mainstand

Converse

คาใจบ้า : นักชกบราซิลแชมป์ลุมพินี 2 เส้น ที่ทิ้งทุกอย่างในบ้านเกิด เพื่อล่าฝัน



“ผมรักลุมพินี” คำกล่าวของนักมวยชาวต่างชาติรายหนึ่ง เรียกเสียงหัวเราะให้กับเรา ท่ามกลางอากาศร้อนยามบ่ายในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย และเพิ่มความเข้าใจต่อความรัก ที่มีต่อกีฬามวยไทยของชายที่อยู่ตรงหน้า


 

ชายคนนั้นคือ “คาใจบ้า ภูเก็ตไฟต์คลับ” แชมป์ 2 เข็มขัดจากสังเวียนลุมพินี เวทีมวยมาตรฐาน ที่ได้รับการยอมรับจากแฟนมวยไทยทุกคน และเป็นความฝันสูงสุดของนักชกต่างชาติทั่วโลก

กว่าคาใจบ้า จะประสบความสำเร็จบนสวรรค์ของกีฬามวยไทย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย นานแค่ไหน ที่คนหนุ่มจากประเทศบราซิล จะเรียนรู้วิชามวยไทย จนได้รับการยอมรับ และเดินบนเส้นทางความฝันของตัวเองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

เรื่องราวที่ผ่านมาบนสังเวียนมวยไทย มีความหมายต่อ คาใจบ้า ภูเก็ตไฟต์คลับ มากแค่ไหน? เราเดินทางเพื่อหาคำตอบเหล่านั้น จากปากของเขาเอง

 

ทิ้งทุกอย่างเพื่อมวยไทย 

คาใจบ้า ภูเก็ตไฟต์คลับ หรือในชื่อจริง หลุยส์ คาไจบา (Luis Cajaiba) เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง ที่อาศัยอยู่ในนครเซา เปาโล เมืองขนาดใหญ่และมั่งคั่งที่สุดของประเทศบราซิล ประชากรกว่า 12 ล้านคนในเมืองนี้ มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าประชากรจากเมืองอื่นๆในประเทศบราซิลถึง 75 เปอร์เซ็นต์

ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นใจ ทำให้ คาใจบ้า สามารถเลือกเดินตามความฝันบนเส้นทางกีฬาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องออกปล้นหรือวิ่งราว ดั่งภาพที่เราเคยเห็นจนชินตา จากการผลิตซ้ำของภาพยนตร์ เมื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของนักกีฬาในประเทศบราซิล

“ผมเริ่มฝึกฝนมวยไทยตอนอายุได้ 16 ปี” คาใจบ้า ย้อนถึงช่วงเวลาที่เขาเริ่มเรียนรู้ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 

“ก่อนฝึกมวยไทย ผมเคยเล่นฟุตบอลมาก่อน หลังจากนั้นผมก็เลิกไป เพราะการเล่นฟุตบอลที่บราซิลมันยาก คนเล่นกันเยอะมาก มันยากที่คุณจะเป็นผู้เล่นอาชีพที่นั่นได้”

“หลังจากนั้น ผมหันมาสนใจในการเล่นกล้าม จนกระทั่งผมรู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง และเขาแนะนำให้ผมได้รู้จักกับมวยไทย ตอนที่ผมได้ดูมวยไทยครั้งแรก มันน่าตื่นตาตื่นใจมาก ผมบอกกับตัวเองว่าผมอยากขึ้นชกแบบนั้น ผมอยากต่อสู้แบบนั้น”

นับเป็นโชคดีของคาใจบ้าที่เขาอยู่ในเมืองใหญ่อย่าง เซา เปาโล ที่รวบรวมผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรม เข้ามาอยู่ด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับเขา หากจะหายิมมวยไทยสักแห่งเพื่อฝึกฝน เพราะนครเซา เปาโล มียิมที่ฝึกสอนวิชามวยไทย กระจายอยู่ทั่วไปในตัวเมือง

คาใจบ้า เดินเข้ายิมมวยไทยด้วยใจมุ่งมั่น ก่อนพบว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายแบบที่คิด เพราะวิชามวยไทยที่ประเทศบราซิล คิดค่าเล่าเรียนเป็นเงิน 100 เรียลบราซิล หรือราว 750 บาทต่อเดือน

แม้ค่าเล่าเรียนดังกล่าว จะถือเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สำหรับสถานการณ์ของ เด็กหนุ่มที่ไม่มีรายได้อย่าง คาใจบ้าในวัย 17 ปี มันสร้างปัญหากับเขา โดยเฉพาะกับครอบครัว ที่ไม่ได้อยากให้ลูกชายเรียนมวยไทย 

จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลาออกจากการเรียน เพื่อมาทำงานในอาชีพที่ใครหลายคนไม่คิดจะทำ เพราะต้องการหารายได้เลี้ยงดูตัวเอง และต่อยอดความฝันในการเป็นนักชกมวยไทย 

“ตอนผมเริ่มชกมวยไทย แม่ของผมไม่เห็นด้วยเลย เขาบอกให้ผมเลิกชกแล้วตั้งใจเรียนมากกว่านี้ ผมบอกเขาว่า ผมไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ผมชอบมวยไทย และผมมองว่ามันเป็นอาชีพได้ เพราะมวยไทยในบราซิลไม่โด่งดังเท่าไหร่”

“ผมจึงทำงานควบคู่กับการเรียนมวยไทย เพื่อหารายได้ ผมเริ่มต้นทำงานในร้านจำหน่ายสัตว์เลี้ยง ทำงานประเภทอาบน้ำให้สุนัข อะไรทำนองนี้ ได้เงินเดือนละ 1,000 เรียลบราซิล (7,500 บาท) มันก็เป็นงานที่เงินดีนะ”

 

แดนสวรรค์มวยไทย

คาใจบ้าตระเวนขึ้นชกในประเทศบราซิลเป็นเวลา 4 ปี ในระดับอาชีพ ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หากเทียบกับนักชกชาวบราซิลหลายคนที่ออกมาประสบความสำเร็จยังต่างแดน โดยเฉพาะประเทศไทย

ตลอดระยะเวลาหลายปีในบราซิล คาใจบ้า ไม่เคยคว้าแชมป์ใดและไม่ถึงกับมีชื่อเสียงอะไรมากนัก โชคดีที่คาใจบ้าไม่เคยคิดจะล้มเลิกความฝันของเขากลางคัน จนได้รับโอกาสที่นักมวยบราซิลร่างเล็กคนหนึ่งรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต

“ผมได้รับการชักชวนจากลีโอ (ลีโอ เอเลียส เฮดโค้ชทีมภูเก็ตไฟต์คลับ) เขาถามว่า คุณสนใจมาชกที่เมืองไทยไหม ผมตอบทันทีเลยว่า แน่นอน” คาใจบ้ากล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงเหตุผลที่เขาเดินทางมาประเทศไทย

“นักมวยไทยชาวบราซิลทุกคน มีความฝันที่อยากมาประเทศไทย พวกเราทุกคนอยากขึ้นชกที่ประเทศไทย เพราะเมื่อคุณพูดถึงมวยไทย ประเทศไทย คืออันดับหนึ่ง นักมวยไทยอาชีพทุกคนต้องการมาพิสูจน์ตัวเองที่นี่”


เงิน และ ความฝัน  คือ สองปัจจัยสำคัญที่คอยผลักดันนักกีฬาชาวบราซิลออกจากบ้านเกิด บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวนักฟุตบอลชาวบราซิล ย้ายออกจากลีกที่มีคุณภาพในยุโรป มาเล่นฟุตบอลในประเทศจีน เพื่อกอบโกยรายได้อย่างเต็มที่ และหลีกหนีจากอดีตอันเจ็บปวด ที่เคยยากจนในบ้านเกิด

ขณะที่นักเตะบราซิลหลั่งไหลสู่ประเทศจีน ยังมีนักเตะบราซิลจำนวนไม่น้อย เดินทางหอบหิ้วรองเท้าสู่ประเทศไทย เพื่อทดสอบฝีเท้ากับสโมสรมากมายในไทยลีก พวกเขาเหล่านี้ หวังเงินมหาศาลเหมือนนักเตะที่จีนหรือไม่? คงไม่ใช่แน่

เหตุผลเดียวที่นักฟุตบอลชาวบราซิลเดินทางมาเล่นฟุตบอลในเมืองไทย จึงไม่ใช่เพราะเงินตรา แต่เพื่อรักษาความฝันการเป็นนักฟุตบอลของตัวเองให้คงอยู่ต่อไป

เช่นเดียวกับคาใจบ้าที่เดินทางมาประเทศไทย เพื่อตามความฝันของตนเอง แม้จะเป็นในมุมมองที่แตกต่างจากนักฟุตบอลไปบ้างก็ตาม 

“ผมชกมวยที่บราซิลได้เงินสูงสุดประมาณ 3,000 เรียลบราซิล (22,500 บาท) แต่เหตุผลที่ผมตัดสินใจมาประเทศไทย มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเลย มันเป็นความฝันของผม”

“ผมต้องการขึ้นชกที่เวทีลุมพินี มันเป็นความฝันของผม ผมดูนักชกชื่อดังหลายคนขึ้นชกที่ลุมพินี ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ผมคิดว่ามัน คือ เวทีที่ดีที่สุด ในประเทศที่ดีที่สุดของกีฬามวยไทย”

 

ความฝันที่เป็นจริง

ปัจจุบัน คาใจบ้าชกมวยในเมืองไทยมานาน 2 ปีแล้ว เขาฝึกซ้อมอยู่กับทีมภูเก็ตไฟต์คลับ ในจังหวัด ภูเก็ต และขึ้นชกมากว่า 20 ไฟต์ในประเทศไทย 

คาใจบ้าในวัย 23 ปี ถือเป็นนักมวยต่างชาติ ที่ประสบความสำเร็จ อย่างรวดเร็วมากคนหนึ่งในประเทศไทย จากการคว้าแชมป์ WBC มวยไทยรุ่นเวลเตอร์เวต มาครองเมื่อเดือนมิถุนายน ต่อด้วยการคว้าแชมป์ประเทศไทย รุ่นซูเปอร์ เวลเตอร์เวต เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 

โดยทั้งแชมป์ทั้งสองรายการ เป็นการเอาชนะคู่แข่งบนเวทีลุมพินี สังเวียนมวยที่เป็นความฝันของเขามาตลอด

“มันมหัศจรรย์มาก มหัศจรรย์มากจริงๆ ผมรักลุมพินี” คาใจบ้ากล่าวพร้อมกับหัวเราะ

“ผมรู้สึกดีมากที่ผมได้แชมป์ในประเทศไทย แต่ผมต้องการมากกว่านี้ ผมต้องการเรียนรู้มากกว่านี้ ชนะมากกว่านี้ คว้าแชมป์มากกว่านี้ ผมต้องการทุกอย่างให้มากกว่านี้”

“ผมตามหาความท้าทายที่สูงขึ้นไป ผมไม่เคยป้องกันแชมป์มาก่อน ตอนนี้ผมตั้งเป้าไปที่การป้องการแชมป์ และผมไม่คิดจะหยุดคว้าแชมป์เส้นต่อไป ผมยืนยันว่าผมต้องการมันมากกว่านี้”

คาใจบ้าเปิดเผยกับเราถึงจุดเด่นของเขา ที่เป็นกุญแจสำคัญช่วยให้เขาคว้าแชมป์ 2 เส้น ภายในเวลา 2 เดือนติดต่อกัน มันไม่ใช่หมัดที่หนักหน่วงกว่าใคร ไม่ใช่ศอกที่คมกว่าใคร และไม่ใช่เข่าที่รุนแรงกว่าใคร แต่เป็นเบสิคการจับล็อก หรือคนไทยเรียกว่า “ไล่แขน” ซึ่งเป็นการฝึกที่ยาก และสร้างปัญหาแก่นักมวยต่างชาติหลายคน แต่กับคาใจบ้า มันแทบจะเป็นพรสวรรค์ ที่ติดตัวนักสู้ชาวแซมบ้า 

“ผมคิดว่าผมไล่แขนได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อผมล็อกคู่ต่อสู้ได้ ผมรู้สึกสบายใจมาก มันช่วยให้ผมตีวงในได้ดี ผมจึงใช้ เข่า เป็นอาวุธหลักของผมเช่นกัน” คาใจบ้า เผย 

“สำหรับนักมวยบราซิล กีฬาต่อสู้บ้านเราจะเป็นบราซิลเลียน ยิวยิตสู พวกเราจึงเข้าล็อกวงในได้เก่งทุกคน มันจะมีเทคนิคแปลกๆที่คนบราซิลใช้ได้ ถ้าคนไทยจะหักล็อก เขาสามารถพลิกให้ล้มได้ นักมวยบราซิลจะเก่งด้านนี้ มั่นใจด้านนี้กันเยอะ” ปาริฉัตร พัดบุรี ผู้จัดการค่ายมวย สิงห์ป่าตอง-ศิษย์หนุ่มน้อย อธิบายถึงจุดเด่นของนักมวยบราซิลเพิ่มเติม

ดั่งที่มีคนเคยกล่าวไว้ “ไม่ว่าจะได้เรียนมวยไทยหรือไม่ ชายไทยศอกเป็น เข่าเป็นทุกคน” ชาวบราซิลเองไม่ต่างกัน นอกจากจะเตะฟุตบอลเป็นทุกคน ดูเหมือนว่าชาวบราซิลจะมีความสามารถทางกีฬาติดตัวอีกอย่าง ที่มาจากรากเหง้าวัฒนธรรมของชาติ ที่หล่อหลอมมายาวนานกว่า 100 ปี

คาใจบ้าไม่เคยเรียนบราซิลเลียนยิวยิตสู มวยไทย คือ ศิลปะป้องกันตัวชนิดแรก และชนิดเดียวที่เขาหลงรัก และพาเขาเดินทางมาใช้ชีวิตในประเทศไทยโดยไม่ได้กลับบ้านเกิดนาน 2 ปี

แม้ใครอาจมองว่า คาใจบ้า ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่แท้จริง เขาก็ต้องเสียสละอะไรหลายๆอย่าง ยอมใช้ชีวิตอยู่ลำพังห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน มาฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อเพียงความฝันที่จะได้เป็นนักมวยไทยอาชีพในแผ่นดินสยาม 

“ผมแค่รักมวยไทย รักทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผม ทั้งการคว้าแชมป์ การได้มาชกในประเทศไทย หรืออะไรก็ตามแต่ มันเกินกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้ในชีวิตแล้ว”

“มวยไทยเป็นชีวิตของผม ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ผมรักมวยไทย และผมทุ่มเทเต็มที่ให้กับมันในทุกวันของชีวิต” 

“ผมไม่เคยสนว่าจะแพ้หรือชนะ เพราะผมมีความสุขที่ผมได้ชกมวยไทย มันเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมแค่ต้องการทำมันต่อไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง” คาใจบ้ากล่าวทิ้งท้าย 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง