Converse

คนติดสระ : ชีวิตเงือกสาวที่เลิกเป็นไม่ได้ของ “ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง”



เมื่อพูดถึงการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำในสามมหกรรมกีฬา ทั้งซีเกมส์ , เอเชี่ยนเกมส์ และ โอลิมปิกเกมส์ จะมีชื่อของนักกีฬาสาวไทยคนหนึ่งขึ้นมาบนพาดหัวข่าวเสมอ


 

เธอคือความหวังอันดับแรกของแฟนกีฬาชาวไทย ที่เคยประสบความสำเร็จสูงสุด คว้าถึง 5 เหรียญทอง ในซีเกมส์ที่เมืองจาการ์ตา และ ปาเลมบัง ประเทศอินโดนีเซีย

กระทั่ง 4 ปีถัดมา กับซีเกมส์ที่ประเทศสิงคโปร์ หลังจากคว้าเหรียญเงินในประเภทฟรีสไตล์ 200 เมตรหญิง เธอประกาศกับสื่อว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะอำลาสระเสียที ในวัย 28 ปี

แต่หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกเกมส์ 2016 หรือซีเกมส์ 2017 ที่มาเลเซีย เธอก็ยังคงอยู่ในรายชื่อนักกีฬาทีมชาติไทย และเป็นคนแรกที่ขึ้นพาดหัวข่าวอยู่เช่นเดิม และไม่เว้นแม้แต่ เอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้

เธอแบกอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ด้านซ้ายที่เรื้อรังมานาน เดินทางไปล่าเหรียญมาฝากนักกีฬาไทย ในวัย 32 ปี วันนี้ Main Stand ขอพาไปพูดคุยกับหนึ่งในตำนานนักว่ายน้ำทีมชาติไทย กับเสน่ห์ของสระว่ายน้ำที่ยังทำให้เธอเลิกคิดถึงมันไม่ได้ และเหตุผลสำคัญ ทำไมถึงเลิกแข่งขันว่ายน้ำไม่ได้เสียที มาพูดคุยตัวต่อตัวกันกับ “เงือกอุ้ม” ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง

 

พี่อุ้มเป็นคนชอบว่ายน้ำมาก โลกในน้ำมีเสน่ห์อะไรที่ทำให้พี่ไปจากมันไม่ได้?

ถ้าจะเล่าจริงๆ ต้องย้อนไปตอนพี่เด็กๆ คุณแม่เล่าให้พี่ฟังว่า พอเริ่มเดินได้ เห็นอะไรเป็นน้ำ วิ่งเข้าหาทันที ตอนไปเที่ยวทะเล ก็วิ่งเข้าหาทะเล ไม่กลัวด้วยนะ เจอลำธาร ก็กระโดดลงไปเล่นเลยคนเดียว พอไปเรียน ที่โรงเรียนก็จะมีป้ายห้ามเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็นลงสระ เราไปเกาะรั้วตรงนั้นไม่ปล่อยเลย เพราะอยากว่ายน้ำมาก คุณพ่อคุณแม่เลยต้องให้พี่เรียนว่ายน้ำ

พอได้ว่ายน้ำแล้ว พี่ก็รู้เลยว่า โลกในน้ำสำหรับพี่มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง มันเป็นโลกที่เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ เราอยู่กับมันได้อย่างพลิดเพลิน เคยนะที่ร้องเพลงไปด้วย ว่ายไปด้วย คิดว่าจะไปเที่ยวไหนดี หรือทำอะไรดี ถ้าหนักเข้า จิตใจก็ว่างเปล่า แทบจะไม่คิดอะไรเลย

ถามว่าชีวิตแบบคนปกติตอนไม่ลงสระน้ำก็มี แต่น้อยมาก พี่ดูหนังเรื่องล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อนชวนไปเที่ยวห้างก็ตามเขาไป แต่ไม่คิดจะซื้ออะไรเลย แล้วสุดท้ายเราก็อยากจะกลับไปที่สระ อยากกลับไปซ้อม อยากกลับไปว่ายน้ำมากที่สุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นทำให้พี่ไปจากมันไม่ได้

 

15 ปี ที่พี่ติดทีมชาติไทย มีอะไรที่พี่อยากเล่าให้พวกเราฟังบ้างครับ?

เท่าที่พี่จำได้ พี่ไม่เคยคิดติดทีมชาตินะ คิดแต่ว่า เราสนุกมากที่ได้มาว่ายน้ำ การแข่งขันจริงจังไม่ได้อยู่ในหัวพี่เลย แต่สุดท้าย พี่ก็ได้โอกาสแข่งขันกีฬานักเรียนเอเชีย ต้องไปว่ายแข่งกับคนต่างชาติ มันสนุกไปอีกแบบ การที่ได้เห็นนักกีฬาต่างประเทศเขาแข่งขันกัน มันทำให้เราเห็นสิ่งที่แตกต่างจากเดิม ถึงตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วล่ะ ว่าถ้าเราติดทีมชาติบ้างจะเป็นอย่างไร

จากนั้นก็เลยไปลองคัดตัวดู พอเวลาดี และติดทีมชาติ เราดีใจมาก พี่จำได้ว่าพ่อแม่บอกกับพี่ว่า “เราเป็นตัวแทนทีมชาติแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด” จากนั้นเราก็ซ้อมหนักขึ้น จนได้เหรียญซีเกมส์ครั้งแรก ที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2005 ความรู้สึกพี่คือ เหมือนสอบเอนทรานซ์ได้ที่ 1 ของประเทศเลย ต่อให้เอารถคันนึงมาแลก ก็ไม่เท่ากับเหรียญซีเกมส์เหรียญเดียว

จากนั้นเราเลยลงแข่งขันมาตลอด และเคล็ดลับที่พี่ใช้มาตลอดเวลาลงสระคือ “มีความสุข” เชื่อไหมว่า พี่ไม่เคยไม่มีความสุขเลย เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ แม้ว่าพี่จะเริ่มมีอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่แล้วก็ตาม (ชี้ให้ดูหัวไหล่ซ้ายที่บาดเจ็บ) แต่หัวใจเราที่อยากว่ายน้ำ มันมีมากกว่า

 

อาการบาดเจ็บที่ไหล่ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง หนักมากไหมครับ?

จริงๆมันเป็นอาการที่เราเจ็บมานานมากแล้ว พี่เจ็บตรงนี้มาก็น่าจะมากกว่า 10 ปี คงเป็นเพราะว่าเราใช้มันมามากเกินไป มากกว่าคนอื่น พี่ยกตัวอย่างง่ายๆ เราซ้อมว่าย 50 เมตร ครั้งเดียว เราเหวี่ยงไปแล้ว 40 แขน แต่วันๆหนึ่งเราซ้อมระยะ 6-7 กิโลเมตร ฉะนั้นทั้งแขนและหัวไหล่มันถูกใช้งานมาหนักมาก และถูกเหวี่ยงไปแล้วกี่ล้านรอบก็ไม่รู้

ซึ่งร่างกายของนักกีฬาว่ายน้ำกับนักกีฬาอื่นๆไม่เหมือนกัน เพราะนักกีฬาว่ายน้ำ กระดูก หรือข้อส่วนต่างๆจะยืดหยุ่นกว่าปกติ กับคนทั่วไปถ้าข้อเท้าพลิกนิดเดียวตอนเดินจะเจ็บมาก แต่อย่างพี่ ข้อเท้าพลิกนี่ สามารถเดินต่อได้โดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย มันเลยถูกใช้งานหนักโดยที่ไม่ค่อยมีสัญญาณเตือนดังเท่าที่ควร

 

ถ้าเจ็บมานานแล้ว เคยลองคิดจะผ่าตัดดูบ้างไหม?

คือถ้าผ่าตัดแล้ว กลับมาว่ายได้ไหม ว่ายได้นะ แต่ปัญหาคือ วิธีการทำงานของหัวไหล่มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ความแข็งแรงมันจะลดลง เหมือนกับแขนข้างเดิมของเรามันจะหายไปตลอดกาล ฉะนั้นพี่ถึงขอใช้มันไปก่อน

จริงๆอาการบาดเจ็บส่วนนี้มันเป็นอาการทั่วไปของนักว่ายน้ำ หลายคนก็เจ็บแบบนี้ ส่วนมากก็ทำกายภาพบำบัด แต่จะไม่ผ่าตัดกัน ซึ่งเราสามารถป้องกันได้หลายวิธี ทั้งการยืดกล้ามเนื้อ , เวทเทรนนิ่งหรือใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย แต่ปัญหาคือเวลานี้กีฬาบ้านเรา แต่ละสมาคมยังขาดนักวิทยาศาสตร์การกีฬาแบบ “เฉพาะกีฬา” ที่จะมาช่วยดูนักกีฬาแต่ละชนิดอย่างใกล้ชิดจริงๆ คือถ้าวนกันใช้ หรือแต่ละคนได้รับการดูแลน้อยเกินไป การรักษาก็จะไม่ค่อยได้ผล

 

แสดงว่าทุกครั้งพี่ลงสระ แล้วอยู่กับอาการบาดเจ็บนี้มา 10 ปี อยู่กับมันอย่างไร?

พี่ทรมานมาก อาการบาดเจ็บนี้มันส่งผลต่อการฝึกซ้อมตลอดเวลา แค่เหวี่ยงแขนว่ายครั้งแรกก็เจ็บแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่ซ้อมหนักแบบผ่อนไม่ได้ยิ่งแล้วใหญ่ ตอนนอนก็ปวด ไม่รู้จะวางแขนไว้ตรงไหนดี ตอนกินข้าว มือก็สั่นตลอดเวลา

 

พี่อุ้มยอมแลกสิ่งนี้กับอะไร?

พี่ยอมแลกกับความสุข มันดูแปลกนะ เพราะทุกคนที่พี่เจอมักจะบอกพี่ว่า อุ้ม เลิกได้แล้ว มันทรมานมาก แล้วเธอจะมาทรมานร่างกายตัวเองอยู่ทำไม แต่เราคิดว่า ทุกครั้งที่เราอยู่ในน้ำ เราสนุก เราพร้อมชนกับมัน และรู้สึกท้าทายตลอดเวลา ฉะนั้นคำว่าชน หมายถึงพร้อมชนกับอาการบาดเจ็บที่เข้ามา ซึ่งตอนนี้เรายังสามารถสู้กับมันได้ เรายังไม่ยอมแพ้

แต่อาการบาดเจ็บตรงนี้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่พี่อยากจะเลิกว่ายน้ำ จริงๆที่คิดจะเลิก เป็นเพราะสาเหตุอื่นมากกว่า

 

พี่อุ้มเกิดความรู้สึกอยากเลิกแข่งว่ายน้ำให้ทีมชาติครั้งแรกเมื่อไหร่ และเพราะอะไร?

ครั้งนั้นเกิดขึ้นในซีเกมส์ 2011 ที่พี่ได้เหรียญทองประเภทเดี่ยว 5 เหรียญ  เราไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะประสบความสำเร็จมากถึงขนาดนั้น ซึ่งโอเค มันเป็นปีที่ดีมากของพี่ แต่ครั้งนั้นพี่คิดนะ ว่ามันอาจเป็นครั้งสุดท้ายของเราแล้ว เราอยากวัดกับตัวเองดู ว่าเราจะทำได้สุดแค่ไหน ตอนนั้นเราอายุแค่ 25 ปี เราพร้อมมาก เป็นช่วงจุดสูงสุดของอายุนักกีฬาว่ายน้ำ เราอยากพุ่งไปข้างหน้า ถามว่าตอนนั้นเจ็บไหล่ไหม ก็เจ็บนะ แต่มันยังไม่มากเท่านี้ เราเลยอาจจะยังมีแรงอยู่ เราเลยมองข้ามมันไป

แต่หลังจากแข่งเสร็จ เราก็เริ่มคิดว่า เราต้องมองหาเส้นทางอื่นแล้ว ถึงพี่เลิกตอนนั้น พี่ก็รู้สึกว่ามันช้ามากนะ เพราะหลายคนพออายุ 24-25 ปี เขาก็จะเริ่มรู้ตัวเองว่า เขาต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำแล้ว เพราะนักกีฬาสมัครเล่นไทย ถ้าแข่งขันต่อไม่ได้แล้ว ส่วนใหญ่ก็คือจบ คุณก็ต้องเบนเขมไปทำอย่างอื่น

นั่นคือสิ่งที่คิดเอาไว้ และปรึกษาแค่โค้ชกับคุณพ่อคุณแม่ ยังไม่ได้บอกสื่อนะคะ แต่พออยู่กับตัวเองนานเข้า ก็ยังรู้สึกว่า เราเลิกไม่ได้อยู่ดี ยังอยากแข่งขันต่อ แม้ว่าความรู้สึกนี้จะอยู่ในหัวตลอดก็ตาม และคนอื่นก็เริ่มจะรู้ว่าเราอยากเลิก ทุกคนจะเห็นข่าวพี่ทุกครั้งในซีเกมส์ ว่านั่นคือครั้งสุดท้าย แต่พี่ก็ยังไม่เลิก (หัวเราะ)

จนกระทั่งมาถึงครั้งที่พี่บอกกับสื่อจริงๆ ว่าจะประกาศอำลาสระ คือซีเกมส์ที่สิงคโปร์เมื่อปี 2015 ครั้งนั้นพี่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า จะเลิกจริงๆ

 

แต่ครั้งนั้น ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของพี่อยู่ดี และสิ่งสำคัญที่ทำให้พี่เปลี่ยนใจคืออะไร?

หลังจบซีเกมส์ที่สิงคโปร์ พี่ไม่ซ้อมแล้วนะ พี่เริ่มเบนเข็มไปทางการฝึกสอนเด็ก เริ่มดูแลน้องๆในชมรมว่ายน้ำสิงห์มากขึ้น แต่พอดีว่าตอนนั้น พี่ยังเหลือแข่งรายการสุดท้ายอยู่ คือแมตช์ว่ายน้ำชิงแชมป์โลก (World Aquatics Championship) ซึ่งก่อนแข่งนี่ยังไม่ได้ซ้อมเลยด้วยซ้ำ

แต่พอเรากลับไปเห็นบรรยากาศการแข่งขันที่นั่น เห็นนักกีฬาว่ายน้ำระดับโลกเขาแข่งกัน พี่รู้สึกว่าความสนุกมันยังอยู่ เราเลยคิดว่า แล้วเราจะเลิกทำไม ในเมื่อเรายังทำได้ พี่เลยเดินเข้าไปหาโค้ช แล้วถามว่า เป็นไปได้ไหมที่พี่จะเปลี่ยนใจ และกลับมาแข่งว่ายน้ำ โค้ชตอบมาว่า ทำได้ แต่ถ้าคุณจะกลับมาว่าย คุณต้องอดทนกว่าเดิมเป็นเท่าตัวนะ คุณอายุเยอะแล้ว การฟื้นฟูร่างกาย ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คุณทนได้ใช่ไหม พี่พยักหน้าอย่างมั่นใจ เพราะตอนนั้นเราอยากทำ เราอยากลอง

จากนั้นพี่กลับมาซ้อมอย่างเต็มที่อีกครั้ง และลงแข่งขันในอีกรายการหนึ่ง และทำเวลาส่วนตัวได้ดีที่สุดตั้งแต่เคยว่ายมา

 

จากนั้นพี่ก็กลับมาลงแข่งขันว่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกีฬาแห่งชาติ ซึ่งในเมื่อพี่เป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ และมาลงแข่งกับน้องๆ พี่มีวิธีคิดอย่างไรเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่า มันยังท้าทายอยู่?

ทุกครั้งที่ลงแข่งขันในประเทศ พี่จะบอกตัวเองว่า พี่กำลังลงแข่งขันกันนักกีฬาต่างประเทศ วาดภาพให้กับตัวเองว่า เรามาแข่งขันกับนักกีฬาระดับโลก เราต้องโชว์ผลงานให้ดีที่สุด ถ้าคิดว่าแข่งในประเทศ ว่ายไปเรื่อยๆ เอาแค่ชนะ มันไม่ได้ เราต้องทำเวลาให้ดีด้วย เวลาที่เราทำได้ มันจะดีต่อตัวเราเอง เพราะสถิติของเรา สามารถนำไปเทียบกับต่างประเทศได้ตลอดอยู่แล้ว

การแข่งขันว่ายน้ำมันไม่มีอะไรแน่นอน ถึงจะแข่งกับรุ่นน้อง แต่ทุกคนมีความสามารถเท่ากัน ถ้าเราประมาท โอกาสที่น้องจะชนะเราก็มี เราต้องทำให้ตัวเราฟิตมากที่สุด และที่สำคัญกีฬาว่ายน้ำเป็นกีฬาที่เราต้องแข่งกับตัวเอง ฉะนั้นเราต้องมีความสุขกับตัวเองให้ได้มากที่สุด

 

เอเชี่ยนเกมส์ 2018 จัดที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศแห่งความทรงจำของพี่ จากวันที่พี่ได้ 5 เหรียญทองในซีเกมส์เมื่อ 7 ปีก่อน พี่มองว่าพี่จะกลับมาโชคดีอีกครั้งไหมครับ?

แอบหวังอยู่แล้ว เราแอบคิดอยู่ตลอด เพราะนี่คือที่ที่เราเคยมีความสุขมากที่สุด มันอาจมีอะไรเกิดขึ้นที่เราไม่คาดคิด แต่พี่คิดว่า พี่ไม่คาดหวังกับมันเต็มที่ดีกว่า เราขอทำเต็มที่ของเรา พี่คิดว่ามันอยู่ที่ว่า เราพร้อมสำหรับการแข่งขันไหม อบอุ่นร่างกายมาดีไหม พักผ่อนพอไหม ถ้ามันสมบูรณ์แบบ ความสำเร็จก็อาจมาโดยที่ไม่รู้ตัว

แต่อย่างที่พี่บอก พี่ไม่เคยตั้งเป้าหมายอะไรแล้วต้องทำให้ได้ คือเรามีเป้าหมาย และพยายามไปหามัน แต่จะไม่เอาตัวเองไปคาอยู่ตรงนั้น พี่ไม่เคยผลักดันตัวเองจนเครียดมาก ทุกสิ่งที่พี่ทำ และประสบความสำเร็จ มาจากความสุขที่พี่ได้ทำมันเท่านั้น

 

เลขาสมาคมฯกีฬาว่ายน้ำ (พลโทสมควร วงษ์เวียนจันทร์) มองว่า ปีนี้ทีมว่ายน้ำไปแข่งเอเชี่ยนเกมส์ไม่หวังเหรียญ พี่เห็นด้วยไหมครับ?

จริงๆเห็นด้วย เพราะกีฬาชนิดนี้มันฟ้องด้วยเวลาอยู่แล้ว มันก็ชัดเจนว่าเวลาเราเป็นรอง แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าโชคเข้าข้างเรา เราก็อาจได้เหรียญมาสัก 1-2 เหรียญ เพราะกีฬาชนิดนี้ มันเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็ว และความรู้สึก มันไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซนต์

ที่บอกว่าความรู้สึกนี่คือ ทุกอย่างเลยนะ ทั้งกระเบื้องใต้น้ำ อุณหภูมิ ความลึกของสระ มีผลหมดเลย เหมือนเราว่ายในสระที่เราชอบ พอเปลี่ยนไปอีกสระหนึ่ง ทำไมว่ายแล้วไม่ไปล่ะ แม้กระทั่งว่ายในสระเดียวกันแต่คนละวัน ความรู้สึกยังไม่เหมือนกันเลย

 

ในมุมพี่อุ้มคิดว่า ทำไมนักกีฬาว่ายน้ำไทยถึงยังเป็นรองชาติอื่น?

อันนี้พี่พูดโดยรวมนะ พี่คิดว่า มันอยู่ที่ตัวนักกีฬาเอง แต่ถ้าถามพี่ พี่คิดว่า มันคือเรื่องของความอดทน พี่คิดว่านักกีฬายุคนี้ความอดทนน้อย เราอดทนต่อการซ้อมหนักไม่ได้ อดทนต่อความพ่ายแพ้ไม่ได้ อย่างถ้าโค้ชสั่งหรือดุด่า พี่จะทำตามเขา ได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากัน แต่น้องบางคน ยังไม่ได้ลองทำเลย ก็ตอบไปแล้วว่า ทำไม่ได้

พี่มองว่าโซเชี่ยลยุคนี้ทำให้นักกีฬารุ่นใหม่เปลี่ยนไป พอคู่แข่งโพสต์ภาพว่าฟิตมาก ผลงานดี เด็กบางคนก็จะคิดท้อว่า ทำไมเขาพัฒนาไปไกลมาก เราต้องสู้เขาไม่ได้แน่ๆ

แต่ไม่มีใครคิดเลยหรือว่า ถ้าเขาพัฒนาแล้ว เราก็ต้องสู้เขาให้ได้สิ! บางทีเราจะทำอะไร เราต้องชอบมัน รักมันจริง ความสามารถพิเศษที่เรามี ไม่ได้มีไว้โชว์ แต่ต้องมีไว้เพราะเรารักมัน และอยากจะทำมันให้ดีที่สุดตลอดเวลา ถ้าคุณรักสิ่งที่คุณทำจริงๆ คุณก็จะค่อยๆกลายเป็นนักกีฬาที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆเอง

 

และถ้าในครั้งนี้ที่อินโดนีเซีย มีรุ่นน้องสักคนได้เหรียญรางวัล พี่อุ้มอยากจะบอกอะไรกับน้อง?

การได้เหรียญในรายการใหญ่ๆแบบนี้ มันเป็นเหมือนเปิดโลกใหม่ขึ้นมา อยากให้น้องพยายามรักษามันไว้ ให้มันเป็นสิ่งที่สวยงามสำหรับตัวเอง อย่าเอามาทำร้ายตัวเอง บางคนได้สิ่งเหล่านี้มา ก็คิดว่าตัวเราเป็นคนพิเศษแล้ว อย่าเอาตรงนั้นมาทำให้รู้สึกประมาท เหลิงและทำให้คนมาว่าเราภายหลัง อยากให้ภูมิใจกับตัวเอง และรักษาตรงนั้นไว้ให้ได้นานที่สุด และทุกคนจะยกย่องว่าเป็นตำนานนักกีฬาอย่างแท้จริง

 

จบเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ พี่มองอนาคตของตัวเองไว้อย่างไรบ้างครับ อยากว่ายไปอีกนานแค่ไหน?

ถ้าถามใจพี่ พี่ก็ต้องบอกว่าพี่พร้อมจะทำมันตลอดเวลา แต่พี่ต้องรอฟังเสียงร่างกายด้วย ณ เวลานี้ตัวพี่เองคงเลิกว่ายน้ำไม่ได้ ตอนนี้พี่คิดถึงขั้นว่า ถ้าเราแข่งแบบทั่วไปไม่ได้แล้ว ก็ลองไปแข่งว่ายน้ำของผู้สูงอายุดู อย่างน้อยก็ยังได้อยู่ในสระ ได้เจอเพื่อนๆ คือเราไม่ต้องไปมุ่งมั่นกับผลการแข่งขันแล้ว ขอให้ว่ายอย่างมีความสุขเท่านั้นพอ

ส่วนการแข่งขั้นว่ายน้ำแบบทั่วไป เท่าที่พี่รู้ นักกีฬาที่อายุมากที่สุดคือ 45 ปีเลยนะ ตอนนี้เรา 32 ปีแล้ว อีก 14 ปี ใจก็อยากไปให้เท่าเขาเหมือนกัน แต่เราบอกไม่ได้เลย ว่าจะไปถึงตรงนั้นไหม

ตอนนี้เราใช้ความสุข สู้กับร่างกายที่อ่อนล้าลงไปเรื่อยๆ ถ้าความสุขแพ้เมื่อไหร่ วันนั้น ก็คงจะมาถึงเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง