Converse

จันทฤทธิ์ คู่แก้ว : นักทุ่มน้ำหนักที่เริ่มเล่นตะกร้อตอนอายุ 21 และใช้เวลา 3 ปีสู่ทีมชาติ



ว่ากันว่า “เป็นนักตะกร้อทีมชาติไทย” บางทีอาจยากกว่าไปลงแข่งกับ นักตะกร้อทีมชาติอื่นซะอีก แล้วถ้านักตะกร้อคนนั้นไม่ได้เริ่มต้นจากกีฬานี้ละ มันจะยากแค่ไหน?  


 

"ตะกร้อ" ถือเป็นกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด ในทุกๆสนามแข่งขันบนโลกนี้

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะกีฬาหวดลูกหวายอยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เด็กผู้ชายไทย แทบทุกหย่อมหญ้าของประเทศนี้ ล้วนคุ้นเคยกับกีฬาตะกร้อเป็นอย่างดี และได้เริ่มบ่มเพาะความเป็น นักตะกร้อ มาตั้งแต่อยู่โรงเรียน  

จนมีคำกล่าวที่ว่า “การลงสนามดวลกับคู่แข่งต่างชาติ อาจจะง่ายกว่าการได้เป็นนักตะกร้อทีมชาติไทย” เพราะด้วยทรัพยากรนักตะกร้อที่มีอยู่มากมายใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากใครสักคนจะฝ่าฟันมาเป็น 1 ในไม่กี่คน ที่จะได้ติดธงไตรรงค์บนหน้าอก ในฐานะ นักตะกร้อทีมชาติไทย

ยิ่งถ้าคนๆนั้น ไม่ได้มีต้นทุน และจุดเริ่มต้นเส้นทางกีฬาด้วยการเป็น นักตะกร้อ มาก่อน โอกาสแทบจะมีเพียง 0.01 เปอร์เซนต์เลยก็ว่าได้

แต่ใน 99.9 เปอร์เซนต์ที่เป็นไปไม่ได้ บางครั้งก็มีบางคนที่พยายามพิสูจน์ว่าอีก 0.01 เปอร์เซนต์ “มันเป็นไปได้”  

จันทฤทธิ์ คู่แก้ว นักตะกร้อทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์ 2018 คือผู้ที่ก้าวข้าม 99.9 เปอร์เซนต์เป็นไปไม่ได้ และทำให้ทุกคนเห็นว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง... จากอดีตนักยกน้ำหนักผู้ล้มเหลว เขาใช้เวลาเพียง 3 ปี มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ติดตามเรื่องราวชีวิตของเขาได้ที่นี่

 

เซ็ทที่ 1 : ผมไม่เคยฝันจะเป็นนักกีฬา

"ผมเกิดในครอบครัวชาวนาครับ ในครอบครัวไม่มีใครเล่นกีฬาเลย พี่ชายผมก็เลือกเรียนครู ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มาเป็นนักกีฬาแบบจริงจังเลย" จันทฤทธิ์ เอ่ยประโยคแรก ถึงชีวิตวัยเด็กที่ไม่เคยใฝ่ฝันว่าจะมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย อย่างทุกวันนี้

เด็กหนุ่มจาก อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี มีพ่อแม่ทำอาชีพเกษตรกร ที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านกีฬามาก่อน ขณะที่พี่ชาย ก็เลือกประกอบอาชีพ ครู ทำให้เขาจึงมีทางเดินที่ไม่แตกต่างกับพี่ชายมากนักในวัยเด็ก ที่ต้องก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือให้ดี เพื่อโอกาสในชีวิต

แต่ที่โรงเรียนนี่เอง กลับเป็น สถานที่แรก ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับ กีฬา หลากหลายประเภท รวมถึง ตะกร้อ กีฬาที่เปลี่ยนชีวิตเขาในอีกหลายสิบปีต่อมา

"ช่วงประถม ผมเล่นกีฬาไปตามประสาเด็ก ฟุตบอล, ตะกร้อ เล่นหมดครับ อาศัยว่าบ้านผมอยู่ติดกับโรงเรียน พอตกเย็นหลังเลิกเรียน ก็ไปเล่นกับพวกเพื่อนๆพี่ๆตลอด ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงอะไรเลยนอกจากความสนุก ไม่ได้คิดว่าจะโตไปเป็น นักกีฬาจริงจัง ไม่เคยเลยครับ”

"ผมมาเริ่มเล่นกีฬาแบบจริงจัง ตอนช่วงเรียนช่วงม.4 เพราะตอนนั้นโรงเรียนที่ผมเรียน (โรงเรียนนาสะไมพิทยาคม) มีครูพละจบใหม่ไฟแรงเข้ามาสอน เขาก็พาผมและเพื่อนๆ เล่นทุกกีฬาเลย ทั้งฟุตบอล, ตะกร้อ, วอลเลย์บอล ฯ”

“แต่ผมดันเล่นไม่เก่งสักกีฬาเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่น การได้เล่นหลายๆกีฬา มันน่าสนุกดี การได้ไปแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว จะแพ้ชนะ เราไม่ได้ซีเรียสกับผลการแข่งขันเท่าไหร่"

การเล่น กีฬา จึงเป็นเพียงแค่ความสุขหลังช่วงเลิกเรียน ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่ยังมีหน้าที่หลักในการเล่าเรียนให้ดี

กระทั่งวันหนึ่งมุมมองของ จันทฤทธิ์ คู่แก้ว ที่มีต่อกีฬาเริ่มเปลี่ยนไป… จากแค่ความสนุก กลายมาเป็น ความจริงจังมากขึ้น เมื่อเขาได้ค้นพบกีฬาที่ตัวเองถนัด ตอนอายุ 18 ปี

 

เซ็ทที่ 2 : การค้นพบ และการสิ้นสุด

"จุดเปลี่ยนมาเกิดขึ้นตอนม.6 ครับ ตอนนั้นมีการคัดเลือกนักกีฬา เพื่อเป็นตัวแทนจังหวัด ไปแข่งขันกีฬานักเรียนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย”

“ผมไปคัดหลายกีฬามาก ทั้ง ตะกร้อ, ฟุตซอล , วอลเลย์บอลชายหาด แต่ก็คัดไม่ผ่านสักกีฬา (หัวเราะ) เลยตัดสินใจไปคัดกรีฑาประเภทลาน อย่าง ทุ่มน้ำหนัก กับพุ่งแหลน”

“ทั้งที่ผมไม่เคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อนนะ คิดแค่ว่า ทักษะกีฬาผมอาจจะไม่ดี แต่เป็นคนมีแรงเยอะ ก็อาจจะฟลุคเอาชนะคนอื่นได้ (หัวเราะ) " เจ้าตัวเล่าด้วยด้วยรอยยิ้มถึงจุดเริ่มต้นในการหันมาสนใจกีฬาทุ่มน้ำหนัก

“หลังจากผมได้เป็นตัวแทนจังหวัด ก็ไปคัดต่อเพื่อเป็นตัวแทนภาค ปรากฏว่า ผมคัดผ่าน แต่แค่ทุ่มน้ำหนักอย่างเดียวนะ”

จันทฤทธิ์ คู่แก้ว ค้นพบความสามารถตัวเองโดยบังเอิญ แถมยังทำได้ดีมากๆอีกด้วย ในกีฬากรีฑาประเภทลาน

นั่นจึงทำให้เจ้าตัวเริ่มสนใจฝึกซ้อม ศึกษาข้อมูล และลงแข่งขันไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจากเด็กที่ไม่เคยมีความคิดจะเล่นกีฬาจริงจัง ก็มาถึงสนามแข่งขันระดับชิงแชมป์ประเทศ

“จากนั้นผมได้ไปแข่งในรอบชิงแชมป์ประเทศ ตอนนั้นจำได้เลยว่า ผมฝึกซ้อม โดยดูมาจาก Youtube ว่าเขามีเทคนิคการซ้อมยังไง มันก็ไม่ยากเท่าไหร่นะ เพราะใช้แค่ลูกเหล็กลูกเดียวก็ซ้อมได้เลย "

"พอถึงวันแข่งขันในรอบชิงแชมป์ประเทศ ผลออกมาคือ ผมได้แชมป์ นั่นเป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้ผมเริ่มเบนเข็ม มาเอาดีกับการเป็นนักกีฬาและเชื่อว่าการเล่นทุ่มน้ำหนัก มันคงเหมาะกับเรา เพราะเป็นกีฬาบุคคลที่เราต้องสู้กับตัวเอง แถมยังซ้อมเองคนเดียวได้ ผมจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ"

จันทฤทธิ์ คู่แก้ว ได้เดินทางต่อในเส้นทางการเป็นนักกีฬาทุ่มน้ำหนัก และได้เข้าเรียนต่อที่สถาบันที่มุ่งเน้นการสร้างบุคลากรกีฬาแบบเต็มตัว เพื่อเป้าหมายในการเป็น นักกีฬาทีมชาติ

แต่พอเมื่อก้าวขึ้นมาอยู่บนเวทีแข่งขันที่สูงขึ้น ภาพฝันการเป็นนักทุ่มน้ำหนัก กลับพังทลายลงไปแบบไม่มีชิ้นดี จนเจ้าตัวตัดสินใจหันหลังให้กีฬาทุ่มน้ำหนัก...

"ผมลงแข่งขันกีฬาสถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทย ในช่วงปี 1 ปี 2 บอกเลยว่าไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง”

“ที่นั่น ผมเจอแต่นักกีฬาที่ฝีมือดีกว่า คู่แข่งที่เราเจอมีพื้นฐานมาจากโรงเรียนกีฬา แต่เรามาจากการฝึกซ้อมด้วยตัวเอง ก็เลยเป็นแค่ไม้ประดับของการแข่งขัน”

“พอผ่านไปสองปี นอกจากไม่มีผลงานแล้ว แถมข้อมือที่ใช้ทุ่มน้ำหนัก ก็ดันมาเจ็บอีก ผมเลยตัดสินใจว่าจะเลิกเล่นกีฬา ไม่เอาแล้ว ผมไปตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อสอบเป็นครู หลังเรียนจบดีกว่า"

 

เซ็ทที่ 3 : นักตะกร้อปลายแถว

เส้นทางการเป็นนักกีฬาของ จันทฤทธิ์ คู่แก้วเหมือนจะจบลงแล้ว... แต่ "ตะกร้อ" กีฬาที่เขาเคยเล่นในวัยเด็ก ก็ได้นำพาเขาเข้ากลับมาอยู่ในเส้นทางอีกครั้งด้วย "ความบังเอิญ"

แต่เรื่องราวหลังจากนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากความตั้งใจ "ตอนขึ้นปีสาม ผมก็ได้เรียนวิชาตะกร้อ นั่นคือจุดหักเหสำคัญของชีวิตผมเลย” จันทฤทธิ์ กล่าวถึงช่วงที่ตัวเองค้นพบความสามารถในกีฬาชนิดใหม่ หลังจากเพิ่งบอกลาการเป็นนักกีฬาทุ่มน้ำหนัก

“ช่วงคาบว่างที่อาจารย์ปล่อยให้เตะเล่นกันเอง ด้วยความที่พอมีพื้นฐานมาบ้าง ตอนมัธยม ก็เตะแบบสนุกๆกับเพื่อน แต่ด้วยความที่ผมตัวใหญ่ จึงเสิร์ฟตะกร้อได้รุนแรง มันก็ข้ามบ้าง ไม่ข้ามบ้าง กลายเป็นว่าอาจารย์ดันมาเห็นแววผม เลยชักชวนให้มาเล่นตะกร้อ"

"หลังจากนั้น ผมก็กลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของทีมตะกร้อสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีษะเกษ แต่ฝีมือนี่ต้องบอกเลยว่า ระดับปลายแถวนะครับ เพราะอย่างที่บอก ตอนนั้นมีแค่พละกำลังอย่างเดียว ทักษะนี่สู้ใครไม่ได้เลย (หัวเราะ)"

ไม่แปลกเลยหาก จันทฤทธิ์ จะเป็นเพียง นักตะกร้อปลายแถว ของสถานศึกษา เนื่องจากเจ้าตัวมาเริ่มต้น เอาดีทางนี้ เมื่ออายุ 21 ปี เข้าไปแล้ว ซึ่งถือว่าช้ามากๆ สำหรับกีฬายอดนิยมของคนไทยอย่าง ตะกร้อ

แต่นั่นไม่อาจหยุดความตั้งใจของเขาได้ จันทฤทธิ์ พลิกจุดด้อยของตัวเองที่มีเพียง พละกำลัง แต่ขาดทักษะ ให้เป็นโอกาส ด้วยการใช้เรี่ยวแรงที่มีมหาศาล มาฝึกซ้อมทักษะการเล่นตะกร้อ อย่างหนักหน่วงในทุกๆวัน จนฝีเท้าเริ่มพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

"ผมใช้เวลาซ้อมตะกร้อแบบจริงจังประมาณ 3 เดือนเต็มๆ แต่ในวันหนึ่งของผม ซ้อมมากกว่าคนอื่น คือปกติเค้าซ้อม เช้า-เย็น ก็จบแล้ว แต่สำหรับผม คือบ้าซ้อมมากๆ ด้วยความที่อยากพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด”

“อย่างตอนเย็นซ้อมเสร็จก็ออกไปกินข้าว พอกินเสร็จก็กลับมาซ้อมต่อ บางทีผมซ้อมคนเดียว แต่หลังๆมีอาจารย์ที่เขามาซ้อมให้เราด้วย ภาพการซ้อมตะกร้อกันสองคนในเวลา 4-5 ทุ่มนี่ ถือว่าเป็นเรื่องปกติเลยครับ"

 

เซ็ทที่ 4 : ไม่มีคำว่าสายเกินไป

ระหว่างสัมภาษณ์เราถามว่า อะไรคือแรงผลักดันให้ จันทฤทธิ์ คู่แก้ว ต้องมาฝึกซ้อมอย่างหนักจนดึกจนดื่น ทั้งที่ตัวเขาดูห่างไกลเหลือเกินกับคำว่า นักตะกร้อทีมชาติไทย

แต่คำตอบได้รับจากเขา ทำให้เรา ยิ่งทึ่ง ในผู้ชายคนนี้ มากกว่าเรื่องราวการฝึกตะกร้อถึง 5 ทุ่มในทุกๆคืนเสียอีก

"แรงบันดาลใจที่ผมตั้งใจซ้อมตะกร้อ ตอนนั้นมีแค่เรื่องเดียว คือ ทุนเรียนฟรี เพราะถ้าไปแข่งขันกีฬาสถาบันระดับประเทศแล้วได้เหรียญทอง เราจะได้ทุนเรียนฟรี แบ่งเบาภาระครอบครัว นั่นทำให้ผมไม่ยอมแพ้ และพยายามจะไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้" ลูกชายคนรองของครอบครัวชาวนาย้ำคำพูดนี้ ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

"หลังจากนั้น ผมก็ได้ก้าวมาเป็นนักตะกร้อของสถาบันแบบเต็มตัว ได้ไปแข่งทุกรายการเลย และมีช่วงที่ไปแข่งขันกีฬาแห่งชาติฯ เพราะว่านักกีฬาตัวเก่งของทีม ติดภารกิจอื่นหมด โอกาสจึงมาตกกับเรา”

“พอผมได้ลงสนาม ก็ดันโชว์ฟอร์มได้ดี จนถึงรอบชิงฯ แม้สุดท้ายจะได้แค่รองแชมป์ แต่ก็ทำให้วงการตะกร้อเริ่มรู้จักผมมากขึ้น เพราะตอนนั้นเราไปแบบโนเนมมากๆ"

จากนักทุ่มน้ำหนักไร้ตัวตน ที่ไม่เคยมีผลงานใดๆในการแข่งขันระดับอุดมศึกษา แต่เมื่อย้ายตัวเอง มาอยู่ที่สนามตะกร้อ จันทฤทธิ์ เริ่มถูกพูดถึงและเป็นที่รู้จักมากขึ้น

จนวันหนึ่งเขาก็ได้รับโอกาสสำคัญเมื่อได้ย้ายไปร่วมทีมสโมสรตะกร้อที่เป็นมืออาชีพมากที่สุดในเวลานั้น  กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ ชื่อของ "จันทฤทธิ์ คู่แก้ว" ปรากฏอยู่ในการประกาศรายชื่อนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย

"พอเริ่มมีผลงานตามการแข่งขันหลายๆรายการ ผมก็ถูกทาบทามให้เข้ามาอยู่กับสโมสรตะกร้อราชบุรี ด้วยความที่สโมสรมีความเป็นมืออาชีพสูง จึงทำให้ผมได้พัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด สุดท้ายก็พาทีมคว้ารองแชมป์ตะกร้อลีก จนถูกเรียกเข้าไปเก็บตัวกับทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกคิงส์คัพ ครั้งที่ 31"

"วันแรกที่ได้เข้าไปอยู่ในแคมป์ทีมชาติ รู้สึกภูมิใจมากๆครับ เพราะได้เข้าไปอยู่กับพวกพี่ๆที่มีชื่อเสียง อย่าง พรชัย เค้าแก้ว และคนอื่นๆ แต่พอได้เข้าไปอยู่ ผมก็ยังไม่ได้ผ่านการเลือกเป็น 12 คนสุดท้ายที่จะไปแข่งขันนะ”

“ตอนนั้น ก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า เราต้องตั้งใจซ้อมอย่างเต็มที่เพื่อรอโอกาสที่จะมาถึง" จันทฤทธิ์ พูดถึงก้าวแรกในสังเวียนทีมชาติ

หลังจากผ่านพ้นการแข่งขันตะกร้อคิงส์คัพ ครั้งที่ 31 จันทฤทธิ์ ก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมด้วยความมุ่งมั่น และในที่สุดผลของความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร… เขามีชื่อติดเป็น 1 ใน 18 นักตะกร้อทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกซีเกมส์ 2017

"ตอนนั้นซ้อมหนักมากครับ เพราะคิดอยู่อย่างเดียวว่า เราต้องทำให้โค้ชเห็นว่าเราดีพอจริงๆ สุดท้ายก็มีชื่อติดทีมชาติ ผมรู้สึกภูมิใจมากครับ เพราะชีวิตนี้ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะได้เล่นทีมชาติไทย ตอนที่โทรไปบอกที่บ้าน ครอบครัวเขาก็ดีใจ ปนๆกับตกใจด้วย”

หลังจากได้รับโอกาสครั้งสำคัญ จันทฤทธิ์ ก็พัฒนาฝีเท้าตัวเองมาเรื่อยๆ จนได้ลงสนามในฐานะตัวจริงทีมชาติไทย ก่อนจะโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ คว้าเหรียญทอง ในประเภททีมชุด ให้กับทีมชาติไทย มาได้ตั้งแต่การเล่นในนามทีมชาติเป็นครั้งแรก

"มันคือเหรียญทองแห่งความภาคภูมิใจครับ เพราะทั้งครอบครัว หรือตระกูลของผมไม่มีใครเล่นกีฬาเลย แม้แต่เหรียญในระดับกีฬา อบต. ก็ไม่เคยมีใครทำได้ (หัวเราะ)”

“ตอนนั้นจำได้ว่าที่หมู่บ้านผมตกใจกันมาก ที่เห็นเราเป็นนักตะกร้อทีมชาติไทย และได้เหรียญทอง เพราะตอนที่มาเก็บตัวทีมชาติ ผมไม่ได้กลับบ้าน และบอกเรื่องนี้กับคนแถวบ้านเลย จนชาวบ้านคิดว่า ผมคงไปเป็นครูอยู่ที่จังหวัดอื่น พอกลับไปถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านแถวนั้นก็แห่มาต้อนรับกันเต็มไปหมดเลย"

เรื่องจริงที่เหมือนถูกแต่งขึ้นมาจากบทนิยายของ จันทฤทธิ์ คู่แก้ว น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของ คนที่กำลังอยากจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังมีความกลัวมากมายในจิตใจ มาเป็นตัวฉุดรั้ง ไม่ให้เรากล้าที่จะออกไปทำ โดยเฉพาะกลัวคำว่าสายเกินไป

ก่อนที่ จันทฤทธิ์ จะแยกย้ายกับเรา เพื่อไปฝึกซ้อมประจำวัน ในช่วงเย็น กับ นักตะกร้อทีมชาติไทย ชุดเตรียมแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 เขาได้ทิ้งท้ายข้อคิดที่น่าสนใจถึงคนที่กำลังอ่านเรื่องราวชีวิตเขาอยู่ว่า

"อยากจะฝากถึงทุกคน ที่กำลังจะเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง มันไม่มีคำว่าสายเกินไปหรอกครับ ถ้าเรามีความพยายาม แม้ว่าเราจะเริ่มช้ากว่าคนอื่น แต่ถ้าเราขยัน มุ่งมั่น อดทน มีระเบียบวินัยในตัวเอง ทุกอย่างก็เป็นไปได้ครับ"

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ศิรกานต์ ผาเจริญ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง