Converse

ศรัณยู ยงพานิช - อาจารย์หนุ่มผู้เสียเงินหลักแสนต่อปีเพื่อ “เล่าเรื่องบอลจีน”



“ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมเสียเงินซื้อข้อมูลพวกนี้ ก็หลักแสนต่อปี ผมว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้หรอกครับ ต้องใจรักด้วย” เรื่องราวอาจารย์หนุ่มผู้หลงใหลในเสน่ห์ของฟุตบอลจีน จนถึงขั้นเปิดเพจ “เล่าเรื่องบอลจีน” ที่นำเสนอข้อมูลที่คนไทยอาจไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับลีกอันดับ 1 ของทวีป


 

...หากเอ่ยถึง “ฟุตบอลไชนีส ซูเปอร์ ลีก” ลีกอันดับ 1 ของประเทศจีน แฟนบอลคนไทยทั่วไปก็คงนึกถึง ลีกฟุตบอลอาชีพแห่งหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาได้ เพราะใช้เงินลงทุนมหาศาล

เพราะ 16 ทีมบนศึก ไชนีส ซูเปอร์ลีก ต่างสร้างสีสัน และความหวั่นวิตกต่อโลกฟุตบอล ได้ในเวลาเดียว พวกเขามีกำลังเงินมากพอที่จะไปดูด นักเตะระดับโลก มาค้าแข้งที่นี่ได้ อย่างไม่ยี่หระ และนับวันยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ ตามสไตล์ของชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

แม้ว่าจีน จะพัฒนาลีกจนมีคะแนนแรงกิ้งสูงเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเชีย ตามการจัดอันดับของ เอเอฟซี แล้วก็ตาม แต่คนไทยส่วนมากก็ยังไม่ค่อยทราบข้อมูลเกี่ยวกับ ลีกลูกหนังหลังม่านไม้ไผ่ มากนัก

กระทั่งมีการถือกำเนิดเว็บไซต์หนึ่งที่ได้นำเสนอเรื่องราวของฟุตบอลจีนอย่างเดียว ด้วยภาษาไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงข้อมูล และเข้าใจฟุตบอลจีนมากขึ้น

“อ.เอี่ยม” ศรัณยู ยงพานิช อาจารย์ประจำสาขาการจัดการกีฬา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่ที่ สาขาการจัดการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ดัง csl-thailand.com หรือที่รู้จักบนโชเซียลเน็ตเวิร์กเฟซบุคในชื่อเพจ เล่าเรื่องบอลจีน - Chinese Super League

ตลอดการสนทนากว่า 1 ชั่วโมงเต็ม เราได้เห็นถึงความตั้งใจจริง ที่อยากนำเสนอข้อมูลอีกด้านที่คนไทยจำนวนไม่น้อย ยังไม่เคยทราบมาก่อนเกี่ยวกับ ลีกฟุตบอลแห่งนี้

จากจุดเริ่มต้นที่ไม่เคยรู้ภาษาจีนมาก่อน ไม่เคยผ่านการทำงานด้านสื่อมาก่อน เขาผันตัวเองจากอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย มาทำเว็บไซต์ฟุตบอลจีน เวอร์ชั่นภาษาไทย อย่างเต็มรูปแบบได้อย่างไร

ฟุตบอลจีนมีอะไรที่น่าสนใจ? เขาลงทุนซื้อข้อมูลปีละหลักแสนเพื่ออะไร? และทำไมลีกไทยควรหันมามองจีนบ้าง… “อ.เอี่ยม” ศรัณยู ยงพานิช” จะมาเล่าเรื่องบอลจีนให้เราฟังกัน

 

ด้วยหน้าที่การงาน ของ อ.เอี่ยม ที่อยู่สายในวิชาการ อยากทราบว่าจุดเริ่มต้น ความสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเริ่มติดตามฟุตบอลมาตั้งแต่ปี 1998 โดยมี เดวิด เบคแฮม เป็นนักฟุตบอลที่ดึงดูดให้ผมสนใจกีฬาชนิดนี้ ด้วยความเก่ง ความหล่อ หลังจบบอลโลก 98 ก็เลยติดตามดูต่อเรื่อยๆ ส่วนตัวผมเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ทีมชาติอังกฤษ เหมือนหลายๆคน

 

แสดงว่าสนใจฟุตบอลยุโรปก่อน

เชื่อว่าคนไทยส่วนมากติดตามบอลยุโรปก่อน  แต่ตอนนั้นเราเสพฟุตบอลเอาสนุกอย่างเดียว ดูแค่ ลีลา ท่าทาง

ยกตัวอย่าง เบคแฮม แค่ท่าเปิดบอลก็เท่แล้ว เห็นบรรยากาศกองเชียร์ดู สมัยนี้สื่อเปิดมากขึ้น ประกอบกับสิ่งที่เราเรียน (การจัดการกีฬา) ทำให้เราลงลึกสนใจรายละเอียดของฟุตบอลมากขึ้น ไม่ได้ดูเอามันอย่างเดียวแล้ว

เพราะฟุตบอลมันไม่ใช่แค่เรื่อง 2 ทีมมาเตะบอลกันในเวลา 90 นาที แต่มันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่มากกว่านั้น

 

นั่นทำให้อาจารย์เอี่ยม เริ่มหันมาศึกษารายละเอียดของฟุตบอลอย่างจริงจัง?

ใช่ ด้วยสาขาที่เราเรียนมันก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือเราอยากรู้กระบวนการของฟุตบอล อย่างผมเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กว่าเขาจะดึงซูเปอร์สตาร์มาได้หนึ่งคน สโมสรเอาเงินมาจากไหน มันไม่ง่ายเหมือนตอนซื้อนักฟุตบอลใน CM (เกมผู้จัดการทีม) ที่ผมเคยเล่นนะครับ

พอได้มาศึกษาตรงนี้ก็เลย อ๋อ… และรู้ว่าการซื้อนักฟุตบอลคนหนึ่งเป็นเรื่องยากลำบากเช่นกัน พอเริ่มศึกษาไปเรื่อยๆ ก็เกิดความสนุก เพราะทำให้เราได้เห็นฟุตบอลในอีกมิติหนึ่ง

 

เริ่มต้นจากศึกษาฟุตบอลลีกอะไรครับ

ตอนแรกก็เป็น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของบทที่เรียนด้วย แต่ถ้าศึกษาอย่างลึกซึ้งก็คงเป็น ฟุตบอลลีกจีน

เหตุผลอย่างหนึ่งเพราะฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โครงสร้างมันไม่ตายตัว มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตามยุคสมัย

ยกตัวอย่างข้อมูลที่ผมศึกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน มีการตั้งข้อสังเกตุว่า บริษัทเกี่ยวกับการพนันฟุตบอลถูกกฏหมาย เริ่มเข้ามาเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนทีมในยุโรปมากขึ้น เมื่อเทียบจากสมัยก่อนที่ยังไม่ได้โจ่งแจ้งขนาดนี้

ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาลนี้ มีถึง 9 สโมสรจาก 20 ทีม ที่มี บ.พนันบอล เข้ามาหนุนหลังด้วย ซึ่งมันก็ขัดกับหลักปรัชญากีฬาที่เราเรียนมา มันเลยกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกัน

 

เหตุผลที่ฟุตบอลอังกฤษยอมให้ บ.พนัน มาเป็นสปอนเซอร์ทีมฟุตบอล?

จากข้อมูลที่ผมอ่านมาโดยสรุปก็คือ ฟุตบอลสมัยนี้อยู่ได้ด้วยเงินลงทุน แม้ว่าฟุตบอลอังกฤษ จะมีขนบธรรมเนียมมานาน

แต่ถามว่าวันหนึ่ง ทีมไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีผลงาน ไม่มีซูเปอร์สตาร์ ก็มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะไม่สนใจ และทีมอาจประสบปัญหาล้มละลาย หรือดร็อปลงไป

เพราะฟุตบอลสมัยนี้วัดทุกอย่างกันด้วยผลงาน แล้วผลงานจะดีได้ ก็ย่อมต้องมีเงินเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งมันก็เข้าทาง บริษัทพนัน ที่มีทุนหนา และตอบโจทย์กีฬาโดยตรงอยู่แล้ว ต้องยอมรับกันตรงๆว่า คนดูฟุตบอลจำนวนไม่น้อย ก็เข้าไปเล่นการพนันด้วย จึงเป็นออปชั่นที่มาแรงในยุคนี้

 

อ.เอี่ยม มองเห็นความน่าสนใจอะไรในฟุตบอลลีกจีน ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในเมืองไทย

ผมมาเริ่มสนใจฟุตบอลจีน ช่วงปี 2012-2013 ตอนนั้นผมสงสัยว่าทำไมนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา และ นิโกล่าส์ อเนลกา ถึงย้ายมาเล่นที่ เซียงไฮ้ เซิ่นหัว

ด้วยภาพลักษณ์คนจีนในสายตาคนไทยทั่วไป ก็อาจมองว่า จีน มันไม่มีอะไรหรอก แค่ใช้เงินซื้อนักเตะ คงไม่ได้มาจริงจังอะไรกับฟุตบอล แต่ในมุมผม ผมกลับสนใจว่า เขากำลังวางแผนทำอะไรต่อ? ถึงได้กล้าดึงนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ระดับนั้นมาเล่นที่นี่

เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน จีน ไม่ใช่ชาติมหาอำนาจในกีฬาโลกนะ มีแค่กีฬาไม่กี่ชนิดเท่านั้น

แต่ช่วง 10 ปีหลัง จีน พัฒนาตัวเองขึ้นมาไกลมาก ดูได้จากโอลิมปิก เกมส์ ถ้าในเอเชียก็ติดท็อป 3 ตลอด ส่วนในระดับโลก แทบไม่เคยหลุดท็อป 10 มันน่าสนใจว่าเขาทำอย่างไรจึงพัฒนากีฬาทั่วไป โดยเฉพาะกีฬาประเภทเดี่ยว ที่เขาพัฒนาไปได้ไกลแล้ว

แต่กลับฟุตบอลที่เป็นกีฬามหาชน จีน ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ซึ่งการที่เขาดึงนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์แบบนี้มาอยู่ในลีก มันก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า เขาจะทำอะไรกับฟุตบอลต่อจากนี้ อีกส่วนหนึ่งที่น่าแปลกก็คือ ประธานธิบดี สี จิ้นผิง รวมถึงผู้นำคนก่อนๆ ก็ต่างชอบฟุตบอลกันหมด

ผมก็เลยคิดว่า จีน กำลังพยายามพิสูจน์ว่า ชาติเขาสามารถประสบความสำเร็จกับ ฟุตบอล ได้เหมือนกับกีฬาอื่นที่เคยสร้างมาได้ก่อนหน้านี้

 

ศึกษามานานแค่ไหน ก่อนจะลุกขึ้นมาทำเพจ “เล่าเรื่องบอลจีน”

ช่วงแรกยังไม่กล้าออกตัวนะว่า ผมสนใจฟุตบอลจีนจริงจัง เพราะในปี 2012 ผมยังเรียนอยู่ อีกอย่างก็คือ เนื้อหาอะไรที่แตะเกี่ยวกับ จีน มันขายยากในเมืองไทย  จากประสบการณ์ที่ผมสัมผัส ภาพลักษณ์ของคนจีนในสายตาคนไทย ยังไม่ค่อยดีนัก

ดังนั้น ถ้าผมจะลงมือทำเว็บภาษาไทย ที่จะนำเสนอแต่เรื่องราวของฟุตบอลจีน ก็คงเป็นอะไรที่ขายยากอยู่เหมือนกัน

 

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะมาตกผลึกจนเปิดเพจ เล่าเรื่องบอลจีน

น่าจะประมาณราวๆ กลางปีที่แล้วนี่เองครับ ที่ได้พูดคุยกับภรรยาว่า เราทำธุรกิจกับทางจีนอยู่แล้ว ถ้าหากลองทำหน้าที่เป็น สื่อ ที่นำเสนอข้อมูลที่แปลกใหม่ของฟุตบอลจีน ให้คนไทยได้อ่าน ก็น่าจะลองดู

 

ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

ผมมองว่าคนไทยเสพบอลยุโรปเยอะเกินไป ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น แต่บางทีพอเริ่มเสพข้อมูลอะไรบ่อยขึ้น มากขึ้น เราก็จะเริ่มเกิดความคาดหวังว่า ต้องการเห็นฟุตบอลไทย เป็นเหมือนบ้านเมืองเขา

ในอดีตก็จะเห็นว่าบุคลากรฟุตบอลของไทย ไปดูงานที่ยุโรปบ่อยมาก คำถามก็คือ ฟุตบอลยุโรป มันใช้ได้จริงกับบริบทฟุตบอลบ้านเราเหรอ? ทำไมเราไม่มองอะไรที่ใกล้ๆตัว

ยกตัวอย่าง ผมมีเพื่อนเป็นสตาฟฟ์โค้ชอยู่ในทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาเล่าให้ฟังว่า เด็กฝึกของแมนฯ ซิตี้ เข้ามาซ้อมในอคาเดมีตั้งแต่บ่ายโมงแล้ว ส่วนบ้านเราเด็กบางคน 2 ทุ่ม ยังไม่เลิกเรียนพิเศษเลย

แต่เราก็ยังไปคาดหวังว่า นักฟุตบอลไทยต้องเหมือนนักเตะยุโรปคนนั้นคนนี้ มันไกลตัวเราเกินไปหรือเปล่า?

แล้วชาติพันธุ์ไหนที่ใกล้เคียงกับความเป็นไทยมากสุด ก็คงหนีไม่พ้น จีน เพราะหากสังเกตุให้ดีจะพบว่า ไทย กับ จีน มีพฤติกรรม นิสัย รวมถึงความคาดหวังจากครอบครัว สังคม คล้ายกันมาก

คนจีน กับ คนไทย มักจะสอนลูกหลานว่าให้เรียนสูงๆ แล้วเลือกอาชีพหน้าที่การงานที่มั่นคง เช่น นักกฎหมาย, วิศวกร, แพทย์ ฯ ที่มีฐานเงินเดือนสูง  แต่กลับกันทางยุโรป เขาไม่ได้สอนลูกแบบนี้เลย แม้กระทั่ง ญี่ปุ่น ถ้าจะให้ผมเขียนถึงความแตกต่างด้านพฤติกรรมกับคนไทย ผมเขียนได้เป็นหน้าเลย

ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่า จีน มีความคล้ายคลึงกับ ไทย มาก ถ้าวันหนึ่ง จีน ประสบความสำเร็จด้านฟุตบอล ไทย ก็น่าจะเรียนรู้และเอาข้อดีหลายๆอย่าง จาก จีน มาปรับใช้ได้เช่นกัน เพราะทั้งสองชาติ มีพฤติกรรมพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมากพอสมควร

เพราะ Policy (นโยบาย) มันเป็นแค่ตัวหนังสือ แต่ผลที่จะสำเร็จออกมานั้น ขึ้นอยู่กับ คนที่ทำงานอยู่ภายใต้ Policy มากกว่า ถ้าพฤติกรรมคนมันได้ Policy มันใช่ ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายได้ในสักวันหนึ่ง

 

อยากทราบขั้นตอนในการหาข้อมูลเกี่ยวฟุตบอลจีน มันมีข้อมูลภาษาอังกฤษไหม หรือเป็นภาษาจีนล้วนๆ เคยได้ยินว่าโซเซียลเน็ตเวิร์กที่จีน ก็ค่อนข้างเฉพาะจำกัดอยู่ในประเทศเหมือนกัน

อันนี้สำคัญมาก ไม่ใช่แค่ข่าวกีฬานะ แต่พวกบทความที่เกี่ยวกับกีฬา หรือข้อมูลที่เราอยากได้ในประเทศจีน เขาจะเขียนเป็นภาษาจีนทั้งหมดเลย

ส่วนที่เป็นข้อมูลภาษาอังกฤษ มันค่อนข้างเป็นข้อมูลที่ถูกตีความมาแล้ว ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถหาอ่านได้ง่ายๆอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าผมต้องการข้อมูลจริงๆ ก็ต้องมาฝึกหัดอ่านจากต้นฉบับภาษาจีนนี่แหละ

 

เท่ากับว่า อ.เอี่ยม ต้องมาฝึกเรียนภาษาจีน เพื่อที่จะได้เข้าใจข้อมูลพวกนั้น

นี่ไงครับตัวช่วยผมในการฝึกภาษาจีน (ชี้ไปที่ภรรยา) พอดีสมัยเรียนผมอยู่คณะมนุษย์ฯ ก็ได้รู้จักกับรุ่นน้องที่เรียนเอกภาษาจีน ซึ่งเป็นเด็กกรุงเทพคริสเตียน เคยเตะบอลมาด้วยกัน เลยชักชวนน้องเขามาทำเพจด้วยกัน

ช่วยกันแลกเปลี่ยนข้อมูล ผมอ่านอังกฤษ น้องเขาอ่านจีน แปลมา เพื่อตรวจทานข้อมูลว่าตรงกันหรือเปล่า ก่อนจะถึงด่านสุดท้ายที่เขียนให้คนทั่วไปได้อ่านกัน

หลังจากนั้นก็แต่งงาน มีภรรยา (สุวิมล ยงพานิช) ที่เป็นคนไทยที่รู้จักภาษาจีนดี เพราะเติบโตมาในครอบครัวชาวจีน ทุกอย่างก็เริ่มง่ายขึ้น ก็ให้เขาช่วยสอนและแปลข้อมูลบ้างบางส่วน จริงๆ ผมก็ยังมีน้องๆทีมงานคนอื่นๆ ที่มาช่วยกันด้วยใจอีกหลายคนนะ ทั้งน้องรัน, น้องเมท, เสก และเปา (พูดชื่อเล่น) 

 

แต่ก็ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนกันในการแปล รวบรวมข้อมูล ก่อนผลิตคอนเทนต์สักชิ้น

ใช้ความพยายามมากถึงมากที่สุดเลยครับ ล่าสุดผมเพิ่งซื้อมูลที่ข้อมูล เอกสารเกี่ยวกับบอลจีน ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณหลายหมื่นบาทอยู่ เพื่อมาอ่าน และใช้ในการทำธีสิส (Thesis) ระดับปริญญาเอกด้วย เพราะว่าบอลจีนมันไม่เหมือนลีกอื่นๆที่มี Source (ข้อมูล) ในเมืองไทยที่พอหาอ่านได้

ประกอบกับ โชเซียลเน็ตเวิร์กที่ประเทศจีน ยังค่อนข้างเป็นระบบปิด การเชื่อมต่อเน็ตเข้าไปหาข้อมูลในเว็บบ้านเขา มันอืดมาก บางทีเขาก็อัพโหลดข้อมูลผ่าน Baidu ที่คล้าย Google บ้านเรา บางครั้งเราจึงโหลดแทบไม่ได้เลย

การหาข้อมูลบอลจีนจากต้นทางจริงๆ จึงเป็นเรื่องยากมาก ตอนที่เริ่มค้นหาข้อมูลแรก ก็ใช้วิธีรับส่งผ่านทางจดหมายเอา ช่วงหลังก็ดีหน่อยสามารถส่งผ่านทางแอป Wechat ที่พอใช้ได้อยู่

 

ข้อมูลที่จ่ายเงินซื้อมาหลายหมื่นบาทนี่ได้อะไรมาบ้าง

มีทั้งหนังสือ เอกสารที่เขาประชุมกัน ต้องอธิบายก่อนว่า ที่ประเทศจีน เขาจะมีการจัด World Soccer Conference (การประชุมฟุตบอลของโลก) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และ 3-4 ปีหลังสุด จัดขึ้นที่ จีน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลจากยุโรป และฝั่งจีน มาประชุมกันตรงนั้น

เราก็จะซื้อเอกสารที่อยู่บนโต๊ะประชุมมาด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ ที่ทำให้ได้เห็น แผนการพัฒนา โปรเจกต์ต่างๆในอนาคต เพราะแน่นอนว่าเอกสารพวกนี้ มันผ่านการคัดกรองมาแล้ว ก่อนจะไปนำเสนอในการประชุมระดับโลกได้

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมเสียเงิน ปีๆหนึ่ง เกี่ยวกับการซื้อข้อมูลพวกนี้ ก็หลักแสนอยู่เหมือนกัน นี่ยังไม่รวมช่วงก่อนหน้านี้ที่ก็เสียเงินเป็นหลักหมื่นเหมือนกัน ในการหาวัตถุดิบข้อมูลเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามันมีข้อจำกัดด้านค่าเงิน 1 หยวน = 5 บาทแล้ว

เปรียบเทียบง่ายๆ ปกติเวลาเราจะซื้อบทความในอินเตอร์เน็ตมาทำวิทยานิพนธ์ บทความของฝรั่ง ก็ตกหลักพันแล้วนะ ยิ่งถ้าเป็นบทความจากจีน เขาก็ต้องพูดเรื่องเงินมาก่อนอยู่แล้ว หากอยากได้ข้อมูลจากเขา

การจ่ายเงินมากขนาดนี้เพื่อซื้อข้อมูล ผมว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้หรอก ต้องใจรักจริงๆด้วย

 

พอได้ข้อมูลดิบที่เป็นภาษาจีนแล้ว อ.เอี่ยม มีวิธีเก็บ หรือเรียบเรียงออกมาเป็น บทความ ให้คนไทยได้อ่านอย่างไร

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะให้ ภรรยา และน้องอีกคนหนึ่งช่วยกันแปล ซึ่งข้อมูลที่ผมอ่าน โดยมากจะเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ ไม่ใช่ข่าวทั่วไปที่หาเจอได้ตามเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ

เราก็มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลพวกนี้ ให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายที่สุด สอดแทรกกับการนำเสนอข่าวสารฟุตบอลจีนไปด้วย

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ชอบอ่านอะไรที่มันวิชาการเกินไป แม้แต่ผมเองที่ทำงานด้านนี้ ก็ยังไม่ได้ชอบอ่านข้อมูลเชิงวิชาการสักเท่าไหร่ เพราะว่าอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง พอเราต้องมาเป็นผู้นำเสนอข้อมูลเอง มันก็จะเหนื่อยขึ้นเป็นสองเท่า เราเก็บข้อมูลจากวิชาการที่เป็นภาษาจีน แต่ใช้วิธีการนำเสนอด้วยภาษาทั่วไป

ซึ่งผมเองก็ไม่ได้เรียนด้านการเขียนข่าวมาโดยตรง อาศัยการอ่านเยอะๆจากเว็บไซต์ต่างๆ ดูว่าเขามีวิธีการเขียน เรียบเรียงอย่างไร แล้วนำมาปรับใช้ให้เป็นภาษาเรามากที่สุด เพื่อให้คนทั่วไปได้อ่านและทำความเข้าใจไม่ยากนัก

อย่างเดือนตุลาคมนี้ ผมก็จะบินไปที่ จีน เพื่อติดต่อขอสัมภาษณ์คนในสโมสรต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูล เพราะว่าข้อมูลทางฟุตบอล มันไม่ใช่ 1+1=2 มันเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ เก็บให้ตายยังไงก็ไม่มีวันหมด เราก็ต้องไม่หยุดที่จะศึกษาข้อมูลเช่นกัน

 

วางคอนเซปท์อย่างไรในการนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ คนไทย เริ่มหันมาสนใจฟุตบอลจีนมากขึ้น

ความตั้งใจแรกของผม ก็อยากนำเสนอคอลัมน์ ความรู้ ที่ประเทศจีน เขาลงมือทำ ให้คนไทยได้รับทราบมากกว่า แต่ช่วงแรกๆมันก็คงยังไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ซะทีเดียว เพราะอย่างที่รู้กันว่า ภาพลักษณ์ คนจีน ในสายตาคนไทย ไม่ค่อยดีนัก

สมมุติชาวต่างชาติเดินมาพร้อมกัน ระหว่าง อาตี๋ กับ ฝรั่งหัวทอง ผมว่าคนไทยวิ่งเข้าหาฝรั่งหัวทองมากกว่า

แต่ปัญหาคือถ้าเรายัดแต่บทความ ความรู้ เยอะเกินไป คนก็อาจจะไม่อยากอ่านมากเท่าไหร่ ประกอบกับเรานำเสนอแต่เรื่องของฟุตบอลจีน ซึ่งแตกต่างกับเว็บไซต์ฟุตบอลอื่นๆ ที่สามารถนำเสนอเนื้อหาได้แบบ Worldwide (รอบโลก)

เราเลยต้องนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับลีกจีนบ้าง เพื่อให้คนได้ติดตามความเคลื่อนไหว แล้วค่อยสอดแทรกบทความข้อมูลเชิงลึกลงไปตามโอกาสมากกว่า

 

ติดตามชมฟุตบอลจีนอย่างไรครับ เพราะในประเทศไทยก็ยังไม่มีการซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายอย่างเป็นรูปธรรม

แรกเริ่มเราก็ไม่รู้ว่าจะหาช่องทางดูได้อย่างไร ก็ต้องอาศัยดูผ่านลิงค์เถื่อนตามเว็บพนัน ที่คนดูฟุตบอลก็น่าจะทราบดีว่ามันมีถ่ายแบบผิดลิขสิทธิ์

แต่ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าไปพูคคุยกับเจ้าของลิขสิทธิ์ ไชนีส ซูเปอร์ลีก ครอบคลุม 5 ประเทศในอาเซียน

ผมก็ถามเขาว่า ยู มีแผนการขายลิขสิทธิ์อย่างไรในไทย เขาก็บอกว่ายังไม่มีแผนเหมือนกัน เพราะในมุมมองเขายังคิดว่าคงไม่มีคนดู ทีนี้ผมเลยบอกว่า ผมมีกลุ่มคนดูจำนวนหนึ่ง ลองมาแลกเปลี่ยนกัน ยู เอาลิงค์มา ไอ จะถ่ายทอดสดผ่านเพจ ให้มันถูกกฏหมาย ยูจะได้ไม่ต้องแจ้งจับ ได้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วสมมุติวันหนึ่งคนดูมากขึ้น กระแสเริ่มมา คุณจะมาขายผ่านช่องก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ทำให้ช่วงหลังก็ดูได้ง่ายขึ้นครับ

 

6 ปีที่ติดตามดูบอลจีน เห็นพัฒนาการของ ไชนีส ซูเปอร์ลีก เป็นอย่างไรบ้าง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนไปในทางที่ดีก็คือ เมื่อประมาณปี 2010 ลีกฟุตบอลจีนตกต่ำมาก เพราะว่ามีการล้มบอลเกิดขึ้น แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ลีกจีน พัฒนาขึ้นมาเป็นลีกอันดับ 1 ตามการจัดอันดับของเอเอฟซี แล้ว

แม้วันนี้ตัว นักฟุตบอลจีน อาจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่จากการพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติที่ทำงานในสโมสรฟุตบอลจีน เขาก็พูดว่า นักเตะท้องถิ่น มีพัฒนาการขึ้นจริง เพราะได้ซึบซับและเรียนรู้จากบรรดานักเตะต่างชาติซูเปอร์สตาร์ภายในทีม

ส่วนคุณภาพของลีก แน่นอนว่ามันดีขึ้นกว่าเก่า สังเกตุได้จากนักฟุตบอลระดับโลก หลายคน เริ่มสนใจอยากมาค้าแข้งที่นี่ โอเค ส่วนหนึ่งก็มาเพราะเงิน แต่บางคนต่อให้เงินถึง ถ้าเขารู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่โอเค เขาก็ไม่มา หรือโครงสร้างของลีกไม่เข้มแข็ง เขาก็คงชั่งใจและอาจตัดสินใจไม่ย้ายมา

อย่าง ภูมิภาคตะวันออกกลาง บรรดาสโมสรต่างๆ ก็มีเงินลงทุนเยอะนะ แต่ถ้าสภาพแวดล้อม บรรยากาศของลีกมันไม่เอื้อ นักฟุตบอลบางคน ก็อาจจะไม่ไป จีน เองก็ใช้รูปแบบเหมือนกับหลายๆลีกที่ตั้งใหม่ ที่จะเริ่มจากการดึงเอานักเตะซูเปอร์สตาร์ ที่อยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพ มาปลุกกระแสก่อน

แต่ทุกวันนี้ จีน ซื้อนักฟุตบอลระดับโลก ที่อายุ 20-30 ปี บางคนยังไม่ถึงจุดพีคเลยด้วยซ้ำ เขาก็มาเล่นที่ จีน แล้ว จนกระทั่งมีกฏภาษี 100 เปอร์เซนต์เข้ามา ทำให้การแข่งขันที่ทุ่มเงิน จ้างนักเตะต่างชาติแพงๆ เริ่มลดน้อยลง แต่นี่ขนาดลดลงบ้างแล้วนะครับ ก็ยังเยอะอยู่ (หัวเราะ)

 

ทำไม จีน ต้องดึงแต่นักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์

นอกเหนือจากเรื่องผลงานแล้ว เขาต้องการให้นักเตะระดับโลกพวกนี้ มาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กจีนรุ่นใหม่ หันมาเล่นกีฬามากขึ้น

เพราะมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า เด็กจีน ที่เล่นกีฬา มีไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ด้วยซ้ำ เพราะทัศนคติของพ่อแม่ ส่วนมากยังผลักดัน อยากให้ลูกไปเอาดีด้านการเรียนอย่างเดียว ไม่ต้องเล่นกีฬา เพื่ออนาคตจะได้ทำงานที่มั่นคง

ทีนี้เขาก็เลยต้องแก้ปัญหาให้เด็กหันมาสนใจกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลที่ จีน ต้องการพิสูจน์ตัวเอง เขาก็เลยต้องว่าจ้างนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เข้ามาให้ใกล้ชิดเด็กๆ พอเด็กเห็นนักเตะดังอย่าง ออสการ์ ก็อยากจะเล่นฟุตบอลแบบนี้บ้าง อันนี้เป็นจุดประสงค์หลักนะ ที่สโมสรต่าง ดึงซูเปอร์สตาร์เข้ามา

ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ผลการวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า เด็กจีนทั้งชายและหญิง หันมาเล่นฟุตบอลเพิ่มขึ้น เพราะเขามีการสำรวจข้อมูลเหล่านี้ทุกปี ปัจจุบันมี อคาเดมีที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากสมาคมฯ และ รัฐบาลจีน ทั่วประเทศมากกว่า 20,000 แห่ง

เมื่อเด็กรุ่นใหม่สนใจฟุตบอลมากขึ้น เมื่อลูกอยากเข้ามาสนามฟุตบอล พ่อแม่ก็ต้องมาดูด้วย มันก็ผลพวงที่ตามกันไป

อย่างที่เห็นว่า สโมสรในจีน ตั้งแต่หัวตารางยันท้ายตาราง จะมีเงินลงทุนที่สูงมาก และมีภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุน ที่น่าสนใจคือ ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาได้มีการเปิดช่องทางกฏหมายอะไรให้ เอกชน สามารถมาลงทุนกับฟุตบอลได้มากขนาดนี้

อันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากของฟุตบอลจีน จริงๆ เกือบทุกทีมในไชนีส ซูเปอร์ลีก จะเป็นโมเดลเดียวกับฟุตบอลไทยในอดีต ยกตัวอย่าง บีอีซี เทโรศาสน ในสมัยก่อนที่จะเป็น โปลิศ เทโรฯ สโมสรนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง บีอีซีฯ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อบันเทิง

เช่นเดียวกัน ทุกทีมในไชนีสซูเปอร์ลีก จะเปรียบเสมือนบริษัทลูกที่อยู่ภายใต้ บริษัทใหญ่ ประกอบกับ จีน พยายามบูสต์เศรษฐกิจผ่านกีฬาทุกชนิด แต่ว่าพวกบรรดานักธุรกิจก็รู้แหละว่า สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ ท่านชื่นชอบกีฬาอะไรมากเป็นพิเศษ

แน่นอนว่า ภาคธุรกิจก็ย่อมต้องอาศัยคอนเนกชั่น และการเอาอกเอาใจผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบ้าง ทำให้บริษัทเอกชนจำนวนมาก เลือกที่จะมาลงทุนกับฟุตบอล ตามหัวเรือใหญ่ของเขา ภายใต้ข้อกำหนดว่า 15 เปอร์เซนต์จากเงินทุนแต่ละฤดูกาลของสโมสร จะถูกนำไปพัฒนาระบบเยาวชนด้วย

เมื่อเป็นแบบนี้ นักธุรกิจรายใหญ่ส่วนหนึ่ง จึงลงมาจอยกับฟุตบอลในประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่าง แจ๊ค หม่า เจ้าของอาลีบาบา ก็ไปจอยกับ ซู เจียหยิน ในการทำทีม กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ อะไรประมาณนี้ ดังนั้นเราจึงเห็นว่า ไชนีส ซูเปอร์ ลีก มีเงินหมุนเวียนในระบบเยอะมาก

ส่วนนโยบายต่างประเทศ จะสังเกตุเห็นว่า จีน เริ่มปล่อยเงินลงทุนออกไปยังต่างประเทศ ผ่านกีฬา โดยเฉพาะเส้นทางสายไหม (เส้นทางเศรษฐกิจจากตะวันออกไปตะวันตก) จะเห็นว่า ทีมระดับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็มีเงินจากส่วนกลางจีนไปลงทุนด้วย รวมถึงสโมสรอื่นๆอีกหลายทีม อาทิ วูล์ฟแฮมป์ตัน, เซาแธมป์ตัน, แอสตัน วิลลา, นีซ (ฝรั่งเศส)

นอกจากนี้หลายคนอาจยังไม่ทราบข้อมูลว่า Ledman Liga Pro (ลีกรองโปรตุเกส) สปอนเซอร์ของการแข่งขันมาจาก จีน โดยมีเงื่อนไขว่า ทีมสโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขัน ต้องมีนักเตะจีนอยู่ในทีมด้วยอย่างน้อย 1 คน ซึ่ง จีน ก็ได้ผลประโยชน์ในการขยายธุรกิจ รวมถึงตัวนักฟุตบอลจีน ก็จะได้ไปเล่นแบบมีพื้นที่ในสโมสรรองรับอยู่แล้ว

แต่มันก็มีเคสที่แย่ๆเหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าผมอวยแต่จีน เช่นกรณีของ หลี หยงห่ง ที่ใช้ เอซี มิลาน เป็นฐานฟอกเงิน ล่าสุดก็โดนเล่นงานไปแล้ว

 

พูดถึงข้อเสียของการลงทุนลักษณะนี้ของจีนหน่อยครับ

ข้อเสียก็คือ สิ่งที่ลงทุนกันมหาศาล มันค่อนข้างเสี่ยง เพราะทุกอย่างในประเทศ ขึ้นอยู่กับการเมือง และนโยบายทั้งหมด

ยกตัวอย่างมีนักฟุตบอลคนหนึ่งของ เจียงซูฯ ชื่อ เออร์ฟาน เฮซิม เป็นลูกครึ่งสเปน-จีน เชื้อสายอุยกูร์ ก็โชว์ฟอร์มได้ดีมาตลอด วันหนึ่งเขากลับไปเยี่ยมบ้านช่วงปิดฤดูกาลที่อุยกูร์ พอกลับมาก็ถูกรัฐบาลจับตัวเข้าไปค่าย  

ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีการพัฒนาด้านการลงทุนมากแค่ไหน แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การเมืองในประเทศทั้งหมด

 

เคยได้ยินว่า จีน มีการสร้างระบบเยาวชนที่ดีมากๆ และทำอย่างจริงจัง

เมื่อก่อน จีน ก็ยังใช้ระบบเด็กฝากเข้าสโมสรอยู่ จนกระทั่งนโยบายจากนายกสมาคมฟุตบอลฯ สั่งให้ทุกสโมสรสร้างอคาเดมี ที่ครบวงจรเป็นของตัวเอง ให้ได้มาตรฐานแบบยุโรป โดยใช้เงิน 15 เปอร์เซนต์ที่ตัดออกมาจากงบประมาณทำทีม มาบริหารจัดการตรงนี้

ปัจจุบันทุกทีมในไชนีส ซูเปอร์ ลีก มีอคาเดมีเป็นของตัวเองหมดแล้ว แต่สโมสรหนึ่ง จะมีกี่แห่งก็แล้วแต่ทีมนะครับ แต่อย่างน้อยต้องมี 1 ที่ ยกตัวอย่าง เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ที่ผมเชียร์ มีอคาเดมีสโมสรประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ

เวลามีการจัดแข่งขันฟุตบอลภายในอคาเดมีตัวเอง ก็มีนักฟุตบอลเยาวชนเป็นหมื่นคนแล้ว นี่แค่ทีมเดียวครับ

เรายังไม่ได้พูดถึง กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่เห็นตามสื่อต่างๆ มีเอเวอร์แกรนด์ ซอกเกอร์ สคูล โดยภายในอคาเดมีของสโมสรต่างๆ จะแบ่งตามรุ่นอายุต่างๆ รุ่นอายุที่โตสุด จะไม่ส่งไปอุ่นเครื่องในประเทศเลย ส่วนใหญ่จะส่งไปตระเวนอุ่นเครื่องในยุโรปหมด แต่แค่ไม่ได้ออกสื่อเท่านั้นเอง

ขณะที่ โค้ชผู้ฝึกสอนที่อยู่ตามอคาเดมีต่างๆ จะต้องได้มาตรฐาน มี เอ ไลเซนส์ ตามที่เขากำหนด แต่ถามว่าออกดอกออกผลหรือยัง ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะนะ เพราะมันเพิ่งเริ่มได้แค่ 1-2 ปีเอง สโมสรก็ต้องอดทนให้เป็น เพื่อที่จะได้เติบโตไปพร้อมๆกับมัน

 

เชื่อว่า อ.เอี่ยม ต้องเคยไปสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลที่ประเทศจีน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม

ผมว่าบรรยากาศก็ดีนะครับ ไม่ได้แตกต่างกับประเทศอื่น ยิ่งถ้าเป็นดาร์บี้แมตช์ในเมืองเดียวกัน เอสไอพีจี เจอ เซินหัว ไม่มีใครยอมใครเลย บลัฟกัน ตีกันนอกสนามก็มี หรือปีที่แล้ว กว่างโจวดาร์บี้แมตช์ (เอเวอร์แกรนด์ เจอ อาร์แอนด์เอฟ) เขาขึ้นแบนเนอร์ด่ากันคำไม่สุภาพถึงบุพการีทั้งนั้น

ผมว่าเป็นเรื่องที่คนไทยต้องเปิดใจบ้าง ผมเองก็เคยกลัวนะครับ ก่อนเข้าไปดูทีม เพราะว่าเมื่อพูดถึง จีน คนไทยก็จะรู้สึกไม่ดีไปก่อนแล้วว่า ห้องน้ำจะสกปรกไหม? ถามว่ามันยังมีอยู่ไหม มันก็มี แต่จีนสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว

พอได้ไปสัมผัสของจริง เราสัมผัสได้ถึง Passion (อารมณ์ร่วม) ในการเชียร์ เขาก็เอาเรื่องเหมือนกัน ไม่งั้นในเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก คงไม่เห็นกองเชียร์จีน มากขนาดนั้น ที่ตามมาเชียร์ถึงสนามเหย้าบุรีรัมย์ฯ

 

พอมีนักเตะต่างชาติเก่งๆไปเล่น จีน มากขึ้น สไตล์การเล่นของนักเตะจีนเปลี่ยนแปลงไหม จากอดีตที่ จีน มักมีภาพจำว่า เป็นบอลที่เน้นปะทะ โยนบอลยาว

ถ้าดูจากเกมที่ จีน อุ่นเครื่องกับ ไทย อันนั้นยังไม่ค่อยเปลี่ยนนะ เพราะว่ายังเป็นนักเตะรุ่นเก่าจากโครงสร้างเดิม ที่น่าจะเห็นผลชัดเจน ก็คงต้องไปดูรุ่นอายุ 18-19 ปี ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบอคาเดมีที่เข้มแข็งของสโมสร อย่างล่าสุดที่ จีน เชิญ อังกฤษ, อุรุกวัย, ฮังการี รุ่นอายุเดียวกันมาอุ่นเครื่อง จีน ก็ชนะหมดนะ

อันนั้นแหละที่เริ่มเห็นว่า สไตล์เปลี่ยนไป มาเล่นฟุตบอลแบบอิตาลี จากที่ได้ดูการถ่ายทอดสดแบบกระตุกบ้าง ไม่กระตุกบ้างนะครับ แต่สไตล์แบบภาพจำ โยน วิ่ง ใช้ร่างกายปะทะไม่ค่อยเห็นแล้วในเด็กจีนรุ่นใหม่

 

เรื่องที่คนไทยหลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับมุมมองของคนจีนต่อเมืองไทย

โอ๊ย ถ้าเป็นของที่มาจาก ไทย  คนจีนจะชอบมาก มีครั้งหนึ่งผมเคยใส่เสื้อทีมชาติไทย ราคาก็ประมาณ 800-900 บาทไทย มีคนจีนมาทักขอซื้อเสื้อต่อ ผมแกล้งบอกไปว่างั้นขาย 2,000 บาท เขาตอบตกลงแบบไม่ลังเลเลย

เพราะเขารู้ว่าเสื้อตัวนี้ Made in Thailand เอาเป็นว่า ถ้าใส่เสื้อบอลไทยที่จีน คุณจะดูเท่มากๆ เขาถือว่าของจากไทย เป็นสินค้าเกรดพรีเมียมบ้านเขาเลยนะ

นั่นแหละประโยชน์จากการติดตามฟุตบอล ทำให้เราได้เห็นแง่มุมอื่นๆ ของแต่ละประเทศอีกด้วย

 

มีส่วนไหนของ ฟุตบอลจีน ที่ไทยน่าเอามาปรับใช้ดูบ้าง

อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากนะ ผมคิดมาตลอด ส่วนไหนของ จีน ที่มันปรับใช้กับไทยได้บ้าง บางคนคิดว่าผมติดตามแต่บอลจีน แต่ความจริงแล้ว ผมก็ยังดูฟุตบอลไทย และเชียร์ทีมชาติไทย อยู่เหมือนกับทุกคน เพียงแต่ก็มีฟุตบอลจีนเป็นอีกเรื่องที่ผมสนใจเพิ่มเติม

ถ้าถามว่าเรื่องไหนน่าปรับเหรอ? ผมว่าก็คงเป็นเรื่องโควต้าอาเซียนของไทยลีก ลึกๆผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะ เพราะว่า ลีกจีน จะกี่ยุคกี่สมัย ใน 1 แมตช์ ทีมต้องส่งผู้เล่นจีนลงสนาม 7-8 คนต่อเกม โดยเฉพาะผู้รักษาประตูที่ต้องใช้สัญชาติจีนเท่านั้น

การกำหนดกฏแบบนี้ ผลประโยชน์ตกอยู่ที่นักกีฬาจีน ในขณะที่เขาทำแบบนี้ รายได้, ค่าลิขสิทธิ์, แฟนบอล ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในมุมมองส่วนตัวของผม การเพิ่มโควต้าอาเซียน มันช่วยเพิ่มมูลค่า และฐานแฟนบอลได้จริงเหรอ?

ถ้าพูดตามหลักการตลาด สมมุติค่าลิขสิทธิ์มันเพิ่มขึ้น อันนี้ก็ถือว่าผ่าน แต่ถ้าผลงานทีมชาติดร็อปลง มันคุ้มไหม อันนี้ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดีนะ

อีกอย่างนักฟุตบอลต่างชาติที่เข้ามาเล่นในเมืองไทย เขาตั้งใจมาช่วยพัฒนานักฟุตบอลไทย ในวงการฟุตบอลไทยหรือเปล่า

อย่างนักเตะต่างชาติในจีน เขาจะมีระบุในสัญญาเลยว่า นอกเหนือเวลาซ้อมและวันแข่งขัน ต้องไปช่วยสอนฟุตบอลให้กับเยาวชนจีนด้วย

รวมถึงยังมีจัดอบรมเรื่องการวางตัว การตอบคำถามกับสื่อ โดยมีพวกนักเตะต่างชาติซูเปอร์สตาร์ที่เขาจ้าง มาช่วยสอนด้วย เพราะพวกนี้เขาผ่านระดับโลกมาหมดแล้ว และยังเป็นตัวช่วยสร้างมูลค่าให้ตัวนักกีฬาจีนด้วยในอนาคต

ผมเคยคุยกับ หวู เล่ย (นักฟุตบอลทีมชาติจีน) ตอนที่เขามารับรางวัลที่ประเทศไทย เขาก็บอกว่า มูลค่าของเขาเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด เพราะได้รับการฝึกสอนเรื่องฝีเท้า การวางตัว จากนักเตะต่างชาติในทีม เขาก็พูดตรงๆแบบนี้

นี่แหละเป็นสิ่งที่ ไทย น่าเอาไปปรับใช้ดู ผมไม่ได้พูดว่าต้องไปลงทุนมหาศาลเหมือน จีน แต่บางส่วนที่ดีของเขา ก็น่าศึกษาเช่นกัน

 

ในแง่ Sport Marketing จีนทำอย่างไรให้แฟนบอลและคนในประเทศกลับมาสนใจฟุตบอลลีกตัวเอง ในขณะที่ ลีกอื่นๆ ของเอเชีย บางประเทศเริ่มประสบปัญหาเรื่องแฟนบอลลดลง

สโมสร จีน เขามีแผนการตลาดที่ดี และทำกิจกรรมใกล้ชิดกับแฟนบอลมากขึ้น เรียกว่าเอาใจเต็มที่ เพื่อให้ผู้คนหันมาสนับสนุนสโมสร

ยกตัวอย่าง เสื้อเชียร์ สโมสรจะผลิตเสื้อที่เป็นลิมิเตด ไม่มีจำหน่าย ทำขึ้นมาสำหรับคนที่เข้ามาดูในสนามเท่านั้น โดยมีรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันสักแมตช์ วางไว้บนเก้าอี้ ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นของสะสมของแฟนบอลไปในตัว แล้วของแบบนี้ยิ่งนานยิ่งมีมูลค่า เพราะมันไม่มีขาย

เมื่อเทียบกับค่าเข้าชม นัดละประมาณ 50 หยวน (250 บาท) สำหรับคนจีนถือว่าถูกมาก เพราะเขาซื้อเสื้อแข่งสโมสร ตัวละ 3,000 กว่าบาทได้สบายๆเลย ตรงนี้เป็นข้อได้เปรียบนะ เพราะ จีน นี่แหละเวลาชอบอะไรแล้ว ก็เปย์เต็มที่เหมือนกัน คล้ายกับ โอตะ ที่เปย์ให้กับวง BNK48

แล้วเสื้อฟุตบอลจีนแปลกมาก เกือบทั้งหมด จะ Made in Thailand นะครับ แต่ไม่สามารถหาซื้อในต่างประเทศได้เลย แม้แต่ร้านเสื้อฟุตบอลในสิงคโปร์ ที่ว่ามีเสื้อแข่งจากทั่วโลก ไม่มีของจีนขายนะครับ ครั้นจะหิ้วมาก็เป็นเรื่องยาก

อันนี้แหละที่ จีน ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน เพราะภายในประเทศเขามีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว สมมุติ ไทย ทำขายเองทั้งประเทศก็ได้ 70 กว่าล้านคน แต่เขาไม่ต้องขายทั้งหมดเป็นพันล้านคน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองขายได้แล้ว

อีกเรื่องที่แปลกมาก ช็อปสโมสรจะเปิดจำหน่ายเฉพาะวันที่มีการแข่งขันเท่านั้น วันอื่นๆ เขาไม่เปิดนะ ดังนั้นถ้าคุณอยากซื้อเสื้้อในวันธรรมดา คุณต้องไปบนห้างเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการตลาดเขา แล้วไม่ใช่ว่ามีจำหน่ายครบ 16 ทีมนะ อย่างใน Taobao ก็มีจำหน่ายแค่ 4 ทีมเท่านั้น

ดังนั้นคนจีนจะชอบมาก ยิ่งเป็นอะไรที่มันหายาก ได้มายาก อย่างเสื้อบอล เขาก็จะพยายามตามหาให้ได้ สมมุติไม่ได้เชียร์ทีมนี้ แต่อยากได้เสื้อไปโชว์เพื่อน ก็มาที่สนามวันแข่ง เท่ากับว่า ขาข้างหนึ่งเขาก้าวมาแตะสนามแล้ว ที่เหลือคือฝ่ายการตลาดสโมสร จะมีโปรโมชั่นอะไรดึงดูดให้คนเหล่านั้น ยกขาอีกข้างเข้าสนาม ซึ่งถ้าเข้ามาดูแล้วบรรยากาศมันน่าประทับใจ เขาก็กลับมาดูอีก

พูดถึง จีน ในเรื่องการตลาดก็ไม่ต้องห่วงครับ อาจจะไม่ได้ทำทุกทีม แต่ 80 เปอร์เซนต์ ของลีกทั้งสามระดับในประเทศจีน เขาทำหมด มันเหมือนอยู่ใน DNA ของเขาอยู่แล้ว ในการจะหาวิธีค้าขาย หรือทำแผนการตลาดให้คนสนใจได้

 

ไทยลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ก็เจอปัญหาเดียวกับ จีน เมื่อหลายปีก่อน ที่มีการจับกุมขบวนการล้มบอลได้ ส่งผลให้ฤดูกาลนี้ ความนิยม หรือยอดผู้ชมในสนาม เริ่มลดลง ในมุมมองของ ผู้ที่ติดตามฟุตบอลจีน อ.เอี่ยม คิดว่ามีแนวทางอะไร พอสามารถนำมาปรับใช้ให้กระแสความนิยมบอลไทยกลับมา

เราคงไม่สามารถไปทุ่มเงินดึงนักฟุตบอลระดับโลก ค่าตัวสูงๆ มาเล่นที่ไทยได้เหมือนกับ จีน ได้แน่

แต่แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ สโมสรในจีน เริ่มลงมาจับตลาดอีสปอร์ตส ด้วย เพราะว่าคนจีนเล่นเกมเยอะ เมื่อสโมสรเห็นช่องทางว่า มีคนติดตามอีสปอร์ตสเยอะในบ้านเขา ก็เอาฟุตบอลไปจับกับอีสปอร์ตส ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ ที่ติดตามเกมมาก่อน เริ่มสนใจฟุตบอล

มันน่าสนใจตรงที่ ฟุตบอลจีน ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นทุกปีนะ เพราะฟุตบอล ไม่ใช่กีฬาอันดับ 1 ของประเทศ ยังเป็นรอง ปิงปอง, บาสฯ แต่มันค่อยๆไต่จากฐานราก ขึ้นไปหายอด ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่า มันสุดหรือยัง ถ้าสุดแล้วจะตกลงมาหรือไม่

ขณะที่ ไทยลีก จุดหนึ่งมันเคยบูมอยู่สูงถึงยอด คนแห่กันมาดู แล้วพอผ่านไปสักระยะ ก็จะค่อยถูกคัดกรองลดลงเหลือยอดที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ผมว่ามันเป็นปัญหาทั่วโลก แม้แต่ในยุโรป ที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยเข้าสนาม ดังนั้น สโมสรฟุตบอล ก็ต้องลองมองหาตลาดใหม่ๆดูบ้าง อีสปอร์ตส ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจ อย่างตอนนี้ในไทย ก็มี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ลงมาจับอีสปอร์ตสเต็มตัว เพราะเขามองเห็นมูลค่าและฐานผู้ชมในกีฬาอีสปอร์ตสมีสูงมาก

อีกอย่างหนึ่งด้วยความที่ จีน ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เขาก็บังคับลงไปในหลักสูตรเลยว่า ต้องเรียนกีฬาฟุตบอล ไม่ว่าจะบ้านนอกแดนกรุง บ้านทุ่งแดนไกล เด็กรุ่นใหม่จะได้เรียนฟุตบอลกันหมด เหมือนเราสอนเด็กให้เรียกว่า “พ่อแม่” โตมายังไงก็ต้องเรียกพ่อแม่ เช่นกัน ต่อให้เด็กคนนั้นไม่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพ แต่ฟุตบอลก็เป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคย และมีโอกาสตามเชียร์สูง เพราะมันอยู่กับตัวเขามาตั้งแต่เด็ก

 

ผู้เขียน เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับแฟนบอลไทยบางส่วน เขาบอกว่าสาเหตุที่แฟนบอลเข้าสนามน้อย เพราะสมัยนี้ สโมสรในไทยลีก ทำกิจกรรมมีส่วนร่วมกับแฟนบอลน้อยลง เรื่องนี้มีส่วนไหม แล้วความใกล้ชิดระหว่างสโมสรจีน กับแฟนบอลเป็นไปแบบไหน ถึงได้โตขึ้น

อันนี้มีส่วนมาก สมมุติเตะวันเสาร์-อาทิตย์ เสร็จ ประมาณวันอังคาร-พุธ สโมสรจะส่งนักฟุตบอลตัวดังๆ ของทีม ไปหาเด็กๆถึงในโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ระบุชัดเจนในสัญญานักเตะแล้ว

พอเด็กๆเห็น โอโห้ นักบอลซูเปอร์สตาร์มาหาถึงโรงเรียน มันก็คล้อยตามแล้วละ คือเขาไม่ได้เล่นพีอาร์แค่ในห้างนะ แต่สโมสรพยายามเข้าถึงโรงเรียน เข้าถึงชุมชนอยู่สม่ำเสมอ เพื่อดึงแฟนบอลเข้าสนาม

อย่างทีมเหลียวหนิงฯ ที่ตกลงไปอยู่ใน ไชนีส ลีก วัน แฟนบอลก็ยังตามไปเชียร์อยู่นะ เราก็เริ่มเห็นว่าพอ สโมสรใส่ใจแฟนบอล แฟนบอลก็ให้ใจสโมสรกลับมา มันไม่ใช่แค่เรื่องผลการแข่งขันเป็นหลักละ แต่เริ่มมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับสโมสร

หรือในเคสของ เจียงซู ซูหนิง เขาออกค่าตั๋วให้แฟนบอลที่ไปดูเกมเยือนฟรีเลย ขอแค่มาลงชื่อ มีรถ เครื่องบิน ตั๋วฟรีคอยสนับสนุน

วิธีคิดของเขาไม่ได้แค่คิดว่า ต้องเอาแฟนบอลเข้ามาในสนามเพื่อทำยอดเยอะๆ แต่เขาคิดไปถึงสเต็ปต่อไปว่า หากแฟนบอลเจียงซู ซูหนิง คิดจะเดินห้าง เขาก็ต้องเลือกเดินห้างซูหนิง ที่สนับสนุนทีมที่เขาเชียร์อยู่ อย่างนี้เป็นต้น

 

สุดท้ายครับ ถามจริงๆ ที่ลงทุนซื้อข้อมูลเป็นหลักแสนบาทต่อปี เพื่อมาเขียนเรื่องราวฟุตบอลจีนลงเพจ คาดหวังอะไรจากตรงนี้ นอกจากสนองความต้องการตัวเองที่อยากทำ

ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ในแง่ของฟุตบอล แค่ต้องการเปิดมุมมองของคนไทยมากกว่า ที่มีต่อฟุตบอลจีน ว่ามันยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจ และน่าเอาบางอย่างมาปรับใช้กับบ้านเรา แค่นั้นเอง

 

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง