Converse

ประสิทธิ์ ฮัลเกรน : ลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ที่หลงรักโมโตครอสสุดใจตั้งแต่ 7 ขวบ



เขากำลังจะคว้าแชมป์ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นสมัยที่สองของตัวเอง เหลืออีกเพียงสามสนามเท่านั้น

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ ชีวิตของ “เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน” นั่งซิ่งลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ ต้องผ่านช่วงเวลาที่เลวร้าย และอาการบาดเจ็บรุนแรงถึง 3 จุด!


 

ชายหนุ่มวัย 25 ปี ที่กล้าหันหลังให้กับกีฬายอดนิยมอย่างฟุตบอล เพื่อทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตัวเองรักอย่างรถโมโตครอส ที่เขาใช้เวลาอยู่กับมันกว่า 15 ปี จนกลายเป็นนักซิ่งที่มาแรงที่สุดของประเทศในเวลานี้

ติดตามเรื่องราวของชายหนุ่มที่ได้รับฉายาว่า “ชาริล ชัปปุยส์” แห่งวงการโมโตครอสส์ แต่แน่นอน เราไม่ได้พูดถึงเพียงหน้าตาอันหล่อเหลาของเขาเท่านั้น เพราะ “เบน” มีอีกหลายเรื่องมาเล่าให้เราฟัง

 

ค้นพบหัวใจ

เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1993 ที่เมืองคริสเตียนซันด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศนอร์เวย์

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียนที่ประชากรส่วนใหญ่รักในกีฬาฟุตบอล เช่นเดียวกับที่เมืองคริสเตียนซันด์ พวกเขามีสโมสรประจำเมืองอย่าง “สตาร์ท” ที่ปัจจุบันอยู่ในทิปเปลิเก้น ลีกสูงสุดของประเทศ

นั่นทำให้เด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันกับเบน เล่นฟุตบอลกันตั้งแต่เด็กด้วยเพราะเป็นกีฬามหาชน และเป็นสิ่งที่ชอบกันโดยทั่วไปของคนทั่วโลก

แต่สำหรับ เบน เขาไม่ได้รู้สึกชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเท่าใดนัก

“ผมคิดว่าผมต้องเล่นฟุตบอลเพราะตามเพื่อนมากกว่า” หนุ่มนักซิ่งวัย 25 ปี เริ่มเล่า

“ผมเล่นเป็นผู้รักษาประตู และกองหน้า แต่เอาเข้าจริง ผมไม่ได้รู้สึกมีความสุขไปกับมัน มันเป็นแค่สิ่งที่ผมต้องหาอะไรทำสักอย่างในแต่ละวัน และเล่นเพื่อให้เข้ากับเพื่อนๆได้”

“สังคมที่นอร์เวย์เหมือนแยกกันอยู่ ผมไม่รู้สึกเข้ากับพวกเขาได้เท่าไหร่ ผมไม่ค่อยรู้สึกว่านั่นคือที่ที่ผมควรอยู่ ซึ่งรวมถึงในสนามฟุตบอลด้วย”

ชีวิตช่วงเด็กของเบน ยังอยู่กับการไปโรงเรียน และเล่นฟุตบอล จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขาก็มาถึง

“ผมมีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาขี่รถโมโตครอสรุ่น KTM มาหาผมที่บ้าน มันเป็นรถคันเล็กๆ ผมจำได้ว่าผมขอเขาขี่ และนั่นคือสัมผัสแรกของผมบนรถโมโตครอส”

“จากนั้นผมก็ค้นพบว่าผมชอบการอยู่บนรถสองล้อ กับการขี่มันและให้มันทะยานพาไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว นอกจากโมโตครอสแล้ว ผมยังขี่จักรยานด้วย ซึ่งความรู้สึกมันไม่ต่างกันนัก”

สิ่งที่เบนในวัย 7 ขวบทำเป็นอย่างแรก หลังจากที่เห็นรถโมโตครอสของเพื่อน คือการขอคุณพ่อ คาร์ลล์ ฮัลเกรน ให้ซื้อรถโมโตครอสให้กับเขา

“ผมบอกคุณพ่อทุกวันว่าให้ซื้อรถแบบนั้นให้ผมหน่อย คุณพ่ออยากพิสูจน์ว่าผมชอบมันจริงไหม เลยพาผมไปที่สนามโมโตครอส และเช่ารถให้ผมขี่ ปรากฎว่าผมขี่มันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อเลย”

“คุณพ่อคงลังเล เพราะรถโมโตครอสแต่ละคันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ด้วยเห็นสายตาและความสุขของผมที่อยู่กับรถคันนั้น คุณพ่อจึงตัดสินใจซื้อรถโมโตครอสให้กับผม เป็นคันแรกในชีวิต”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน บนเส้นทางสายวิบาก

 

ทดสอบหัวใจ

เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน ใช้เวลาฝึกฝนตัวเองบนโมโตครอสอยู่ไม่นาน จนกระทั่งในปี 2003 ด้วยวัย 10 ขวบ การแข่งขันครั้งแรกในชีวิตของเขาก็มาถึง มันเป็นการแข่งขันระดับท้องถิ่น ในเมืองคริสเตียนซันด์

“เรื่องเริ่มจากมีผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์ในโมโตครอสมาดูแลผม เขาฝึกผมอย่างหนัก”

“ในวงการโมโตครอสคุณต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก ขี่ และ ขี่ ขี่มันเข้าไป และสุดท้ายคุณจะเก่งขึ้น สุดท้ายคุณพ่อก็เห็นว่าผมพร้อมแล้ว จึงส่งผมลงแข่งขัน”


Photo : Facebook : Ben Hallgren

“ตอนนั้นผมไม่รู้สึกเครียดกับการแข่งขัน รู้สึกว่ามีความสุขกับมันมาก คือขอแค่ได้ขี่มันไปรอบๆแทร็กก็พอ สุดท้ายรายการแรกของผม ผมสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ”

“มันทำให้ผมรู้สึกเริ่มรักการแข่งขันโมโตครอส และตัดสินใจซ้อมหนักขึ้นเพื่อแข่งขันรายการต่อไป”

จากรายการระดับท้องถิ่น เบน ก้าวขึ้นไปแข่งขันในรายการระดับชาติ ในปี 2005 ที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ และในครั้งนั้นเขาคว้าอันดับที่ 3 มาครอง

“มันไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด ปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพถนน หรือคู่แข่งที่พร้อมจะเข้ามาปะทะเราตลอดเวลา”

“หลังจากนั้นผมพยายามฝึกซ้อมหนักขึ้น และลงแข่งขันเพิ่มอีกหลายรายการ แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้”

 

หัวใจอีกดวง

“ผมยังคงแข่งขันระดับชาติอยู่ในประเทศนอร์เวย์ในช่วงเวลานั้น แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่รถของคู่แข่งเข้ามาใกล้ผม และกระเด็นมาโดนขาผมเต็มๆ”

“นั่นทำให้ขาของผมหักอย่างรุนแรง ช่วงนั้นผมรู้สึกเครียดมาก ไม่พอใจกับตัวเองที่ต้องมาเสียเวลารักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งๆที่ผมอยากจะแข่ง อยากจะซ้อมต่อ”

“ความสิ้นหวังมันมี แต่พอมันดีขึ้น ผมรู้สึกอยากจะสู้ต่อไป เวลาผ่านไปจนผมอายุ 16 ปี ขาของผมแข็งแรงขึ้น ผมรู้สึกว่ามันดีขึ้นกว่าเดิม และพร้อมกลับมาสู้ต่อไป”

ในช่วงเวลาเดียวกัน คุณพ่อ คาร์ลล์ ฮัลเกรน และ คุณแม่ นิตยา ฮัลเกรน ต้องการพาเขากลับไปยังประเทศไทย ซึ่งโดยปกติ ครอบครัวของเบน จะกลับไทยทุกปีอยู่แล้วเพื่อพักผ่อน แต่ตัวเขาเองไม่อยากเดินทางมาที่บ้านเกิดมารดา เนื่องจากยังต้องการมุ่งมันลงแข่งขันโมโตครอสต่อไปที่นอร์เวย์

“คุณพ่อถามผมว่า แล้วถ้าลูกได้ไปแข่งโมโตครอสที่ประเทศไทย ลูกยังจะอยากไปประเทศไทยอยู่ไหม ผมตอบว่า แน่นอนครับ ผมอยากไป”

“คุณพ่อคุณแม่ของผม จึงเข้าไปเจรจากับหัวหน้าสมาคมกีฬาโมโตครอสแห่งนอร์เวย์ เขามีภรรยาเป็นคนไทยเหมือนกัน เขาจึงมีลู่ทางส่งผมไปแข่งขันที่ประเทศไทย”

เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน จึงเดินทางไปแข่งขันที่บ้านเกิดของคุณแม่เป็นครั้งแรก ที่จังหวัดกระบี่ ในระดับบีคลาส ซึ่งในช่วงเวลานั้น ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา

“ผมไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อนจัด และฝนตกหนัก และถนนยากต่อการขี่ แต่สุดท้ายผมก็จบอันดับ 2 ในเวลารวม ผมพอใจกับผลงานของตัวเองในรายการนั้น”

ลีลาการควบโมโตครอสของเบน ถูกใจแฟนนักซิ่งชาวไทยที่เข้าไปชมการแข่งขัน ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากทีม คาวาซากิ ศรีสกล ทีมเรซซิ่ง จากจังหวัดสกลนคร ที่มาทาบทามเขาให้ไปเล่นกับทีม

“ตอนแรกผมปฏิเสธเขาไป ผมยังต้องเรียนต่อให้จบที่นอร์เวย์ และฝันของผมในตอนแรกคือการแข่งขันในทวีปยุโรป ผมตอบเขาไปว่า ผมแค่มาเล่นที่ไทยเพื่อหาอะไรทำเท่านั้น”


Photo : Facebook : Ben Hallgren

เบน เดินทางกลับสู่ประเทศนอร์เวย์เพื่อทำตามฝันเดิมของตัวเองที่ตั้งใจไว้ เขาเข้าร่วมทีมโมโตครอสของเดนมาร์ก และทำการแข่งขันอย่างต่อเนื่องที่ประเทศเยอรมนี เขาเกือบคว้าแชมป์ได้สำเร็จ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บทั้งหัวไหล่ และ ข้อมือ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ต้องเสียเวลาพักฟื้นอีกราวปีเศษ

คล้ายกับว่าเส้นทางสายยุโรปของเบนต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะปัญหาอาการบาดเจ็บ ทำให้เขาไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที เขาใช้ช่วงเวลาที่บาดเจ็บ ทบทวนทางเลือกของตัวเอง กระทั่งเข้าสู่ช่วงพักครึ่งฤดูกาล เขาได้รับการติดต่อจากทีม คาวาซากิ ศรีสกล เรซซิ่งทีม จังหวัดสกลนครอีกครั้ง

และครั้งนั้น เขาไม่ปฏิเสธคำชวนของ “คนสกลฯ” ซ้ำสอง และตัดสินใจมาแข่งขันอาชีพที่ประเทศไทยอย่างถาวรในปี 2014

 

หัวใจพองโต

เป็นครั้งแรกที่เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน บินจากสแกนดิเนเวียนมาใช้ชีวิตในประเทศไทย ในจังหวัดหนองคาย บ้านเกิดของคุณแม่นิตยา ซึ่งเขาค้นพบว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีความสุขไม่แพ้กับนอร์เวย์ถิ่นเกิดของเขา

“เอกลักษณ์ของคนไทยสำหรับผมคือความอบอุ่น” นักซิ่งเชื้อสายไวกิ้งเล่าต่อ

“ถ้าจะให้ผมอธิบาย ผมรู้สึกว่าตอนที่ผมอยู่นอร์เวย์ การใช้ชีวิตของแต่ละคน เหมือนกับต่างคนต่างอยู่ แต่มันไม่เหมือนกับที่ประเทศไทย ที่ทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน”

“อากาศที่นี่ดี และคุณสามารถเดินทางไปชมธรรมชาติทางภาคเหนือได้ ซึ่งผมชอบที่จะไปเที่ยวทางภาคเหนือของประเทศไทยมาก”

“ช่วงเวลานั้นมีบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมสองคน คนแรกคือ ไมเคิ่ล บุญ เจ้าของทีม P5 เรซซิ่ง ทีม ที่จังหวัดอุดรธานี และ ชัยยันต์ โรมพันธ์ ดีกรีแชมป์เอเชียโมโตครอส ที่ชักชวนผมไปฝึกซ้อมที่จังหวัดจันทบุรีเป็นเวลานาน”

“หลังจากปี 2014 ที่ผมกลับมาแข่งขันที่ไทยให้กับทีมคาวาซากิ ศรีสกลฯ และได้อันดับที่ 3 ผมย้ายมาแข่งขันให้กับทีมของไมเคิ่ล ในปี 2015 แต่มันเหมือนกับว่าผมเครียดกับการแข่งขันมากไป ผมคิดว่ามันเป็นงาน ไม่ใช่ความชอบความรัก ผลงานจึงออกมาไม่ดีนัก”

“ในเวลาต่อมา ผมจึงย้ายมาขี่ให้กับทีมยามาฮ่า ไทยแลนด์ ของ ชัยยันต์ ซึ่งเป็นปีที่ผมสนุกกับการขี่มากที่สุด การทำงานระหว่างผมกับชัยยันต์ เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม”

เบน ทำเวลารวมได้ดีต่อเนื่องจนเหลือเพียงสนามสุดท้าย เขาจะคว้าแชมป์ประเทศไทยครั้งแรกในชีวิตของตัวเอง ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาจำไม่ลืม

“ผมจำได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของผม ผมบอกกับครอบครัวว่า ถ้าผมไม่ชนะรายการนี้ ผมจะกลับไปขี่ที่นอร์เวย์ และผมจะยอมรับว่าประเทศไทยไม่เหมาะกับผม”


Photo : Facebook : Ben Hallgren

“ตอนนั้นผมพยายามประคองรถให้ดีที่สุด ผมอยู่ในอันดับที่สองของสนามนั้น แต่เป็นผู้นำในเวลารวม นั่นหมายความว่าถ้าผมรักษาเวลาของตัวเองและเข้าเส้นชัยได้ ผมจะเป็นแชมป์”

“ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่ชนะวันนี้ ก็คงไม่มีโอกาสชนะอีกแล้ว ผมเอาเรื่องทุกอย่างออกไปจากหัวทั้งหมด พยายามไม่คิดมาก พยายามขี่ด้วยสัญชาตญาณ ผมแค่พยายามขี่ให้ดีที่สุดเท่านั้น”

“ช่วงโค้งสุดท้าย คู่แข่งอีกคนของผม เขาเหมือนกับยอมแพ้ไปแล้ว ตอนนั้นเหลือแต่ผมเท่านั้นกับเส้นชัย นั่นคือช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของผม เส้นชัยอยู่ข้างหน้าผม แต่ความรู้สึกตอนนั้น มันห่างไกลมาก”

“สุดท้ายผมเข้าเส้นชัยได้ มันโล่งอกมาก เวลานั้นผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับถ้วยแชมป์เลย มันเป็นแค่วัตถุ”

“แต่สิ่งที่อยู่ในหัวของผมตอนนั้น คือภาพที่ผมซ้อมอย่างหนัก ภาพที่ผมเสียสละแรงกายแรงใจเพื่อให้ได้มันมา มันมีค่ามากกับคำว่าชัยชนะ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”


Photo : Facebook : Ben Hallgren

แม้เบน จะคว้าแชมป์สำคัญที่สุดในชีวิตมาครองได้สำเร็จในปี 2016 ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขาในเวลานั้น แต่ให้หลังจากนั้น 2 ปี เบน กำลังจะเจอกับสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าชัยชนะในการแข่งขัน

 

อีกครึ่งหนึ่งของหัวใจ

หลังจากคว้าแชมป์ประเทศไทยเมื่อปี 2016 ได้สำเร็จ เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน แยกทางกับทีมยามาฮ่า ไทยแลนด์ และชัยยันต์ โรมพันธ์ เพื่อร่วมงานกับทีม ยามาฮ่า โมโตเอ็กซ์ เดิร์ทช็อป

ด้วยความกดดันจากการเป็นแชมป์เมื่อปีก่อนหน้านั้น ทำให้ผลงานในปี 2017 ไม่เป็นที่น่าประทับใจเท่าที่ควร เบน คว้าเพียงอันดับที่ 4 ในเวลารวมของการชิงแชมป์ประเทศไทยปีนั้น

“ผมรู้สึกว่าผมเครียดเกินไป และการบริหารจัดการกับชีวิตของผม ยังทำได้ไม่ดีพอ ผมรู้สึกเหนื่อย และทำอะไรก็ดูไม่เข้าทางไปเสียหมด”

กระทั่งช่วงต้นปี 2018 เบนได้รู้จักกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เธอชื่อ ริโกะ คาวาเบะ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของเขาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“ริโกะเปลี่ยนแปลงผมหลายอย่างเหมือนกัน เขาเป็นแรงสนับสนุนที่ดีที่สุดสำหรับผม”

“เขาคอยปลุกผมตอนเช้า ทำกับข้าวให้ผมทาน ซักเสื้อผ้าให้กับผม และคอยเดินทางไปเชียร์ผมในทุกสนามแข่งขัน”

“ริโกะเป็นคนญี่ปุ่นที่มีน้ำใจ และดูเข้าอกเข้าใจ เขาคอยเป็นกำลังใจให้ผม ปลอบโยนผม ไม่ให้ผมเครียดกับการแข่งขันมากจนเกินไป”

เบนยอมรับว่า อาจยังเร็วเกินไปที่จะตอบว่า เขาจะรับ ริโกะ เป็นคู่ชีวิตที่แท้จริง แต่ในเวลานี้ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

“เวลานี้ผมมีกำลังใจที่ดีจากคุณพ่อ คุณแม่ จากทีมของผม , จากโค้ชของผม จากเจ้าหน้าที่ที่ ยามาฮ่า เดิร์ทช็อป ที่ดูแลรถของผม เวลานี้ผมมีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

“ผมมองว่ากำลังใจ และสภาพจิตใจสำคัญที่สุด ต่อผลงานของนักกีฬา”

และนั่นไม่แปลกที่ขณะนี้ เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน เป็นผู้นำใน 6 สนามแรกของการชิงแชมป์ประเทศไทย เขาเหลืออีก 3 สนามเท่านั้น เพื่อที่จะคว้าแชมป์โมโตครอสของประเทศเป็นสมัยที่ 2

 

หัวใจที่เข้มแข็ง

เบนประสิทธิ์ ฮัลเกรน ยังเป็นนักกีฬาที่ยังหนุ่มแน่น เขาอายุเพียง 25 ปี แต่เขาไม่เคยเดินทางผิด นั่นเพราะความเข้มแข็งของจิตใจ ที่ไม่ยอมหลงไปในแสงสีและด้านมืดของโลก

“ผมต้องการเป็นนักกีฬาตัวอย่างให้กับเด็กๆรุ่นหลัง” เบนเปิดใจ

“ผมไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ผมไม่ชอบการสังสรรค์อะไรแบบนั้น เพราะทุกวันนี้ผมก็สังสรรค์อยู่กับสิ่งที่ผมรักอยู่แล้ว นั่นคือครอบครัวของผม และโมโตครอส”

“ซึ่งหน้าที่ของผม ในฐานะนักกีฬาคนหนึ่ง นอกจากการทำผลงานในการแข่งขันให้ดีที่สุดแล้ว คือการทำให้กีฬาโมโตครอสเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้น”

“และถ้าหากผมไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว มันคงยาก ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะพัฒนากีฬานี้ให้ก้าวไกลมากขึ้น”

“อนาคตผมคงมีโอกาสไปแข่งขันในระดับเอเชีย และระดับโลก แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต ที่หากมีผู้สนับสนุนและเงินทุนมากขึ้น มันคงไปได้ไกลกว่านี้”

“ตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้คือทำงานให้หนักที่สุด เพื่อที่จะประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรู้ว่า มีกีฬาชนิดนี้อยู่ และเราต้องการจะบอกทุกคนว่า วงการโมโตครอสของไทยก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครเหมือนกัน”

เวลาสำคัญที่เหลือของเบนคือความมุ่งมั่นและสมาธิ ที่จะเก็บผลงานที่ดีที่สุดในอีกสามสนามสุดท้าย และคว้าแชมป์ให้ได้อีกครั้ง

ชีวิตของเขาในเวลานี้เหมือนมีเข็มทิศรอบกายที่พาเขาไปถูกทาง ทั้งความมุ่งมั่นตั้งใจของตัวเอง , คนรู้ใจ , ครอบครัว และทีมงานเบื้องหลัง

ซึ่งบางครั้งชีวิตก็อาจเหมือนกับการขี่รถโมโตครอสเข้าเส้นชัย ขอแค่คุณมีความตั้งใจ และทำงานหนัก เส้นชัยที่หวังก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง