Converse

กว่าจะเป็น “พรชัย เค้าแก้ว” มนุษย์เหรียญทองประวัติศาสตร์เอเชียนเกมส์



เอเชียนเกมส์จัดการแข่งขันมาแล้ว 67 ปี แต่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นจากประเทศไทยที่เคยคว้าเหรียญทองมาครองคอได้ถึง 10 เหรียญ และนี่คือเรื่องราวชีวิตของเขา...จากปาก พรชัย เค้าแก้ว ตำนานนักตะกร้อทีมชาติไทยวัย 37 ปี




…. ประวัติศาสตร์จะถูกบันทึกโดยผู้ชนะเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า “ชัยชนะ” ที่ได้มา ก็คือส่วนประกอบอะไรที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้

10 เหรียญทองในเอเชียนเกมส์ เป็นหลักไมล์สโตนที่ยังไม่เคยนักกีฬาไทยคนใดทำได้ ตลอดการประวัติศาสตร์ 18 ครั้ง ที่ทัพนักกีฬาไทยเข้าร่วมมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดบนแผ่นดินเอเชีย

กระทั่งเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย “ปุ้ย” - พรชัย เค้าแก้ว นักกีฬาเซปัคตะกร้อมากประสบการณ์ ได้กลายเป็นคนแรก ที่ขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตัวเอง ในฐานะชายผู้พิชิตความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

10 เหรียญทองจากการลงเล่นเอเชียนเกมส์ 5 สมัย ในกีฬาเซปัคตะกร้อ... เทียบสัดส่วนได้เท่ากับ 1 ต่อ 13 เหรียญทอง ที่ทัพนักกีฬาไทย เคยทำได้ทั้งหมด 129 เหรียญทอง เกิดขึ้นจากฝีเท้าของหน้าขวาเมืองหมอแคนเช่นเขา

ไม่ปฏิเสธว่า เซปัคตะกร้อเป็นกีฬาที่ไทยมักผูกขาดเหรียญทองมาตลอด ในแทบทุกๆสนามแข่งขัน แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจะพบว่าความสำเร็จที่ พรชัย เค้าแก้ว ทำได้ในวัย 37 ปี นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งจะหาใครสักคนมาทำลายสถิตินี้ได้

เพราะการจะทำสถิติแบบนี้ได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การรักษาสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ ระดับแรงจูงใจ รวมถึงรักษาฟอร์มการเล่น ให้ยังอยู่ในจุดที่สามารถเป็นตัวหลักของทัพตะกร้อทีมชาติไทย ตลอด 5 สมัย 16 ปีเต็มในการแข่งขันเอเชียนเกมส์

ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครๆ จะสามารถผูกขาดกันได้ ไม่เช่นนั้นตลอด 67 ปีที่ผ่านมา คงมีนักกีฬาคนอื่นพิชิตสถิติดังกล่าวไปก่อนหน้าเขาแล้ว

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเดินทางมาแต่เช้าตรู่ เพื่อมานัดพบและพูดคุยกับ “มนุษย์เหรียญทองประวัติศาสตร์ของชาติไทย” ถึงภายในศูนย์ฝึกมูลนิธิสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ที่มีโรงยิมขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยคอร์ตตะกร้อนับ 10 สนาม รวมถึงแคมป์เก็บตัวที่ทันสมัยได้มาตรฐานอยู่ที่นี่

พรชัย เค้าแก้ว เดินทางมาทักทายทีมงาน Main Stand ด้วยท่าทางที่ยังดูเป็นคนขี้อาย และคำพูดที่ถ่อมตัวเสมอ แม้จะมีชื่อเสียงและผ่านการสัมภาษณ์ไม่รู้กี่ร้อย กี่พันครั้งในชีวิต

จนบางทีก็ทำให้เราแอบคิดไปได้ว่า “ความถ่อมตัวที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองพิเศษกว่าใครนี่แหละ ที่ทำให้เขากลายเป็น นักกีฬาที่พิเศษ จนสามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประเทศนี้”

 

กระโดดฟาดไม่เป็น

“ผมเริ่มต้นจากการฟาดตะกร้อไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ” ผู้ชายที่ฟาดตะกร้อเก่งสุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เล่าถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ปนรอยยิ้มถึงความไม่เดียงสาของตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ในวันที่คนไทยยังไม่รู้จักชื่อของ พรชัย เค้าแก้ว เขาเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งในหมู่บ้านโสกกระหนวน หมู่บ้านขนาดเล็กที่มีไม่ถึง 100 หลังคาเรือน ในจังหวัดขอนแก่น ที่ตกหลุมรักกีฬาฟุตบอลก่อนการเล่นเซปัคตะกร้อ

แต่เนื่องจากวัยรุ่นในหมู่บ้าน มีจำนวนไม่มากพอ ที่จะแบ่งเป็นสองทีมเตะฟุตบอลกันได้ ทำให้เขาต้องหันไปเล่นกีฬาที่คนในพื้นที่นิยมเล่นมากสุดอย่าง เซปัคตะกร้อ ในทุกๆเย็น โดยเริ่มจากตำแหน่ง หน้าซ้าย (ตัวชง)

“ผมชอบเตะฟุตบอลมากที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะหาคนมาเล่นด้วยไม่พอ ก็เลยไปเล่นตะกร้อตามพวกรุ่นพี่ ตอนนั้นเราก็เล่นไปสนุกๆ ตามประสาเด็กไม่ได้คิดอะไร”

พรชัย เค้าแก้ว เริ่มเข้าใกล้กับตะกร้อมากขึ้น ภายหลังจากคว้าอันดับ 2 ของจังหวัด ในการแข่งขันตะกร้อระดับประถมศึกษา

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 อาจารย์ จำลอง เอี่ยมอ่อน โค้ชเซปัคตะกร้อของโรงเรียนเมืองพลพิทยาคม ที่มีชื่อเสียงด้านกีฬาหวดลูกหวาย ได้เห็นแววของ พรชัย จึงดึงตัวเด็กหนุ่มรายนี้ไปศึกษา และปลุกปั้น จนเจ้าตัวได้กล่าวว่าจุดเริ่มต้นในการเป็นตัวฟาดของเขาเกิดขึ้นที่นี่…

“ตอนนั้นผมไม่คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ มันเป็นความบังเอิญมากกว่า เพราะเพื่อนอีกคนที่ไปด้วยกัน เขาเก่งกว่าผม เพียงแต่ อ.จำลอง แกคงเห็นว่า ผมเล่นเข้าขากับเพื่อนได้ ก็เลยหนีบผมไปเล่นกับเพื่อน”

“ด้วยความผมถนัดเท้าซ้าย ก็เลยเริ่มจากตำแหน่ง หน้าขวา เป็นตัวชงให้เพื่อนก่อน อาศัยยืนให้ครบทีมเฉยๆ ไม่ค่อยมีบทบาทกับทีมเท่าไหร่”

“พอเล่นไปสักพักก็รู้ตัวว่าชอบตำแหน่งตัวฟาด มากกว่าตัวชง แต่ฝีมือตอนนั้นเรายังสู้ใครไม่ได้ แค่กระโดดฟาดยังทำไม่เป็นเลย อาศัยว่าช่วงที่อาจารย์พาไปแข่ง ก็พยายามสังเกตดูว่า เขาขึ้นฟาดยังไง”

“รวมถึงตอนซ้อม ผมก็จะซ้อมเพิ่มจากตำแหน่งปกติมาหัดกระโดดฟาดด้วย โดยมีทั้งแบบอาจารย์ช่วยแนะนำ และฝึกฟาดด้วยตัวเอง คนอื่นอาจใช้เวลาฝึกฟาดไม่นาน แต่ผมต้องใช้เวลาฝึกอยู่หลายปี กว่าจะทำได้”

“ตัวฟาดเป็นตำแหน่งที่ยาก แต่ตอนเด็กผมมีความคิดอย่างเดียวก็คือ อยากจะพัฒนา จึงไม่เคยรู้สึกเหนื่อย ยิ่งได้เจอคนที่เก่งกว่า รุ่นพี่ที่ฝีมือดีกว่า เราก็ยิ่งอยากพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามศึกษาข้อดีจากทุกๆคน แล้วสำรวจดูว่าจุดไหนที่ตัวเองยังบกพร่องอยู่”

“ช่วงนั้นผมให้น้ำหนักกับ การฝึกฟาดมาก เพราะตัวฟาดเป็นตำแหน่งสำคัญที่คอยทำคะแนนให้กับทีม ผมใช้เวลาถึง 2 ปี ฟาดถูกบ้าง ผิดบ้าง ล้มบ่อยมาก เป็นแผลช้ำ ถลอกเต็มตัว แต่ก็ไม่เคยหยุด เพราะอยากทำให้ได้ สุดท้ายอาจารย์ก็ให้โอกาสเปลี่ยนจากตัวชง มาเป็น ตัวฟาด แล้วก็ได้เล่นตำแหน่งนี้มาจนถึงทุกวันนี้”

หลังจากการฝึกกระโดดฟาดมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ในที่สุด พรชัย เค้าแก้ว ก็ฝึกฝนตัวเองจากคนที่ฟาดไม่เป็น ฟาดไม่ถูก กลายมาเป็นผู้เล่นตำแหน่งตัวทำคะแนน ให้ทีมครั้งแรก ในกีฬานักเรียนประจำจังหวัดขอนแก่น ตอนอายุ 16

การแข่งขันครั้งนั้น พรชัย ก็ไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง เมื่อสามารถฟาดจนพาทีมได้แชมป์จังหวัด และตำแหน่งนี้นี่เอง ได้กลายเป็นบันไดส่งให้ พรชัย เค้าแก้ว ก้าวเข้าสู่ทำเนียบนักตะกร้อทีมชาติไทย

 

เด็กสุดในแคมป์ทีมชาติ

“ตอนเด็กๆผมเคยดูตะกร้อทีมชาติไทยในทีวี ก็เคยฝันไว้ว่า อยากจะเล่นให้เก่งเหมือนพี่เกรียงไกร มุทาลัย โชคดีที่ตอนผมเป็นเด็ก มีรายการแข่งขันเยอะมาก ก็ได้พัฒนาฝีมือตัวเองมาเรื่อยๆ ในตำแหน่งตัวฟาด แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะถูกเรียกติดทีมชาติไทย”

เกรียงไกร มุทาลัย ถือเป็นไอดอลและแรงบันดาลใจที่ทำให้ พรชัย เค้าแก้ว พยายามพัฒนาฝีเท้าตัวเองขึ้นมา เพื่อหวังที่จะตามรอยอดีตตัวฟาดระดับตำนานทีมชาติไทย นั่นทำให้ช่วง 3 ปีในระดับมัธยมปลาย พรชัย เค้าแก้ว จึงหาโอกาสมาคัดตัวกับ ทีมนักเรียนไทย 18 ปี ถึง 3 หน

“ตอนติดนักเรียนไทย 2 ครั้ง มันเหมือนกับว่าความฝันในการติดทีมชาติ เริ่มมาให้เห็นลางๆ แม้ว่าตอนอายุ 17 ผมจะคัดไม่ผ่านครั้งหนึ่ง” พรชัย ย้อนถึงความหลัง ในการติดธงไตรรงค์ผืนเล็กลงแข่งให้กับ ทีมตะกร้อนักเรียนไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว

หลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมฯ ตอนปลาย ที่โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม พรชัย เค้าแก้ว เลือกศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แม้ในช่วง 1 ปีหลังจากนั้น เขาแทบจะไม่มีรายการแข่งขันตะกร้อเลย หากเทียบกับตอนมัธยมฯ แต่ที่นี่ก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในชีวิตการเล่นตะกร้อของ พรชัย เค้าแก้ว

ในเทศกาลสงกรานต์จังหวัดขอนแก่น ได้มีการเชิญนักตะกร้อทีมชาติชุดใหญ่, ทีมชาติมาเลเซีย มาร่วมแข่งขันทัวร์นาเมนต์พิเศษ โดยมีทีมเจ้าภาพจังหวัดขอนแก่น ลงแข่งด้วย ซึ่งทีมจังหวัดขอนแก่นมี พรชัย เค้าแก้ว ในวัย 20 ปี ลงเล่นประชันลีลากับบรรดาเหล่านักตะกร้อชั้นนำจากทั้ง ไทย และมาเลย์

“รายการนั้น ทีมของผม เอาชนะรุ่นพี่ทีมชาติไทย และทีมชาติมาเลเซีย ผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศ เจอกับ ทีมชาติไทยอีกชุดหนึ่ง แต่แพ้ไปได้อันดับ 2 หลังจบการแข่งขัน สตาฟฟ์โค้ชทีมชาติก็ชวนผมเข้าไปร่วมเก็บตัวฝึกซ้อมกับพี่ๆ ทีมชาติชุดใหญ่ ตอนผมอายุ 20”

“แรกๆที่เข้ามาเก็บตัวกับทีมชาติ ก็รู้สึกเขินๆครับ ทำอะไรไม่ค่อยถูก เพราะเราเป็นเด็กอายุน้อยสุดในแคมป์ก็ว่าได้ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทีมชาติไทย กำลังเตรียมทีมไปแข่งขันซีเกมส์ 2001 ที่ประเทศมาเลเซีย ผมก็ได้มาเรียนรู้ระบบของทีมชาติว่าเขาฝึกซ้อมอย่างไร การพักผ่อนอย่างไร เล่นกันแบบไหน ก็พยายามจำแล้วนำไปปรับใช้กับตัวเอง”

“หลังว่างจากการฝึกซ้อม ผมก็จะชอบไปเล่นกับรุ่นพี่ที่เก่งกว่า เพื่อพัฒนาฝีมือตัวเอง ตอนนั้นแค่อยากลองดูเหมือนกันว่า เราจะสามารถพัฒนาไปได้ถึงขนาดไหน แม้ว่าผมจะไม่ได้ถูกเรียกไปอยู่ในทีมชุดซีเกมส์ 2001 แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผม”

 

จาก 1 ถึง 10 เหรียญทอง

ในปี 2002 พรชัย เค้าแก้ว ถูกเรียกเข้ามาเก็บตัวกับทีมชาติไทยอีกครั้ง และได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองของทีมครั้งแรก ในศึกเซปัคตะกร้อชิงแชมป์โลก ชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ที่มีทีมจากทั่วโลกเดินทางมาแข่งขันที่ประเทศไทย

ไม่กี่เดือนต่อมา หนุ่มน้อยวัย 21 ปีรายนี้ ก็มีชื่อติดทีมชาติไทย ไปแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 14 เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้นก็คือ พรชัย เค้าแก้ว นักตะกร้อที่แทบไม่เคยมีประสบการณ์ในระดับนานาชาติ ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทั้งประเภททีมเดี่ยว และทีมชุด ตั้งแต่เกมแรกจนถึงนัดชิง

“มันเป็นอะไรที่เกินคาดจริงๆ เราได้มาแข่งทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก ก็ได้เป็นตัวจริงเลย ความรู้สึกทั้งตื่นเต้น ดีใจ และกังวลว่าตัวเองอาจทำได้ไม่ดีพอ แต่พวกรุ่นพี่ สตาฟฟ์โค้ช เขาก็บอกให้เราสบายๆ เล่นให้เต็มที่ เดี๋ยวพวกพี่ๆในสนามเขาช่วยเราอยู่แล้ว”

“ผมยังจำความรู้สึกที่ลงสนามนัดแรก (เจอเวียดนาม) ได้อยู่เลยจนถึงทุกวันนี้ ไม่อยากเชื่อตัวเองจริงๆ ว่าจะได้ไปถึงจุดนั้นเร็วขนาดนี้ แถมเกมนั้น ผมมีผลงานส่วนตัวที่ดีด้วย ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง”

พรชัย ลงเล่นขนาบข้างกับ สืบศักดิ์ ผันสืบ ตำนานจอมเสิร์ฟหน้าหยก กับ วรพจน์ ทองใส ในประเภททีมเดี่ยว และลงเล่นร่วมกับ สราวุธ อินเล็ก กับ วรพจน์ ทองใส ในประเภททีมชุด ท้ายที่สุด พรชัย เค้าแก้ว ประเดิมเอเชียนเกมส์ครั้งแรกในชีวิต ด้วยการคว้า 2 เหรียญทองมาครอง

“สองเหรียญทองแรก เป็นเหรียญที่มีความหมายและเปลี่ยนชีวิตผมก็ว่าได้ จากนักตะกร้อโนเนม ก็เริ่มมีคนรู้จักเยอะขึ้น นั่นทำให้ผมพยายามกลับมาพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้รักษาตำแหน่งตัวจริงในทีมชาติต่อเนื่อง”

จากต้นทุนสองทองเหรียญแรกในเอเชียนเกมส์ พรชัย เค้าแก้ว เดินหน้าเก็บเหรียญที่ 3-4-5-6 ต่อเนื่องในการแข่งขันครั้งที่ 15 กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และครั้งที่ 16 เมืองกวางโจว ประเทศจีน

พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ และมาตรฐานสูงขึ้นตามวัย จนไต่ระดับมาถึงจุดสูงสุดของการเล่นในช่วงอายุ 27-30 ที่ไม่ว่าจะคิดทำอะไร ก็ดูจังหวะเข้าทางเป็นใจไปหมด แม้ว่าบรรดารุ่นพี่ๆที่เคยเล่นกันมา จะเลิกเล่นไปบ้างแล้วก็ตาม

“ผมคิดว่าตอนอายุ 27-30 ปีนี่แหละที่เป็นจุดพีคของผม ที่มีความพร้อมทางด้านร่างกาย มีฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอ และมีความพร้อมในด้านประสบการณ์”

“ช่วงก่อนหน้านั้น เป็นช่วงเวลาที่ผมได้เก็บประสบการณ์ แต่วิธีการเล่นยังไม่ชัดเจนมากนัก เก็บรายละเอียดระหว่างเกมได้ไม่ดี ตอนเป็นวัยรุ่น เราก็เน้นความรุนแรงมากกว่า เล่นไปตามจังหวะของตัวเอง”

“แต่พออายุผ่าน 27 ปีไป จะเริ่มมีความนิ่ง และเก็บรายละเอียดในเกมได้ดีกว่าตอนวัยรุ่น สามารถช่วยเพื่อนร่วมทีม เล่นตามจังหวะของทีม เมื่อก่อนเรามองแต่การพัฒนาตัวเองเป็นหลัก แต่พอโตขึ้นมาเป็นตัวหลัก เราก็ต้องมองภาพรวมของทีมด้วย” พรชัย  เล่าถึงช่วงพีคของตัวเองก่อนวัย 30 ปีที่เล่นเอเชียนเกมส์มาแล้ว 3 สมัย ได้มา 6 เหรียญทอง และเคยมีความคิดที่เกือบจะเลิกเล่นเหมือนๆกับนักกีฬาหลายคน ที่เคยผ่านช่วงเวลาที่ดีสุดมาแล้ว
 

ผ่านจุดสูงสุด

“ปกตินักตะกร้อตำแหน่งตัวฟาด จะเลิกเล่นกันประมาณตอนอายุ 30-31 ปี ส่วนตัวชงจะอยู่ที่อายุประมาณ 35-40 ปี เพราะว่าตัวฟาดเป็นตำแหน่งที่ใช้แรงเยอะ ทั้งบล็อก ทั้งตบ พออายุเข้าเลขสาม ฝีเท้าก็จะเริ่มหมด และสภาพร่างกายไม่ไหวแล้ว ไม่เหมือนกับตัวชงที่ยังพอเล่นได้เรื่อยๆ”

หากเป็นไปตามประโยคที่เจ้าตัวเอ่ยมาข้างต้น ก็เท่ากับว่า พรชัย เค้าแก้ว ผ่านจุดพีคของการเล่นตะกร้อมาแล้วถึง 7 ปี นับตั้งแต่การคว้าเหรียญทองที่ 6 ในกว่างโจว เกมส์ ปี 2010

ตอนนั้นรู้สึกอิ่มตัวหรืออยากเลิกเล่นตะกร้อบ้างไหม? เราถามเขาถึงความคิดอ่านเมื่อผ่านอายุเลขสาม -  “มันก็เคยมีความคิดแบบนี้เข้ามาเป็นช่วงๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองอิ่มตัวกับตะกร้อ อย่างเช่น ตอนที่ต้องฝึกซ้อมเยอะๆ”

“รวมถึงตอนอายุ 30 คุณพ่อผมป่วยหนัก ก็เป็นช่วงที่กำลังเตรียมตัวจะไปแข่งเอเชียนเกมส์ ก่อนที่ท่านจะสิ้นลม ผมเคยนั่งคุยกับพ่อ ก็ถามว่า พ่ออยากให้ผมเลิกเล่นตะกร้อไหม? ท่านก็บอกว่า ถ้าผมสภาพร่างกายยังไหว ก็อยากให้ผมเล่นให้ทีมชาติต่อไป”

“ถ้าวันนั้นพ่อตอบว่า อยากให้ผมกลับมาดูแลครอบครัว ก็คงไม่มี พรชัย เค้าแก้ว อย่างในทุกวันนี้ คำพูดของพ่อก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมยังเล่นต่อไป”

“รวมถึงกำลังใจจากครอบครัว ตั้งแต่แต่งงานมีครอบครัว ผมมีเวลาให้ครอบครัวน้อยมาก เพราะปีหนึ่งผมเก็บตัวกับทีมชาติ ระยะเวลารวมๆกันก็ประมาณ 6-7 เดือน แต่โชคดีที่มีครอบครัวเข้าใจ และสนับสนุนให้เราไปทำในสิ่งที่รัก และทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ซึ่งผมก็ให้คำสัญญากับครอบครัวไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ เลิกเล่นจากตรงนี้ ก็จะกลับไปมีเวลาให้ครอบครัวอย่างเต็มที่”

ในวันที่สภาพร่างกาย ฟอร์มการเล่น และจิตใจไม่เหมือนเดิม ย่อมบั่นทอนให้ นักกีฬาที่เคยผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว อาจหมดไฟและถอดใจหันหลังให้กับการเล่นกีฬาไปได้อย่างง่ายดาย

ความจริงข้อนี้ เป็นสิ่งที่ พรชัย เค้าแก้ว ยอมรับและเข้าใจกฏแห่งธรรมชาติที่เขาไม่สามารถฝืนสังขาร และยึดติดกับสิ่งที่เคยผ่านมา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ดีสุดในการเล่นตะกร้อ

“ผมเริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิด การที่เราอายุมากขึ้น และประสบความสำเร็จมาเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องอิ่มตัวกับมัน”

“ผมก็ลองคิดมุมกลับดูว่า ถึงผมจะเล่นได้ระดับนี้แล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะพัฒนาตัวเองต่อไปอีก เพราะการเล่นกีฬามันสามารถพัฒนาไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ผมก็จะพัฒนาตัวเองไปจนกว่าร่างกายจะเล่นไม่ไหว หรือมีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน”

“อย่างเช่น เวลาผมคิดลูกอะไรไม่ออก ก็จะลองหาลูกเล่นใหม่ๆ มาลองฝึกทำ อาจจะเป็นผลดีต่อตัวผมด้วย ผมพยายามเปิดรับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตัวเองอิ่มตัวกับตะกร้อ หรือช่วงไหนที่แข่งเสร็จใหม่ๆ ไมได้เก็บตัวกับทีมชาติก็จะไปหาออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น เตะบอลกับเพื่อนๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายและรักษาสภาพร่างกายไปในตัว และทำให้ไม่รู้สึกจำเจอยู่กับแต่ตะกร้อเพียงอย่างเดียว”

นอกจากนี้ พรชัย เค้าแก้ว ยังเผยอีกว่า โปรแกรมฟิตเนส และรูปแบบการฝึกซ้อมของทีมชาติไทยในช่วงหลัง มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้เขายังสามารถรักษาสภาพร่างกายได้เหมือนกับตอนหนุ่มๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 17 เจ้าตัวสามารถทำลายสถิติของ สืบศักดิ์ ผับสืบ ลงไปได้ ขณะที่ตัวเองอายุ 33 ปี

“ตลอดการเล่น ผมไม่เคยได้บาดเจ็บหนักๆเลย มีเพียงแค่ เอ็นอักเสบ และอาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ข้อเท้าเท่านั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมยังมีร่างกายที่ดีอยู่ พออายุมากขึ้นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากสุด คือการดูแลสภาพร่างกายให้ฟิตสมบูรณ์ เพราะเรื่องทักษะ ประสบการณ์ เรามีอยู่แล้ว เหลือแค่มาฝึกให้เข้ากับระบบของทีมชาติแค่นั้นเอง”

“ตอนบินไปแข่งเอเชียนเกมส์ ที่อินชอน ผมไม่เคยทราบเรื่องสถิติพวกนี้มาก่อน พอเครื่องลงจอดที่เกาหลีใต้ ก็มีพี่ๆนักข่าวมาบอกว่า “พรชัย ถ้าได้สองเหรียญนี้ จะทำลายสถิติพี่โจ้ (สืบศักดิ์ ผันสืบ) นะ ก็เลยยิ่งทำให้ผมมุ่งมั่นที่จะทำเหรียญที่ 7 และ 8 ให้ได้ แต่ผมไม่ได้เอามากดดันตัวเองนะ แค่เอามาเป็นแรงกระตุ้นให้ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด”

พรชัย เค้าแก้ว ยังคงไว้ลายการตบที่หวังผลได้ และเอาชนะเจ้าภาพ เกาหลีใต้ ในนัดชิงชนะเลิศ ทั้งประเภททีมเดี่ยว และทีมชุด คว้าเหรียญที่ 7 และ 8 ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ให้กับตัวเองบนแผ่นดินเกาหลี

ทำลายสถิติเดิมของ สืบศักดิ์ ผันสืบ ที่เคยทำไว้ 7 เหรียญทอง ขึ้นแท่นเป็น นักเตะกร้อไทยที่ได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์มากที่สุดตลอดกาล

“ความรู้สึกตอนที่ได้เหรียญที่ 8 กับตอนที่ได้เหรียญแรก แทบไม่แตกต่างกันเลย มันเป็นการแข่งขันที่ค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่มีเกมไหนให้เราเก็บเหรียญได้ง่ายเลย ตอนแข่งปูซาน เราไปแข่งเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองว่า เราอายุน้อยแค่นี้ จะสามารถทำได้ไหม ส่วนตอนแข่งที่อินชอน มันก็เป็นความท้าทายเหมือนกันว่า เราอายุมากขนาดนี้ จะยังทำได้อยู่ไหม”

“หลังจบเหรียญทองที่ 8 ผมเคยคิดเหมือนกันนะว่า คงเป็นเหรียญทองสุดท้ายของผมในเอเชียนเกมส์แล้วละ เพราะผมไม่รู้เหมือนกันว่าอีก 4 ปีข้างหน้า สภาพร่างกาย ฟอร์มการเล่น ผมยังจะดีพอไปถึงจุดนั้นหรือไม่”

“แต่ตอนนั้นผมยังเป็นตัวหลักของทีม ก็เลยขอประเมินสภาพร่างกายไปแบบปีต่อปี ว่ายังไหวไหม รวมถึงดูเด็กรุ่นใหม่ด้วยว่า มีรุ่นน้องขึ้นมาแทนเราหรือยัง ถ้ามีคนที่ดีกว่า ผมก็พร้อมเปิดทางให้น้องๆอยู่แล้ว”

 

ตะกร้อ = ชีวิต

“ผมไม่เคยตั้งธงว่า ผมจะต้องไปเล่นเอเชียนเกมส์ สมัยที่ 5 ของตัวเอง แต่พอถึงเอเชียนเกมส์ ด้วยสภาพร่างกายเราที่ยังโอเคอยู่ บวกกับการได้ลงเล่นสม่ำเสมอ จึงทำให้ผลงานออกมา จนได้เหรียญที่ 9 และ 10”

“ผมอยากจะขอบคุณทุกๆคนที่มีส่วนช่วยให้ผมมีวันนี้ได้ จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่หัดเล่นเซปัคตะกร้อ เพราะอยากติดทีมชาติ ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่า วันหนึ่งกลายมาเป็นนักกีฬาที่ทำเหรียญทองให้กับประเทศไทยได้ถึง 10 เหรียญ นี่คือสิ่งที่ผมภาคภูมิใจอย่างมาก และทำให้ไม่รู้สึกเบื่อตะกร้อ หรืออยากเลิกเล่นเลย”

ถ้าลูกตะกร้อ กลายเป็นอวัยยะหนึ่งของร่างกาย กีฬาตะกร้อก็คงเปรียบกับได้กับชีวิตของ พรชัย เค้าแก้ว ไปแล้ว นักตะกร้อที่เริ่มต้นจาก 0 จนมาถึงวันที่เขาถูกจารึกชื่อในฐานะ นักกีฬาไทยที่ทำเหรียญทองเอเชียนเกมส์ได้มากสุดตลอดกาล

เมื่อถามถึงแรงจูงใจที่ทำให้ ตัวฟาดวัย 37 ปี ยังคงกระโดดลอยตัวเตะตะกร้อในนามทีมชาติไทยอยู่นั้น พรชัย บอกกับเราว่า มันมาจากความรักในกีฬาชนิดนี้ และความผูกพันกับทีมชาติที่ เขารับใช้ชุดใหญ่มานานถึง 16 ปี

ที่สำคัญ เซปัคตะกร้อ ยังมอบโอกาสมากมายในชีวิตให้กับพรชัย ทั้ง หน้าที่การงานที่ปัจจุบันรับราชการทหารบก ยศร้อยตรี รายได้จากเงินรางวัลต่างๆ รวมถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจ ในฐานะนักกีฬาระดับตำนานของไทย

“แรงจูงใจที่ทำให้ผมยังเล่นอยู่ ก็คือ ความรัก ผมรักตะกร้อมากๆ ผมมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่เล่นตะกร้อไม่กี่คน มายืนถึงจุดนี้ได้ ผมก็อยากจะรับใช้ชาติให้ยาวนานที่สุด ไม่อยากเลิกเล่นง่ายๆ”

“เรื่องรายได้ ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่า ตะกร้อ จะทำตอบแทนให้ผมได้มากขนาดนี้ ตลอดการเล่น 16 ปีในนามทีมชาติ พอผมและเพื่อนร่วมทีมไปแข่งประสบความสำเร็จกลับมา ก็จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐกลับมา รวมๆแล้ว ก็น่าจะหลักสิบล้านเหมือนกัน ที่ผมทำได้มาจากการเล่นตะกร้อ”

“ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่ผมมาแคมป์เก็บตัวทีมชาติ ที่ตอนนั้น เราไม่มีแม้กระทั่งสนามซ้อมของตัวเอง ต้องไปขอใช้สถานที่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เปลี่ยนสนามอยู่บ่อยครั้ง จนมาถึงวันนี้ที่ ท่านนายกสมาคม (พลตรี จารึก อารีราชการัณย์) ได้สร้างบ้านหลังใหญ่ให้กับเรา มีโรงยิมตะกร้อที่น่าจะใหญ่สุดในโลก รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

“ตอนแรกไม่เคยคิดเหมือนกันว่า หยาดเหงื่อที่เราเสียไป จะช่วยให้วงการตะกร้อบ้านเราพัฒนาไปมากขนาดนี้ ผมและพี่ๆ เพื่อนๆร่วมทีมหลายคน เราสู้กันมาตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอะไร จนประสบความสำเร็จ มาถึงวันที่เราได้บ้านหลังใหญ่ (ศูนย์ฝึกมูลนิธิสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย) ให้เราได้อยู่ร่วมกัน ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเรี่ยวแรงที่เราทุ่มลงไป ทุกครั้งที่ได้ให้ทีมชาติ”

นอกจากกติกาที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ที่ทำให้เกมสนุกขึ้น และใช้เวลาสั้นลงกว่าอดีตแล้ว พรชัย เค้าแก้ว ยังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ มากมายตามยุคสมัย

เขายอมรับว่า เด็กรุ่นใหม่เล่นได้เร็วขึ้นกว่ายุคของเขา แถมยังพัฒนาฝีมือขึ้นมาได้เร็ว สิ่งหนึ่งที่เขาพอจะทำได้ดีสุดก็คือ การเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา และใช้ประสบการณ์ในการเป็น พี่ใหญ่ในแคมป์ คอยบอกสอนน้องๆ สายเลือดใหม่ ให้เดินถูกทาง

“ตอนเด็กๆ ผมมีหน้าที่แค่ทำตามรุ่นพี่ แต่วันนี้ผมเป็นพี่ใหญ่แล้ว ก็ต้องมาดูแลน้องๆในแคมป์ด้วย ให้อยู่ในระบบระเบียบ จากที่เห็นน้องๆที่เข้ามาใหม่ หลายคนมีฝีมือที่ดี และสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก หากมีวินัย และสามารถปรับตัวเข้ากับระบบทีมชาติที่วางไว้ได้”

“ต้องยอมรับว่า น้องๆ ยุคนี้เก่งเร็วมาก แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เริ่มมีสิ่งยั่วยวนเขาจากภายนอก จากโชเซียล ก็ทำให้น้องๆบางคนหลงไป หยุดพัฒนาฝีมือ เพราะคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เล่นประมาณนี้ก็พอ ซึ่งมันก็เป็นวิธีคิดที่ผิด ผมก็จะคอยตักเตือนและสอนน้องๆรุ่นใหม่ ให้แยกเรื่องนอกสนามกับในสนาม”

“เรื่องการใช้โชเซียลเน็ตเวิร์กก็เหมือนกัน ก็ต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมเองก็เล่นโชเซียลนะ แต่ไม่ค่อยได้โพสต์อะไร ก็มีตอบคอมเมนท์บ้าง ส่วนใหญ่แฟนๆกีฬา ก็จะมาให้กำลังใจเรา อยากเห็นผมเล่นทีมชาติต่อไป แต่มีบางคอมเมนท์ที่พิมพ์ในด้านลบ ผมเลือกที่จะไม่สนใจ ถ้าเราเก็บเอามาคิดก็อาจส่งผลต่อสภาพจิตใจ ต่อฟอร์มการเล่นในสนามด้วย”  

เราถามเขาว่า คิดอย่างไรกับบางคอมเมนท์ที่บอกว่า “ทำไมพรชัยไม่ยอมเปิดทางให้เด็กรุ่นใหม่?” เขาตอบคำถามนี้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ผมก็อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่เก่งกว่าผม มาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะผมก็อยู่ในช่วงปั้นปลายแล้ว ที่ผ่านมาสตาฟฟ์โค้ช ก็ได้มองหาน้องๆรุ่นใหม่ มาทดแทนพวกรุ่นพี่ โดยการเรียกเข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อม เด็กๆหลายคนในแคมป์ตอนนี้ ก็กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ”

“ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้เปิดทาง แต่ผมเองก็ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนานะ ส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่ยึดติดกับตำแหน่งตัวจริง หรือสถิติอะไรอยู่แล้ว ผมก็อยากเห็นคนที่เก่งกว่า พรชัย เค้าแก้ว ก้าวขึ้นมาเล่นให้ทีมชาติไทย เพื่อที่จะช่วยให้วงการตะกร้อบ้านเรา ประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป”

“ผมอยากเห็นคนที่จะมาทำลายสถิติ 10 เหรียญทอง ผมไม่ได้อยากเก็บสถิตินี้ไว้กับตัวเองไปตลอด อยากให้น้องๆรุ่นต่อๆไป ได้มาทำเหรียญทองที่ 11-12 ให้กับประเทศของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ตลอดการสนทนายาวนานร่วม 1 ชั่วโมง สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ดี ไม่ต่างจากตอนที่เจอกันก่อนพูดคุย ก็คือ เขายังคงเป็นนักกีฬาวัย 37 ปี ที่มีความถ่อมตัว และรู้สึกว่าตัวเองยังสามารถเติมเต็มไปได้อีก

ราวกับตัวเองยังคงเป็นเด็กใหม่ในแคมป์ทีมชาติที่ยังคงตื่นเต้น และพยายามหาความท้าทายใหม่ เพื่อที่จะเอาชนะและก้าวข้ามไปให้ได้

แม้ตลอดเส้นทาง 16 ปี ในการรับใช้ชาติ เขาจะคว้าเหรียญทองคิงส์ คัพ มาแล้ว 16 ทอง, เหรียญทองซีเกมส์ 14 เหรียญ และเหรียญทองเอเชียนเกมส์มาแล้ว 10 เหรียญก็ตาม

“ผมจะสอนน้องๆเสมอว่า การจะเป็นนักตะกร้อที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และความรู้สึกอยากจะพัฒนาตัวเองขึ้นไป ไม่ใช่แค่มาฝึกซ้อมเพื่อให้ตัวเองเก่งอย่างเดียว แต่จงคิดเสมอว่า เรากำลังฝึกซ้อมเพื่อให้ตัวเองพัฒนา”

“16 ปีที่อยู่กับทีมชาติชุดใหญ่ ผมพูดได้เลยว่า ผมรักที่จะได้อยู่ตรงนี้ ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่กับน้องๆทุกคน ผมยังมองหาความท้าทายใหม่ๆ ให้กับตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ความท้าทายที่ว่าตอนอายุ 40 ปี ผมจะยังสามารถรักษาสภาพร่างกาย และฝีมือ จนเป็นตัวฟาดคนแรกของทีมชาติไทยได้อีกหรือไม่”

“ความท้าทายอีกอย่างก็คือ ผมอายุ 37ปี ก็ยังอยากรู้ว่าด้วยอายุผมที่มากขนาดนี้ ถ้าเจอกับน้องๆรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ผมก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองเหมือนกันว่า จะยังสามารถสู้กับเด็กๆรุ่นใหม่ได้หรือเปล่า ผมกล้าพูดเลยว่า ไม่ใช่แค่รุ่นน้องที่เรียนรู้จากผม แตในทุกๆการฝึกซ้อม ผมก็เหมือนได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากน้องๆด้วย”

“อย่าถามเลยว่า ผมจะเลิกเล่นตะกร้อเมื่อไหร่ ผมจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่า วันที่ไม่ได้เล่นตะกร้อ ผมจะเป็นอย่างไร ผมอยู่กับตะกร้อมาครึ่งชีวิตแล้ว ผมคิดว่าวันนั้น ผมคงต้องคิดถึงมันมากๆแน่ เพราะผมรู้สึกผูกพันกับมันมากๆ และคงทิ้งไปไม่ได้ ผมน่าจะวนเวียนลงแข่งประเภทอาวุโสมั้ง (ยิ้ม)... เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง