Converse

จากปาก ยูเซน มิ้ว “เรื่องคืนนั้นที่ทำให้ผมไม่ได้ไปเอเชียนเกมส์ 2018 นะเหรอ?”



เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ทัพกรีฑาทีมชาติไทย จะไม่มีลมกรดหมายเลข 1 อย่าง จิรพงศ์ มีนาพระ ที่ถูกลงโทษแบนจากสมาคมฯ... Main Stand จะมาเปิดใจไถ่ถามความจริงที่เกิดขึ้นจากปากเจ้าตัวที่พร้อมเล่าทุกเรื่องที่หลายคนยังสงสัย


 

นักกีฬา… บางครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับ “ทหาร” ที่ต้องอยู่ในระเบียบ วินัย และกฏกติกาที่ถูกตั้งไว้จากผู้บังคับบัญชา

เพราะระเบียบวินัย ถือเป็นสิ่งสำคัญของนักกีฬา ไม่ว่าจะมีพรสรรค์สูงส่งมากเพียงใด แต่หากปราศจากวินัย ย่อมยากที่จะได้การสนับสนุน ให้ไปถึงจุดหมาย

จิรพงศ์ มีนาพระ นักวิ่งระยะสั้น เจ้าของฉายา“ยูเซนมิ้ว” ตกเป็นข่าวดังในช่วงเดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา หลังถูกจับได้ว่าแอบหนีเที่ยวกลางคืน ระหว่างอยู่ในแคมป์เก็บตัวทีมชาติ ส่งผลให้เขาถูกลงโทษแบนพร้อมเพื่อนร่วมทีม วิ่งผลัด 4x100 เมตรทีมชาติไทย จากสมาคมกรีฑาฯ เป็นเวลา 1 ปี

เท่ากับว่า ลมกรด ที่เก่งสุดในเมืองไทยยุคนี้ จะหมดสิทธิ์ไปลุ้นช่วย ทัพนักกีฬาไทย ลงล่าเหรียญทอง ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ทั้ง ประเภทเดี่ยว และประเภททีม เป็นที่แน่นอนแล้ว


Photo: Facebook : Jirapong Meenapra

10 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น กระทั่งช่วงก่อนการแข่งขันมหกรรมกีฬา เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ Main Stand มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ จิรพงศ์ มีนาพระ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเขา แบบเปิดอกครบทุกประเด็น

 

แบนครั้งแรก

“ผมโดนแบนเป็นครั้งที่2 ครั้งแล้ว” มิ้ว กล่าวเริ่มพร้อมเสียงหัวเราะถึงวีรกรรมของตัวเอง

“ครั้งแรก คือ ช่วงก่อนแข่งขันกีฬาเอเชียน บีช เกมส์ ที่เวียดนาม (ช่วงเดือนกันยายน 2016) เท้าความว่า ก่อนหน้านั้นมีการเวลาจับเวลาคัดตัว ผมเข้าที่ 1 เกือบตลอด”

“ตอนนั้นเราไปเก็บตัวกันที่เยอรมัน พอกลับไทย ก็มีจับเวลาอีก แต่ว่าวันนั้นก่อนวิ่งผมไปนวด ทำกายภาพกล้ามเนื้อ ผมก็บอกทีมสต๊าฟฟ์โค้ชไว้แล้ว สำหรับนักวิ่ง ถ้าวันไหนที่ไปนวดกล้ามเนื้อ จะวิ่งได้ไม่สมบูรณ์”

ดูเหมือนจะไม่มีเค้าลางใดๆ ที่จะบ่งบอกว่า จิรพงศ์ กำลังจะถูกแบนเป็นครั้งแรก และเป็นต้นตอที่ทำให้ เจ้าตัว มีภาพลักษณ์เป็น นักกีฬาแบดบอย เลย โดย “มิ้ว” เผยต่อว่า หลังจากได้นวดกล้ามเนื้อ ทีมนักวิ่ง ได้ มีการวิ่งเพื่อจับเวลาคัดตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

“ปรากฎว่าวันนั้นผมทำเวลาได้เป็นลำดับสุดท้าย แต่ผมก็คิดว่ายังไงผมก็ต้องติดทีมไปแข่งที่เวียดนาม เพราะก่อนหน้านี้ ผมวิ่งทำเวลาได้ดีมาตลอด”  

“พอก่อนจะไปแข่งประมาณ 2 - 3 วัน เขาก็มาประกาศว่า ใครจะได้ลงวิ่งผลัดบ้าง 4 คนแรก ซึ่งผมได้ลงเดี่ยว 60 เมตรรายการเดียว แต่ผมคิดว่า อ้าว! ในเมื่อผมวิ่งชนะ ได้ที่ 1 ตลอด แต่ผมไม่ได้ลง 4 x 100?”

“ทางสต๊าฟฟ์โค้ชชี้แจงว่า ผมทำเวลาเข้าเป็นอันดับสุดท้าย ผมก็ชี้แจงกลับไปเหมือนกันว่า นั่นเป็นการแพ้ในการจับเวลาครั้งสุดท้าย ซึ่งผมได้แจ้งก่อนแล้วว่าอาจวิ่งได้ไม่เต็มที่ในวันนั้น เพราะไปนวดกล้ามเนื้อมา ตรงนี้ผมไม่เข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้ผมวิ่งเข้าที่ 1 มาตลอด มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยหรือ?”

“ผมคิดว่าตัวเองได้บอกโค้ชไปก่อนแล้วว่า คงวิ่งเต็มที่ไม่ได้ในครั้งนั้น เพราะเพิ่งนวดกล้ามเนื้อมา แต่ผมเองก็มีส่วนผิดที่ใจร้อนด้วย ตอนนั้น ผมลุกขึ้นเลย แล้วบอกขออนุญาตขอถอนตัว ออกจากการแข่งขัน เอเชียน บีช เกมส์”

ผลพ่วงจากการขอถอนตัวออกจากการแข่งขัน เอเชียน บีช เกมส์ 2016 บวกกับพฤติกรรมนอกสนามในยามราตรี ในเวลาต่อมา ทำให้ สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยประกาศ สั่งลงโทษแบน ยูเซนต์มิ้ว เป็นครั้งแรก และเจ้าตัวต้องกลับไปที่บ้านเกิด เพื่อฝึกซ้อมกรีฑาต่อด้วยตัวเอง พร้อมกับยื่นเรื่องอุทธรณ์โทษ

“ผมตกใจ รู้สึกมืด 8 ด้าน เราอุทิศร่างกายให้กับกีฬาไปแล้ว แต่ผมก็เคยเห็นรุ่นพี่ ที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้”

“ผมโทรไปถามรุ่นพี่ พี่โจ๊ก (สิทธิชัย สุวรประทีป) แกเคยโดนเหมือนกัน (ฮา) ผมโทรไปถาม ฮัลโหล! พี่ผมโดนแบนทำไงดี แกก็อธิบายขั้นตอนให้ร่างหนังสืออุทธรณ์โทษไปให้กับคณะกรรมการ”

“ซึ่งก็จะมีพวกนักวิ่งอดีตทีมชาติอย่างพี่สุชาติ (แจสุรภาพ) พี่อาณัติ (รัตนพล) รวมถึงพ่อพี่ลีซอ (เทพไชย วิโนทัย) สุดท้ายก็เหลือ 6 เดือน… ช่วงนั้นผมก็ต้องซ้อมเองให้โค้ชเก่าผมที่สุราษฎร์ฯ วางโปรแกรมให้ แต่มันก็ลำบาก คนเป็นโค้ชวางโปรแกรมให้ แต่เขาไม่เห็นพัฒนาการของนักกีฬา ตรงนี้เป็นเรื่องยาก”

 

คืนทีมชาติ

กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 มิ้ว-จีรพงศ์ ที่กลับไปฝึกซ้อมด้วยตัวเอง พร้อมทำลายสถิติของตัวเองด้วยเวลา 10.43 วินาที ในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 44 สุรนารีเกมส์

จากนั้นอีก 2 เดือนต่อมา จีรพงศ์ ถูกเรียกกลับเข้าเข้าสู่แคมป์เก็บตัวทีมชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ซีเกมส์ 2017 แม้ว่าช่วงก่อนหน้านี้ เจ้าตัว จะเคยปฏิเสธการกลับไปฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติมาแล้วหนหนึ่ง

“ผมกลับเข้ามาสมาคมฯ ตอนเดือนเมษายน” มิ้ว เล่าถึงการกลับบ้านหลังที่ 2 ของเขา

“จริงๆ ก่อนหน้านี้มีช่วงหนึ่งที่โค้ชแฝดใหญ่ (พล ต.ต. สุรพงษ์ อาริยะมงคล - เลขาธิการสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย) เรียกผมไปคุยกับแกที่บ้าน แกถามว่าอยากกลับมาวิ่งไหม? ถ้าอยากให้ ก็ให้ผมกลับไปเข้าแคมป์ แต่ผมปฏิเสธไปว่า ผมยังไม่พร้อมจะไปเก็บตัว”

“งั้นผมขอซ้อมเองยาวๆ และก่อนแข่ง ผมค่อยมาซ้อมกับทีมครั้งสุดท้าย พอเดือนเมษาฯ มีรายการสิงคโปร์ โอเพ่น โค้ชแฝดใหญ่ ก็มาถามผมอีก พอผมไล่ดูรายชื่อของคู่แข่ง ว่ามีใครบ้าง ที่เราต้องเจอในซีเกมส์ ก็เลยตัดสินใจลงแข่ง แล้วกลับเข้าแคมป์”

 

ก่อนฝันสลาย

“ก่อนหน้านั้นผมเป็นหัวหน้าทีม ผมรวมทีมได้ เอนเตอร์เทนน้องๆ ได้ แต่ในช่วงแข่งขัน ผมก็เคร่งครัดกับน้องๆ เหมือนกันว่า ถ้าเป็นช่วงก่อนแข่ง 3 เดือน เราต้องมาสัญญาใจว่าต้องอยู่ในระเบียบเป๊ะ ห้ามเที่ยวเด็ดขาด”

“ช่วงนั้นผมกลับมาแฮปปี้มาก ทุกคนในทีมมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน คนเราทำงานด้วยกัน ต้องปรับตัวกัน ทำหน้าที่ในสนามให้ดี นอกสนามก็ค่อยว่ากัน”

ทีมวิ่งผลัด 4x100 เมตร ที่นำโดย จิรพงศ์ มีนาพระ และอีก 3 เพื่อนร่วมทีมอย่าง บัณฑิต ช่วงไชย, จรัญ สะเทิงรัมย์ และ กฤษดา นามสุวรรณ ตั้งกฏเหล็กให้กับทีมตัวเอง ด้วยการไม่เที่ยวกลางคืน และฝึกซ้อมอย่างหนัก ในช่วงเวลา 3 เดือนที่เก็บตัว

ก่อนจะประสบความสำเร็จด้วยการคว้า เหรียญทอง พร้อมทำลายสถิติด้วยเวลา 38.90 วินาที ในการแข่งขันซีเกมส์ 2017

“ตอนไปซีเกมส์ ผมดีใจมาก เพราะทำลายสถิติกันได้ ตอนนั่งกินข้าว เราคุยกันในกลุ่มเลยว่า เอเชียนเกมส์หนนี้ เราต้องไปคว้าเหรียญกัน เพราะเมื่อ 4 ปีก่อน เอเชียน เกมส์ (ที่อินชอน เมื่อปี 2014) น้องทาย ที่วิ่งไม้ 4 โดนฮ่องกงแซง จนเสียเหรียญ น้องก็บอกผมว่า ‘พี่ต้องสู้นะ เราต้องกลับมาเอเชี่ยน เกมส์ อีกครั้ง’ ”  

ทีมวิ่งผลัด 4 x100 เมตรทีมชาติไทย มีเป้าหมายที่ตรงกันในการกลับมาลุ้นเหรียญ ในศึกเอเชียนเกมส์ 2018 หลังจากพลาดท่าเข้าป้ายอันดับ 4 ในการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา


Photo : Facebook : Jirapong Meenapra

ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2560 ทางผู้บริหารเรียกนักกีฬากลับมาในแคมป์ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมตกลงกฏระเบียบใหม่ ในการใช้ชีวิตร่วมกันที่นี่

“เราไม่มีการทำทัณฑ์บนแล้ว ครั้งแรกเราเตือน และครั้งที่ 2 เราไล่ออกจากทีมชาติเลย”

นี่คือ คำพูดเด็ดขาดจากผู้บริหาร แต่ในคืนแรกที่ ทีมนักวิ่ง ได้กลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง จิรพงศ์ และเพื่อนๆ น้องๆนักวิ่งระยะสั้น ได้ออกจากแคมป์ไปกินข้าวต้มมื้อดึก ก่อนตบท้ายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเหมือนงานเลี้ยงย่อมๆ ของการที่พี่น้องได้มาจากเจอกัน ก่อนเข้าสู่โหมดการเก็บตัวในช่วงหลังจากวันนี้

ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนกระทั่ง 1 เดือนต่อมา จิรพงศ์ และเพื่อนร่วมทีมอีก 3 ชีวิต ถูกผู้ใหญ่ในสมาคมฯ เรียกเขาพบเป็นการด่วน ก่อนจะได้รับแจ้งข่าวร้ายด้วยคำสั่งแบนเป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากทำผิดกฏข้อที่ 21 และ 23 ระเบียบการเก็บตัวของแคมป์

“ครั้งที่ 2 สาเหตุที่ผมออกจากแคมป์ไป เพราะวันนั้นเป็นวันแรกที่เพิ่งเข้ามา และยังไม่เข้าสู่ช่วงเก็บตัวของ กกท. เลยนะ เพราะเรายังไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงซ้อมนักกีฬาเลยด้วยซ้ำ ผมก็คิดว่าต่อให้โดนจับได้ว่า แหกแคมป์ออกไปจริง ผมคงโดนเตือนตามที่ตกลงกันไว้…”

“จริงๆ เขายังจับไม่ได้ในคืนนั้นหรอก เวลาผ่านเกือบเดือนเขาไปเปิดกล้องวงจรปิด นั่นแหละ! เลยโป๊ะแตก”

“พอโดนจับได้ครั้งนั้น ทุกคนโดนโทษแบนกันหมด รวมถึงน้องที่เพิ่งทำความผิดครั้งแรกด้วย ซึ่งผมรู้สึกว่า มันไม่เหมือนกับที่คุยกันไว้ว่า หากผิดครั้งแรกเป็นการเตือน และครั้งที่ 2 โดนไล่ออก…”

“หลังจากมีหนังสือออกไป เพื่อนๆ พี่ๆ นักข่าวโทรหาผมเกือบทุกสำนัก ตอนนั้นเรื่องกำลังร้อน ผมจะบอกว่า ตัวเองไม่ผิด ก็ไม่ได้ เพราะความจริง ผมก็ผิดนั่นแหละ แต่มันรุนแรงเกินไป เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมทำมากกว่า”

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ทีมนักวิ่ง 4 x 100 เมตร ยกชุดถูกลงโทษแบน 1 ปี นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา ส่งผล จิรพงศ์ และพ้องเพื่อน อดไปเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียน เกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซีย

“ผมเสียดายที่เอเชียนเกมส์หนนี้ เราไม่มีโอกาสกลับไปแก้มือ ในมุมมองผม ตอนนี้เรามีโอกาสได้เหรียญมากกว่าเดิม เราแกร่งขึ้น เราพร้อมขึ้น ผมแทบไม่อยากพูดเรื่องนี้กับใครเลย ผมเลี่ยงจะไม่ตอบมาตลอด สิ่งเดียวที่พอจะบอกได้ก็คือ ผมเสียดายโอกาสตรงนี้”

 

ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน

“ผมก็ยอมรับว่า ไม่ว่าจะยังไงผมก็ผิดจริงๆ ในกรณีนี้”  จิรพงศ์ กล่าวเริ่ม

“ผมจะให้ใครมาเข้าใจผม ก็เป็นไปไม่ได้ แต่คนรอบข้าง เขารู้ว่าผมทำอะไรอยู่ ช่วงเก็บตัวก่อนแข่ง 3 - 4 เดือน ผมจะมุ่งมั่นทุ่มเทมาก เพื่อทีม แต่เวลาผมแข่งเสร็จ ผมชอบมีสังคม ไปไหนมาไหนกับเพื่อน ที่เราต้องไปหาเขา ถ้าจะมีใครชวนผมไปไหน ช่วง 3 - 4 เดือนก่อนแข่ง ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ไม่เชื่อไปถามใครก็ได้เลย”  

“ผมไม่ได้ไปสำมะเลเทเมา จนชกต่อยกับใคร แค่การออกจากแคมป์ไปบ้าง ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายนะ ผมว่ามันเป็นจังหวะชีวิตของเรามากกว่า”

ในมุมมองคนทั่วไป จิรพงศ์ มีนาพระ อาจเป็นแค่นักกีฬาพรสวรรค์คนหนึ่ง ที่ต้องมาตกม้าตาย เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามกฏของการเก็บตัวในแคมป์ได้

แต่ในมุมมองของ จิรพงศ์ เขากลับมองว่า การเก็บตัวร่วมกันเป็นเวลานานๆ ก็ไม่ใช่แนวทางจะส่งผลให้นักกีฬาประสบความสำเร็จเสมอไป ในยุคนี้

“ผมได้เบี้ยเลี้ยงจากสมาคมฯ วันละ 300 บาท เฉพาะช่วงซีซั่นเก็บตัวของ กกท. และในมุมมองผม ไลฟ์สไตล์ของนักกรีฑา ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวทั้งปีแบบที่เป็นอยู่”  

“ผมยกตัวอย่าง เวียดนาม เขาต่างคนต่างซ้อม โค้ช 1 คน นักกีฬา 2 คน ช่วง 2-3 อาทิตย์ก่อนแข่งขัน จึงค่อยมาฝึกตีไม้กัน มันขึ้นอยู่กับจังหวะ และความเข้าใจกัน ซึ่งผมคิดว่ามันง่ายกว่าฟุตบอลซะอีก” มิ้ว กล่าวถึง เวียดนาม ที่เริ่มประสบความสำเร็จในกีฬาประเภทลู่มากขึ้นระยะหลัง

“ผมเข้าใจเหตุผลที่สมาคมกรีฑาฯ ต้องการให้นักกีฬาเข้ามาเก็บตัวในแคมป์นานๆ ก็เพื่อให้ส่งไม้แม่นยำ แต่ผมว่าสมัยนี้มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่สุด”

“เมื่อก่อนเวียดนาม ตามหลังเราเป็น 10 ปี ตอนนี้ นักวิ่งผู้หญิงเวียดนาม ก้าวไปถึงระดับเอเชีย ผมรู้เพราะว่า มีเพื่อนนักกีฬาเวียดนาม บางคนเขาไปฝึกที่อเมริกา บางคนซ้อมแยกออกมา แต่บ้านเรายังทำแบบนั้นไม่ได้”

“ที่เกาหลีใต้ นักกรีฑาได้เงินเป็นแสน มีลีกแข่งขันตลอดปี ญี่ปุ่น จีน เวลาแข่งวิ่ง คนดูเต็มสนามตลอด  แต่บ้านเราไม่ใช่แบบนั้น บ้านเราเปิดดูฟรี บางทียังไม่มีคนดูเลย”

“แต่ผมไม่ได้หมายความว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของผมนะ วิ่งเป็นกีฬาที่สร้างผมขึ้นมา มีงานมีอาชีพ แต่รูปแบบของเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, จีน ก็สร้างแรงจูงใจให้นักกีฬาได้ดี”

ไลฟ์สไตล์ มุมมอง และแนวคิดของ จิรพงศ์ มีนาพระ อาจแตกต่างจากกฏระเบียบที่ตั้งไว้ และทำให้ลมกรดวัย 25 ปี กลายเป็นแกะดำที่สร้างวีรกรรมให้กับแคมป์เก็บตัวทีมชาติไทย  

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าตัว ยืนยันกับเราว่า ยังไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะหวนกลับไปติดธงบนหน้าอกอีกครั้ง

“ถ้าผมมีโอกาส ผมก็ยังอยากกลับไปรับใช้ชาติแหละ เพราะสำหรับผม การได้ลงไปแข่งขันในนามทีมชาติ มันคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ถ้าผมยังมีโอกาสนั้นอยู่นะ”

“ผมรู้ว่ายังมีหลายสายตาที่อยากเห็น ผมล้มเหลวในทีมชาติไทย แต่ผมพูดได้เต็มปากว่า ตราบใดที่ผมอยู่ในช่วงการเก็บตัวทีมชาติ ผมไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแน่ เพราะเงินเบี้ยเลี้ยงซ้อมนั้นมาจากภาษีของประชาชน”

“ตอนนี้ผมก็คงต้องเต็มที่งานราชการให้กับ กองทัพทหารอากาศ แต่ผมยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่ใน หากวันหนึ่ง ผมมีทุนทรัพย์มากพอ ก็อยากจะจัดแข่งขันวิ่งกึ่งอาชีพ กึ่งสมัคร แบบที่ต่างประเทศทำกัน ที่ออกไปแข่งตามอำเภอ เรายังอยากเป็นส่วนหนึ่ง และอยากเห็นวงการกรีฑาบ้านเราก้าวไปสู่ระดับสากล”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : kritikorn Thanamahamongkhol ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง