Converse

ต้นน้ำ กัญญาภัทร - สาวน้อยที่ใช้นาฏศิลป์ปูทางสู่นักฟันดาบทีมชาติไทย



“ปกติตอนแสดงรำไทย คนทั่วไปก็จะรู้สึกเฉยๆกับเรา เพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก แต่พอเรามาเป็นนักกีฬาทีมชาติ คนเขาก็แทบไม่เชื่อเหมือนกันว่าเราจะเป็นได้จริงๆเหรอ”


 

… “เปลือกนอก” เป็นสิ่งที่เรามักมองเห็นเป็นอันดับแรกก่อน “เนื้อใน” เสมอ และบางครั้งก็เผลอตัดสิน บางคน และคิดเอาเองว่า ภายนอกที่เห็น จะบ่งบอกได้ถึงตัวตนข้างในได้ทั้งหมด

สาวน้อยคนหนึ่ง ที่มีรูปร่างดี หน้าตาสะสวย เป็นอีกหนึ่งคนที่ยืนอยู่ห่างไกลกับคำว่า นักกีฬา เหลือเกิน เพราะด้วยเปลือกนอกที่สวยงาม บอบบางของเธอ ได้ถูกตัดสินไปแล้วว่า คงไม่สามารถเล่นกีฬาประเภทต่อสู้ได้

แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เนื้อแท้ในจิตใจของเธอ ก็มีความเป็น นักสู้ ไม่แพ้ใคร เธอผ่านการต่อสู้มาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก ทั้งโรคภูมิแพ้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด การต่อสู้กับความชอบส่วนตัวในการเป็นนักกิจกรรมของโรงเรียน ควบคู่กับเรื่องการเรียนให้ดี

คุณสมบัติของนักสู้จากภายในนี่เอง ที่ทำให้ วันหนึ่งเธอสามารถพาตัวเองมาถึงจุดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะทำได้ ในการเป็น นักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย จากภายนอกที่มองเห็นเธอ

กีฬาชนิดเดียวที่สามารถแสดงออกให้เห็น “เนื้อใน” ที่แท้จริงผ่านเปลือกนอก ชุดแข่งสีขาวที่ปกปิดร่างกายทุกส่วน และหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าที่อ่อนหวานของเด็กสาวที่คุ้นเคยเวทีรำไทย มากกว่าสนามแข่งขันมาตลอดชีวิต

Main Stand นัดพบเธอ... ต้นน้ำ - กัญญาภัทร มีชัย นักกีฬาฟันดาบหญิงทีมชาติไทย ประเภทเอเป้ ที่อาคาร Sport Complex ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเย็นวันหนึ่ง สายตาของเธอสดใส และยิ้มแย้มคุยเล่นกับน้องๆ นักฟันดาบคนอื่นๆ พร้อมหยิบกล่องขนมเค้กมาแบ่งให้ทุกๆคน รวมถึงทีมงานของเรา ก่อนนั่งลงคุยเพื่อถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ ในชีวิต ที่มากกว่าภาพลักษณ์ภายนอกของเธอ

 

เด็กรำไทยผู้บอบบาง

“ตอนเด็กๆ เรารู้สึกว่ากีฬาเป็นอะไรที่ไกลตัวมากๆ เพราะเป็นคนที่ไม่สบายบ่อย เวลาเล่นกีฬาก็จะเหนื่อยง่าย หายใจไม่ทัน เกิดอาการหอบ” ต้นน้ำ เริ่มเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเธอให้ฟัง...แค่เริ่มต้นมันก็ดูน่าฉงนสงสัยแล้ว

“เพื่อนๆที่โรงเรียนจะล้อว่า ลูกคุณหนู เด็กขี้โรค ไม่ต้องถึงขั้นออกกำลังกายหรอกค่ะ แค่เดินขบวนพาเหรดถ้าเจอแดดแรงๆ ก็เป็นลมแล้ว”

นักกีฬาฟันดาบทีมชาติไทย วัย 23 ปี เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของเธอในวัยเด็ก ที่ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า วันหนึ่งเธอจะก้าวมายืนอยู่ในจุดที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไปแข่งขันกีฬาต่อสู้ ในระดับนานาชาติ

อาการป่วย เปรียบเสมือนเพื่อนคนแรกของเธอ ที่ต้องพบเจอตั้งแต่จำความได้ เพราะเพียงแค่ 3 เดือนแรกของชีวิต เธอต้องใช้เวลาทั้งหมด นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยมี โรคภูมิแพ้ติดตัวมาด้วยตั้งแต่เกิด จนมีความเชื่อว่า ร่างกายตัวเองไม่แข็งแรงพอที่เล่นกีฬาจริงจังได้เลย

“ช่วงที่เราเกิดตอนนั้นมันเป็นช่วงน้ำท่วมใหญ่ ต้องทำบ้านใหม่ ก็จะมีฝุ่นละอองเยอะ แต่ก็เห็นว่า เราก็ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่ตลอด  คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มจากส่งไปเรียนเต้นบัลเลย์แทน ตั้งแต่อนุบาล 1 จนถึงประถม”

“พอขึ้นประถมก็ได้ไปเรียนว่ายน้ำ เพราะว่าเป็นกีฬาที่ไม่ต้องเจอแดดร้อน ได้อยู่ในน้ำ ถ้าเหนื่อยก็ยังลอยตัวได้บ้าง เพื่อร่างกายจะแข็งแรงขึ้น ว่ายจนถึง ป.6 แล้วมาหยุดตอนกำลังจะขึ้นมัธยมต้น”

“แต่เราก็ไม่ได้เล่นกีฬาอะไรจริงจังเลย เพราะคิดว่าคงเล่นไม่ได้ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กไฮเปอร์นิดๆ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ เรามีความรู้สึกว่าไม่สามารถไปโรงเรียนแล้วนั่งเรียนอยู่เฉยๆได้ ต้องหากิจกรรมทำตลอดหลังเลิกเรียน ก็เลยเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่ประถม ถึงมหาวิทยาลัย”

“ทั้ง รำไทย, เชียร์ลีดเดอร์, คฑากร, แดนเซอร์วงดนตรีลูกทุ่ง ถือป้าย ฯ เราชอบเวลาที่ได้แต่งชุดสวยๆ ได้ออกไปรำ แล้วมีคนชื่นชม หรือ ไปประกวดอะไรแล้วได้รางวัลกลับมา”

หลังจบการศึกษาชั้นประถมฯ จากโรงเรียนชาลีสมุทร  ต้นน้ำ-กัญญาภัทร เข้ามาเรียนต่อระดับมัธยมตอนต้นที่ โรงเรียนราชวินิตบางเขน ก่อนจะได้รับทุนเรียน ต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนหอวัง

ซึ่งทุกโรงเรียนที่เธอไป เธอก็ไม่พลาดที่ต้องพาตัวเองไปเป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนเสมอ โดยในช่วงมัธยมฯ ที่มีการเลือกชมรม สาวน้อยคนนี้ จะเลือกเข้าไปอยู่ในชมรมนาฏศิลป์ อยู่ตลอด ทั้งตอนที่เรียน ร.ร.ราชวินิตบางเขน และ ร.ร.หอวัง

รวมถึงเคยประกวดนางสงกรานต์, นางนพมาศ ตามที่รูปร่างหน้าตาของเธอ ที่สามารถเดินสายนางงามได้สบายๆ

“เราไม่ได้เรียนรำไทยแบบจริงจังเลย  เพราะคุณพ่อคุณแม่ อยากให้เน้นเรื่องการเรียนมากกว่ากิจกรรม แต่เราก็พยายามพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ได้ทำกิจกรรมเสมอ อย่างเวลาโรงเรียนต้องการออกงาน แสดงรำไทย ช่วงนั้นก็จะมีครูมาสอน เราก็ใช้ช่วงเวลานี้แหละ คอยฝึกฝนการรำไทย”

“จะว่าไปมันก็เป็นเหมือนแรงผลักดันเหมือนกันนะ ที่เราต้องรักษาระดับการเรียนให้ดีอยู่ตลอด เพื่อที่พ่อแม่จะได้อนุญาตให้เราทำกิจกรรมได้ ซึ่งเราก็ได้อยู่ห้องคิงมาตลอดนะ ช่วงที่เรียนมัธยมฯ” ต้นน้ำ กัญญาภัทร กล่าวพร้อมรอยยิ้มมีพูดถึงเรื่องนี้

แม้จะชื่นชอบในการทำกิจกรรม นอกเวลาเรียน แต่ถ้าถามถึงผลการเรียนแล้ว ก็ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่เธอทำได้ดีไม่แพ้กัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอรู้จักการบริหารเวลาเป็นตั้งแต่เด็ก เพื่อที่จะได้ทำสองสิ่งควบคู่กันไปได้ด้วยดี

จนทำให้เธอได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี ในช่วงม.5 ที่โรงเรียน Fort Zumwalt North High School ก่อนจะบินไปศึกษาด้วยตัวเองในชั้น ม.6 ที่โรงเรียน Ernest Manning High School ประเทศแคนาดา

“เรารู้สึกชอบภาษา ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ตอนอยู่มัธยมปลาย ก็ได้ทุนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนจะบินไปเรียนต่ออีกหนึ่งปีที่แคนาดา”

“ปกติแล้วทุกปิดเทอม เราจะเดินทางไปที่ใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ไปเรียนรู้วัฒนธรรมของที่นั้นๆ รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี จึงตัดสินใจมาเรียนต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เพราะเป็นคณะที่เข้ากับเรา และสิ่งที่กำลังสนใจอยู่ในเวลานั้น”

จากนั้น ต้นน้ำ จึงกลับมาเมืองไทย และเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์เอกภาษา และวัฒนธรรม หลักสูตรนานาชาติ … ที่นี่นี่เองที่ทำให้เธอได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่ชื่อว่า “กีฬาฟันดาบ”

 

เพื่อนใหม่ ความท้าทายใหม่

กัญญาภัทร ย่างก้าวเข้าสู่วัย 18 ปี ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ อย่างแรกเธอต้องมาเรียนรู้สังคมใหม่ ใต้รั้วจามจุรี ในบทบาทนิสิตใหม่ และอีกอย่างคือที่นี่ทำให้เธอได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ที่เธอไม่เคยเฉียดกายเข้าใกล้มาก่อนเลยตลอดชีวิต

“ตอนที่เข้ามาอยู่ที่ จุฬาฯ เรามีเพื่อนที่เขาเล่นกีฬาฟันดาบอยู่แล้ว ชวนเราไปดู” ต้นน้ำ กล่าวเริ่ม

“ครั้งแรกที่เห็น เรารู้สึกว่า ฟันดาบ เป็นกีฬาที่น่าหลงใหลมาก ทำไมถึงสวมชุดขาว ใส่หน้ากาก ถือดาบ เราเคยเห็นแต่ในหนัง ไม่เคยเห็นของจริง ก็รู้สึกชอบ เพื่อนก็เลยบอกว่า งั้นลองไปเข้าชมรมฟันดาบดูไหม เพราะว่าเด็กปี 1 ทุกคนต้องมีชมรม”

“พอดีช่วงนั้นมีกีฬาเฟรชชี่ ด้วยความที่เราเป็นเด็กคณะอักษรฯ ส่วนใหญ่เด็กอักษรฯ จะเป็นแบบผู้หญิ้งผู้หญิง “ฉันไม่เอาหรอกกีฬาต่อสู้ ฉันไม่เล่น” เราแทบจะเป็นคนเดียวที่ลงแข่งฟันดาบ”

“ก็ได้พี่ๆ ในชมรมมาฝึกสอนตั้งแต่เบสิค ฝึกมาเรื่อยๆ จนพี่ๆเอ่ยปากชวนให้มาอยู่ชมรมฟันดาบด้วย แต่ด้วยความที่เราไม่ใช่นักกีฬา เราก็อยากเข้าชมรมนาฏศิลป์มากกว่า ฟันดาบจะเหมาะกับเราเหรอ? ก็เลยบอกไปว่า ถ้าหนูได้เหรียญทองกีฬาเฟรชชี่ หนูจะมาเข้าชมรมฟันดาบ”

ใครจะไปเชื่อจากคำพูดในตอนนั้น จะกลายเป็นความจริง อย่าลืมว่าเธอเริ่มต้นกีฬาชนิดนี้ตอนอายุ 18 ปี ในขณะที่นักกีฬาฟันดาบส่วนมาก เริ่มต้นเล่นกันตั้งแต่อายุ 10 ขวบต้นๆ แถมสนามเธอที่คุ้นเคยก็ดันเป็น เวทีประกวดรำ ประกวดร้องเต้น ไม่ใช่สนามแข่งขันฟันดาบ

แต่จะด้วยนาฏศิลป์ที่ร่ำเรียนมา ทำให้เธอมีจังหวะ ท่าทางที่พลิ้วไหว หรือเพราะสัญชาตญาณความเป็นนักสู้ที่ปลุกเธอออกมา

ท้ายที่สุด เด็กใหม่จากคณะอักษรศาสตร์ ก็สามารถคว้าเหรียญทองกีฬาเฟรชชี่ ภายในจุฬาฯ ทั้งที่ในรอบ 4 คนสุดท้าย คู่แข่งทั้ง 3 คนล้วนมาจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ล้วนมีรูปร่าง ท่าทางเป็นนักกีฬาเต็มตัว และทำให้เธอได้เข้ามาอยู่ชมรมฟันดาบ ตามคำพูดที่เคยให้ไว้

“ครั้งแรกที่จับดาบลงแข่ง เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านนี้เลย อาจจะได้เปรียบแค่เรื่องส่วนสูงเท่านั้น” เธอตอบคำถามที่ว่า คิดว่าตัวเองพรสวรรค์กีฬาตั้งแต่ลงแข่งครั้งแรกเลย หลังจากเธอกวาดเหรียญทองมาได้

“เราแค่รู้สึกสนุกดีที่มีกิจกรรมทำหลังเลิกเรียน มาอยู่กับพี่ๆในชมรมฟันดาบ ปีนั้นเรามีชื่อติดทีมไปแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเป็นปีแรกด้วย”

แน่นอนว่า การเป็นนักกีฬา ที่ต้องมาซ้อมทุกวัน เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย ของ กัญญาภัทร แต่เธอก็ทุ่มเทเวลาให้กับมันอย่างเต็มที่ จนค่อยไต่เต้ามือวางอันดับ 200 ของประเทศ มาอยู่ในอันดับที่มีลุ้นติด 1 ใน 8 ในช่วงเวลาเพียง 2-3 ปี จากวันแรกที่เริ่มต้น

แต่ในขณะเดียวกัน เธอเองก็ต้องแลกมันมากับหลายๆ โอกาสที่พลาดไป ในการได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ตามที่ตัวเองถนัดมาตั้งแต่เด็ก เราถามเธอเสียดายไหมที่ไม่มีชีวิตวัยรุ่นเหมือน นิสิตคนอื่นทั่วไป หรือ ไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่น ตามที่ศักยภาพเธอน่าจะทำได้  

“ไม่เสียดายเลยค่ะ คุ้มค่ามากๆ ที่ได้มาเล่นกีฬาฟันดาบ รู้สึกตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกกีฬานี้ตอนแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะตัดสินใจแบบนี้อยู่”

“ความจริง ช่วงแรกๆที่เล่นฟันดาบ ก็เคยไปอยู่ชมรมนาฏศิลป์ด้วยนะ เพราะว่ามีโปรไฟล์เป็นนางรำมาก่อน เขากึดึงเราไปทำกิจกรรมให้กับ คณะ และ มหาวิทยาลัยฯ ด้วย ตอนที่ยังไม่ค่อยได้จริงจังกับกีฬา ก็ได้ออกงานนาฏศิลป์บ่อยครั้ง จนกระทั่งมีชื่อลุ้นติดทีมชาตินี่แหละ ที่ทำให้เราต้องหยุดนาฏศิลป์เลย เพราะว่าซ้อมหนักมาก”

 

ติดธงไตรรงค์

“เราไม่ได้คาดหวังหรอกว่าตัวเองจะมีชื่อติดทีมชาติ จนกระทั่งเราทำอันดับมาเรื่อยๆ เข้ามาติด 1 ใน 8 คนสุดท้ายที่จะคัดตัวก่อนไปซีเกมส์ 2017 มันก็เป็นความท้าทายดีนะ เราไม่เคยติดทีมชาติมาก่อน ถ้าได้เป็นนักกีฬาทีมชาติจริงๆ ความรู้สึกมันจะเป็นอย่างไรนะ”

“เมื่อมีโอกาสเข้ามาแล้ว เราก็ไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือไป” กัญญาภัทร กล่าวด้วยแววตาที่ฉาบไปด้วยประกาย

ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอนสำหรับเด็กคณะอักษรศาสตร์คนหนึ่ง ที่ไม่เคยเข้าใกล้คำว่า ทีมชาติ แม้แต่ครั้งเดียว ในชีวิต จะก้าวข้ามจากนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยมาติดธงชาติบนหน้าอกซ้าย เพราะในการเก็บตัวคัดเลือกทีมชาติ คู่แข่งทุกคนของเธอ ล้วนแต่เป็นนักกีฬาที่มีประสบการณ์มากกว่าเธอทั้งสิ้น

กัญญาภัทร เล่าว่า นักกีฬาประเภทเอเป้ ที่มาเก็บตัวครั้งนั้น ส่วนมากจะเล่นกีฬาชนิดนี้ไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี ถึงจะมีชื่อเข้ามาลุ้นทีมชาติ แต่เธอกลับเป็นคนที่แปลกสุด เพราะเริ่มต้นเล่นกีฬาชนิดนี้ ตอนอายุ 18 แต่กลับมีลุ้นเป็นแคนดิเดตทีมชาติเร็วมาก ในวัย 21 ปี

“ที่เราพัฒนาขึ้นมาได้เร็ว น่าจะมาการที่เรามีความสุขที่ได้มาเล่นกีฬานี้ เราอยากมาซ้อมทุกวัน จนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมหาวิทยาลัยเราไปเลย”

“แต่ตอนที่มาคัดตัวทีมชาติ ต้องฟิตร่างกายหนักมาก จำได้ว่าครั้งแรกที่เขาให้มีการ ทดสอบสภาพร่างกาย 8 คน มีคนผ่านแค่คนเดียว เราเป็น 1 ใน 7 คนที่ไม่ผ่านการทดสอบร่างกาย โดยเฉพาะการวิ่งกับวิดพื้น ที่เราทำไม่ได้เลย”

“หลังจากไม่ผ่านครั้งนั้น เรากลับมาฝึกซ้อมหนักมาก ตอนนั้น จุฬาฯ มีเทรนเนอร์เข้ามาช่วยฝึก เพราะใกล้ช่วงแข่งกีฬามหาวิทยาลัย เราก็ขอให้เทรนเนอร์ช่วยฝึกเราให้หนักกว่าคนอื่น เพราะเราต้องการผ่านการเทสต์ครั้งต่อไป”

“จากที่ไม่เคยตื่นตั้งแต่เช้ามืด ก็ต้องฝืนตัวเองตื่นขึ้นมาวิ่ง บางครั้งร่างกายเราก็อยากนอนต่อนะ แต่เหมือนสมองมันสั่งให้เราต้องลุกขึ้นมา เราไม่อยากปล่อยโอกาสนี้หลุดมือ ช่วงนั้นเก็บตัวที่ กกท. พอ 8 โมงซ้อมเช้าเสร็จ ก็ต้องรีบแต่งตัวนั่งเรือมาเรียน หลังเลิกเรียนก็ต้องรีบมาซ้อมต่อ ทำอย่างนี้อยู่ตลอดเลย”

เธออาจไม่ใช่คนที่มีต้นทุนกีฬานี้สูงที่สุดในรุ่นนี้ แต่ความพยายาม และความอดทน ทำในสิ่งที่รัก ดูเหมือนจะเป็นสองสิ่งที่เธอมอบให้กับกีฬาชนิดนี้ แบบไม่น้อยกว่าคนอื่น...

จากภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา เมื่อเห็นเธอลงฝึกซ้อมกับรุ่นพี่ ภายในยิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยท่าทางที่ขึงขังจริงจัง คล้อยหลังการให้สัมภาษณ์กับเราอยู่นานสักนาน

จึงไม่แปลกใจเลยที่วันนั้น ต้นน้ำ-กัญญาภัทร จะเอาชนะขีดจำกัดด้านร่างกาย และจิตใจ จนได้รับเลือกให้เป็น ตัวแทนทีมชาติไทย ไปแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ท่ามกลางเสียงฮือฮาบนโลกโชเซียล เมื่อมีการนำเสนอเรื่องราวของเธอ ในด้านของนักกีฬาที่มีความสวย จนเธอได้รับความสนใจจากสื่อ และคนไทยไม่น้อยในครั้งนั้น

“ตอนที่เราเริ่มกีฬาฟันดาบ เรามองแค่ตัวเอง ผ่านไปสักพัก เราก็เริ่มมองไปถึงครอบครัว มองถึงมหาวิทยาลัย จนกระทั่งตอนไปแข่งซีเกมส์นี่แหละ ที่ทำให้เราต้องมองถึงประเทศไทยด้วย” ต้นน้ำ กล่าวเริ่ม

“มันต่างจากตอนไปเป็นตัวแทนโรงเรียน ตัวแทนเขต ไปแข่งขันอะไรสักอย่างมากๆ เพราะตอนนี้เรากำลังเป็นตัวแทนประเทศไทย แต่ทำกิจกรรมพวกนั้น เราได้แข่งขันก็จริง แต่คนไม่ได้สนใจเยอะขนาดนี้ พอเป็นนักกีฬาทีมชาติ มันมีพลังกว่านั้น มีคนส่งกำลังใจ เชียร์เราทั้งประเทศนะ”

“ยิ่งโดยเฉพาะแมตช์ไหนที่คนมาเชียร์ในสนามเยอะๆ ต่อให้เกมนั้น จะรู้สึกว่าตัวเองสู้คู่แข่งไม่ได้ แต่พอได้ยินคำว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ สู้ๆ มันเหมือนมีพลังฮึดขึ้นมาเลยนะ โดยเฉพาะเสียงคุณพ่อคุณแม่ที่ตามไปเชียร์ถึงที่สนาม พอเราได้ยินเสียงท่าน เรามีพลังเพิ่มขึ้นมาอีกมากเลย”

ต้นน้ำ - กัญญาภัทร มีชัย ลงแข่งขันมหกรรมซีเกมส์ ครั้งแรกในชีวิต ประเภทบุคคลหญิง ดาบเอเป้ น่าเสียดายที่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ในเวทีระดับนานาชาติ ทำให้เธอไม่สามารถรักษาสกอร์ที่นำคู่แข่งตัวเต็งจาก ฟิลิปปินส์ ที่ตามหลังเธอใน 2 เกมแรก จนถูกแซงทำคะแนนนำในเกมสุดท้าย ตกรอบ 8 คนไปแบบหวุดหวิด

“ฟันดาบเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ และท้าทายมากนะ มีเสน่ห์ด้วยชุด ท่าทาง ที่ดูสง่า มันเป็นกีฬาที่ต้องใส่หน้ากาก มองไม่เห็นสีหน้า แววตากัน เราไม่มีทางรู้เลยว่า คู่แข่งกำลังคิดอะไร มีสีหน้าอาการอย่างไร เพราะคู่ต่อสู้ทุกคนมีสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน เหมือนเราได้เจอโจทย์ตลอดเวลา ให้เราแก้ไขภายในเวลา 3 นาทีของเกม”

“บางทีใจเราก็กลัวนะ แต่ก็ต้องทำท่าทางข่มเขา ให้เห็นว่าเราเก๋านะ ไม่ได้กลัวหรอก ตอนแข่งซีเกมส์ เราเป็นน้องใหม่มาก หลายคนอาจไม่ได้คาดหวังเหรียญจากเราหรอก แต่เราก็ตั้งความหวังกับตัวเองพอสมควร เพราะเชื่อว่าที่ซ้อมหนักมา เรามีศักยภาพพอที่จะเอาเหรียญกลับมาได้”

“ในรอบจับอันดับที่ต้องเจอกัน 5 คน ปรากฏว่า เราใจสั่น มือเย็น มือเปียก หน้าซีด เล่นไม่ออกเลย เราชนะแค่ 2 คนคือ สิงคโปร์ กับ เวียดนาม ที่เขามีอันดับสูงกว่าเรา แต่ก็เกิดอาการประหม่า เช่นกัน เราเจอคนที่เราคิดว่าน่าจะชนะได้ แต่ก็ไม่ชนะ เพราะประหม่า”

“เอาจริงๆ มันเป็นกีฬาที่ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ 80 เปอร์เซนต์ ต่อให้ซ้อมดีแค่ไหน ถ้าวันแข่งใจไม่พร้อม ก็เล่นไม่ได้เหมือนกัน”

“เราผ่านรอบ 16 คน เข้ามาถึงรอบ 8 คนสุดท้าย เจอ ฟิลิปปินส์ ถ้าชนะรอบนี้เราจะได้เหรียญเลย แต่ด้วยความที่เขาเล่นมาเป็น 10 ปี แต่เราไม่มีประสบการณ์เลย ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเป็นฝ่ายนำก่อน เพราะเขาก็เก่งมาก ทำให้เราไม่รู้จะควบคุมสถานการณ์อย่างไร ตื่นเต้นไปหมด จนสุดท้ายมาโดนเขาแซง ทั้งที่มันเหลืออีกไม่กี่วินาทีเท่านั้น” เธอลดเสียงลงมาเมื่อเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่น่าเสียดายในรายการนี้

แต่ความผิดหวังจาก ซีเกมส์ ครั้งแรกในชีวิต ก็ไม่ได้บั่นทอนความตั้งใจของ กัญญาภัทร มีชัย ลงไปเลย

เธอเริ่มกลับมาฝึกซ้อมอีกครั้ง ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด สำหรับโอกาสในการไปแก้ตัว ในซีเกมส์ หนหน้า ช่วงปลายปี 2019 ที่เธอจะลงแข่งทั้งประเภทเดี่ยว และประเภททีมด้วย

“ตอนนี้เราก็เริ่มกลับมาฝึกซ้อมแล้ว เพราะว่าต้องการรักษามาตรฐานไปเรื่อยๆไม่ให้ตก ไม่อยากจะไปเร่งสปีดตอนท้ายทีเดียว อยากค่อยๆไต่ระดับไปขึ้นถึงจุดพีคในตอนแข่ง เราเชื่อว่าตัวเองน่าจะต้องได้เหรียญกลับมา”

“จริงๆ ปีนี้ก็มีคนชวนไปประกวดนางงามนะ มีผู้ใหญ่อยากจะมาสนับสนุนเรา แต่เราก็ปฏิเสธไป เพราะรู้สึกว่าอยากทำตรงนี้ (คว้าเหรียญจากซีเกมส์) ให้สำเร็จก่อน” ต้นน้ำ เผยเรื่องหลายคนอาจยังไม่เคยรู้

 

ต้นน้ำนักกีฬา

“เมื่อก่อนเราคิดมาเสมอว่า กีฬาเป็นอะไรที่ยาก และไม่เหมาะกับคนที่ดูเป็นผู้หญิงมากๆ แบบเรา ที่ชอบทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับความสวยความงาม คงเหมาะกับผู้หญิงที่ทะมัดทะแมงมากกว่า แต่พอได้มาเล่นจริงๆ เราว่ากีฬามันช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวัน เรามีไหวพริบและรอบคอบมากขึ้น”

“ปกติตอนแสดงรำไทย คนทั่วไปเขาก็จะรู้สึกเฉยๆกับเรา เพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่เราเป็น แต่พอเรามาเป็นนักกีฬา คนภายนอกเขาก็แทบจะไม่เชื่อหรอกว่า เราจะเล่นกีฬาจนถึงขั้นเป็นนักกีฬาทีมชาติได้ สำหรับเรา เราว่าไม่เกี่ยวหรอก ผู้หญิงแบบไหนก็เล่นกีฬาได้หมด ถ้ามีใจรัก มีความพยายามมากพอ ทุกคนสามารถเป็นนักกีฬาได้เหมือนกันหมด”

“ต่อให้ร่างกายคุณแข็งแรงมากแค่ไหน ถ้าสภาพจิตใจคุณไม่พร้อม คุณก็ไม่สามารถเป็นนักกีฬาได้เช่นกัน”

กัญญาภัทร มีชัย ก้าวข้ามความเชื่อที่ว่า นักกีฬาหญิงที่ต้องดูบึกบึนเท่านั้น ด้วยการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้เธอจะเริ่มต้นช้า เคยเป็น นางรำนาฏศิลป์มาก่อน แต่เธอก็มีความพยายามมากพอ แถมยังผสมผสานสองสิ่งเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

“นาฏศิลป์ ก็มีส่วนช่วยนะในการเล่นฟันดาบ ถ้าไม่เคยเล่นกีฬามาก่อน หรือไม่มีพื้นฐานนาฏศิลป์เลย พอเล่นกีฬาก็มีโอกาสได้รับบาดเจ็บง่ายขึ้น แต่เราฝึกนาฏศิลป์มาตั้งแต่เด็ก  ต้องดัดตัวก่อนจะมารำ ร่างกายก็เลยอ่อนตัว เวลาเล่นกีฬาก็รู้สึกว่าคล่องแคล่วขึ้น เคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติ”

“สมมุติการฟันดาบท่าลันซ์ (ยืดมือพร้อมดาบออกไป) ถ้าเราไม่มีความอ่อนตัวเลย เราจะไม่สามารถลันซ์ได้ไกล บางทีลันซ์ไปแล้ว กล้ามเนื้ออาจจะฉีดขาดได้”

“หรือจะเป็นเรื่องท่าทาง นาฏศิลป์ การเปลี่ยนท่ารำไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเปลี่ยนได้เลยปุ๊ปปั๊บ มันต้องมีความพลิ้วไหวต่อเนื่องในจังหวะที่ช้า ส่วนฟันดาบ ก็ต้องอาศัยความต่อเนื่องเช่นกัน แต่เป็นพลิ้วในจังหวะยืดที่เร็วกว่า”

นอกเหนือจากเป้าหมายในด้านการเป็น นักกีฬาที่ต้องการประสบความสำเร็จ ในระดับนานาชาติ ที่เธอยังคงมุ่งมั่น และตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าต่อไป บนเส้นทางนักฟันดาบทีมชาติไทยแล้ว

อีกหนึ่งบทบาทของ สาวน้อยที่รักในความท้าทาย กำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือ การเข้ามามีส่วนช่วยในการประชาสัมพันธ์ ให้กีฬาฟันดาบ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ หันมาเล่นกีฬาฟันดาบมากขึ้น โดยมีเรื่องราวของเธอเป็นหนึ่งในแบบอย่าง และแรงบันดาลใจ

“ปีที่แล้ว ตอนที่เราติดทีมชาติไทยไปแข่งซีเกมส์ กีฬาฟันดาบก็เหมือนเริ่มได้รับความนิยมขึ้นมา มีคนให้ความสนใจมาขึ้น น้องๆหันมาเล่นกีฬาชนิดนี้มากขึ้น”

“เราก็อยากใช้ความเป็นนักกีฬานี้ ไปประชาสัมพันธ์กีฬาฟันดาบให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะคนไทยยังรู้จักกีฬาชนิดนี้น้อย เราอยากให้เด็กรุ่นใหม่ เข้ามาเล่นกีฬาชนิดนี้ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องมีลุกส์เป็นทอม เป็นผู้หญิงห้าวเท่านั้นถึงจะเล่นได้”

“ปีที่แล้ว มีเด็กคนหนึ่งเข้าชมรมฟันดาบ เพราะคุณพ่อบอกว่า มีพี่คนหนึ่ง อยู่จุฬา เริ่มต้นเล่นฟันดาบตอนปี 1 ติดทีมชาติตอนปี 3 ทำให้เขาอยากมาลองดูว่าตัวเองจะทำได้ไหม หรือน้องผู้ชาย ก็บอกว่า ผมรู้จักกีฬานี้เพราะพี่เลยนะ”

“เราก็อยากเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ไม่ว่าน้องจะอายุเท่าไหร่ ถ้าน้องตั้งใจจริง น้องสามารถทำได้โดยที่เรื่องการเรียนก็ไม่เสียด้วย เราอยากทำให้เห็นว่า ถ้าเราทำได้ ทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน”

ปัจจุบันในวัย 23 ปี ต้นน้ำ - กัญญาภัทร มีชัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเลือกทำงานที่ Overseas Study Hub ในตำแหน่ง หัวหน้าโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยและแนะนำให้เด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ เหมือนอย่างที่เธอเคยไปมีประสบการณ์ในต่างแดนถึง 2 ปี

รวมถึงยังเป็นงานประจำที่ทำให้เธอมาซ้อม ฟันดาบ กีฬาที่เปลี่ยนชีวิตเด็กสาวขี้โรค, นางรำไทยประจำโรงเรียน ให้กลายเป็น นักกีฬาต้นแบบของเด็กรุ่นใหม่ ที่เธอหวังคลื่นลูกใหม่เหล่านี้ จะเข้ามาผลักดันให้เกิดการแข่งขันขึ้นภายในประเทศ

“คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกลขนาดนี้ เขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าเราจะต้องเล่นกีฬาเพื่อติดทีมชาติ เพราะเราไม่มีพรสวรรค์ด้านกีฬามาก่อน แต่สิ่งที่ดีใจเขาก็คือ เราไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยเหมือนแต่ก่อนเลย”

“มันเห็นได้ชัดเลยว่า เราแข็งแรงขึ้น ไม่ต้องไปนอนให้น้ำเกลือแบบตอนเด็กๆ อีกอย่างมันก็เป็นความภาคภูมิใจด้วยที่ได้ชื่อว่าเป็น นักกีฬาทีมชาติ บางคนอาจคิดว่า เราขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแล้วในการได้เป็น ทีมชาติ แต่เราไมได้รู้สึกแบบนั้นหรอก เรายังต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด”

“ในอนาคต ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เล่นฟันดาบมากขึ้น การแข่งขันภายในประเทศมันก็สูงขึ้น ก็ส่งผลดีไปถึงทีมชาติ และตัวนักกีฬาด้วย ที่จะต้องพัฒนาศักยภาพขึ้นมาตามการแข่งขัน เราไม่อยากเป็นทีมชาติ ที่ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆก็ได้เป็นทีมชาติ เราไม่อยากเป็นแบบนั้น”

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง