Converse

จากปาก อาซึคิ อิวาตานิ : คาราเต้หัวใจไทยผู้รอคอยสัญชาติมา 3 ปี



“หนูรู้สึกว่าตัวเองก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง หนูเกิดและเติบโตที่นี่ หนูก็อยากตอบแทนแผ่นดินนี้ หนูพร้อมสละสัญชาติญี่ปุ่น ถ้าวันหนึ่งหนูได้สัญชาติไทย” สาวน้อยนักคาราเต้เชื้อสายญี่ปุ่นวัย 17 ปี จะมาเปิดใจพูดถึงความหวังที่ยังรอคอยอยู่ตลอด 3 ปี ในการขอแปลงสัญชาติ เพื่อลงเล่นในนามทีมชาติไทย


 

“การขอสัญชาติไทย” ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่มักมีการหยิบยกมาพูดถึงเสมอ ในบ้านเรา ที่ยังมีข้อจำกัดในด้านตัวบทกฏหมาย ที่ทำให้หลายกรณีสมหวัง และอีกหลายกรณีที่ต้องผิดหวัง และเฝ้ารอคอยสัญชาติไทยต่อไป

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการหยิบยกเรื่องราวของ อาซึคิ อิวาตานิ นักกีฬาคาราเต้หญิงประเภทท่ารำบุคคล วัย 17 ปี ที่มีการยื่นขอแปลงสัญชาติมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆเกิดขึ้น

แม้เธอจะลืมตาดูโลก และใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย มาโดยตลอด แต่เนื่องจากบิดา-มารดาของ อซึกิ เป็นชาวญี่ปุ่น จึงทำให้เธอไม่มีสัญชาติไทย และหมดสิทธิ์ลงแข่งขันในรายการสำคัญต่างๆ ในฐานะตัวแทนทีมชาติไทย
 

Main Stand เดินทางมานัดพบกับ “อาจู” - อาซึคิ อิวาตานิ สาวน้อยนักคาราเต้ หลังจากฝึกซ้อมในช่วงเช้า ร่วมกับบรรดานักคาราเต้ทีมชาติไทยคนอื่นๆ  

ระหว่างช่วงที่รอสัมภาษณ์ เรามองเห็นเธอมีบุคลิกที่เงียบขรึม ไม่พูดคุยกับใคร มีสมาธิสูงในการฝึกซ้อม และออกท่าทางรำคาราเต้ได้อย่างเข้มแข็ง จนได้ยินเสียงชกลมชัดเจนหนักแน่นทุกครั้ง นั่นจึงทำให้แทบทุกรายการที่ อาซึคิ ลงแข่งขันในระดับเยาวชน เธอสามารถกวาดเหรียญทองมาคล้องคอได้เสมอ


Photo : Facebook : Azuki Iwatani

แต่น่าเสียดาย เธอจะหมดโอกาสลงชิงชัยในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก, เอเชียนเกมส์, ซีเกมส์ รวมถึงการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย และชิงแชมป์โลก เพียงเพราะเธอไม่มีสัญชาติไทยเหมือนนักกีฬาทีมชาติคนอื่นๆ ที่กำลังฝึกซ้อมร่วมกับเธอ

หลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมสักประมาณ 12.00น. อาซึคิ ได้มาให้สัมภาษณ์กับเรา ด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม และขี้เกรงใจ แตกต่างจากสีหน้า แววตา ท่าทาง ที่จริงจัง ยามอยู่ในการฝึกซ้อม

เราพูดคุยกันสักระยะจนเริ่มคุ้นเคย จากนั้น เธอก็เปิดอกพูดถึงหลายเรื่องที่ผู้คนอยากได้ยินความจริงจากปากเธอ...

 

ภาษาแรก

“ตอนที่แม่ตั้งท้องหนู ครอบครัวได้วางแผนว่า จะย้ายมาตั้งรกราก และใช้ชีวิตอยู่ที่ไทย เนื่องจากคุณแม่เคยมาเที่ยว แล้วประทับใจเมืองไทย หนูก็เลยเกิดที่นี่ และอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย เคยแค่ไปเที่ยวหรือเยี่ยมญาติปีละครั้งเท่านั้น”

อาจู เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ถึงสาเหตุที่ทำให้ ประเทศไทย กลายเป็นแผ่นดินเกิดของเธอ หลังจากคุณพ่อตัดสินใจพาคุณแม่ย้ายจากบ้านเกิด เมืองต็อตโตริ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ และหางานทำในดินแดนสยามเมืองยิ้ม

เธอมีชีวิตที่ไม่แตกต่างจากเด็กไทยทั่วไป ที่ได้เรียนหนังสือร่วมกับเพื่อนๆ ในโรงเรียนไทย แม้เธอจะเติบโตภายใต้ครอบครัวที่ผู้ปกครอง มีสายเลือดบูชิโดเต็มตัว แต่ภาษาแรกที่เธอพูดได้ กลับไม่ใช่ “ภาษาญี่ปุ่น”

“แม่ส่งหนูเข้าเรียนโรงเรียนไทย ตั้งแต่เด็กเลย เพื่อนที่มีก็เป็นคนไทยทั้งหมด แทบไม่เคยมีเพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่น” เด็กสาวที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ กล่าวเริ่ม


Photo : Facebook : Azuki Iwatani

“ตอนเด็กๆ ภาษาแรกที่หนูพูดได้ คือ ภาษาไทย ครอบครัวก็ตกใจว่า ทำไมหนูถึงพูดได้แต่ภาษาไทย ส่วนภาษาญี่ปุ่น หนูพูดไม่ได้เลย พอขึ้นชั้นประถมฯ ที่บ้านก็เลยส่งหนู ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้”

“เวลาหนูพูดญี่ปุ่น หนูจะนึกคำไทยในหัวก่อน เพื่อแปลออกมาเป็น คำญี่ปุ่น บางครั้งถ้าหนูนึกคำนั้นไม่ออก ก็จะพูดไทยใส่แม่เลยคะ เพราะแม่ก็ฟังภาษาไทยออกเหมือนกัน (หัวเราะ)”

 

ไอดอลและคุณครู

ในวันนี้ หลายคนอาจเริ่มรู้จัก อาซึคิ อิวาตานิ ในฐานะนักคาราเตหญิง ดาวรุ่งของประเทศไทย และอาจคิดว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเลือกเล่น คาราเต้ คงมาจากการมี พ่อแม่ที่เป็นชาวญี่ปุ่น

แต่แท้จริงแล้ว คนที่มีอิทธิพลและทำให้เธอสนใจกีฬาชนิดนี้ กลับเป็น อดีตนักคาราเต้นักกีฬาคาราเต้หญิงทีมชาติไทย ที่เป็นนักกีฬาผู้บุกเบิกความสำเร็จคาราเต้ไทย ในระดับอาเซียน และเอเชีย

“ความจริง คาราเต้ ไม่ใช่กีฬาชนิดแรกที่หนูเลือกเล่น หนูหัดเล่น เทควันโด มาก่อนตอนอายุ 8 ขวบ จนวันหนึ่งมีรุ่นพี่ชวนไปดูซ้อมและการแข่งขันคาราเต้”

“ตอนนั้นหนูเห็น พี่ปุ้ย-ญาณิศา (ต่อรัตนวัฒนา) กำลังออกท่ารำ หนูก็รู้สึกว่า พี่เขาดูเก่งและเท่จัง ก็เลยเปลี่ยนมาเล่น คาราเต้ แทนเลย”

“ที่บ้านหนูเขาก็สนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าหนูจะอยากทำอะไร หนูก็ฝึกซ้อมและลงแข่งมาเรื่อยๆ ตามรายการต่างๆ ในประเทศ จนได้เข้ามาอยู่สมาคมฯ และฝึกซ้อมกับพี่ปุ้ย ตั้งแต่อายุ 13 ปี”

ญาณิศา ต่อรัตนวัตนา อดีตนักคาราเต้ทีมชาติไทย ดีกรีเหรียญทองซีเกมส์ และเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ คืออีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญ ต่อเส้นทางการเป็น นักกีฬาคาราเต้ ของ อาซึคิ อิวาตานิ


Photo : Facebook : Azuki Iwatani

โดยปัจจุบัน ปุ้ย-ญาณิศา รับบทบาทเป็น โค้ชคาราเต้ทีมชาติไทย ที่ได้ดูแลและฝึกสอน อาซึคิ มาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา

อาซิคิ พัฒนาศักยภาพตัวเองขึ้นมามาก จนสามารถลงแข่งได้ทั้ง ประเภท เยาวชนตามรุ่นอายุ และประเภทประชาชน โดยเฉพาะรายการไหน ที่เป็นพิกัดอายุเดียวกัน เธอก็สามารถกวาดเหรียญทองติดมือมาได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นรายการอย่าง ไทยแลนด์โอเพ่น, เวียดนามโอเพ่น, โคเรียโอเพ่น และ อิสตันบูล โอเพ่น พร้อมกับลงแข่งขันในเสื้อสีขาวที่มีธงชาติไทย ติดอยู่ตรงอกซ้าย

ความสำเร็จในรายการต่างๆ ที่เธอทำได้นั้น อาซึคิ เผยว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอเชื่อเสมอว่า นักกีฬาที่ดีต้องมีวินัย และเต็มที่ทุกครั้ง ทั้ง ช่วงซ้อมหรือตอนแข่งขัน แม้เธอจะต้องเรียนหนังสือควบคู่กับการฝึกซ้อม แต่เธอก็ไม่เคยเกี่ยงงอน หรือมีความรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยเกินไป จนไม่อยากมาซ้อม

อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่เธอได้ฝึกซ้อมร่วมกับ โค้ชญาณิศา ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอสนใจกีฬาชนิดนี้ รวมถึงอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ในช่วงเวลาที่เธอยังไม่มีสัญชาติไทย รวมถึงยังเป็นผู้ที่เปิดเผยเรื่องราวของเธอ ให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้ ถึงความพยายามในการขอเปลี่ยนแปลงสัญชาติ


Photo : Facebook : yanisa torrattanawathana

“พี่ปุ้ยเป็นเหมือนต้นแบบของหนู ตั้งแต่หนูเข้ามาฝึกซ้อมกับ สมาคมฯ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พี่ปุ้ย คอนสอนและช่วยเหลือหนู ในหลายๆเรื่อง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย (การขอแปลงสัญชาติ) พี่ปุ้ย บอกว่าให้หนูอดทน ตั้งใจซ้อมและทำหน้าที่ของเราไป สักวันเดี๋ยวก็คงได้รับสัญชาติไทยเอง”

 

สัญชาติ (ไทย) ที่หายไป

“ตอนเด็กๆ หนูก็ไม่ได้รู้สึกนะว่าการไม่มีสัญชาติไทย ทำให้หนูใช้ชีวิตยากลำบาก เพราะว่าหนูค่อนข้างเข้าใจวัฒนธรรมไทย และความเป็นอยู่ของคนไทย ก็จะมีแค่เรื่อง วีซ่า ที่ต้องไปต่ออยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่า มันเป็นปัญหาอะไรมาก”


Photo : Facebook : azuki iwatani

“แต่ครั้งแรกที่ทำให้หนูรู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่มีสัญชาติไทย คือตอนอายุ 14 หนูมีสิทธิ์ไปแข่งขันรายการใหญ่ระดับเยาวชนที่ต่างประเทศ ในนามตัวแทนทีมชาติไทย แต่ก็ไม่สามารถไปได้ เพราะหนูไม่มีสัญชาติไทยรับรอง ทำให้ไม่ได้ไปแข่งในครั้งนี้”

คาราเต้สาวน้อย วัย 17 ปี พูดถึงความรู้สึกครั้งแรกที่เธอถูกปฏิเสธเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากการไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งนั่นไม่ใช่รายการเดียวที่เธอพลาดโอกาส ได้ไปแข่งขัน ในนามทีมชาติไทย ด้วยเหตุผลข้อเดียวกันนี้

“หนูก็เสียใจนะคะ ที่ไม่มีโอกาสได้แข่งรายการต่างๆ เหมือนกับนักกีฬาคนอื่นๆ เราก็อยากไปยืนจุดนั้นบ้าง” อาจู กล่าวเริ่ม

“ตอนแรกหนูก็ไม่ได้คิดว่ามันจะยืดยาวขนาดนี้ เพราะตอนที่ สมาคมคาราเต้ พาไปทำเรื่องขอเปลี่ยนสัญชาติ ผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องตรงนี้ เคยพูดกับหนูประมาณว่า สามารถทำได้ แต่ก็ผ่านมา 3 ปีกว่าแล้ว เรื่องก็เงียบๆไปค่ะ ทุกวันนี้หนูก็ยังรออยู่ค่ะ

“สมาคมคาราเต เขาก็ช่วยเหลือหนูทางอื่น ทั้งการส่งชื่อไปแข่งขัน รายการที่เปิดโอเพ่น แบบไม่ต้องใช้สัญชาติไทย ที่ หนูสามารถลงแข่งในนามประเทศไทยได้ แต่ถ้ารายการที่เขาขอดูสัญชาติ หนูก็ต้องเตรียมเอกสารไปด้วยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการขอสัญชาติไทย”


Photo : Facebook : yanisa torrattanawathana

หากยึดตามข้อกฏหมาย ว่าด้วยเรื่องการขอสัญชาติ-แปลงสัญชาติ อาซึคิ อิวาตานิ ที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นชาวญี่ปุ่น ที่ไม่ได้มี สัญชาติไทย เธอถูกจัดอยู่ในประเภท คนต่างด้าว ตามมาตรา 7 พรบ.สัญชาติ

แม้ในตัวกฎหมาย จะสามารถยื่นขอพิจารณาได้ ในกรณีของ ผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยทางสมาคมฯ และครอบครัวของอาซึคิ ก็ได้พยายามขอยื่นตามเงื่อนไขนี้ เนื่องจากเธอมีความตั้งใจจริงที่ อยากจะลงแข่งขันเป็นตัวแทนของประเทศที่เธอใช้ชีวิตมาตลอด 17 ปี

“มีคนเคยถามหนูว่า ถ้าสมมุติ ญี่ปุ่น ติดต่อมา หนูจะไปเล่นให้ ญี่ปุ่น ไหม หนูคงเลือกที่จะไม่ไป แล้วรอสัญชาติไทย เพราะหนูต้องการเล่นให้ ทีมชาติไทย”


Photo : Facebook : yanisa torrattanawathana

 

ตอบแทนแผ่นดินเกิด

“หนูมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทยมานานแล้ว เพราะนี่คือประเทศที่หนู อาศัยและเติบโต ครอบครัวหนูก็สนับสนุนเต็มที่ หากหนูจะเล่นให้ทีมชาติไทย เพราะหนูมีความตั้งใจอยากตอบแทนแผ่นดิน ที่ทำให้หนูได้เติบโตขึ้นมา”


Photo : Facebook : yanisa torrattanawathana

“ถ้าหนูเกิดที่ญี่ปุ่น หนูอาจจะไม่ได้รู้จักพี่ปุ้ย อาจจะไม่ได้เล่นกีฬาคาราเต้ เลยก็ได้ แม้ตอนนี้หนูจะถือสัญชาติญี่ปุ่น แต่ถ้าวันหนึ่ง หนูได้รับสัญชาติไทย หนูก็พร้อมที่จะแลกกับสัญชาติญี่ปุ่นเลย เพราะทางครอบครัว และตัวหนู ไม่คิดที่จะกลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว บ้านเรามีความสุขดีที่ได้อยู่เมืองไทย”

คำยืนยันจาก อาซึคิจัง ที่พร้อมจะสละสัญชาติที่ติดตัวมา เพื่อโอกาสในการได้รับใช้ที่ประเทศมอบทุกอย่างในชีวิตให้แก่เธอ แม้เธอจะไม่มีทางรู้เลยว่า การรอคอยสัญชาติไทยของตัวเอง จะสิ้นสุดลงวันสุดท้ายเมื่อไหร่

“เวลาหนูดูข่าว เห็นคนที่เขาขอสัญชาติไทยได้ หนูก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาในใจ ว่าวันหนึ่ง อาจถึงคิวที่หนูได้สัญชาติไทยแบบนั้นบ้าง หนูก็ไม่รู้ว่า จะรออีกนานแค่ไหน แต่หนูก็ไม่ท้อ ยังรออยู่”

“มีกฎหมายข้อหนึ่งที่ระบุว่า ถ้าหนูอายุ 20 ปี หนูสามารถเดินเรื่องขอสัญชาติไทยได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้หนูอายุ 17 ปี ถ้าระหว่างนี้หนูยังไม่ได้สัญชาติ หนูก็จะรอจนถึงอายุ 20 ปี จึงยื่นเรื่องขอเปลี่ยนสัญชาติได้”

ตามคำชี้แจงของ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ระบุว่า กรณีของ อาซึคิ อิวาตานิ สามารถทำได้ตามมาตรา 10 ในหมวดการขอแปลงสัญชาติ ที่มีหลักเกณฑ์ว่า ต้องบรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปีขึ้นไป), มีความประพฤติที่ดี, มีอาชีพเป็นหลักฐาน, มีภูมิลำเนาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลักแหล่ง ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีความรู้พื้นฐานภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

เท่ากับว่าเธออาจต้องรอคอยสัญชาติไทย นานถึง 6 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่เคยยื่นเรื่อง นับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน โดยเฉพาะนักกีฬาที่วงจรอายุในการเล่นระดับสูงไม่ยืดยาวนัก

แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ อาซึคิ อิวาตานิ ยังคงเชื่อมั่น ไม่เคยย่อท้อ และมุ่งมั่นในทุกๆสนามแข่ง ทุกๆการฝึกซ้อม ก็คือ กำลังใจ ที่ได้รับจากคนรอบข้าง ที่ล้วนเห็นถึงความตั้งใจจริงของเธอ

“พ่อแม่, โค้ช, เพื่อนๆ อาจารย์ หรือคนรอบข้างหนู ก็รู้กันหมดว่า หนูอยากเล่นให้ ทีมชาติไทย พวกเขาก็คอยกำลังใจและบอกให้หนูอดทนรอ อย่าง อาจารย์ที่โรงเรียน เขาถามตลอดว่า หนูได้รับสัญชาติไทยแล้วหรือยัง”

“สิ่งที่หนูอยากจะบอกคนไทยทุกคน ก็คือ หนูก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่เกิด และเติบโต ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ รักในหลวง เหมือนกับคนไทยทุกคน และมีความรู้สึกอยากจะตอบแทนแผ่นดินไทย”

“ถ้าหากหนูได้รับสัญชาติไทย หนูสัญญาว่าจะสร้างชื่อเสียง และนำเหรียญทอง กลับมาฝากคนไทยให้ได้ ในทุกๆรายการที่ลงแข่ง...หนูยังคงมีความหวังเสมอ ว่าสักวันหนึ่งจะได้รับสัญชาติไทย เพื่อที่จะได้ลงเล่น คาราเต้ ในนาม นักกีฬาทีมชาติไทย”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง