Converse

Gatoh Move Pro Wrestling : นักมวยปล้ำคนไทยไม่ใช่แค่ความฝันหรือจินตนาการ



“ผมอยากให้วันหนึ่ง มวยปล้ำสมาคมของเราไปปล้ำที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี หรือเดินสายปล้ำทั่วประเทศไทย ทำให้คนไทยรู้ว่า เราก็มีสมาคมมวยปล้ำของเรา”


 

นี่คือคำพูดของ “ปูมิ” ปรัชญ์ภูมิ บุณยฑัต ผู้จัดการค่ายมวยปล้ำของเมืองไทยที่ชื่อ Gatoh Move Pro Wrestling ที่เพิ่งร่วมกับค่ายมวยปล้ำจากสิงคโปร์ จัดการแสดงโชว์มวยปล้ำที่ชื่อ Wrestlingcity.Asia ขึ้นที่อาคารจันทนยิ่งยง ไม่ไกลจากสนามศุภชลาศัย

มันเป็นโชว์ที่ใหญ่ที่สุดโชว์หนึ่งในรอบปีนี้ เท่าที่พวกเขาเคยจัดมา และใช้งบประมาณทั้งหมดหลายแสนบาท ซึ่งนอกจากค่าบัตรเข้าชมแล้ว เป็นเงินของเขาเองทั้งหมด

เขาเดินมาต้อนรับทีมงาน Main Stand ในช่วงบ่ายของวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของสมาคม ก่อนให้สัมภาษณ์พักหนึ่ง แล้วจึงขอตัวไปเตรียมจัดการทุกอย่างให้กับโชว์ ไม่ว่าจะเป็นเวทีมวยปล้ำ , เก้าอี้สำหรับผู้ชม , ทางสำหรับการเปิดตัวนักมวยปล้ำ และดูแลความเรียบร้อยของนักกีฬาทุกคน

แต่เราก็ไม่เหงานาน เพราะอีกหนึ่งนักมวยปล้ำรุ่นบุกเบิกของสมาคมอย่าง “บากิ” ธีรวัฒน์ ปิ่นพานิชยการ อาสาเดินเข้ามาพูดคุยกับเราแทน

“คนไทยชอบดูมวยปล้ำ แต่การเป็นนักมวยปล้ำที่แท้จริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น” บากิ มีรูปร่างใหญ่สมส่วน เขามีคิวปล้ำแมตช์ชิงแชมป์เป็นคู่เอกของรายการคืนนี้

“คุณไม่สามารถเดินขึ้นมาบนเวทีแล้วอยากจะขึ้นไปทำอะไรอย่างที่นักมวยปล้ำเขาทำได้ โดยที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอะไรมาก่อน”

“สิ่งที่พวกเราแสดงบนเวที พวกเราฝึกฝนกันมาเยอะมาก และพวกเราต้องเสียสละอะไรไปมากมาย เพื่อที่จะเป็นนักมวยปล้ำอาชีพ” บากิ ที่มีชื่อในวงการคือ “อีเค บากิ” กล่าว

การปล้ำอาชีพ ในที่นี้คือขึ้นไปแสดงแล้วได้เงินเป็นค่าจ้าง ซึ่งนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะรายนี้ยอมรับว่า มันเป็นส่วนหนึ่งที่เลี้ยงชีพเขาได้ แม้อาจไม่มากก็ตาม

แต่อย่างน้อยนี่คือสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่เคยมีมาก่อน กับการดำรงชีพด้วยการเป็น “นักมวยปล้ำ”

หลังจาก “บากิ” เปิดใจพูดคุยกับเราจนสนิทกันมากขึ้นสักพัก “ปูมิ” ผู้จัดการสมาคมก็เดินกลับมาสมทบกับเรา หลังจากเพิ่งเสร็จสิ้นการดูแลงาน

เราจึงได้นั่งพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมาของค่ายมวยปล้ำไทยที่ชื่อ Gatoh Move Pro Wrestling

 

ความฝันบรรจบความจริง

ทั้ง “ปูมิ” และ “บากิ” สองบุคลากรหลักของสมาคม ก็เริ่มสนใจมวยปล้ำมาจากการชมผ่านทางเคเบิลทีวี และวีซีดีที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ

นักมวยปล้ำคนโปรดที่พวกเขาทั้งคู่ชอบเหมือนกันนั่นคือ “สติง” และ “ดิ อันเดอร์เทคเกอร์” พวกเขาเล่าว่า สาเหตุที่ชอบมวยปล้ำเพราะความสวยงามในการออกท่าทาง

“ผมคิดว่าเหมือนกับคุณดูภาพยนตร์ที่เฉิน หลง แสดง และรู้สึกหลงรัก อาจไม่ได้หลงรักความเป็นเฉิน หลง แต่หลงรักวิธีการต่อสู้ของเฉิน หลง การทุ่ม หรือการจับคู่ต่อสู้ฟาดลงกับพื้น” ปูมิเล่า

“เคยมีคำกล่าวไว้ว่า นักมวยปล้ำต้อง Larger Than Life หรือยิ่งใหญ่กว่าคนจริงๆ ถ้าคุณไปเห็นนักเพาะกายและคิดว่าเขาตัวใหญ่แล้ว นักมวยปล้ำจะต้องตัวใหญ่กว่าเป็นสองเท่า นั่นทำให้เราคิดว่า เขาเท่ มันเหมือนกับดูการ์ตูน แต่เป็นคนที่มีชีวิตจริงๆ”

ในวัยเด็กของแต่ละคน ย่อมต้องมีมวยปล้ำอยู่ในหัวใจ ทั้งสองคนเล่าว่าเคยบ้ากีฬาชนิดนี้ถึงขนาดที่นำไปเล่นกับเพื่อนหลังเลิกเรียน โดยขาดการป้องกันที่ดีพอ

ปูมิ โชว์แผลเป็นที่บริเวณข้อศอก จากการกระโดดทิ้งศอกจากที่สูงลงมาบนพื้น เขาเล่าว่าเวลานั้นพยายามจะเลียนแบบ ตำนานนักมวยปล้ำที่ล่วงลับอย่าง “Macho Man” Randy Savage

“ผมจึงได้เริ่มรู้ว่ามวยปล้ำก็เป็นกีฬา ไม่ใช่การแสดง ถ้าคุณชวนเพื่อนไปต่อยมวย ไม่มีใครไปหรอก ดูเหนื่อย เพราะมันเป็นกีฬา แต่ตอนเด็กๆพอชวนไปเล่นมวยปล้ำ ไปหมด เพราะมันเป็นการแสดงไม่ใช่หรือ? นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคนเข้าใจผิดมาตลอด”

ความรักและผูกพันที่มีต่อกีฬามวยปล้ำในวัยเด็กเป็นเรื่องที่ไม่แปลกมากนัก แต่เมื่อโตขึ้น เนื่องจากในอดีตไม่มีช่องทางที่จะโตขึ้นไปเป็น “นักมวยปล้ำอาชีพ” ในประเทศไทยได้ จึงทำให้แต่ละคนต้องทิ้งสิ่งนี้ไว้เบื้องหลัง และพยายามคิดถึงการหาเลี้ยงชีพ

“ปูมิ” ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้กับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง และต่อมาเขายังโชคดีที่ได้คลุกคลีกับมวยปล้ำที่เขารัก กับการได้บรรยายเสียงให้กับค่ายมวยปล้ำหญิงจากญี่ปุ่นค่ายหนึ่ง ที่มีนักมวยปล้ำสาว เอมิ ซากุระ เป็นหัวหน้าค่าย

เขาเริ่มมีความสนิทกับ ซากุระ ถึงขนาดที่เจรจาเอาค่ายมวยนี้เข้ามาฉายในประเทศไทย ทางช่องเคเบิ้ลทีวีแห่งหนึ่ง 

เวลาต่อมา แม้การฉายมวยปล้ำมาที่ประเทศไทย จะได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง แต่ทั้งสองคนมองภาพที่ใหญ่กว่านั่นคือ มีโอกาสไหมที่จะสร้างสมาคมมวยปล้ำขึ้นจริงๆ ในประเทศไทย

ในอดีตโลกอินเทอร์เน็ตยุคที่เว็บบอร์ดเคยเฟื่องฟู เคยมี “นักเขียนบทมวยปล้ำออนไลน์” รับสมัครนักมวยปล้ำผ่านเว็บบอร์ด ผู้สมัครต้องกรอกประวัติและข้อมูลส่วนตัวลงไป และนักเขียนเหล่านั้นก็จะทำหน้าที่เขียนบทให้ทุกคนได้อ่าน เหมือนกับว่าคุณมีตัวตนในจินตนาการของสมาคมมวยปล้ำในฝันสมาคมหนึ่ง

แต่การพูดคุยกันของเอมิ ซากุระ และ “ปูมิ” ปรัชญ์ภูมิ กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้วงการมวยปล้ำในเมืองไทยไม่ได้เป็นแค่บทบาทสมมติออนไลน์ หรือการดูผ่านโทรทัศน์อีกต่อไป

“คุณเอมิ ซากุระ สร้างมันขึ้นมาด้วยความรักมากกว่า เขาตั้งความหวังไว้มากกับการหานักมวยปล้ำที่ประเทศนี้”

“ตอนแรก เธอต้องการสร้างสมาคมที่มีแต่ผู้หญิง แต่ด้วยวัฒนธรรมต่างๆในประเทศไทย มีผู้หญิงเข้ามาสมัครเป็นนักมวยปล้ำน้อยมาก เพียง 5-6 คนที่สมัครเข้ามา และสุดท้าย ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นนักมวยปล้ำได้ ด้วยสภาพร่างกาย และทักษะการป้องกันตัว”

“เธอจึงเริ่มเปิดรับสมัครผู้ชายมากขึ้น เช่นเดียวกับการเริ่มประชาสัมพันธ์การปล้ำอาชีพในไทย ทำอย่างไรให้คนรู้จักเธอ เธอก็ชวนเพื่อนๆนักมวยปล้ำญี่ปุ่นด้วยกัน และเริ่มจากการไปปล้ำบนผืนหญ้าที่สวนลุมพินี ใช่ครับ หญ้าเปล่าๆนี่ล่ะ ไม่มีการปูเบาะ ทำเวทีใดๆทั้งสิ้น จากนั้นก็ถ่ายคลิปเอาไว้ ทำให้คนทั่วไปที่ดูอยู่ตรงนั้น และคนที่ดูคลิปรู้ว่า เธอมีตัวตน”

เอมิ ซากุระ ชวนเพื่อนของเธอทั้งชายและหญิงมาขึ้นปล้ำโชว์ตามสถานที่ต่างๆ แม้กระทั่งการขึ้นโชว์ในวันเดียวกับกีฬามวยไทยก็ทำมาแล้วเช่นกัน เธอสามารถขึ้นปล้ำกับผู้ชายได้ เพราะมองว่ากีฬาชนิดนี้ จะหญิงหรือชาย ก็สามารถต่อสู้ได้เหมือนกัน

คลิปและเรื่องราวของเอมิ ซากุระ ทราบถึงชายหนุ่มร่างบึกบึนคนหนึ่ง ที่เคยมองว่ามวยปล้ำเป็นเรื่องราวความฝันในวัยเด็ก เขาจึงหันเหไปทำธุรกิจส่วนตัว และจับกีตาร์เล่นดนตรี

เขาทราบว่า เอมิ ซากุระ จัดการแสดงที่สถานเริงรมย์ช่วงกลางคืนแห่งหนึ่งในซอยพัฒน์พงษ์ แม้จะเป็นสถานที่ที่ไม่ดีนักสำหรับคนธรรมดาที่เข้าไป แต่เขาก็อยากเห็นด้วยตาของตัวเองว่า นักมวยปล้ำคนไทยมีจริงหรือไม่

“ผมเดินเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง และเห็นนักมวยปล้ำคนไทยที่ชื่อว่า ‘เคนจัง’ จริงๆเขาทำงานเป็นล่ามให้กับ เอมิ แต่ก็ได้ฝึกพื้นฐานมวยปล้ำไปด้วย เลยกลายเป็นนักมวยปล้ำไทยคนแรกของสมาคม”

“ท่าทางต่างๆในการปล้ำดูสวยงาม ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น หลังโชว์จบ ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ นอกจากเดินเข้าไปหา เอมิ ซากุระ และพูดกับเธอตรงๆว่า ผมอยากเป็นนักมวยปล้ำ”

“ผมมีพื้นฐานการเรียนมวยไทย และ ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) มาก่อน เลยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ช่วงแรก เรื่องความฟิตสำคัญมาก เอมิ เคยไล่ให้ผมไปสควอช 200 ครั้ง เพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ผมเลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า กว่าจะเป็นนักมวยปล้ำได้ เหนื่อยแค่ไหน”

ชายหนุ่มคนที่เดินเข้าไปหา เอมิ ซากุระ ในคืนวันนั้นก็คือ “บากิ” ธีรวัฒน์ นั่นเอง เขาถือเป็นนักมวยปล้ำชายรุ่นแรกของสมาคม

เอมิ ซากุระ เปิดศูนย์ฝึกซ้อมมวยปล้ำของตัวเองอยู่ที่ ซากุระ โดโจ ซอยสุขุมวิท 33/1 แม้จะเป็นที่ฝึกซ้อมขนาดไม่ใหญ่มาก แต่นั่นเป็นเหมือนโรงเตี๊ยมที่ถ่ายทอดวิชามวยปล้ำให้กับคนไทย

เมื่อนักมวยปล้ำชายเริ่มสมัครเข้ามาพอสมควร โชว์แรกของสมาคม Gatoh Move Pro Wrestling จึงเกิดขึ้นในที่สุด ที่ซากุระโดโจนั่นเอง เอมิ ซากุระ เป็นผู้ดูแลโชว์ทั้งหมด และเลือกช่วงเวลาจัดแสดงภายหลังแมตช์การแข่งขันของนักคาราเต้

โดยที่ยังไม่ทราบชะตาเลยว่าโชว์แรกของเธอกับค่ายมวยปล้ำในไทยค่ายแรกที่เธอดูแลด้วยตัวเองจะประสบความสำเร็จหรือไม่

 

เปิดรายการ

การแสดงในวันแรกของค่าย Gatoh Move Pro Wrestling ภายใต้การนำของ เอมิ ซากุระ เป็นโชว์ที่ใช้เพียงเบาะมวยปล้ำรองกับพื้น เพื่อกันอาการบาดเจ็บเท่านั้น ยังไม่มีการติดตั้งเวทีใดๆทั้งสิ้น

ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นนักคาราเต้ที่ใช้สถานที่ร่วมกันกับสมาคมของเธอราว 50 คน ซากุระ มองว่า ผลตอบรับยังพอไปได้ จึงมองไปถึงการจัดโชว์อีกครั้ง แต่กลายเป็นว่า ปัญหาหลักๆของสมาคมในช่วงเวลานั้น มีอยู่สองประการใหญ่ๆ

เรื่องแรกคือ “ผู้ชม” การประชาสัมพันธ์และการตลาดในช่วงนั้น ซากุระ เน้นไปที่ชาวญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่กลายเป็นว่า ไม่มีแฟนประจำชาวไทยเข้ามาชมเลย นักคาราเต้ที่เคยเข้ามาชมในโชว์ครั้งแรก ไม่ใช่ผู้ชมประจำ พวกเขาแค่สนใจกับสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในสถานที่ฝึกซ้อมร่วมของตัวเอง แต่โชว์หลังจากนั้น พวกเขาก็ไม่ได้มาเข้าชมแต่อย่างใด

อีกหนึ่งปัญหาของสมาคมคือการสรรหานักมวยปล้ำ ในช่วงแรกสมาคมเปิดรับสมัครนักมวยปล้ำตลอดเวลา แต่กลายเป็นว่า มีคนเข้ามาสมัครน้อยมาก และรวบรวมนักมวยปล้ำทั้งหมดได้เพียง 20 คน และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่นักมวยปล้ำเหลือเพียง 5 คนเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินไปที่จะจัดโชว์ได้

ส่วนเรื่องเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในการจัดโชว์ “ปูมิ” ปรัชญ์ภูมิ ผู้จัดการสมาคม ดูแลส่วนนี้ในช่วงแรกร่วมกับ เอมิ ซากุระ แน่นอนว่าช่วงแรกแทบไม่มีกำไรเข้ามาเลย

“จนถึงวันนี้ก็ยังขาดทุนอยู่นะครับ” ปูมิ ยิ้มเล็กๆ

“ช่วงนั้นพวกเราออกเงินทุกอย่างกันเองหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดเวที , หรือเชิญนักมวยปล้ำเข้ามา หรือแม้แต่การฝึกนักมวยปล้ำในค่าย”

“ผมเชื่อว่าเราจะสามารถคืนทุนได้ เพราะผมเชื่อว่ามันจะโตขึ้นเรื่อยๆ ผมทำด้วยความรักนะ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นใด ผมอยากให้คนไทยหันมารู้จักกีฬาชนิดนี้มากขึ้นก็เท่านั้น”

ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ของตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้ชม หรือเรื่องนักมวยปล้ำไม่เพียงพอ สมาชิกสมาคมฯ ประชุมกันอย่างเคร่งเครียด จนสุดท้ายก็สามารถหาทางออกให้กับเรื่องนี้ได้ในที่สุด

 

หยาดเหงื่อ

ช่วงเวลาต่อมาไม่นาน สมาคมมวยปล้ำ Gatoh Move ก็สามารถแก้ไขปัญหาทั้งสองประเด็นได้สำเร็จในที่สุด

พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์การเข้าหาผู้ชมใหม่ จากเดิมที่ เอมิ ซากุระ นักมวยปล้ำสาวผู้ก่อตั้งสมาคม จะเป็นผู้ดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์และหาผู้ชมทั้งหมด ซึ่งก็จะได้แต่ชาวญี่ปุ่นมาเล็กน้อย พวกเขาเปลี่ยนใหม่เป็นการเจาะตลาดคนไทยมากขึ้น มีการทำเพจเฟซบุ๊ค Gatoh Move Pro Wrestling และลงคลิปการปล้ำหลายๆรูปแบบของสมาคม มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์โชว์การปล้ำที่จะมีขึ้น ทำให้คนทั่วไปเริ่มสนใจที่จะเข้ามาชม

“มันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนจำได้ว่าครั้งหนึ่ง คนดูเยอะที่สุดเลยครับ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ ราว 300 คนที่เข้ามาชมกัน น่าจะมากที่สุด ผมดีใจมาก รู้สึกคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่เหนื่อยมาตลอด หายเป็นปลิดทิ้ง”

“โชว์ที่สถาบันปรีดีฯ ครั้งนั้นเริ่มทำเงินได้แล้ว แม้จะไม่มาก แต่ก็ยังคงทำต่อไป ผมไม่ได้มองว่าตรงนั้นเป็นความสำเร็จ เพราะไม่ได้มีอะไรสำเร็จตลอดไปหรอก จบตรงนี้ เราก็ต้องมองอนาคตต่อว่า มันจะไปต่ออย่างไร ถ้าคนน้อยลงไปอีก จะทำอย่างไรให้คนเข้ามาชมเพิ่มขึ้น มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อเนื่อง” ปูมิ ปรัชญ์ภูมิ ผู้จัดการสมาคม Gatoh Move เล่า

ส่วนปัญหาเรื่องของการเปิดรับนักมวยปล้ำ หลังจากที่เปิดรับตลอดอย่างต่อเนื่องและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร สมาคมฯ จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการเปิดรับสมัครเฉพาะช่วง โดยจะมีแคมป์ Tryout ตามช่วงเวลาที่กำหนด เปิดโอกาสให้คนทั่วไปมาฝึกมวยปล้ำได้เลยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้น รูปแบบการฝึกก็จะคัดคนด้วยตัวมันเอง ว่าใครที่มีทัศนคติดีพอ และร่างกายแข็งแกร่งพอที่จะเป็นนักมวยปล้ำได้

ปรากฎว่า เมื่อมีการกำหนดช่วงเวลาและเส้นตาย กลายเป็นว่ามีคนเข้ามาสมัครมากขึ้น จนทำให้นักมวยปล้ำในสมาคม จากเดิมที่ต่ำสุดเหลือเพียง 5 คน ทุกวันนี้มีนักมวยปล้ำชาวไทย รวมทั้งที่ปล้ำเก่งแล้ว และฝึกหัดราว 20 คน ซึ่งสามารถจัดโชว์ใหญ่ๆได้หนึ่งโชว์เลยทีเดียว

เพียงแต่นักมวยปล้ำที่เชี่ยวชาญทั้งการปล้ำและสร้างความสนุก (Entertain) ให้กับคนดูเป็นนั้นยังมีไม่มาก ฉะนั้นหลายคนยังคงต้องมาซ้อมกับสมาคมฯ โดยที่ยังไม่ได้ขึ้นปล้ำโชว์

“พวกเขาต้องฝึกหัดตั้งแต่การแทคเกิ้ลเลย จริงๆในช่วงแรก คุณยังไม่มีโอกาสขึ้นเวทีด้วยซ้ำนะ คุณต้องไปฝึกเบสิกที่อื่น และเพิ่มกล้ามเนื้อ เพิ่มความฟิตให้ถึงระดับหนึ่งเสียก่อนด้วยซ้ำ คุณจึงจะสามารถขึ้นเวทีได้” บากิ ธีรวัฒน์ นักมวยปล้ำร่างสันทัดเล่า

“หลักๆ คุณต้องฝึกสามอย่าง อย่างแรกคือเบสิกการปล้ำต่างๆ และเทคนิคการป้องกันตัวเบื้องต้น ต้องฝึกเซฟตัวเอง และเซฟคู่ปล้ำให้ได้ ร่างกายของคุณต้องมีความยืดหยุ่นมากเพียงพอ และที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้เลยคือ พละกำลัง เพราะขนาดอย่างผมมาตอนแรก ยังโดนสั่งให้ไปสควอชหลายร้อยทีเลย”

“ในเมื่อมันเป็นกีฬาเพื่อความบันเทิง แต่คำว่ากีฬามันนำหน้านะ สำคัญเลยคือ เมื่อคุณเข้ามาในวงการนี้ คุณต้องอุทิศตัวเองอย่างหนัก เพราะมันเท่ากับว่า คุณเป็นนักกีฬา คุณต้องเหนื่อยมากกว่าคนอื่น”

 

คู่เอก

โชว์ที่ชื่อ Wrestlingcity.Asia ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของสมาคม Gatoh Move Pro Wrestling

พวกเขานำนักมวยปล้ำจากสิงคโปร์ และจากยุโรปมามากหน้าหลายตา เพื่อมาสร้างความบันเทิงร่วมกับนักมวยปล้ำชาวไทยที่ฝึกอยู่กับค่ายมาก่อน

“บากิ” ธีรวัฒน์ เดินทางมาถึงสนามกีฬาจันทนยิ่งยงตั้งแต่เช้าตรู่ เขาคาดหวังกับรายการนี้มาก เพราะเป็นการขึ้นปล้ำเป็นคู่เอกและชิงแชมป์ครั้งที่ 2 ในชีวิต

เขาเปิดใจว่า รู้สึกตั้งใจกับโชว์นี้มาก เพราะเป็นโชว์ใหญ่รายการสำคัญที่สุดของสมาคม ที่มีแฟนมวยปล้ำรอติดตามล้นหลาม เขาอยากชูเข็มขัดแชมป์ปิดโชว์เพื่อชาวไทยทุกคน

ในวงการมวยปล้ำ เป็นที่รู้กันดีว่าบทบาทที่ได้รับในการปล้ำเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนจะรู้ก่อนขึ้นแสดงว่าใครเป็นฝั่งธรรมะ (ฝ่ายดี) และ ฝ่ายอธรรม (ฝ่ายตัวร้าย)

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนเวทีในการแสดงจริง เกิดจากการซ้อมคิวท่าอย่างแม่นยำของนักมวยปล้ำ ทุกคนจะรู้ตามลำดับว่า ต้องทำท่าไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

แต่สิ่งที่ไม่สามารถซ้อมกันได้คือ การสร้างความสนุกให้กับผู้ชม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นไหวพริบส่วนตัวของนักมวยปล้ำ

“เรื่องแบบนี้คุณต้องสังเกตเอง ว่าคนดูชอบแบบไหน เทคนิคของผมคือ คุณต้องเข้าหาคนดูให้ได้มากที่สุด เข้าไปทักทาย คลุกคลีกับพวกเขา ใส่ใจกับเขาให้มาก” บากิ ธีรวัฒน์ อธิบาย

“หรือถ้าคุณเล่นเป็นตัวร้าย คุณต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่า คุณเป็นคนเลวนะ ต้องพยายามทำยังไงก็ได้ให้คนเกลียด และทำให้คนหันมาเชียร์ตัวธรรมะ นั่นจะทำให้โชว์สนุกขึ้น”

“ส่วนตัวผม ผ่านมาหมดกับการชนะ และแพ้ ได้ถือเข็มขัดแชมป์และไม่ได้ถือ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของผมคือ โชว์ต้องดี จบโชว์แล้ว ทุกคนมีความสุข ไม่มีอะไรผิดพลาด”

“ผมไม่ได้รู้สึกอะไร ถ้าแพ้ในบท หรือไม่ได้ถือแชมป์ เป็นนักมวยปล้ำที่โดนอัดอยู่บนเวทีตลอด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคนดู ต้องได้อะไรกลับไป”

ช่วงค่ำเวลาราว 18.30 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม เป็นช่วงเวลาที่ Gatoh Move Pro Wrestling ร่วมกับค่าย Singapore Pro Wrestling เปิดแสดงโชว์ที่ชื่อ Wrestlingcity.Asia

ทีมงาน Main Stand เลือกที่นั่งแถวหลังสุด เพราะต้องการเห็นบรรยากาศการเชียร์ของแฟนกีฬา

นั่นทำให้เราได้พบกับแฟนมวยปล้ำชาวอเมริกันที่มากัน 4 คน หนึ่งในนั้นคือ เกร็ก ฮอลล์ ที่ตามเข้ามาดูโชว์ของ Gatoh Move เป็นครั้งที่สามแล้ว

“ผมมาติดตามโชว์นี้ เพราะผมรักมวยปล้ำมาก ปกติมักจะตามดูมวยปล้ำที่สหรัฐอเมริกา ทั้งค่าย WWE (World Wrestling Entertainment) , TNA (Total Nonstop Wrestling) และ ROH (Ring of Honor) จากนั้นผมก็มาอยู่ที่เมืองไทย และนี่คือสมาคมเดียวที่จัดโชว์มวยปล้ำในประเทศไทย” ฮอลล์ เริ่มเล่า

“คือตอนแรกผมก็ลองมาเข้าชมเหมือนกับคนอื่นๆ จนพาเพื่อนเข้ามาชมด้วยกันอีก 3 คน แต่พอมาชมแล้ว ผมหลงรักพวกเขามาก สิ่งที่พวกเขาโชว์บนเวที ทำให้ผมไม่สามารถกะพริบตาได้”

“จริงๆพวกเขาไม่ใช่นักมวยปล้ำที่มีชื่อเสียงเลย แต่พวกเขาสามารถทำให้คนดู ส่งเสียงเชียร์ให้กับพวกเขาได้ตลอด พวกเขาส่งอารมณ์ร่วมให้พวกเราได้รับรู้ เวลาฝ่ายตัวร้ายอัด ก็ต้องบังคับให้เราส่งเสียงเชียร์ฝ่ายธรรมะ หรือถ้าเป็นแมตช์ที่เน้นอารมณ์ขัน พวกเขาก็เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้คนดูได้”

“ผมคิดว่าเขาพยายามได้ดี เรื่องเวทีหรือการจัดงานอาจยังไม่ใหญ่มาก แต่สำหรับผมโดยรวมแล้วยังไม่มีอะไรที่เป็นจุดอ่อน อย่างไรแล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้พวกเขาได้จัดโชว์ต่อไปเรื่อยๆ ผมไม่พลาดแน่นอนที่จะไปเข้าชม”

โชว์ของ Wrestlingcity.Asia มีทั้งประเภทปล้ำเดี่ยว , แท็กทีม , มวยปล้ำหญิง ก่อนจะปิดท้ายที่แมตช์ชิงแชมป์โลกซึ่ง “บากิ” ธีรวัฒน์ ในร่างของ “E.K. Baki” ปล้ำในฐานะผู้ท้าชิง

เขาไม่ชนะ เพราะโดนคู่ต่อสู้โกงด้วยการใช้เข็มขัดตีที่ศีรษะ อย่างไรก็ตาม มันเป็นการทำให้คนอยากจะเชียร์เขามากขึ้นในโชว์ครั้งต่อไป

“ผมคิดว่าโชว์นี้ประสบความสำเร็จ มันอาจไม่ได้ใหญ่โตมาก แต่มันก็ทำให้คนไทยรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น วันนี้เรามีคนดู 150 คน แต่ต่อไปผมเชื่อว่า พอมีการเล่าจากปากต่อปาก บางทีอาจมากกว่านั้น” ปูมิ ปรัชญ์ภูมิ ผู้จัดการค่ายและฝ่ายจัดการแข่งขัน เปิดใจหลังการแสดงจบ

“สิ่งที่ผมต้องการหลังจากนี้ คืออยากให้คนไทยรู้จักและเข้าใจคำว่ามวยปล้ำมากขึ้น ให้รู้จักว่ามวยปล้ำไม่ใช่แค่การแสดงหลอกลวงนะ แต่มันคือกีฬา และเราอยากให้คนไทยรู้ว่า เรามีสมาคมที่มีการแสดงมวยปล้ำกันจริงๆ มีค่าจ้าง อาจไม่ได้เยอะมาก อาจยังเลี้ยงชีพเป็นหลักไม่ได้ แต่มันก็ตอบโจทย์ว่า อย่างน้อยทำให้พวกเขาอยู่กับสิ่งที่เขารักต่อไปได้”

ผู้จัดการค่าย Gatoh Move Pro Wrestling ปิดท้ายว่า นอกเหนือจากการทำให้ค่ายโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้น การสร้างอัตลักษณ์ให้กับ “มวยปล้ำไทย” ก็เป็นสิ่งที่เขาวาดฝันเอาไว้ในอนาคต

“เราใช้การปล้ำแบบญี่ปุ่นเป็นหลัก มีการสร้างความบันเทิงแบบมวยปล้ำอเมริกันก็จริง”

“แต่ก็น่าเสียดายที่เราไม่ได้ใช้ศิลปะการต่อสู้แบบไทยให้เป็นประโยชน์ ผมมองไปถึงการหานักมวยไทยที่สามารถปล้ำได้ หรือมีทักษะทั้งสองอย่าง น่าจะทำให้สมาคมของเรามีความหลากหลายมากขึ้น”

สมาคมมวยปล้ำ Gatoh Move Pro Wrestling ยังเปิดรับสมัครนักมวยปล้ำอยู่เป็นระยะ ส่วนโชว์ต่อไป จัดที่ KBank Siam Pic-Ganesha ศูนย์การค้าสยาม สแควร์ วัน ในวันที่ 23 กันยายน ซึ่งบัตรขายหมดหลังจากเปิดขายเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น

นั่นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีของผู้ก่อตั้งสมาคมทุกคน อย่างน้อยจากจุดเริ่มต้น พวกเขาได้เดินทางมาไกลพอสมควรแล้ว

 

Facebook : Gatoh Move Pro Wrestling



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง