Converse

ธนีกานต์ แดงดา : เมื่อฟุตบอลไปกับชีวิตนางแบบไม่ได้?



“หนูก็เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป ที่ไม่ได้อยากมาตากแดดร้อนๆ มาฝึกบอลหรอก แต่ว่าตอนนั้นพ่อบังคับ ถ้าสมมุติหนูเริ่มต้นจากการเดินแบบตั้งแต่แรก ตอนนี้หนูคงเอาดีทางนี้ไปแล้ว”


 

“ความฝัน” คงเปรียบได้ดั่ง กงล้อที่คอยขับเคลื่อนให้ชีวิตคนเรา ออกเดินทางไปบนเส้นทางใด เส้นทางหนึ่งที่ตนเองคาดหวัง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนบนโลก ที่จะสามารถเดินทางไปบนถนนแห่งฝันได้สุดปลายทางเสมอไป

เด็กสาวคนหนึ่ง ที่เติบโต ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นทหารอากาศ และพี่ชายที่เล่นฟุตบอล ได้เก่งกาจสุดคนหนึ่งในรุ่นอายุเดียวกัน คือ อีกหนึ่งคนที่อาจจะไม่ได้มีชีวิตที่เป็นไปตามความฝันของตัวเองสักเท่าไหร่

น้อยคนนักที่จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของ “ไหม” ธนีกานต์ แดงดา นักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ที่หลายคนมักตัดสินและมองเธอผ่านเงาของการเป็น “น้องสาวมุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา พี่ชายที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังในฐานะ นักฟุตบอลแถวหน้าของประเทศไทย

กระทั่งวันหนึ่ง กงล้อความฝันของเธอ ที่ไม่เคยถูกใช้งานมาตลอด 23 ปี ก็ได้ถูกขับเคลื่อน และทำให้ผู้คนได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงในอีกด้านหนึ่ง ของ ธนีกานต์ แดงดา

เธอตัดสินใจลงประกวดรายการ ไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2015 ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้คนมากมายในสังคม ที่ไม่เคยมีนักกีฬาฟุตบอลหญิงคนไหนในประเทศ ทำเช่นนี้มาก่อน จุดเริ่มต้นความฝันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรที่ทำให้ เส้นทางคู่ขนานของเธอ ระหว่างฟุตบอลกับนางแบบ ถึงไม่สามารถบรรจบไปด้วยกันได้?

 

รองเท้าส้นสูงของแม่ และความฝันของพ่อ

“จริงๆแล้ว ตอนเด็กๆหนูไม่ได้ชอบฟุตบอลเลย ความฝันแรกของหนูคือการเป็นนางแบบ” นักฟุตบอลสาวทีมชาติไทยวัย 26 ปี เล่าย้อนความทรงจำในวัยเด็กของเธอ

“ตั้งแต่เด็กแล้ว หนูจะชอบเปิดทีวีดูช่อง Fashion Channel ก็จะเห็นคนแต่งตัวสวยๆออกมาเดินแบบ เดินแฟชั่นโชว์ ซึ่งมันมีให้ดูทั้งวันทั้งคืน”

“จำได้ว่าตอน ป.4-5 จะมานั่งเกาะติดจอทีวีเลย เวลามีการถ่ายทอดสด ประกวดนางสาวไทย หนูเคยหยิบรองเท้าส้นสูงของแม่มาลองเดินเล่นในบ้านด้วย”

“มันเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงทั่วๆไป ที่อยากจะเป็นนางแบบ หากวันหนึ่งที่เราโตขึ้นมา มีรูปร่าง มีหน้าตา ที่จะพอเป็นแบบนั้นได้ หนูก็เชื่อว่าเด็กผู้หญิงไทยทุกคน คงอยากเป็นแบบนั้น”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธอได้เข้าใกล้กับสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันมากสุด ก็เพียงแค่เวลา ที่หยิบรองเท้าของแม่มาสวมเล่นเท่านั้น

เพราะในทุกๆวัน เธอจะต้องมาฝึกฟุตบอลกับคุณพ่อ ประสิทธิ์ แดงดา นายจ่าอากาศ (ยศเวลานั้น) ผู้คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนัง และต้องการเห็นลูกๆของตัวเอง มีอนาคตที่ดีด้วยฟุตบอล ทั้งที่เวลานั้นแทบไม่มีใครมองเห็นอนาคตของ ฟุตบอลหญิง ในประเทศไทย

“ตอนที่หนูยังเป็นเด็ก สื่อโซเซียลยังไม่ได้พัฒนามาขนาดนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่า ถ้าอยากจะเป็น นางแบบ ต้องไปเข้าคอร์สเรียนที่ไหน ตรงไหนที่พอเป็นไปได้บ้าง มีแค่ฟุตบอลเท่านั้นที่เรารู้สึกว่าเป็นไปได้ เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่า พ่อหนูจริงจังกับตรงนี้มาก”

“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีแต่คนมองพ่อเราว่าบ้าหรือเปล่า ที่พาลูกผู้หญิงมาฝึกฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาของลูกผู้ชาย”

“ตอนนั้นฟุตบอลหญิง มันก็ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่าง หรือมีการสนับสนุนเหมือนอย่างทุกวันนี้ หนูก็เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป ที่ไม่ได้อยากมาตากแดดฝึกฟุตบอลคนเดียวในสนาม หนูก็อยากจะไปกระโดดยาง เล่นหมากเก็บแบบเพื่อนบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะพ่อบังคับให้เล่นฟุตบอล หนูไม่ได้เล่นกับใครเลย มีแต่ฝึกฟุตบอลกับพ่อ”

ประกอบกับการที่ ธีรศิลป์ แดงดา พี่ชายที่มีอายุมากกว่าเธอ 4 ปี ได้มีโอกาสเรียนฟรีที่ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี รวมถึงมีชื่อเป็น เยาวชนทีมชาติไทย ยิ่งทำให้ ประสิทธิ์ แดงดา มุ่งมั่นที่จะฝึกลูกสาวคนนี้ให้ได้มีโอกาสที่ดีในชีวิต เพราะฟุตบอล เฉกเช่นที่เขาเคยทำได้กับลูกชายคนโต

“มีครั้งหนึ่งพ่อเขวี้ยงบอลมาให้เราใช้เท้าจับ แต่เราก็ยังจับไม่ได้ เหมือนไม่รู้จะทำยังไงดี ก็ร้องไห้ไป จับบอลไป จนกระทั่งจับบอลได้ พ่อเขาถึงจะโอเค ตอนนั้นแม่ (กาญจนา แดงดา) ก็นั่งดูอยู่ข้างสนาม แม่ก็อยากให้เราเลิกเล่นฟุตบอลนะ เพราะว่าสงสารหนู แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ ในเมื่อพ่อตัดสินใจแล้วว่าจะให้หนูเดินเส้นทางนี้”

“มันน่าเบื่อนะที่ต้องมาฝึกฟุตบอลคนเดียวกับ พ่อ หนูแทบไม่ได้เล่นกับใครเลย นอกจากพ่อ หรือไม่ก็ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ พี่มุ้ย กลับมาบ้าน ก็จะไปเตะโกล์หนูกับพี่มุ้ยด้วย”

“แต่ก็เข้าใจแหละ เพราะครอบครัวเราตอนนั้นก็ไม่ได้มีฐานะที่ดีมาก พ่อคงหวังให้หนูมีอนาคตที่ดี และได้ทุนเรียนฟรี โดยมีโควตานักกีฬานักฟุตบอล เข้ามาช่วยแบบพี่มุ้ย ก็เลยต้องซ้อมหนักมาตั้งแต่เด็ก”

“พอนึกย้อนกลับไป หนูก็รู้สึกโชคดีนะที่ได้ฝึกกับพ่อ เพราะเรื่องทักษะพื้นฐาน ถ้ามีคนมาฝึกให้เราแบบตัวต่อตัว ก็ย่อมดีกว่า”

“สมมุติถ้าเราไปฝึกกับอคาเดมี เขาคงไม่สามารถดูเราได้ตลอดหรอก แต่กับพ่อ เขาเป็นคนที่สอนเรามากับมือ เห็นพัฒนาการเรามาตลอด จนถึงทุกวันนี้ พ่อก็ยังสอนและให้คำแนะนำว่า เราควรเล่นอย่างไร เพราะพ่อรู้ทุกอย่างว่า จุดไหนที่เรายังขาด จุดไหนที่เราต้องปรับปรุง”

 

ใต้เงาของพี่ชาย

ผลจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักมาตั้งแต่เด็กทำให้ฝีเท้าของ ธนีกานต์ แดงดา กลายเป็นนักฟุตบอลหญิงที่โดดเด่นในรุ่นอายุเดียวกันมาตั้งแต่วัยเยาว์


Photo : Facebook : ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดใหญ่

จนได้โควต้าเข้ามาเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนบรรหารแจ่มใส่วิทยา 1 ที่สนับสนุนด้านฟุตบอลหญิง และมีโค้ชทีมชาติไทยอย่าง อ.ชนะ ยอดปรางค์ ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนด้วย

การได้มากินนอนใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนประจำ ตั้งแต่อายุ 13 ปี ทำให้เธอเติบโตขึ้น และได้ลงมือทำหลายสิ่งที่ไม่เคยทำในชีวิต เช่น การซักผ้า, การทำอาหารด้วยตัวเอง ที่สำคัญ สถานศึกษาแห่งนี้ ยังทำให้เธอได้รู้จักกับการเล่นฟุตบอลอย่างแท้จริงอีกด้วย

“หนูรู้สึกสนุกกับฟุตบอลมากขึ้น จากเมื่อก่อนเราฝึกกับพ่อแค่คนเดียว ก็ได้ยินแต่เสียงพ่อตะโกนด่า แต่พอเราได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนอีกหลายๆคน รวมกันเป็นทีม จึงเริ่มรู้สึกว่า ฟุตบอลมันเป็นกีฬาที่สนุกนะ ก็ค่อยๆชอบมัน”

แต่ในเวลาเดียวกัน ความฝันในด้านการเป็นนางแบบก็เริ่มค่อยๆหายไป ธนีกานต์ แทบไม่ได้ติดตามดูทีวีช่องโปรด และหันมามุ่งมั่นจริงจังกับฟุตบอลอย่างเต็มตัว เหมือนกับเด็กในโรงเรียนประจำทั่วไป

แน่นอนว่าด้วยทักษะ เบสิค ที่ได้รับการฝึกฝนที่ดีมาจากพ่อ และการได้เรียนรู้ระบบทีม ความเข้าใจเกมเพิ่มเติมจากโค้ชระดับทีมชาติไทย

ท้ายที่สุด ธนีกานต์ แดงดา ในวัยเพียง 19 ปี ก็ถูกดันขึ้นมาเป็น ศูนย์หน้าทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชุดใหญ่ ในห้วงเวลาที่พี่ชายอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา กำลังโด่งดังสุดขีด หลังระเบิดผลงานกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รวมถึงทีมชาติไทยชุดใหญ่เช่นกัน


Photo : Facebook : Taneekarn Dangda

“ไหมน้องมุ้ย” จึงกลายเป็นคำเรียกที่เธอไม่สามารถสลัดออกมาได้ พร้อมกับแรงกดดัน เสียงดูถูกถาโถมเข้ามาใส่เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง รวมถึงคำครหามากมาย จนครั้งหนึ่งเธอเคยมีความคิด อยากจะยุติการเล่นฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ

“ช่วงแรกที่มีกระแสเกี่ยวกับหนู หนูก็แทบอยากจะเลิกเล่นเลยนะ เพราะหนูรู้สึกไม่โอเคเลย ทำไมต้องเป็นแบบนี้ มันเหมือนเป็นนามสกุลติดตัวเราตลอดว่า “ไหมน้องมุ้ย” หนูยังเคยปรับทุกข์กับพ่อเลยว่า หนูไม่อยากเป็นน้องพี่มุ้ยเลย เพราะพี่มุ้ยเขาทำมาตรฐานไว้สูงมาก”

“ลำพังแค่ลงไปเล่นในนามทีมชาติ มันก็กดดันอยู่แล้ว ยิ่งพอมีตรงนี้พ่วงมาด้วย ก็ทำให้มีหลายๆคำถามเข้ามาในช่วงนั้นว่า เพราะเป็นน้องสาวมุ้ยหรือเปล่า จึงมีโอกาสได้มาติดทีมชาติ?”


Photo : Facebook : ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดใหญ่

“มันก็ทรมานเหมือนกันนะกว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ที่บางคน ยังคิดว่าเราคงเล่นไม่ได้ แต่ติดทีมชาติเพราะเป็นน้องสาวพี่มุ้ย”

“บางครั้ง หนูก็แอบคิดเหมือนกันนะ เราอาจจะไม่เก่งจริงๆอย่างที่เขาว่าก็ได้ แต่พ่อก็จะคอยให้กำลังใจ และบอกว่า มันไม่เกี่ยวกันหรอก เราต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นสิ ว่ามันไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดกัน”

“แต่มันก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ทุกวันนี้หนูคิดว่าตัวเองก็น่าจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่มายืนอยู่จุดนี้ได้ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นน้องสาวพี่มุ้ย”

ธนีกานต์ แดงดา ใช้ฝีเท้าลบเสียงวิจารณ์เหล่านั้น และสร้างตัวตนของเธอให้เป็นที่รู้จัก ไม่ใช่แค่เพียงในฐานะ น้องสาวมุ้ย เพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะผลงานมาสเตอร์พีซ เมื่อเธอและเพื่อนร่วมทีมทัพชบาแก้ว ทำให้ฝันคนไทยเป็นจริง หลังจากทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย คว้าตั๋วเข้าไปลุยฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาชนะ เจ้าภาพ เวียดนาม คว้าอันดับ 5 ศึก เอเอฟซี วีเมนส์ เอเชี่ยน คัพ 2014”


Photo : Facebook : ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดใหญ่

แม้จะสร้างฝันให้กับคนไทยทั้งประเทศได้สำเร็จ แต่ ธนีกานต์ แดงดา ก็ยังคงมีสิ่งที่ติดค้างในใจ โดยเฉพาะการเดินตามความฝันตัวเอง ลงประกวดรายการ “ไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์” ที่เธอติดตามดูมาอยู่ตลอด

“ตอนปี 2011 ที่ไปแข่งขัน ชิงแชมป์อาเซียนฟุตบอลหญิง ที่ประเทศลาว ทีวีของลาว สามารถดูช่องของไทยได้ ตอนนั้นมีการถ่ายทอดสด “ไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์” พอดี ไหมก็จะเป็นคนที่ตะโกนเรียกพี่ๆ ในทีมให้มาดูกัน ระหว่างที่ดูนั้น พวกรุ่นพี่คอยยุว่า “ไหม หุ่นเอ็งมันได้นะเนี้ย น่าลองไปประกวดนะ” ไหมก็บอกว่า “ได้ พี่คอยดูหนู หนูจะออกทีวีแบบนี้”

“แต่ก็ยังไม่ได้ไปสักที จนพวกรุ่นพี่ ในทีมเขาพูดอยู่ตลอดว่า เมื่อไหร่ไหมจะไป เพราะพี่ๆในทีมที่รู้จัก เขาก็จะรู้อยู่แล้วว่า ไหมชอบการเดินแบบมาก”

 

ก้าวที่กล้า

“ปีที่ตัดสินใจลงประกวด เพราะนั่นเป็นปีสุดท้ายแล้วที่หนูสามารถลงประกวดรายการนี้ได้ (ไทย ซูเปอร์ โมเดล คอนเทสต์) คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องทำตามความฝันที่เก็บมันมาตลอด 23 ปี”

“ถ้าวันนั้นหนูไม่ได้กล้าที่จะสมัคร หนูก็คงไม่สามารถลงประกวดได้แล้ว เพราะอายุเกิน”

ไหม - ธนีกานต์ เดินทางที่กองประกวด ไทย ซูเปอร์โมเดล 2015 ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวใคร เธอได้หมายเลขประจำตัว 225

เวลาต่อมาไม่นานนัก สื่อกีฬาและบันเทิง ก็ต่างให้ความสนใจ และนำเสนอข่าวของเธอเป็นอย่างมาก  เพราะคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นักฟุตบอลทีมชาติ จะมาสมัครการประกวดนางแบบรายการที่ดังสุดของเมืองไทยในเวลานั้น

“วันที่หนูไปสมัคร คนรอบข้างไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยนะคะ ตอนนั้นเป็นช่วงว่างหลังจบการแข่งขัน หนูก็ไปสมัครด้วยตัวเอง จนผ่านเข้ารอบ 100 คน ก็เริ่มมีคนพูดถึง เพื่อนๆที่รู้จักก็มาทัก มาแซวกัน รวมถึง คุณแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซำ ผจก.ทีม) ก็สนับสนุนเต็มที่ บอกว่า ไหมถ้าอยากทำอะไรบอกพี่ได้นะ”

“เราก็รู้สึกเขินๆตัวเองเหมือนกัน (ยิ้ม) พอพี่ๆสื่อกีฬาเขารู้ เขาก็มาทำข่าวเราเยอะกว่าผู้เข้าสมัครคนอื่นๆ เพราะเราเป็นนักกีฬาทีมชาติด้วย ตอนนั้นก็กดดันเหมือนกันนะ ที่ได้รับความสนใจกว่าเพื่อนๆ คนอื่นที่เข้ารอบ ยังกลัวเลยว่า ถ้าตัวเองได้ตำแหน่งมานะ คงโดนด่าแน่ๆ (หัวเราะ)”

“ส่วนพ่อเขาก็คงงงๆ ที่เห็นเราไปประกวด เขารู้แหละว่า หนูอยากเป็น นางแบบ พ่อเขาเคยบอกนะว่า ภูมิใจที่หนูกล้าทำตรงนี้ เพราะในเมืองไทย คงไม่มีใครคิดหรอกว่า นักฟุตบอลหญิง จะกล้าฉีกกฎทุกอย่างไปเป็น นางแบบ ได้ หนูว่าในเมืองไทยก็น่าจะมีแค่หนูคนเดียว”

ไม่ใช่แค่กล้าที่จะลงมือทำ แต่เธอยังทำได้ดีด้วย จากรอบคัดเลือกรอบแรก เธอผ่านทะลุถึงรอบ 20 คนสุดท้ายที่จะต้องเก็บตัวทำกิจกรรมของกองประกวด ไทย ซูเปอร์โมเดลฯ  ควบคู่กับการเก็บตัวฝึกซ้อมฟุตบอลให้กับทีมชาติไทย

“ช่วงนั้นทีมชาติ มีเก็บตัวด้วย หลังซ้อมบอลเสร็จ หนูก็ใส่รองเท้าส้นสูง มาฝึกเดินไปหาเพื่อน ไปเข้าห้องน้ำ ไปทำโน่นนี้พื่อให้ตัวเองคุ้นชินกับมันมากขึ้น

“ส่วนช่วงเก็บตัวกับกองประกวดฯ ก็สนุกดีนะคะ ได้รู้จักเพื่อนอีกกลุ่มที่ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้ายด้วยกัน ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงจริงๆ อย่างตอนเล่นฟุตบอล เราก็เจอผู้หญิงที่ดูเป็นนักกีฬาเหมือนกัน การได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ก็ทำให้เราได้รู้หลายอย่างที่ไม่เคยรู้ เช่น การแต่งตัว, การเลือกใช้เครื่องสำอางค์”

“ในแต่ละวัน เขาจะมีคลาส ให้เราทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเก็บสะสมคะแนน อย่างอื่นก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ที่ไม่ได้เลยคือ คลาสแอคติ้ง ที่แบบถ้าเขาสั่งให้ร้องไห้ ก็ต้องร้องให้ได้ เราก็แบบ เฮ้ย อยู่ดีๆจะมาร้องได้ยังไง (หัวเราะ) หรือเปลี่ยนมายิ้ม เราก็ต้องยิ้ม ทั้งชีวิตเราไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เขาก็มองหาแหละว่า ใครพอจะมีแวว สามารถต่อยอดเอาไปเป็นดาราได้จากรายการนี้”

แม้สุดท้าย ธนีกานต์ จะไม่ได้รางวัลอะไรติดมือกลับไปจากการประกวด ไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2015 แต่ความกล้าที่ออกมาทำตามความฝันในครั้งนั้น ก็ทำให้ผู้คนเริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตัว จากน้องสาวมุ้ย มาเป็น นักฟุตบอลหญิงที่มีความสามารถ และความสวยงาม ในแบบตัวเองอีกด้วย

“จริงๆ ก็ไม่ได้อยากให้ทุกคนมาสนใจขนาดนั้นว่าเราชอบการเดินแบบ แต่แค่อยากสื่อสารออกไปให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าคุณมีความฝันแล้วไม่ลงมือทำ มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจตลอด ฉะนั้นถ้ายังมีเวลา ยังมีโอกาส ก็ควรลุกขึ้นมาทำมันก่อนจะสายไป”

“ยังจำคำพูดที่พี่มุ้ยบอกได้เลยว่า “พี่ไม่รู้หรอกว่า ไหมจะชนะ ได้ที่เท่าไหร่ หรือไม่ได้อะไรเลย แต่อย่างน้อย ไหม ก็กล้าที่จะออกมาทำสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอดทั้งชีวิตแล้ว”

 

ความฝัน กับ ความเป็นจริง

“หลังเสร็จจากการประกวด ตอนนั้นมีความคิดที่จะอยากเป็นแบบ อเล็กซ์ มอร์แกน นักฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา ที่เขาสามารถเล่นฟุตบอลได้ดี และรับงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ได้อีกด้วย เราเห็นว่าในเมืองไทยยังไม่มีใครนักฟุตบอลหญิงคนไหนทำได้ เราก็อยากทำให้ได้เช่นนั้น”

“ช่วงแรกๆมีงานติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ เรายังรู้สึกว่าสนุก อยากทำ  แต่พอทำผ่านไปสักระยะหนึ่งก็รู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป จนกลับมาคิด หรือเราอาจจะแค่อยากลองประกวดดู อยากลองทำ ซึ่งเมื่อเทียบกับฟุตบอลแล้ว เราอยู่กับมันมาตลอดชีวิต เราคิดว่าตัวเองไปบนเส้นทางนี้น่าจะดีกว่า” ธนีกานต์ เผยจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ ความฝันในการเล่นฟุตบอลควบคู่การเดินแบบ จึงเป็นสิ่งที่เธอยังไม่สามารถทำสองอย่างร่วมกันได้

เธอให้เหตุผลว่า โครงสร้างของฟุตบอลหญิงในบ้านเรา ยังไม่มีลีกอาชีพที่แข็งแกร่งมากพอ นักฟุตบอลทีมชาติ จึงจำเป็นต้องมีการเก็บตัวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็จะมีช่วงเวลาฝึกซ้อม วันละ 2 มื้อ ในช่วงเช้าและเย็น เธอมีเวลาว่างระหว่างการฝึกซ้อมนี่เอง ที่เธอจะต้องรีบเดินทางไปเพื่อทำงานเดินแบบ ถ่ายแบบ ก่อนกลับมาฝึกซ้อมต่อในช่วงเย็น

“ซ้อมฟุตบอลมันก็เหนื่อยนะ เป็นกีฬาที่ต้องใช้ร่างกาย และอยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อน ส่วนการเดินแบบก็ใช้ขาเหมือนกัน ต้องใส่รองเท้าส้นสูงปลายแหลมเดิน ซึ่งมันปวดเท้ามากพอกลับมาใส่สตั๊ด ที่สำคัญฟุตบอลเป็นกีฬาต้องใช้แรง และการพักผ่อนที่เพียงพอ”

“โอเคช่วงหนึ่ง หนูเคยทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ แต่เรารู้สึกได้ว่า พอกลับมาซ้อมฟุตบอลแล้ว เราทำไม่ดีเลย เช่นเดียวกับเดินแบบ ถ้าเรายังทำแบบนี้อยู่ ก็คงทำให้ทั้งสองอย่างถดถอยลง สุดท้ายก็คงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”

“บ้านเรายังไม่สามารถทำสองอย่างพร้อมกันได้ แต่อย่างในต่างประเทศ อเล็กซ์ มอร์แกน เขาทำได้ เขามีลีกอาชีพ เขาซ้อมมื้อเดียว ส่วนเมืองไทย ลีกอาชีพก็ยังไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น เลยเน้นการเก็บตัวร่วมกัน ทำให้เราไม่สามารถไปไหนได้อยู่แล้ว”

“หนูเองก็อยากจะเป็นแบบเขา เพื่อที่คนอื่นๆจะได้รู้สึกเหมือนกับที่หนูรู้สึกเวลามองเห็นว่า นักฟุตบอลแม้จะเล่นกีฬาที่ดูใช้แรงเยอะ แต่ก็สามารถอ่อนหวานและสวยได้ในมุมของนางแบบเช่นกัน”

“ซึ่งถ้าสมมุติหนูเริ่มต้นจากเส้นทางการเดินแบบ ตั้งแต่แรก หนูก็อาจจะเอาดีด้วยการเป็น นางแบบอาชีพ ไปแล้ว”

แม้เธอจะไม่ได้เดินอยู่บนแคตวอร์กนางแบบ พร้อมๆกับการเตะฟุตบอลอย่างตั้งใจ แต่เราก็ยังเธอคงเห็นอยู่บนหน้าสื่อ โฆษณา ของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ภายใต้บุคลิกที่ดูเท่ และสวยขึ้น ซึ่งเธอก็ยอมรับอย่างไม่ปิดบังว่า ได้ไปศัลยกรรมจมูกกับฉีดหน้ามา ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลให้จิตใจของความเป็นนักสู้ ยามลงเล่นอยู่ในสนามลดลงไปเลย

“ที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมจมูก ไม่ได้มีอะไรเลย แค่อยากสวยเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเดินแบบ เพราะว่าช่วงที่ทำจมูกตอนนั้นก็ไม่ได้รับงานเดินแบบมาสักระยะแล้ว”

“ส่วนตอนที่ไปประกวด (ไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์) อันนั้นเป็นหน้าจริงเลย ไม่ได้ทำศัลยกรรมอะไร เพราะต้องการ อยากจะไปประกวด ด้วยใบหน้า รูปร่าง ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรามากกว่า ถ้าสมมุติเราไปทำแบบนั้นตอนประกวด มันก็คงไม่แตกต่างกับคนอื่น ที่ทุกวันนี้ บ้านเรา โครงหน้าจะแทบเหมือนกันหมดแล้ว เราอยากเป็นนางแบบที่มีรูปลักษณ์แบบนี้

“หมอก็แนะนำแหละว่า ถ้าทำจมูกแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีหากเราจะลงไปเล่นกีฬาฟุตบอล ที่มีความเสี่ยงในการปะทะ และอาจต้องมาทำใหม่ ซึ่งเจ็บตัวกว่าเดิม หนูก็ไม่แนะนำนักกีฬาคนอื่นให้ทำตามนะ จำได้ว่าช่วงหลังทำจมูกเสร็จ กลับมาซ้อมบอล ช่วงแรกก็จะมีระวังเป็นพิเศษเหมือนกัน แต่พอลงไปในสนามแข่งขันจริง เราระวังตัวไม่ได้หรอก สมาธิเราอยู่กับเกม จนไม่ได้คิดเรื่องจมูกเลย”

“ข้อดีอย่างหนึ่งของฟุตบอลหญิง คือเกมมันไม่ได้หนักเท่าฟุตบอลชาย ที่ผ่านมา ก็เคยโดนบอลอัดเหมือนกัน ในตอนซ้อม แต่คิดว่าตอนนี้ผ่านมา 2 ปี จมูกมันเริ่มอยู่ตัวเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ต่อให้เป็นจมูกจริงๆ ถ้าโดนเตะอัดหนัก ก็คงหักเหมือนกัน”

“ที่ศัลยกรรมจริงๆ ก็จะมีแค่ฉีดหน้า กับ ทำจมูก เท่านั้นแหละ อย่างอื่นก็ยังไม่ได้ศัลยกรรม แต่ก็ไม่ได้อยากทำเพิ่มแล้วนะ เพราะว่าตอนนี้ก็สวยแล้ว (หัวเราะ)”

ในวัย 26 ปี “ไหม” ธนีกานต์ แดงดา เลือกที่จะวางความฝันการเป็นนางแบบ และใช้ความเป็นจริงเป็นกงล้อที่ขับเคลื่อนตัวเองไปบนถนนของฟุตบอลต่อไป โดยเฉพาะในปี 2019 ที่เธอน่าจะมีโอกาส ติดธงไตรรงค์ ไปแข่งขันฟุตบอลโลก เป็นหนที่ 2 ในชีวิต

ก่อนจากกันเพื่อให้เธอได้ไปเตรียมตัวฝึกซ้อมประจำวันในช่วงเย็น ที่แคมป์เก็บตัว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เราถามย้ำเธออีกครั้งว่า ยังเสียดายอยู่ไหมที่ความเป็นจริงในวันนี้ ทำให้เธอไม่สามารถทำตามความฝันในวัยเด็กได้สุดทาง และนี่คือคำตอบที่เธอบอกกับเรา

“หนูไม่มีความรู้สึกเสียดายเลย เพราะอย่างน้อยหนูก็ได้ทำ ถ้าหนูไม่ได้ลองทำ หนูคงเสียดาย และคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา ถ้ารอให้ตัวเองเลิกเล่นฟุตบอล แล้วค่อยกลับไปทำ วันนั้นหนูอาจจะแก่ไปแล้วก็ได้… หนูไม่มีอะไรติดค้างในใจแล้วทั้งนั้น สำหรับฝันในการเป็นนางแบบ”

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง