศึกแกรนด์สแลมได้ถึง 3 รายการ รวมถึงเคยขึ้นปกหนังสือ ไทม์ ในปี 2003 มาแล้ว

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา อาการบาดเจ็บที่ข้อมือ กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการเล่นกีฬาเทนนิสของเจ้าตัว บวกกับความรู้สึกอิ่มตัวจากความสำเร็จที่ได้รับมาตลอดอาชีพนักเทนนิส...ทำให้ในทุกๆเช้าของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง และไม่มี เทนนิส อยู่ในกิจวัตรประจำวันตลอด 3 ปีแรก

“ช่วงที่ตัดสินใจรีไทร์ ไม่ใช่ว่าเพราะผมเบื่อเทนนิสนะ แค่รู้สึกว่าตัวเองเดินมาถึงจุดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ อย่างที่ตั้งใจไว้ได้แล้ว แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่รบกวน หากผมกลับไปเล่นอีก แล้วทำได้ไม่ดี คนก็อาจจะมองว่า ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จเหมือนแต่ก่อน”

“ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่ต้องถอยออกมาแล้ว สิ่งที่ผมทำมันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ผมไม่ได้เลิกเล่น เพราะผมหมดรักเทนนิสนะ เพียงแต่ผมมีความสนใจอย่างอื่นมากขึ้น นอกเหนือจากเทนนิส อย่างเรื่องครอบครัว ผมก็อยากมีเวลาให้ครอบครัว อยากมีเวลาไปเยี่ยมคุณพ่อ คุณแม่ ที่จังหวัดขอนแก่น”

“รวมถึงเรื่องกีฬา ผมมีความสนใจในกีฬาชนิดอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไซค์, กอล์ฟ ฯ ผมยังมีความต้องการที่จะลงแข่งขันอยู่ ที่ผ่านมาผมเล่นแต่เทนนิสมาหลายปี ก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่เคยได้ลองทำ”

“ผมอยากตื่นเช้ามา ไม่ต้องไปซ้อมเทนนิสเพื่อเตรียมตัวลงแข่ง เหมือนตอนเล่นอาชีพ อย่างที่ผมบอกไป ผมไม่ได้เบื่อเทนนิสนะ แค่มันเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ทำกิจกรรมอื่นๆที่สนใจอยู่ หลังจากเลิกเล่นอาชีพ”

ซูเปอร์บอล ใช้เวลาหลังจากการแขวนแรกเก็ต ไปกับการมองหาลู่ทางในการทำธุรกิจ รวมถึงได้ลงมือทำหลากหลายกิจกรรมที่เจ้าตัวสนใจ

เช่น กีฬากอล์ฟ เขาใช้เวลาถึง 4 ปีนับจากวันที่หัดเล่น ฝึกฝน แข่งขัน จนได้เทิร์นโปรอาชีพ เมื่อปี 2016 รวมถึงมอเตอร์ไซค์ที่เคยเอาดีจนได้ลงแข่งขันในรายการระดับประเทศมาแล้ว

“มันก็กลับไปวนลูปเดิมของนักกีฬา คือ ตื่นเช้า เตรียมร่างกาย ซ้อมเช้า ซ้อมบ่าย ก็ทำเหมือนเดิมไม่ได้แตกต่างกับตอนเล่นเทนนิสเท่าไหร่ แต่แค่มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเรา ก็ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหามันอยู่ อะไรประมาณนั้น”

“แต่ก็มีความแตกต่างมันอยู่บ้าง อย่าง เทนนิส มันบอกกันด้วยผลแพ้ชนะ ตามสกอร์เลยว่าเท่าไหร่ แต่สำหรับกอล์ฟ อย่างที่เราเห็น มีนักแข่งหลายคน แต่มีผู้ชนะคนเดียว คนที่ตามหลังแค่สกอร์เดียว จบอันดับ 2 ก็คือ อันดับ 2 ไม่ถือว่าชนะ”

“ส่วนมอเตอร์ไซค์ มันให้ความรู้สึกคล้ายๆกับการวิ่งมาราธอน ใครก็ตามที่สามารถเข้าเส้นชัยได้ ก็ถือว่าชนะใจตัวเองแล้ว อันนี้เป็นมุมมองของผมนะ ที่มีต่อมอเตอร์ไซด์ ถ้าเราบิดได้จนจบทัวร์นาเมนต์ ไม่ล้มก่อน ก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่งแล้ว” ภราดร ที่เคยประสบอุบัติเหตุหนัก จากการขับมอเตอร์ไซค์ กล่าว

นอกจากชนิดกีฬาที่เล่นจะเปลี่ยนไปแล้ว ภราดร ศรีชาพันธุ์ ได้เล่าว่า เขาค้นพบความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในวันที่ไม่ได้หวดเทนนิส โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตนอกสนาม

แม้เขาจะมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบความเรียบง่าย สงบ แต่ด้วยชื่อเสียงอันโด่งดังจากการเล่นเทนนิส ก็ทำให้ช่วงชีวิตหนึ่ง ทุกการเคลื่อนไหวของ ซูเปอร์บอล มักได้รับความสนใจ และอยู่ในพื้นที่สื่ออยู่เสมอ ในฐานะนักกีฬาซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทย

ชีวิตภายหลังการเลิกเล่นเทนนิสของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ เขาจึงพยายามใช้ชีวิตให้เรียบง่ายสุด แบบที่ตัวเองอยากเป็น โดยเลือกที่ออกมาใช้ชีวิตตามต่างจังหวัด แทนที่จะอยู่ในเมืองหลวง

“ชีวิตทุกวันนี้ถ้าเทียบกับตอนเล่นเทนนิส มันไม่เหมือนกันหรอก เมื่อก่อนไปไหนมาไหน ก็จะรู้สึกว่า ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ทุกวันนี้โอเค ไปไหนมาไหน ยังพอมีคนทักอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากมายเหมือนสมัยนั้น”

“ช่วงแรกๆ ที่มีชื่อเสียง ผมรู้สึกว่า มันไม่เป็นส่วนตัวเลย เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน ก็จะมีเป็นข่าวไปหมด ตอนนั้น เราไม่ได้รู้สึกอึดอัดนะ แต่เข้าใจอารมณ์ปะครับว่า ปีหนึ่งผมมีแข่งประมาณ 35 สัปดาห์ ก็เกิน 8 เดือนเข้าไปแล้ว ฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือ 3-4 เดือน ผมจะกลับมาเมืองไทยมาซ้อม มามีเวลาส่วนตัวบ้าง แต่พอมีชื่อเสียงแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ความเป็นส่วนตัวมันจะหายไป”

“เดินไปไหนก็มีแต่คนมอง มีคนชี้ๆๆ มีแต่คนรู้จักเราเต็มไปหมด ถามว่าอึดอัดไหม รำคาญหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เพราะเราเป็นคนของประชาชน มันก็ต้องปรับตัวและอยู่ให้ได้ ก็เหมือนกับนักกีฬาดังๆ หรือดารา ที่เวลาจะไปไหน ก็จะต้องเป็นข่าว เราต้องคิดบวกให้ได้ ถ้าคิดในแง่ลบ เราก็คงรู้สึกไม่ดีกับมันใช่ไหม”

“เพราะความสำเร็จ มันมีองค์ประกอบมาจากความพยายาม ความมุ่งมั่น และความคิดเชิงบวก ต้องมี ถ้าเข้าใจว่าคนที่เข้ามาถ่ายรูปเรา ขอลายเซ็น แม้แต่ตอนที่เรากำลังทานข้าว คือคนที่เขาเชียร์เรา เขาติดตามเรา เขาให้กำลังใจเราผ่านทางทีวี นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตเขา ที่ได้เจอเรา เขาจึงอยากถ่ายรูปกับเรา ถ้าคิดแบบนี้เราก็จะรู้สึกสบาย ไม่เหนื่อย ไม่อึดอัด”

“ถ้าสมัยก่อนมีโซเชียลมีเดียแบบทุกวันนี้ก็คงดี สมัยนั้นผมยังต้องส่งแฟ็กซ์หาที่บ้านอยู่เลย (หัวเราะ) ฉะนั้นโอกาสที่เขาได้ติดต่อสื่อสารพูดคุยกับเรามันทำได้ยากกว่ายุคนี้ ที่โลกทั้งใบถูกย่อมาไว้ในมือถือแล้ว”

 

กีฬาจะบูมต้องเกิดปรากฏการณ์

หลังจากเจ้าตัว ตัดขาดกับโลกเทนนิสไปเลยเป็นเวลา 3 ปี เมื่อวันหนึ่งที่ ภราดร ศรีชาพันธุ์ เริ่มหันกลับมามองดูเทนนิสอีกครั้ง...สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวมองเห็นก็คือ ปรากฏการณ์ และกระแสต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในยุคของเขา เริ่มค่อยๆจางหายไปในแวดวงลูกสักหลาดบ้านเรา

“ผมว่าแตกต่างกันมากนะ ถ้าเทียบจากช่วงที่ผมเล่นอยู่ ช่วงนั้นกระแสมันดีมากๆเลยสำหรับเทนนิส ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธุรกิจของการขายอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์เทนนิส ลูกเทนนิส เอ็นเทนนิส การขึ้นเอ็น ขึงเอ็นใหม่เนี่ย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

“แม้กระทั่งสนามเทนนนิสที่ไม่เคยมีคนสนใจอยากมาเรียน ผมเคยได้ยินครูสอนเทนนิสหลายคน มาพูดกับผมว่า “สมัยที่ภราดรเล่นเนี่ย ลูกศิษย์เยอะมาก เพราะว่าเด็ก ผู้ปกครอง ที่ตามกีฬา แล้วก็อยากให้ลูกเล่นกีฬา” เพราะตอนนั้นเทนนิสบูมมากในไทย”

“แต่หลังจากผมรีไทร์ผมไป กระแสก็เริ่มเบาลง เท่าที่ได้สัมผัส มันก็ยังพอมีอยู่นะ อย่างเช่น ดนัย (อุดมโชค) เขาก็ยังเล่นอยู่สักระยะ ต่อมาก็มีน้องนก นพวรรณ (เลิศชีวกานต์) ที่เคยได้แชมป์เยาวชนวิมเบิลดัน แต่ว่าถ้าเทียบแล้วก็ต้องยอมรับว่า มันไม่ได้ฟีเวอร์เท่าตอนนั้น”

หากมองตามความเป็นจริงก็พบว่า กระแสเทนนิสในบ้านเรา ได้รับความนิยมน้อยลงไปจริงๆ ไม่เหมือนกับช่วงที่ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ยังเล่นอยู่? ที่เกิดหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นที่เมืองไทย

ถึงขนาดที่สามารถจัดการแข่งขันรายการใหญ่ เอทีพี ทัวร์ ระดับ 250  “ไทยแลนด์ โอเพ่น” มาตั้งแต่ปี 2003 และได้รับการตอบรับที่ดีจากคนดูกีฬา ที่แห่กันเข้าไปชม นักเทนนิสชาวไทย ดวลแรกเก็ตกับ นักหวดลูกสักหลาดระดับโลก มาถึงวันที่รายการดังกล่าวต้องปิดตัวลงไป ในปี 2014 เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน

จนอาจกล่าวได้ว่า กระแสของเทนนิสไทย ผูกไว้กับความโด่งดังของ “ซูเปอร์บอล” ไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ และซบเซาลงไปในวันที่เขาไม่อยู่

“ตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าตัวเองมีส่วนในการทำให้ เทนนิส บูมในเมืองไทยนะ จนมาทราบว่าคนไทยเขาติดตามเชียร์ ตามดูนักกีฬาแข่งขันอาชีพในระดับโลกอยู่ ถึงขนาดมีการซื้อลิขสิทธิ์ ซื้อสัญญาณการถ่ายทอดสด  จนมีการจัดแข่งขันไทยแลนด์ โอเพ่น ได้อยู่หลายปี มีคนไทยไปดูเทนนิสในสนามมากขึ้น”

“หลายๆคนที่เจอ เดินมาบอกผมว่า เขาดูเทนนิสเป็นเพราะภราดรเลยนะ เมื่อก่อนนับสกอร์ยังไม่เป็นเลย เราก็รู้สึกดีใจ ที่ทำให้คนไทยที่เชียร์นักกีฬาไทย ได้ประโยชน์ ได้รู้จักกีฬาเทนนิสมากขึ้นด้วย”

“กระแสตอนนั้นมันหยุดไม่อยู่สำหรับเทนนิส มันแรงมาก แม้กระทั่งโฆษณา บริษัท ห้างร้าน ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเทนนิส ก็ยังอยากจ้าง ภราดร ให้ไปเป็นพรีเซนเตอร์ ช่วยโปรโมตสินค้า กิจการของเขาหน่อย”

“ไอค่อนนักกีฬา” จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคมคนดูกีฬาของไทย ที่แทบจะเป็นเหมือนแม่เหล็กในการดึงดูดความสนใจ ตลอดจนกระแสความนิยมต่อกีฬาชนิดนั้นๆ

เช่น สนุกเกอร์ ที่บูมสุดๆ ในยุคทองของต๋อง ศิษย์ฉ่อย, เทควันโด ในยุควิว-เยาวภา, กอล์ฟ ในยุครุ่งเรืองของ ธงชัย ใจดี แม้แต่กีฬาที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง ฟุตบอลชาย, วอลเลย์บอล ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่า ช่วงนั้นผลงานดีไหม มีนักกีฬาซูเปอร์สตาร์ขึ้นมาหรือเปล่า?

ซึ่งความจริงข้อนี้ ภราดร ยอมรับว่าเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ กระแสความนิยมต่อเทนนิส ในเมืองไทยลดลงไป เนื่องจากขาด “ฮีโร่” หรือ “ผู้สร้างปรากฏการณ์นั่นเอง” ประกอบกับผลงานของนักเทนนิสรุ่นหลัง ก็ยังไม่มีใคร สามารถก้าวข้ามหมุดที่ ภราดร ปักไว้ได้

“มันเป็นเหมือนกราฟอะ บางทีก็พุ่งขึ้นมา ในช่วงที่กีฬานั้นฟีเวอร์ แล้วก็เส้นกราฟตกลงไป ในช่วงที่กระแสดร็อป พอดร็อปแล้ว ผ่านไปสักระยะอาจจะกลับขึ้นมาพีคอีกก็ได้ ทีนี้ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองกระแสในด้านบวก หรือลบ ถ้าเลือกมองในด้านลบ ก็อาจจะรู้สึกว่า โห คนไทย ดูกีฬาตามกระแสจัง ถ้าพูดแบบนี้มันก็เท่ากับว่าเรามองกระแสในด้านลบ”

“ถ้ามองในด้านบวก ก็จะเห็นว่า อย่างน้อย “การมีฮีโร่ก็ช่วยให้คนหันมาบูมกีฬาชนิดนั้นๆได้” อย่างเช่น วอลเลย์บอล, แบดมินตัน ที่ยุคนี้เขามีฮีโร่ รวมถึงกอล์ฟ ที่มี โปรเมย์ (เอรียา จุฑานุกาล) เป็นมือ 1 ของโลก ส่วนตัวผมเลือกมองกระแสเป็นเรื่องบวก คิดว่ามันไม่ได้สำคัญหรอกว่า จะทำอย่างไรให้มันยั่งยืน สำหรับกีฬา ระบบที่ทำให้มันยั่งยืน คือ การที่นักกีฬาได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีเงินสนับสนุน นักกีฬาก็จะสามารถทำให้เขาได้ไปแข่งขัน ได้ไปเก็บประสบการณ์ และต่อยอดได้”

“แค่ต้องเข้าใจธรรมชาติเท่านั้นเอง วันหนึ่งมีกระแสขึ้นมา วันหนึ่งก็อาจจะดาวน์ลงไปได้ ตอนนี้กอล์ฟบูม พอถึงจุดหนึ่งที่กอล์ฟกระแสเริ่มซา มันก็จะมีกีฬาอื่นๆขึ้นมาได้รับความนิยมแทน เช่น ฟุตบอล, วอลเลย์ฯ ต่อให้จะมองแบบแง่ลบว่า โหย เห็นไหมกระแสตกแล้ว ไม่เห็นบูมเหมือนเมื่อก่อน ก็แค่เข้าใจมัน และคิดว่า มีขึ้นก็ต้องมีลง มันก็ยังดีนะที่ยังเคยมีขึ้นมาบ้าง ถ้าเมื่อไหร่ที่ลงแล้วหายไปเลย นั่นแหละถึงจะเกิดปัญหา”

“สำหรับวงการเทนนิสไทย ต้องยอมรับว่าช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน นักเทนนิสรุ่นผมได้ มันดูเหมือนจะมีนะ แต่ยังไม่เกิดสักที ที่มีอยู่ก็จะไปอยู่อันดับประมาณสัก 300-400 ของโลก ซึ่งถ้าเป็นระดับของการเล่นอาชีพแล้ว มันเป็นอันดับที่ไม่สามารถสร้างรายได้ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวนักกีฬาเอง สิ่งที่นักกีฬาเลือก สิ่งที่ผู้ปกครองเลือก บางคนเรียนไปด้วย เล่นเทนนิสด้วย”

 

นักหวดที่หายไป

“ยุคที่ผมเล่นเทนนิส รายการแข่งขันในประเทศ มีคนเข้ามาแข่งขันหลักพัน จนต้องจัดรอบ Pre-Qualified ก่อนรอบคัดเลือกอีก เพราะมีคนมาแข่งเยอะ แต่ทุกวันนี้รายการไหนมีสัก 300 คนก็ถือว่าเก่งแล้ว ถ้ามองภาพรวมประชากรเทนนิสบ้านเราลดลงไปครับ”

อดีตนักเทนนิสมือ 9 ของโลก มองว่า ผลพวงภายหลังจากการที่ เทนนิสของไทย กระแสตกลงไป ก็ทำให้คนที่จะหันมาจับแรกเก็ตเล่นกีฬานี้ หดหายตามลงไปด้วย

ซึ่งเปรียบเสมือนฐานของยอดปีรามิด หากต้องการจะสร้างนักเทนนิสให้เก่งไปถึงจุดยอด ก็ควรต้องเริ่มมองลงมาตั้งแต่ตัวฐานเสียก่อน

“ถ้าไม่อยากให้กีฬาชนิดไหน เป็นกระแส แค่พักๆ ก็ต้องเพิ่มจำนวนประชากรของกีฬาชนิดนั้น ถ้ามองแบบปีรามิด ฐานกว้างตรงนั้นคือ เด็กเยาวชนที่จะเริ่มเล่น สนใจเทนนิส ทำอย่างไรให้จำนวนคนตรงฐานเพิ่มขึ้น จากเดิมเคยมีแค่ 2,000 คน ต่อปี จะทำอย่างไรให้เพิ่มเยอะขึ้น ด้วยวิธีไหน เป็นไปได้ไหมว่า จะบรรจุ เทนนิส ให้เป็นกีฬาพื้นฐาน อยู่ในชั้นเรียนในวิชาพลศึกษา”

“ถ้าเราสามารถเพิ่มอย่างนี้ได้ จากเดิมที่มีคนเล่นปีละหลักพัน ก็สามารถเพิ่มไปถึงหลักล้านได้ แล้วในบรรดาเด็กเป็นล้าน เราก็หยิบจับเอาข้างบนของยอดปีรามิดที่เป็นตัวท็อปๆ ของสมาคม ไปบ่มเพาะต่อ แต่สำคัญคือต้องเพิ่มประชากรในชนิดกีฬานั้นก่อน”

นอกจากจำนวนเด็กรุ่นใหม่ทีหันมาสนใจ และเลือกเล่น เทนนิส จะลดลงไปตามกระแสแล้ว อีกส่วนที่หายไปก็คือ จำนวนผู้ชม ที่อาจจะหันไปสนใจกีฬาชนิดนี้

ซึ่งทาง ภราดร ศรีชาพันธุ์ มองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนไทยอาจจะไม่ได้นิยมดูเทนนิสในสนามมากนัก เนื่องจากเป็นกีฬากลางแจ้ง ที่มักแข่งขันช่วงกลางวัน

“ส่วนคนดูมันลงอยู่แล้ว สำหรับคนไทยแล้ว การดูกีฬากลางแจ้งตอนกลางวัน น่าจะเป็นตัวเลือกลำดับสุดท้าย คือถ้าเลี่ยงได้ คนดูก็คงไม่อยากเจอแดด เจอลม อะไรประมาณนี้ ถ้าเป็นช่วงเย็นหรือกีฬาที่แข่งในร่ม อยู่ในห้องแอร์ ก็น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีกว่า บังเอิญว่าเทนนิสมันเป็นกีฬากลางแจ้งที่แข่งกลางวันด้วยไง”

“ยกตัวอย่าง ตอนที่จัด ไทยแลนด์ โอเพ่น เมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว มือดีอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์, ราฟาเอล นาดล, มารัต ซาฟิน มาแข่งกันบ่อยครั้ง สังเกตได้ว่า แมตช์ที่ได้รับความนิยม คือช่วงกลางคืน ผิดกลับแมตช์กลางวันที่คนดูน้อย ส่วนหนึ่งเพราะยังเป็นช่วงที่คนทำงานอยู่ ถ้าแมตช์กลางคืน คนเลิกงานก็สามารถมาดูได้”

“จำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง ภราดร เจอเฟเดอเรอร์ ในรอบ 4 คนสุดท้าย แข่งวันเสาร์ บ่ายสามโมง ในโดมใหญ่ของเมืองทองธานี ที่จุได้ประมาณ 15,000 คน ปรากฏว่าคนมาดูเต็มสนาม ผมก็รู้สึกว่า โอโห้  ไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่าคนไทยจะเข้ามาดูเทนนิสเยอะขนาดนี้”

“ถามว่าเกมนั้น ถ้าเฟเดอเรอร์ ไม่ได้เจอนักกีฬาไทย จะมีคนไทยเข้าไปดูเยอะขนาดนั้นไหม ก็อาจจะน้อยกว่านั้น”

“สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้คนไทยอยากมาดูกีฬา มันขึ้นอยู่กับว่า มีคนไทยเก่งในกีฬาชนิดนั้นหรือเปล่า เก่งจนสามารถสู้กับพวกระดับโลกได้ไหม ถ้ามี แน่นอนว่าคนไทยก็อยากออกมาดู ออกมาให้กำลังใจอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังจากนั้นมันไม่มีไง”

 

การกลับมาของ ภราดร

แม้เขาจะพยายามหันหลังให้กับ เทนนิส และดูจะไปได้สวยกับเส้นทางใหม่ โดยเฉพาะกับ กอล์ฟ ที่สามารถเทิร์นโปรอาชีพได้สำเร็จ แต่บรรยากาศของกลิ่นยางในคอร์ตเทนนิส ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เจ้าตัวคุ้นเคย และ เทนนิส ก็ยังเป็นเรื่องที่เขาทำได้ดีที่สุดเสมอ

ในปี 2015 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นกับชีวิตเขา เมื่อทางสถานีโทรทัศน์ Fox Sports Singapore ได้เทียบเชิญ อดีตนักเทนนิสดาวดังเอเชียรายนี้ ไปทำหน้าที่เป็น นักวิเคราะห์เกม การแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น, เฟรนช์ โอเพ่น และ วิมเบอดัน ภายในสตูดิโอของสถานี

“มันคือจุดเปลี่ยนของผม ตอนนั้นเขาจ้างไปทำหน้าที่ให้วิเคราะห์ในช็อตต่างๆ พอเรานั่งดูไป ปรากฏว่าภาพที่เราคิดไว้ในหัว ว่าไอ้นั้นต้องตีแบบนั้น แบบนี้ มันออกมาใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมคิดไว้เกือบทั้งหมด ซึ่งมันก็มาจากความสามารถ และประสบการณ์ที่เราสั่งสมมา ทำให้เราสามารถวิเคราะห์เกมออกได้อย่างละเอียด และเป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจเทนนิส”

“หลังจากวันนั้นก็รู้สึกว่า เอ๊...ถ้าเราจะกลับมาวงการเทนนิสอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายนะ เพราะมันเป็นงานที่เราเคยทำแล้วเวิร์กมาเป็นเวลาหลายสิบปี”

การกลับมาหวนจับแรกเก็ตในบทบาท “โค้ช” จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ที่ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ให้ความสนใจ

เขาเริ่มจากเข้าไปสอนเทนนิสให้กับ ลอนเทนนิสสมาคมฯ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และก็ค้นพบว่า การตามหาเพชรเม็ดงามอย่างที่เขาตั้งใจหวังไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย

“ลอนเทนนิสสมาคมฯ มีหน้าที่สนับสนุนนักกีฬาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งที่ ภราดร ประสบความสำเร็จ ก็ได้สมาคมฯ กับสปอนเซอร์มาสนับสนุน แต่การเล่นกีฬาอาชีพคือการลงทุน ช่วงแรกคุณอาจต้องออกทุนเอง เมื่อไหร่ที่คุณเป็นนักกีฬาที่มีผลงาน แน่นอนว่าหน่วยงานต่างๆ ก็กล้าที่จะมาลงทุนกับคุณในเวลาต่อมา”

“ด้วยความที่เราเป็นนักกีฬา ที่มีประสบการณ์มาก่อน เปรียบเหมือนกับศิลปินอ่ะ ที่เวลามองวิวตรงนี้ แล้วเห็นความสวย ก็จะสามารถดึงจุดนั้น วาดออกมาได้ แต่ในมุมหนึ่งของโค้ชเทนนิส เรารู้สึกว่าบางทีมันก็ต้องยอมรับว่า ยังไม่มีใครโดดเด่นออกมา จนสามารถที่จะปั้นให้เป็นนักเทนนิสอาชีพได้ ในระดับสูง”

“ถ้ามันมีเพชรเม็ดใหญ่ๆ สักก้อนหนึ่ง อ่ะโอเค เราเป็นนักเจียระไนมันก็มีโอกาสที่จะเจียระไนออกมาสวยได้ เพราะเรามีประสบการณ์อยู่แล้ว ทีนี้พอเอาคนมีประสบการณ์เข้าไปทำ แต่มันไม่มีเพชรเม็ดงาม ให้ทำ มันก็ได้เท่าที่มันได้ครับ”

“การจะหาเพชรเม็ดต่อไป มันไม่ง่ายแน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะว่าความสำเร็จที่ภราดรทำได้นั้น มันเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่น และใช้ความพยายามเยอะมาก” ภราดร เน้นย้ำน้ำเสียงเมื่อถึงประโยคนี้  

“ถ้าในระดับโลก แบ่งแยกด้วยอันดับ 1-100, 100-200, 200-300,300-400 แน่นอนนักกีฬาทุกคนอยากติดท็อป 100 แต่มันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้นะ มันไม่ได้ง่ายในการเป็นนักเทนนิสอาชีพ”

“หลายปีที่ผ่านมา ผมเห็นนักเทนนิสไทยหลายคน มีความสามารถ เพียงแต่เขาไม่ได้ถูกนำไปในทางที่ถูก เราก็เลยคิดว่าด้วยประสบการณ์ที่เรามี เราเชื่อว่าจะสามารถขัดเกลาเขาไปในทางที่ถูกต้องได้แน่นอน”

 

ผมไม่ต้องการภราดร 2

“ผมคิดอยู่หลายมุมก่อนเปิดอคาเดมีสอนเทนนิส ด้วยชื่อเสียงและโปรไฟล์ของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ อดีตนักเทนนิสท็อปเทนของโลก ถ้าเราไม่ทำเทนนิส มันก็คงจะเป็นการทำงานที่ผิดหลัก ผิดที่ ผิดทางไปหน่อย”

“แต่ถ้าเรามาทำเทนนิส แน่นอนว่าไม่มีใครปฏิเสธความสามารถ ประสบการณ์ที่เรามีได้ ก็เลยทุบโต๊ะ เออ เราจะทำอคาเดมีสอนเทนนิส” ซูเปอร์บอล พูดถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาทำอคาเดมีของตัวเอง

ทรู ภราดร อินเตอร์เนชั่นแนล เทนนิส อคาเดมี ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2018 ภายหลังจากการได้พูดคุยกับ สุวัจน์ ลิมปพัลลภ เจ้าของทรู อารีนา ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของวงการเทนนิสไทย

โดยที่นี่มี คอร์ตเทนนิส ที่ได้มาตรฐานระดับโลก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร รองรับเด็กเยาวชนที่สนใจจะฝึกเทนนิสกับ ภราดร ศรีชาพันธุ์

หลังจากก่อนหน้านี้ ภราดร ได้ใช้พื้นที่ภายใน ลอนเทนนิสสมาคมฯ เปิดสอนอยู่ประมาณ 9 เดือน แต่ยังไม่ได้เซ็ทอัพให้เป็นอคาเดมีอย่างครบวงจร

ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ ทรู อารีนา มาประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งเจ้าตัวหวังจะใช้เป็นสถานที่ที่ฝึกสอนทั้งเด็กไทย และต่างชาติ ที่หวังจะก้าวเดินในเส้นทางนักเทนนิสอาชีพระดับโลก

“มันสำคัญนะว่าช่วงที่เขาเป็นเด็กกำลังจะพัฒนาขึ้นมา ใครเป็นคนถ่ายทอดวิชาให้กับเขา ถ้าเด็กมีความมุ่งมั่น มีความอดทน มีศักยภาพที่ก้าวต่อไปได้ รวมถึงมีคนที่สามารถนำทางให้เขาไปได้ถึงจุดนั้นได้”

“ยิ่งโดยเฉพาะคนที่เคยผ่านตรงนั้นมาก่อน เขาก็จะสามารถเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาถ่ายทอด และนำไปสอนได้ดีกว่า การปล่อยให้คุณเดินไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าอีกนานไหมกว่าจะถึงเป้าหมาย และไม่รู้ว่าจะถึงรึเปล่า”

“ยิ่งเราสอนเด็ก เราก็ยิ่งอินในมุมของโค้ชที่อยากจะถ่ายทอดให้เขา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะรับได้ทั้งหมด ถ้าเขารับได้ทีละนิดเดียว ก็ต้องค่อยๆบิวด์ขึ้นไป หมายความว่า การฝึกฝนกีฬา มันต้องใช้เวลา และการฝึกหลายๆครั้ง”

“มีผู้ปกครองมาปรึกษา “พี่บอล อยากให้มันเร็วขึ้นได้ไหม” ผมก็ต้องบอกว่ามันเร็วขึ้นไม่ได้ มันต้องใช้เวลา ถ้าคิดจะเป็น นักกีฬา สิ่งแรกที่คุณต้องลงทุน คือ เวลา ที่คุณต้องยอมรับและเข้าใจให้ได้ว่า มันไม่ใช่เส้นทางที่จะเดินไป 3-4 ปี แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เลย”

“ระหว่างทาง คุณต้องเจอความผิดหวัง ความพ่ายแพ้ สิ่งสำคัญคือเรื่องสภาพจิตใจ คุณจะฟื้นให้มันกลับมาแข็งแกร่งได้ยังไง นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ เขามีความเป็นนักสู้ในตัวทุกคน เพราะนักสู้ เวลาลงไปอยู่ในสนาม เขาจะสู้ จะหาวิธีเพื่อให้ตัวเองชนะ ถ้าไม่ใช่นักสู้ ลงไปแป๊ปเดียวเจอสถานการณ์กดดัน ก็ถอดใจแล้ว”

ในวัย 39 ปี ภราดร ศรีชาพันธุ์ เปลี่ยนสถานะตัวเองมาจากอดีตนักกีฬา มาสู่ ผู้ฝึกสอนเทนนิส อย่างเต็มตัว ภายใต้อคาเดมีที่เขาตั้งขึ้น แต่ถึงจะมีดีกรีเป็นอดีตนักเทนนิสดัง มือ 9 ของโลก เขาก็ยังมองว่าการฝึกสอนกีฬาที่ดี ควรยึดผู้เรียนเป็นหลักก่อนตัวเองเสมอ

“พอเปลี่ยนมาทำหน้าที่ โค้ช แล้ว ผมก็ต้องเข้าใจนักกีฬาด้วย ในมุมหนึ่งคนที่มาเรียน เขาให้เกียรติเราอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจเขาด้วย ไม่ใช่สั่งๆๆอย่างเดียว หรือมาถึงก็เปลี่ยนวิธีการตี เปลี่ยนการจับกริป (การจับไม้) เลย มันไม่ใช่ประเด็นแรกที่เราควรพูดกับนักกีฬา”

“ทำไมนะเหรอ? ขนาด เฟเดอเรอร์ กับ นาดาล ยังจับกริปไม่เหมือนกัน เฟเดอเรอร์ จับกริปแบบกึ่งๆ คอนติเนนทัล ส่วนนาดาล จับกริปแบบเวสเทิร์น คือจับคว่ำแล้วตี ฉะนั้นเราต้องเข้าใจเขาก่อน รู้จักนิสัยเขาก่อน รู้ว่าตอนไหนพูดกับเขาได้ ตอนไหนไม่ควรพูดกับเขา ถ้าเป็นโค้ชคนอื่น เขาอาจจะสอนพูดๆ สอนๆ บางทีข้อมูลมันเยอะ ป้อนมากไป คือนักกีฬาก็คนนะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ แล้วเอาหุ่นยนต์มาตีเทนนิสแบบคนได้ไหม?”

“เราต้องดูเด็กที่มาเรียน ดูความสามารถของเขาให้ดีเสียก่อน ว่าจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องปรับเปลี่ยน ให้เขาเป็นธรรมชาติของเขาที่สุด ถ้าที่สุดแล้วธรรมชาติที่เขาถนัด มันไม่ได้ก็ค่อยเปลี่ยน แล้วหาวิธีที่ดีที่สุดแก่เขา”

“การสอนของผม จะใช้วิธีแบบนุ่มนวล สบายๆเลย เชิงเล่าด้วยประสบการณ์ ยกตัวอย่าง สอนวิธีทำ แล้วจุดประสงค์ชัดเจนว่า ทำไมควรทำ มันมีประโยชน์อย่างไร ลูกออกซ้าย-ขวา ควรทำอย่างไร ต้องการแค่นี้เลยใน 30 นาทีแรก”

“เราอยากให้เด็กโฟกัสว่าต้องเล่นทุกลูก เวลาลงไปแข่งขัน จะไม่มีการเดาว่า ลูกนี้ออก เลยไม่วิ่งไป ไรวมถึงเรื่องขา สเต็ป การเข้าตี การถอย มันจะมีรูปแบบของมัน จริงๆ การสอนมันไม่ได้ยากมากหรอก เพียงแต่โค้ชที่ดี ต้องสื่อสารและทำให้ นักกีฬา เข้าใจมากที่สุด”

อย่างไรก็ดี ภราดร ศรีชาพันธุ์ ก็ได้เผยว่า ในอนาคตเขาอาจจะมีแผนไปเปิด อคาเดมีสอนเทนนิสในต่างประเทศด้วย ซึ่งก็ต้องประเมินดูจากผลตอบรับว่า อคาเดมีในไทยของเจ้าตัว ในช่วง 1-2 ปีต่อจากนี้ จะออกมาดีมากน้อยแค่ไหน...แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าความฝันที่จะสร้างนักเทนนิสไทยเลือดใหม่ของเขา จะจางหายไป

โดยเฉพาะเป้าหมายและความท้าทายต่อไปในบทบาท โค้ช ภราดร ยังคงมีความกระหายเต็มเปี่ยม ที่อยากจะไปเหยียบสนามแข่งขันแกรนด์สแลมอีกครั้ง พร้อมกับนักเทนนิสไทยรุ่นใหม่

“ผมเคยได้ยินบ่อยๆว่า ถ้าอยากให้วงการเทนนิสไทยกลับมาบูม ต้องมี แทมมี่ 2 หรือ ภราดร 2 ผมเข้าใจในไอเดียนี้นะ แต่ก็ไม่ได้อยากให้เด็กๆมาก็อปปี้ แล้วกดดันว่าตัวเองจะต้องเป็นแบบภราดร เป็นแบบแทมมารีน เท่านั้น”

“เด็กๆควรมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นตัวเอง สมมุติถ้าเขาชื่อยุทธนา เขาจะต้องมุ่งมั่น อยากจะเป็น ยุทธนา 1 ให้ได้ นักกีฬามีไอดอลได้ แต่อย่าเป็น ภราดร 2 คุณต้องกล้าคิด กล้าที่ฝันให้ไกลกว่าที่ ภราดร เคยทำ เขาต้อง Make New Name ขึ้นมาใหม่”

“เรื่องอคาเดมี ก็ทำสัญญาไว้แบบปีต่อปี ไม่ใช่ว่าเบื่อไม่เบื่อนะ แต่มันเป็นสัญญาที่ทำให้เรามีทางเลือก ว่าจะขยับขยายต่อได้ไหม เพราะทุกวันนี้ก็ยังติดตามดู โมโตจีพี, ดูกอล์ฟอยู่ แต่คิดว่า ถ้าทำต่อ ก็คงอยากทำต่อที่นี่แหละ เพราะเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเจ้าของ ทุกอย่างที่นี่โอเค”

“แต่เราก็มองในอีกมุมด้วยว่า ปีนี้ที่เราทำผลงานในการสร้างเด็กเป็นอย่างไรบ้าง รายได้เพียงพอไหม ถ้าไม่ได้ทำในเมืองไทย ก็มองไว้ที่ ดูไบ กับ สิงคโปร์ เพราะมันยิ่งชัดในเรื่องของรายได้ ถ้าในมุมของโค้ช ออกต่างประเทศ ไปสัก 1-2 ปีก็น่าลองดู”

“แต่ผมก็ยังมีความฝันอยู่ ผมอยากเป็นโค้ชที่ได้นั่งอยู่ใน Player Box ในรายการใหญระดับแกรนด์สแลม ยิ่งถ้านักกีฬาคนนั้นเป็นคนไทย ที่เราได้เป็นโค้ชเขาด้วย เวลาภาพถ่ายทอดสดออกไป ก็คงเป็นความรู้สึกที่ภาคภูมิใจและเป็นภาพที่สวยงามน่าดู” เจ้าของท่า ประนมมือไหว้ในสังเวียนแกรนด์สแลมที่โลกเทนนิสไม่เคยลืม กล่าวทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง