Converse

สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ : เด็กเรียนไม่จบ ม.4 ผู้เอาชีวิตเข้าแลกกับเบสบอล



จากเด็กที่ถูกมองว่าไม่มีอนาคต เพราะต้องลาออกจากโรงเรียน ตั้งแต่อายุ 16 ปี จนต้องไปเรียนต่อที่ กศน. อะไรคือแรงผลักดันตัวเองที่ทำให้เขากลายมาเป็น ผู้เล่นตัวหลักเบสบอลทีมชาติไทย


 

เบสบอล ไม่ใช่กีฬาที่มีชื่อเสียงมากนักในประเทศไทย จนทำให้เด็กๆหลายคน หากคิดจะเริ่มต้นกีฬา แน่นอนนี่คือหนึ่งกีฬาที่มักถูกมองข้าม และมีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่เลือก

แต่กีฬาชนิดเดียวกันที่หลายๆคนมองข้ามความสำคัญ กลับเป็น กีฬา ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อชีวิตของ “เจ้น - สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ” นักกีฬาเบสบอลทีมชาติไทย ที่เอาชีวิตและอนาคตของตัวเองฝากไว้กับกีฬาชนิดนี้

หลังจากล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในระบบการศึกษา จนต้องขอลาออกจากโรงเรียนกะทันหัน ตอนขึ้นชั้น ม. 4 โดยมีเพียงวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นติดตัว...พร้อมกับคำดูถูกมากมายที่ต้องฝ่าฟัน และชีวิตนอกห้องเรียนที่ไม่มีคุณครูจะสอนให้เขาเรียนรู้กับมันได้ดีเท่ากับตัวเอง

“เบสบอลเป็นสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้ดีที่สุดเพื่อพ่อแม่ตอนนั้น ในเมื่อผมไม่ได้เรียนเหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ ก็ต้องหาสิ่งที่ดีมาทดแทนให้ครอบครัวภูมิใจให้ได้”

มันจึงกลายเป็นเกมแห่งชีวิต ที่เขาเอาตัวเองเข้าแลกในทุกอินนิ่ง เพื่ออนาคตที่ดีกว่า นับนิ้วมือถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 10 ปีแล้วจากวันที่เขาเดินออกจากโรงเรียน ถ้าหันหลังกลับไปมองอีกที เขาก็คงรู้สึกได้ว่าตัวเองมาไกลเหลือเกิน...มาไกลถึงจุดที่เขาได้เป็นตัวแทนคนทั้งประเทศ ไปแข่งขันกีฬาเบสบอล ในระดับนานาชาติ

Main Stand เดินทางมายังพบกับ เด็กหนุ่มท่าทางเรียบร้อย ถึงบ้านเจ้าตัว ที่ชั้นล่างของบ้าน ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านอาหารปิ้งย่างยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยเก้าอี้ที่ถูกพับขึ้นไว้บนโต๊ะ ในช่วงเวลากลางวันที่ร้านปิดอยู่… เพื่อพูดคุยถึงหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นของนักกีฬาทีมชาติไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่า เด็กเรียนไม่จบ

 

Starter

เชื่อว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้จัก กีฬาเบสบอล ถ้าไม่ใช่ผ่านการติดตามชมแข่งขันลีกอาชีพของ สหรัฐฯ ก็คงหนีไม่พ้น การ์ตูนมังงะ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ เด็กๆหลายคน มาหยิบจับหัดเล่นกีฬาชนิดนี้

แต่กับ สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ แล้ว เขาเริ่มต้นเล่นกีฬานี้ ด้วยแรงบันดาลใจที่แตกต่างออกไป “ผมเริ่มต้นเล่นเบสบอล ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกีฬาเบสบอล กีฬาซอฟท์บอล เลยด้วยซ้ำ ผมไม่เคยอ่านการ์ตูน หรือดูเบสบอลมาก่อน”

“ตอน ม.1 มันมีคาบที่ต้องเลือกชมรม ผมก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ชมรมไหน พอดี อาจารย์ประจำชั้น ท่านก็ชักชวนให้ผมเข้าชมรมเบสบอลสิ ก็เลยลองไปอยู่ในชมรมดู พอได้ลองเล่นก็รู้สึกท้าท้ายดี อาจจะเป็นเพราะมันเป็นกีฬาที่เล่นยากด้วยมั้ง ที่ต้องอาศัยความเข้าใจหลายอย่าง”

“ ต้องอาศัยความสามารถ การฝึกทักษะหลายอย่าง การทำความเข้าใจกับกฏกติกา อย่างถ้าคนที่ไม่เคยดู เบสบอล ก็จะรู้สึกว่ามันกีฬาดูน่าเบื่อ เพราะว่ามีหลายขั้นตอน กว่าจะได้แต้ม ต่างจากฟุตบอลที่ยิงเข้าโกล ก็ได้ประตูเลย”

“แต่ตอนแรกๆ ผมก็ยังไม่ได้จริงจังนะ แค่ชอบสถานการณ์ของเกม ยิ่งโดยเฉพาะตอนที่ผมต้องต่อสู้ 1 ต่อ 9 คนของฝั่งตรงข้าม มันทำให้ผมต้องคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเอาชนะสถานการณ์ตรงนั้นได้”

สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ ในวันที่ยังมีคำนำหน้าว่า เด็กชาย อาจได้เข้ามาอยู่ในชมรมเบสบอล โรงเรียนสาธิตพิบูล บำเพ็ญ - มหาวิทยาลัยบูรพา แบบไม่ได้ตั้งใจ จนวันหนึ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป โดยสิ้นเชิง จากกีฬาที่ไม่เคยรู้จักกลายมาเป็นความจริงจังกับมัน ชนิดที่ว่าเขาก็ไม่สามารถหาคำอธิบายให้กับตัวเองได้เหมือนกันว่าทำไมถึงลุ่มหลงและหลงรักกีฬาชนิดนี้

“มีอยู่วันหนึ่ง อาจารย์มาบอกผมว่า “เจ้น ตั้งใจซ้อมนะ เดี๋ยวอาจจะมีโอกาสติดทีมโรงเรียน” ความรู้สึกตอนนั้นผมดีใจมากๆ ดีใจจนเก็บไว้ไม่อยู่ ต้องไปบอกกับครอบครัว”

“ตั้งแต่วันนั้น ทุกวันหลังเลิกเรียน 4 โมงเย็น ผมจะมาซ้อมต่อทันที จนถึง 1-2 ทุ่มแทบทุกวัน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมตอนนั้นผมจริงจังมากขนาดนั้น (หัวเราะ) แค่จะได้เป็นตัวแทนโรงเรียนเองนะ”

“ในบรรดาเพื่อนที่เล่นมาด้วยกันก็จะรู้ว่า ผมจริงจังมาก ถ้าเล่นพลาดก็จะหัวร้อนได้ง่ายๆ ไอ้ความหัวร้อน มันก็มีทั้งข้อดีและเสีย ถ้าเราแสดงความดุดันออกมาถูกเวลา ในตอนแข่งขัน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราหัวร้อน ไปลงกับเพื่อนร่วมทีม มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาทำให้บรรยากาศทีมแย่ลงเปล่าๆ”

อาจจะเป็นความรู้สึกที่เล็กน้อยของคนทั่วไป เมื่อได้เป็นตัวแทนโรงเรียน แต่สำหรับ เจ้น-สัญลักษณ์ มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินในตอนนั้น และทำให้ในทุกๆเย็น ภาพการฝึกซ้อมอย่างตั้งใจและหนักหน่วง กลายเป็นภาพที่ทุกคนในทีมชินตา ไม่นานนักฝีมือของเขาก็พัฒนาเป็นแถวหน้าของรุ่น

จนทำให้เจ้าตัวได้มีโอกาสไปเปิดโลกของเบสบอล ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงได้สัมผัสการแข่งขันเบสบอล โคชิเอ็ง ในฐานะผู้ชมในสนาม ที่ทำเอาหนุ่มน้อยชาวไทยรายนี้ ถึงกับต้องตะลึงกับบรรยากาศที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าตัวเอง

“ตอนปิดเทอม ก่อนขึ้นชั้น ม.3 มีโค้ชชาวญี่ปุ่นมาสอนที่โรงเรียน เขาก็เห็นแววผม เลยชักชวนมาว่า อยากไปซ้อมอยู่กับโรงเรียนมัธยมฯ ที่ญี่ปุ่นไหม เขาจะช่วยค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ผมก็กลับมาปรึกษาแม่ เห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ก็เลยได้ไปซ้อมกับ โรงเรียนมัธยมเซนได เป็นเวลา 1 เดือน”

“ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่โรงเรียนเขากำลังจะเปิดเทอมพอดี เด็กส่วนใหญ่จะยังหยุดเรียนอยู่ แต่นักเบสบอลโรงเรียนจะถูกเรียกมาซ้อมที่สนาม ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยง พัก 1 ชั่วโมงแล้วอัดซ้อมต่อถึง 5 โมงเย็น”

“เรารู้สึกว่ามันเป็นโปรแกรมที่หนักและเหนื่อยมากนะ แต่เชื่อไหมว่าเด็กญี่ปุ่นไม่เคยมีปริปากบ่นสักคำเดียว ทุกคนวิ่งกันเหนื่อยหอบ แต่พอพักเสร็จ ก็กลับไปซ้อมต่อแบบไม่มีอาการอิดออดเลย ถ้าเป็นเด็กไทยก็อาจจะไม่ได้อดทนขนาดนี้ แต่ที่ญี่ปุ่น เรื่องวินัย การตรงต่อเวลา ทุกอย่างเป๊ะมาก”

“เบสบอลของญี่ปุ่นต่างกับที่ไทยมาก ที่นั่นโรงเรียนหนึ่งมีคนเล่น 300-400 คน ทุกคนในโรงเรียน พูดแต่เรื่องเบสบอล การแข่งขันภายในทีมก็สูงมาก ตอนที่ผมไปก็ยังพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ใช้การสื่อสารผ่านภาษาอังกฤษนิดหน่อย ที่เหลือใช้ภาษาเบสบอลคุยกันมากกว่า”

“ถ้าเป็นเรื่องฝีมือ ณ ตอนนั้นผมว่า ญี่ปุ่นเขาไม่ได้หนีเราเท่าไหร่ ผมยังรู้สึกว่าถ้าในรุ่นอายุเดียวกัน เราพอสู้ได้ แต่ที่ทำให้ผมอึ้งเลยจริงๆ คือตอนที่โค้ชพาไปดูการแข่งขันเบสบอลระดับมัธยมปลาย โคชิเอ็งนั่นแหละครับ”

“บรรยากาศมันสุดยอดยิ่งกว่าการแข่งขันลีกอาชีพเสียอีก นักกีฬาในโรงเรียนมีหน้าที่ซ้อม ส่วนกองเชียร์ก็จะแยกออกมาซ้อมเชียร์ พอถึงวันแข่ง คนในจังหวัด ผู้ปกครอง กองเชียร์ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่”

“นักกีฬาก็ตั้งใจเล่นมากๆ เพราะบางทีมันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาที่จะได้เล่นเบสบอล พูดตรงๆว่าตอนที่ไปดูโคชิเอ็ง ผมขนลุกมาก ไม่คิดว่าเบสบอลมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ บรรยากาศแบบนี้หาที่ไทยไม่ได้ ต้องญี่ปุ่นเท่านั้น”

“พอกลับมาเมืองไทย ผมก็ตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า ถ้านักเบสบอลบ้านเขาจริงจังได้ขนาดนี้ เราก็ควรต้องจริงจังให้ได้เท่าเขา ทางของเขาอาจจะสูงมาก ทางของเราอาจจะไม่สูงเท่า แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็ต้องเดินให้สุดในทางของเราให้ได้”

 

Dead Ball : การศึกษาที่หายไป

เบสบอลยังคงเป็นกีฬาที่ สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ รักมาโดยตลอด หลังจบชั้นมัธยมต้น เขาเลือกเรียนต่อที่เดิม เพื่อจะได้สานฝันของตัวเองกับทีมเบสบอลของโรงเรียน กระทั่งเหตุการณ์ที่รุนแรงสุดในชีวิตได้มาเยือน

“ผมไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เป็นเด็กหลังห้องมาโดยตลอด อยู่กับกลุ่มที่ดูเป็นเด็กเกเร แต่ก็ไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งจะต้องออกจากโรงเรียนกะทันหัน”

“มันเริ่มจากตอน ม.2 ผมมีปัญหากับอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษท่านหนึ่ง ผมเกรดไม่ผ่าน ก็ไปตามแก้มาตลอด ยันขึ้นม.3 อาจารย์ก็ยังไม่ให้ผมผ่านวิชาตัวนั้น จนผมต่อ ม.4 โรงเรียนเดิม ไปตามแก้ อาจารย์ก็ยังไม่ให้ผ่านสักที”

“ปกติผมจะใกล้ชิด คุยกับแม่ทุกวัน วันหนึ่งแม่ผมทนไม่ไหว ก็มาถามผมว่า ลูกกล้าไหมที่จะลาออกไปเริ่มต้นใหม่ ดีกว่าทนอยู่ให้เขากดขี่ กลั่นแกล้งเราทุกวัน ผมก็โอเค แม่ผมจึงไปคุยกับฝ่ายปกครองว่า ถ้าฉันให้ลูกลาออก อาจารย์คนนั้นจะยอมเซ็นเกรดให้ผมได้ไหม แลกกับวุฒิ ม.ต้น อาจารย์คนนั้นก็ยอมเซ็นให้ เพื่อแลกกับการให้ผมไม่ต้องเรียนที่นั่นต่อ”

สัญลักษณ์ ในวัย 16 ปี ต้องเจอกับจุดหักเหครั้งใหญ่ในชีวิต ภายหลังก้าวเท้าออกมาจากโรงเรียน และต้องห่างเหินกับระบบการศึกษาไปพักใหญ่ ก่อนจะได้เข้าเรียนต่อที่ กศน.บางละมุง ในระดับชั้น ม.ปลาย จากนั้นไม่นานเจ้าตัวก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างในช่วงที่แสนมืดมิดของชีวิต

“ผมเสียใจมากนะ ผมรู้ว่าแม่รู้สึกแย่แค่ไหนที่ต้องเห็นผมออกจากโรงเรียน พอดีหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีคนที่รู้จักมาแจ้งข่าวถามผมว่า สนใจไปคัดตัวเบสบอล ทีมชาติไทย U-18 ผมก็ปรึกษาครอบครัว ก็เห็นตรงกันว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ที่ผมจะได้กู้หน้าตาและชื่อเสียงของครอบครัว รวมถึงตัวเองกลับคืนมา”

“ที่ผ่านมา มีแต่คำถามมากมายที่ถามพ่อแม่ผมว่า ทำไมผมต้องลาออกจากโรงเรียน มากลายเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ”

“ยิ่งบ้านผมเปิดร้านอาหารด้วย ลูกค้าที่รู้จักก็ถามคำถามนี้ซ้ำๆกับครอบครัวผมตลอด ในใจผมตอนนั้นก็คิดว่า เบสบอล นี่แหละจะเป็นสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้ดีที่สุดเพื่อพ่อแม่ ผมจึงตั้งใจกับเบสบอลมาก เพราะผมต้องการหาสิ่งที่ดีมาชดเชยการกับที่เราไม่ได้เรียน ให้พ่อแม่ภูมิใจให้ได้”

ในวิกฤติแย่ๆที่ต้องลาออกจากโรงเรียน กลายเป็นโอกาสที่ทำให้ สัญลักษณ์ มีเวลาอย่างเต็มที่ในการโฟกัสเรื่องกีฬาเป็นหลัก จนเข้ามามีชื่อติดทีมเบสบอล ทีมชาติไทยชุด U-18 รวมถึงยังเป็นใบเบิกทางชั้นดีให้เจ้าตัวได้รับโควต้าเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย

“โชคดีที่ว่า กศน.บางละมุง เขารับตรงนี้ เพราะส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยได้เรียนเป็นประจำ เนื่องจากบางทีก็ต้องไปฝึกซ้อมเก็บตัวกับทีมชาติ จะกลับมาอีกทีก็วันสอบ ซึ่งที่ กศน. เหมือนเป็นโลกอีกใบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในระบบ”

“ได้เจอกับรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่า ไปจนถึงคนอายุ 30-40 ที่บางคนมีหน้าที่การงานที่ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเรียนเลย แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญกับการเรียน พยายามจะมาเรียนให้ได้ ผิดกลับตัวเราที่เป็นคนเดินออกจากการศึกษา ก็ทำให้ผมคิดได้ และเมื่อมีโอกาสได้เรียนต่อ ม.บูฯ ก็ไม่อยากพลาดอีก”

 

Thrown : ทุ่มทั้งชีวิต

แต่เส้นทางของเขาก็ไม่เคยมีอะไรที่ได้มาง่ายๆเลย แม้ว่า สัญลักษณ์ จะมีชื่อติดทีมชาติ รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีก็จริง จนได้ไปแข่งขันรายการต่างๆ

อาทิ  BFA AAA JUNIOR BASEBALL CHAMPIONSHIP ประเทศเกาหลี (อันดับ 5)  BFA 9th Asia BASEBALL CUP PAKISTAN (อันดับ3) และ XBUU IBAF INTERCONTINENTAL CUP - TAICHUNG ประเทศ ไต้หวัน (อันดับ7) แต่สถานะของเขา ก็ยังเป็นเพียงแค่ตัวสำรองในทีมเท่านั้น

อาจจะด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ของตัวสำรองอดทนนี่เอง ทำให้ท้ายที่สุด เขาถูกเรียกเข้าสู่ทำเนียบทีมชาติชุดใหญ่ ตั้งแต่อายุ 18 ปี ไปเก็บตัวฝึกซ้อมกับบรรดา ที่เขาต้องเจอกับอุปสรรคต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องในสนาม รวมถึงนอกสนาม

“ตอนที่ติดทีมชาติครั้งแรกชุด U-18 เราก็รู้สึกดีใจมากๆแล้ว แม้จะเป็นแค่ตัวสำรองก็ตาม แต่การได้ไปแข่งขันระดับเอเชีย ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก”

“สิ่งหนึ่งที่ผมประหลาดใจและสงสัยมาก ก็คือ โอโห้ ญี่ปุ่นทำไมเขาถึงแซงเราไปทุกด้านเลยวะ ทั้งด้านทักษะ สรีระ ความแข็งแรง จากที่เรารู้สึกว่า ตอน ม.3 เราก็ไม่ได้ห่างจากเขา แต่เพียงเวลาแค่ไม่กี่ปี อะไรทำให้เด็กบ้านเขาพุ่งขึ้นมาขนาดนั้น ส่วนบ้านยังพัฒนาได้ช้า”

“แต่หลังจากจบทัวร์นาเมนต์ U-18 โค้ชชุดใหญ่ก็ถามว่า สนใจอยากไปเล่นเอเชียนเกมส์ (ปี 2010) ไหม? ถ้าสนใจก็ให้ไปคัดดู ปรากฏว่าผมผ่าน ก็ได้ไปเก็บตัวอยู่ในแคมป์กับพวกรุ่นพี่ชุดใหญ่ตอนอายุ 18 ที่เป็นเด็กสุด และไม่ค่อยเข้าพวกกับรุ่นพี่ๆคนอื่นที่เขาเล่นด้วยกันมานาน”

“ด้วยความเป็นเด็กใหม่ ตอนนั้นผมยอมรับว่าฝีมือตัวเองอาจยังไม่ได้ดีมาก บวกกับต้องเจอแรงกดดัน คำเหยียดหยามจากรุ่นพี่บางคน ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ทั้งที่เราก็พยายามทำเต็มที่แล้ว มันไม่ได้เกิดความรู้สึกท้อนะ แค่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไรพี่เขาถึงจะพอใจ โชคดีที่รุ่นพี่บางคนเขาก็เข้าใจเรา มาปลอบใจว่า กูรู้นะมึงรู้สึกยังไง แต่ที่พี่ๆเขาด่า เพราะอยากให้ผมได้ดี”

“พอเราเป็นรุ่นน้องก็จะต้องเจอโปรแกรมซ้อมที่หนักกว่ารุ่นพี่ เพื่อเพิ่มทักษะความสามารถให้เท่าๆกับเขา พยายามเอาคำดูถูกจากเขาที่ว่า เรากระจอก มาเป็นตัวกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเอง ให้เขาเห็นว่า เรามีพัฒนาการนะ ไม่ใช่โดนด่าแล้วถอดใจเลิกไป”

“ผมคิดในใจว่า ไม่เป็นไร วันนี้มึงด่ากู แต่สักวันกูจะต้องเก่งกว่ามึงให้ได้ แล้วกูจะทำให้มึงเห็นเอง กูจะทำให้มึงยอมรับให้ได้”

 

Bench : บทเรียนจากซุ้มม้านั่งสำรอง

คำว่า ทุ่มทั้งชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินไปเลย สำหรับการต่อสู้ของ สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ โดยเฉพาะการอดทนต่อแรงกดดัน และความรู้สึกที่ต้องนั่งอยู่บนม้านั่งสำรองมาเกือบ 4 ปี ในนามทีมชาติชุดใหญ่

ซึ่งถ้าเป็นบางคนที่ต้องรอคอยโอกาสนานถึงขนาดนั้น อาจล้มเลิกหรือถอดใจไปแล้วก็ได้ แต่ไม่ใช่กับเขา...

“ผมมาได้โอกาสเป็นตัวจริงเกมแรก ตอนอายุ 22 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ ผมเหมือนเป็นตัวสำรองรั้งท้าย เกาะทีมเขามาโดยตลอด เหตุผลที่ผมไม่ล้มเลิกหรือถอดใจ เพราะผมคิดเสมอว่า ในเมื่อผมเลือกเส้นทางนี้ ผมก็จะพยายามสู้ให้ถึงที่สุด”

“ผมคิดว่าชีวิตคนเราเกิดมาทั้งที มันต้องทำอะไรให้ดีสักอย่าง เพื่อครอบครัว เพื่อตัวเรา ถ้าสู้ด้วยการเรียนไม่ได้ ผมก็จะสู้ด้วยการเล่นกีฬา”

“อีกอยางพอเรามีชื่อติดทีมชาติ ก็เป็นรายได้อีกทางที่แบ่งเบาภาระพ่อแม่ในเรื่องค่าใช้จ่ายๆต่าง เช่น เบี้ยเลี้ยง สวัสดิการจาก มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ให้โควต้าเรียนฟรี มีเงินเดือนให้ จะบอกว่าผมเอาตัวเองเข้าไปแลกกับเบสบอลก็ว่าได้ ผมใส่ทั้งหมดที่มีให้กับมันไปแล้ว”

ท้ายที่สุดความพยายามที่อดทนมาอย่างยาวนาน ก็เห็นผล ในการแข่งขันซีเกมส์ 2011 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นครั้งแรกที่ สัญลักษณ์ ออกสตาร์ทเป็นผู้เล่น 9 คนแรก ในเกมที่พบกับ ทีมชาติเวียดนาม

“ปกติเบสบอลจะไม่มีการแจ้งชื่อว่าใน 24 คนที่เรียก ใครจะได้เป็นตัวจริงในเกมไหน โค้ชจะประกาศแค่ตอนก่อนเกมเท่านั้น”

“ครั้งแรกที่มีชื่อเราได้ลงไปเล่นเป็นตัวจริง ตอนนั้นผมแทบจะไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน เพราะคิดว่า ก็คงเป็นเหมือนเดิมคือรุ่นพี่ได้ลงก่อน แล้วผมก็ไม่ได้ประเมินตัวเองสูงขนาดนั้น แต่พอได้โอกาสลงสนามจริงๆ บอกตรงๆว่าเกมแรกผมใจสั่นตลอด ทำอะไรแทบไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกกดดันชิบเป๋ง มากกว่าตอนที่รุ่นพี่กดดันเสียอีก”

สัญลักษณ์ จบการแข่งขันซีเกมส์ 2011 ด้วยการคว้าเหรียญทองแดงกลับมาตุภูมิ แน่นอนนับตั้งแต่นั้น ชีวิตการเป็นนักเบสบอลทีมชาติไทย เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...จากรุ่นน้องตัวสำรอง เขาเปลี่ยนสถานะมาเป็นตัวหลักที่เปลี่ยนวิธีคิดและการปฏิบัติตัวทุกอย่าง

“ผมต้องเปลี่ยนวิธีใหม่ จากเมื่อก่อนเราเป็นสำรอง เราก็ซ้อมไปคิดและคิดว่า เดี๋ยวรุ่นพี่เขาก็ทำเองแหละเราเป็นแค่สำรอง แต่ผมได้เป็นตัวจริง ผมจะคิดแบบนั้นไม่ได้ โค้ชให้โอกาสเราลงเล่น แสดงว่าเขาคาดหวังในตัวเรา ไม่ได้หวังส่งเราไปเล่นเพื่อรอเปลี่ยนคนอื่น เราก็ทำให้ได้ด้วยเราเองก่อนจะคิดว่าต้องไปพึ่งพาคนข้างหลัง”

“พอได้ลงสนามต่อเนื่องบ่อยขึ้น ผมก็ปรับตัวรับมือกับความกดดันในการแข่งขันได้ดีขึ้น จากนั้นอะไรก็เริ่มง่ายขึ้น ตามประสบการณ์”

 

Game Set : เกียรติยศสุดท้าย

แม้จะรับใช้ชาติมาอย่างต่อเนื่องยาวยาน แต่ชื่อของ สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ ก็ยังไม่ได้เป็นนักกีฬาที่ผู้คนรู้จักในวงกว้าง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกีฬาที่เขาเลือกอย่าง เบสบอล ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในเมืองไทย และได้รับพื้นที่สื่อน้อยนิด

เคยมีสักแวบหนึ่งไหม? ที่รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่เลือกเล่นกีฬานี้ เป็นประโยคที่เราถามเขาตรงๆ “มันก็มีถามตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมตอนนั้นเราไม่หัดเล่นกีฬาเดี่ยวๆวะ อาจจะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้ก็ได้ แต่พอทบทวนอีกที เราคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว ในเมื่อเราเลือกเดินทางนี้ ก็จะไปให้สุดทางดีกว่า ความคิดแบบน้อยเนื้อต่ำใจก็หายไป”

“ก็แค่เราต้องเข้าใจและยอมรับให้ได้ว่า เบสบอล มันไม่ใช่กีฬาที่ดังในไทยนะ แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร แล้วทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุดดีกว่า”

“จะเป็นกีฬาที่ดังหรือไม่ดัง เราก็ไปแข่งขันในนามทีมชาติเหมือนกัน กีฬาอื่นๆ อาจได้รับการยอมรับมากกว่า มีแฟนคลับ มีคนสนใจเยอะกว่า ก็ไม่เป็นไรครับ สุดท้ายแล้วเราทุกคนที่ไปแข่งตรงนั้น ก็ได้ไปแข่งขันในฐานะตัวแทนทีมชาติไทยเหมือนกัน”

ความภูมิใจที่ได้รับใช้ชาติ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เหนือกว่าชื่อเสียง เงินทอง การได้สวมใส่เสื้อที่มีคำว่า Thailand ติดบนหน้าอกไปแข่งหวดลูกเบสบอลในการแข่งขันนานาชาติ ย่อมมีความหมายมากต่อนักกีฬาเบสบอลทีมชาติไทยทุกคน

ไม่ว่าจะเป็นเด็กโนเนมเช่นเขา หรือแม้แต่นักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ของวงการเบสบอลโลก จอห์นนี่ เดมอน เจ้าของตำแหน่งแชมป์เวิล์ด ซีรี่ส์ 2 สมัย และติดทีมออลสตาร์ 2 ครั้ง ที่ตัดสินใจตอบรับบินมาร่วมทีมชาติไทย แผ่นดินเกิดของคุณแม่

“ตอนที่รู้ว่าจะได้เล่นร่วมกับ จอห์นนี่ เดมอน มันเป็นความรู้สึกที่โคตรดีใจและตื่นเต้นสุดๆ เพราะโอกาสแบบนี้มันเป็นไปได้น้อยมาก เราเป็นแค่นักกีฬาเบสบอลธรรมดา เขาเป็นนักเบสบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นไอดอลของเราเลยก็ว่าได้ เคยเล่นให้ทีมใหญ่อย่าง บอสตัน เรดซอกซ์ และ นิวยอร์ค แยงกี้ ฯ”


Photo : Twitter : @w0rldbaseball

“แม้ว่าเขาจะมาช่วยทีมตอนอายุมากแล้ว แต่เขาก็วางตัวดีกับทุกๆคนในทีม เขามองว่าทุกคนคือนักกีฬาเหมือนๆกัน ไม่ได้แบ่งแยก ที่สำคัญเขาจะสอนหลายๆเรื่องให้กับนักเบสบอลไทย หรือ พูดเรื่องเกมบ้าง เขามักพูดเสมอว่า เขายินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้ทีมชาติไทย เขาอยากเล่นให้ทีมชาติไทยมาก”

เดมอน กับ สัญลักษณ์ ลงสนามพร้อมกันในฐานะผู้เล่นเบสบอลทีมชาติไทย ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับเด็กไทยอย่างเขา ยิ่งโดยเฉพาะในการแข่งขัน ชิงแชมป์โลก (รอบคัดเลือก) ที่ทั้งคู่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน แม้สุดท้ายไม่ผ่านไปเล่นรอบสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ถือเป็นโลกอีกใบ ที่เขาได้ไปเปิดประตูออกไปเห็นวงการเบสบอลในระดับโลก

“ตอนไปแข่งคัดเลือกชิงแชมป์โลก เราไม่เคยเห็นอะไรที่เจ๋งขนาดนี้มาก่อน ทุกอย่างดูเป็นมืออาชีพมาก พูดง่ายๆก็คือ เจ้าภาพเตรียมทุกอย่างไว้ให้เรา แทบไม่ต้องเอาอะไรไปเลย ทุกคนมีล็อกเกอร์ของตัวเอง มาซ้อม มาแข่งตัวเปล่า ซ้อมเสร็จก็ถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ จะมีคนมาจัดการซักให้ วันต่อมาก็จะมีเสื้อผ้าของเราจัดเรียงวางไว้ ในการแข่งขันครั้งนั้นชาติไหนที่ผ่านไปเล่นรอบสุดท้าย จะได้รับเงินสนับสนุน 10 ล้านบาท เพื่อไปพัฒนาทีมชาติก่อนแข่งชิงแชมป์โลก”

“เบสบอล ถือเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่มากในระดับนานาชาติ เป็นรองแค่ ฟุตบอล กับ บาสเกตบอล เท่านั้น”

“ในมุมมองของผม วงการเบสบอลบ้านเราก็ไม่ได้ถึงกับแย่หรอก แต่มันก็มีบางอย่างที่แตกต่างกับเขาอยู่เหมือกนัน ผมยกตัวอย่าง คิวบา เปอร์โตริโก โดมินิกัน พวกนี้ถือเป็นชาติที่เล่นเบสบอลได้เก่ง ทั้งที่มีปัญหาเรื่องทรัพยากรในประเทศเยอะ จนประชาชนต้องพยายามถีบตัวเองขึ้น บ้างก็อพยพมาอยู่ในอเมริกา โดยใช้ความสามารถด้านกีฬา ในการสร้างตัว”

“ผมเคยเห็นคลิปการฝึกซ้อมในประเทศโดมินิกัน สนามซ้อมบ้านเขาแย่กว่าเรา อุปกรณ์ก็ไม่ได้ดี แต่นักเบสบอลโดมินิกัน มีแรงผลักดันสูงกว่า ขณะที่ อเมริกาฯ ก็ให้สิทธิ์นักกีฬาที่มีความสามารถ ไม่ได้แบ่งแยกว่าชาติไหน ถ้าคุณเจ๋งจริง ก็มีโอกาสได้เซ็นสัญญา จนทุกวันนี้ในลีกอาชีพอเมริกา มีแต่คนต่างชาติเล่นเต็มไปหมด คล้ายๆกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่คนในชาติได้เล่นไม่มากนัก”

แม้จะเคยมีอดีตที่ไม่น่าจดจำในเรื่องการเรียน แต่สุดท้ายการต่อสู้ที่ไม่เคยสิ้นสุด ก็นำพา สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆในชีวิตมาได้  - เราถามเขาว่า ในวันนี้ที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เมื่อมองย้อนหันหลังกลับไปถึงวันที่ต้องลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกอย่างไรบ้าง

“ถ้ามองย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกเสียใจอยู่นะที่ต้องลาออกจากโรงเรียน และทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่ดี แต่มาคิดอีกมุมหนึ่ง ก็ต้องขอบคุณช่วงเวลานั้น ที่ทำให้ผมได้มาเต็มที่กับการเล่นเบสบอล ผมไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าวันนั้นไม่ลาออก ได้เรียนต่อ ผมจะเรียนจบ ม.ปลายไหม จะได้มาเป็น นักเบสบอลทีมชาติไทยหรือเปล่า”

อย่างไรก็ดี สัญลักษณ์ พิพัฒน์ภิญโญ นักกีฬาเบสบอลทีมชาติไทย วัย 26 ปี ยอมรับว่าเจ้าตัวมีความคิดที่จะรีไทร์ในการเล่นกีฬาชนิดนี้เหมือนกัน หากทุกอย่างไปตามที่เขาคาดหวังไว้ในปลายปี 2019 โดยไม่กลัวที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับบทบาทใหม่ๆ...ในวันที่ไม่ได้มีคำว่า นักกีฬาทีมชาติ ติดตัว

“ความยากลำบากสอนอะไรผมหลายอย่าง ทุกคนเกิดมาก็ต้องดิ้นรน หาทางเลือกที่ดีสุดให้ตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าเกิดมาแล้วไม่มีอะไรดีเลย ไม่เอาอะไรสักอย่าง ก็คงเรียกได้ว่าเป็น คนที่มีชีวิตล้มเหลว เราต้องจับอะไรสักอย่าง ที่คิดว่าทำได้ดี แล้วพยายามทำออกมาให้ดีที่สุด”

“ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า ถ้าผมได้เหรียญทองซีเกมส์ สมัยหน้า ผมอาจตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติ เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองบรรลุเป้าหมาย และประสบความสำเร็จกับเส้นทางที่เราเลือกแล้ว ซึ่งเบสบอลมันไม่สามารถเลี้ยงเราไปได้ตลอดชีวิต หลังจากนั้น ผมก็คงต้องออกมาใช้ชีวิตจริงๆ ที่ไม่ใช่การเล่นกีฬา หางานทำ”

“ผมไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ ไม่กลัวที่ต้องสู้กับอะไรก็ตาม หลังจากวันนั้น ผมพร้อมเจอทุกรูปแบบ ไม่ว่าอะไรจะเข้ามาอีก ผมก็พร้อมจะสู้กับมัน”
 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง