Converse

เพื่อน หัก รัก โหด : บดินทร์ - มณีพงศ์...กับวันนี้ที่มีกัน (อีกครั้ง)



เรื่องราวของนักแบดชายคู่ดีกรีทีมชาติไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยทะเลาะวิวาทกันหนัก จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ก่อนที่คำว่า “เพื่อน” จะนำพาให้ทั้งคู่หวนกลับมาจับคู่ เพื่อไล่ล่าฝันในการเป็นมือ 1 ของโลกร่วมกันอีกครั้ง

 

ภาพที่ เอ-มณีพงศ์ จงจิตร และ อาร์ท-บดินทร์ อิสสระ กอดคอตะโกนกันสุดเสียงในโอลิมปิก เกมส์ 2012 ยังคงเป็นภาพที่สวยงาม เมื่อย้อนนึกถึงถึงวันวานที่ สองนักแบดมินตันดาวรุ่งไทยเคยเป็นความหวังใหม่ของคนไทย และไต่ไปถึงคู่มือ 6 ของโลก

หนึ่งปีหลังผ่านช่วงเวลาที่น่าจดจำ บดินทร์ - มณีพงศ์ ถูกพูดถึงอีกครั้งในระดับโลก แต่คราวนี้ทุกอย่างแตกต่างกันออกไป ทั้งคู่ไม่ได้ลงสนามในฐานะเพื่อนร่วมทีม หากแต่เผชิญหน้ากันในฐานะศัตรูคู่แข่ง

นำมาซึ่งภาพที่ไม่มีใครอยากจำ เมื่ออดีตคู่หู เอ-อาร์ท ที่เคยเป็นเพื่อนรักกัน ได้เปิดฉากห่ำหั่นกันนอกคอร์ต ในการแข่งขัน แคนาดา โอเพ่น 2013 จนต้องยุติการแข่งขัน และถูกสหพันธ์แบดมินตันโลก สั่งแบน

แต่ในวันนี้ มณีพงศ์ จงจิตร และ บดินทร์ อิสสระ ทิ้งทุกอย่างไว้ที่ข้างหลัง หวนกลับมาจับคู่ลงเล่น แบดมินตัน ประเภทคู่ ร่วมกันอีกครั้ง Main Stand เดินทางมาพูดคุยกับพวกเขา ถึงจุดเริ่มต้น จุดแตกหัก และจุดเปลี่ยนที่ทำให้ เอ-อาร์ท กลับมาผนึกกำลังกันอีกครั้ง ในรอบ 5 ปี

 

มีเอต้องมีอาร์ท

“ตอนแรก ผมกับอาร์ท ยังไม่ได้รู้จักกันมากนะครับ เหมือนเด็กทั่วไปที่มาแข่งกีฬา เพื่อความสนุก อยากเอาชนะคู่แข่ง ตามประสาเด็กๆมากกว่าครับ” เอ มณีพงศ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มาพบกับ บดินทร์ อิสสระ  

“เราเจอกันตามสนามแข่งขันต่างๆ ตั้งแต่เด็กแล้วครับ แต่ได้มารู้จักกับ เอ (มณีพงศ์ จงจิตร) จริงๆ ก็ตอนอายุประมาณ 16-17 ก่อนหน้านั้นเคยเจอกันเองด้วยครับ เพราะยังไม่ได้จับคู่กัน”


อาร์ท บดินทร์ เผยต่อ “แต่พอได้เจอกันบ่อยขึ้น ก็เริ่มรู้สไตล์การเล่นซึ่งกันและกัน แล้วก็ค่อยๆสนิทกันเรื่อยๆ ช่วงนั้นเรากำลังโตเป็นวัยรุ่น ก็อยากมีเพื่อนที่เล่นแบดมินตันเหมือนกัน จากนั้นก็เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น จนกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันไปในที่สุดครับ”

คอร์ตแบดมินตัน คือสถานที่ที่นำพา มณีพงศ์ จงจิตร เด็กหนุ่ยจากจังหวัดภูเก็ต ให้มาพบกับ บดินทร์ อิสสระ นักแบดมินตันรุ่นราวคราวเดียวกันก่อนที่จะมาสนิทสนมกัน และเริ่มจับคู่ครั้งแรกตอนอายุ 16 ปี

“ช่วงนั้น เอ ต้องเลือกว่าจะตีชายเดี่ยว หรือชายคู่ เอ ก็บอกผู้ใหญ่ว่า ถ้าจะให้ตีชายคู่ ก็ขอจับคู่กับ อาร์ท ถ้าไม่ได้ อาร์ท เอ จะหันไปตีเดี่ยวแทน” เอ มณีพงศ์ เผยถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้จับคู่กับ อาร์ท บดินทร์

“เอ มีความมั่นใจว่าถ้าจับคู่กับ อาร์ท ศักยภาพของเราทั้งคู่สามารถไปถึงระดับโลกได้แน่นอน เรามีสไตล์การเล่นที่เข้ากันได้ดี ต่างคนต่างคนช่วยเติมเต็ม และปิดข้อบกพร่องซึ่งกันและกันได้”

“อีกอย่างเราเป็นเพื่อนสนิทรู้ใจกันดี ผมคิดว่าถ้าเราได้คู่กันมันต่อยอดไปได้ไกล เราชัดเจนในเป้าหมายตั้งแต่แรกแล้วว่า เราอยากเป็นคู่มือ 1 ของโลก”

ท้ายที่สุด ผู้ใหญ่ของ เอสซีจี อคาเดมี จึงไฟเขียวให้ มณีพงศ์ จงจิตร กับเพื่อนรัก บดินทร์ อิสสระ ได้จับคู่กันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คู่ของเอ-อาร์ท จึงกลายเป็นสองเด็กหนุ่มชาวไทย ที่เริ่มสร้างผลงานเด่นมากมาย อาทิ  คว้าแชมป์ “อินเดีย โอเพ่น ซูเปอร์ซีรีส์ 2012” ที่ประเทศอินเดีย, เหรียญทอง กีฬามหาวิทยาลัยโลก 2011 ที่ประเทศจีน, คว้าแชมป์ชายคู่ ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2552, คว้าแชมป์ “บิทเบอร์เกอร์ โอเพ่น 2011” การแข่งขันกรังด์ปรีซ์ โกลด์ ที่เมืองซาร์บรุ๊คเค่น ประเทศเยอรมัน จนได้สิทธิ์เข้าแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ 2012

 

โอลิมปิกกระหึ่มโลก

บนคอร์ตแบดมินตัน มหกรรมกีฬา โอลิมปิก ฤดูกาลร้อน ปี 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คือสถานที่ ที่ทำให้ คนไทย ได้รู้จักและเห็นถึงฝีไม้ลายมือของ สองนักหวดลูกขนไก่ดาวรุ่งทีมชาติไทย

“โอลิมปิก เกมส์ ครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่สุดยอดมาก เราเพิ่งอายุ 21-22 เอง ยังถือว่าเด็กมากๆ ที่ได้ไปแข่งโอลิมปิก แน่นอนว่ามันเป็นรายการที่เราสองคน ฝันว่าอยากจะไปสัมผัสมัน แม้จะไม่ได้เหรียญติดมือกลับมา แต่เหมือนความฝันของเรา สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว” บดินทร์ กล่าว

คู่หู เอ-อาร์ท สร้างเซอร์ไพรส์ไปทั่วโลก ด้วยการฝ่าด่านไปถึงรอบ 8 คู่สุดท้าย โดยผ่าน 2 ทีมแกร่งอย่าง ทีมชาติอินโดนีเซีย และ ทีมชาติเกาหลีใต้ 2 ชาติชั้นนำของทวีปเอเชียมาได้ ในรอบแบ่งกลุ่ม จนสื่อต่างประเทศตีข่าวและยกให้ทั้งคู่เป็น ดาวเด่นที่น่าจับตามองของวงการแบดโลก

“ก่อนไปเอไม่ได้คิดว่าจะต้องเข้ารอบหรือต้องได้เหรียญนะ แต่เอก็ยังจำวินาทีนั้นได้  เอลุ้นตั้งแต่จับสายแล้ว ปรากฏว่าสายค่อนข้างเป็นใจให้เรา ได้เจอกับคู่เกาหลีใต้ กับ อินโดนีเซีย ที่เป็นสไตล์ที่เราถนัดและเคยชนะมาได้ เราจึงมั่นใจแล้ว ว่าเรามีโอกาสเข้ารอบ แล้วเราก็ทำได้จริงๆ” มณีพงศ์ กล่าว

ส่วน บดินทร์ เผยว่า “ความจริงคู่แข่งในรอบแบ่งกลุ่ม ก็ไม่ใช่ง่ายๆนะครับ อย่าง คู่เกาหลีใต้ (โค ซอง ฮุน - ยู ยอน ซึง) เขามีดีกรีเป็นอดีตแชมป์โลก เราแค่มั่นใจว่าสไตล์เขาเข้าทางเรา ผมกับเอช่วยกันตี จนผ่านเข้ารอบ 8 คู่สุดท้ายได้”

“สำหรับอาร์ท โอลิมปิก เกมส์ ครั้งนั้นคือความทรงที่ดีของเราสองคน เราเจอทั้งความสมหวัง ความผิดหวัง แต่โดยรวมแล้ว มันสวยงามมากนะครับ” ขณะที่  มณีพงศ์ กล่าวเสริมไปในทางเดียวกันว่า “เราสองคนได้เรียนรู้อะไรจากตรงนั้น เยอะมาก”

 

แผลในใจ

ความสำเร็จในการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ 2012 ทำให้ มณีพงศ์ - บดินทร์ ได้รับจับตามองมากขึ้น ในฐานะนักแบดฯ ไทยที่มีโอกาสสร้างชื่อในระดับโลก ด้วยฝีมือ และอายุที่ยังน้อย แถมยังไต่ขึ้นอยู่อันดับ 6 ของโลกแล้ว

แต่บนความหวังอันสูงลิ่วของชาวไทย กลับต้องพังทลายลงมาใน 1 ปีต่อมา เมื่อคู่หู “เอ-อาร์ท” ตัดสินใจแยกทางกัน มณีพงศ์ ยังอยู่กับสมาคมฯ ต่อไป แล้วเปลี่ยนไปจับคู่กับ นิพิฐพนธ์ พวงพั่วเพชร ขณะที่ บดินทร์ เลือกเดินออกมาอยู่ กับทีมเอกชนอย่าง แกรนนูลาร์ พร้อมกับเปลี่ยนมาจับคู่ใหม่กับ ภควัฒน์ วิไลลักษณ์

“ตอนนั้นเป็นความผิดของผมเอง ที่ตัดสินใจทุกอย่างเร็วเกินไป” อาร์ท บดินทร์ เปิดปากพูดถึงเรื่องนี้

“เหตุการณ์มันเกิดจากการที่เรามีเรื่องผิดใจกัน แล้วผมไม่ได้เคลียร์บางอย่างให้ เอ เข้าใจ ก็เลยทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดไป ถ้าย้อนเวลากลับไป ผมคงไม่ทำแบบนั้น เพราะว่าแรงกิ้งของเราสองคน ขึ้นมาอยู่อันดับ 6 ของโลกแล้ว พอแยกย้ายกันไปจับคู่ใหม่ ผมเอง ก็ผลงานไม่ดี ส่วนเอ เขาอาจจะดี แต่คงไม่เหมือนกับตอนที่เราคู่กัน”

เอ มณีพงศ์ พูดเสริมขึ้นมา “เอ ก็รู้สึกว่า เหมือนมันขาดอะไรไปบางอย่าง” อาร์ท บดินทร์ กล่าวต่อ “มันไม่เหมือนกับตอนที่เราตีด้วยกันเลย เราต่างช่วยเติมเต็มกัน จนมันออกมาเฟอร์เฟค เรารู้ใจกัน รู้หน้าที่ว่าใครจะทำอะไร ในทุกๆจังหวะ”



6 เดือนหลังจากแยกทางกันไป ในที่สุด อดีตเพื่อนรักอย่าง บดินทร์ และ มณีพงศ์ ได้มาเผชิญหน้ากันอีกบนคอร์ตสนามแบดมินตัน ในบทบาทที่แตกต่างออกไป จากพาร์ทเนอร์ที่รู้ใจ สู่คู่แข่งที่ไม่ชอบหน้ากัน ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกแคนาดา โอเพ่น 2013

ท่ามกลางบาดแผลในใจที่ยังไม่ปิดสนิท และการพูดจาโต้ตอบกันตลอดทั้งเกม ท้ายที่สุด บดินทร์ อิสสระ ก็ไม่สามารถระงับอารมณ์ตัวเองได้ จึงพุ่งตรงเข้าไปชก มณีพงศ์ จงจิตร และมีการวิ่งไล่ ปะทะ จน อาร์ท มีบาดแผลเลือดออกตรงบริเวณกกหู ผลพ่วงจากเหตุการณ์นั้น ทำให้ทั้งคู่ ตกเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งโลก

กระทั่ง สหพันธ์แบดมินตันโลก มีคำสั่งแบน บดินทร์ อิสสระ เป็นเวลา 2 ปี ส่วน มณีพงศ์ จงจิตร มีโทษแบน 3 เดือน นับเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของทั้งสองนักแบดมินตัน ที่ครั้งหนึ่งได้เคยกอดคอเป็นเพื่อนรักกัน

“หลังจากเหตุการณ์นั้น เราไม่ได้พูดคุยกันประมาณ 1 เดือน ช่วงนั้น ผมถูกแบนจาก BWF จึงหันไปขายสัตว์เลี้ยง และสอนแบดตามคอร์ตต่างๆ วันหนึ่งผมก็นัด เอ มาเจอกันที่ห้าง เพื่อกินข้าว และได้เปิดใจพูดบางอย่างกับเขา” บดินทร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองกลับมาคืนดีอีกครั้ง

“ผมขอโทษ เอ แล้วบอกว่า ไม่ได้อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย มันเกิดจากอารมณ์ร้อนในตอนนั้น อะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็อยากให้ผ่านไป ผมยังอยากให้มิตรภาพของเรากลับมาเหมือนเดิม”

ด้าน มณีพงศ์ พูดถึงช่วงเวลาที่ได้เปิดใจกับเพื่อนรัก ว่า “มันเป็นแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น เราไม่อยากพูดถึง หรือรื้อฟื้นมันอีก เพราะยังไง อาร์ท ก็คือเพื่อนผม เพื่อนยังไงก็คือเพื่อน ผมดีใจมากกว่าที่เราได้กลับมาจับคู่ตีแบดด้วยกันอีกครั้ง”

 

กลับมาเพราะคำว่าเพื่อน

แม้ว่าบาดแผลในจิตใจของ บดินทร์ อิสสระ และ มณีพงศ์ จงจิตร จะหายสนิท และต่างมีความคิดที่จะหวนกลับมาจับคู่ร่วมกันอีกครั้ง ทว่าเส้นทางที่จะกลับมาคราวนี้ไม่ได้ง่ายดาย และต้องใช้ความอดทนอย่างสูง เพื่อรอคอยวันนั้นนานถึง 5 ปี

บดินทร์ ยังอยู่ในระหว่างโทษแบนจาก สหพันธ์แบดมินตันโลก และเคลียร์เรื่องสัญญากับต้นสังกัด ขณะที่ มณีพงศ์ โชคร้ายมีบาดเจ็บหนัก จนเจ้าตัวเกือบอำลาวงการมาแล้ว ทำให้ความฝันที่จะเห็น เอ-อาร์ท กลับมาจับคู่กัน จึงไม่เกิดเสียทีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  

“หลังจากที่เคลียร์ใจกับ เอ  เราก็มีความคิดที่อยากจะกลับมาคู่กัน  แต่ว่าตอนนั้น ผมติดสัญญากับแกรนนูลาร์ ผู้ใหญ่หลายๆฝ่าย ก็มีความพยายาม อยากให้กลับมาคู่กัน เพราะมองว่า เรายังไปได้อีก  แต่ช่วงนั้น เอ มีอาการบาดเจ็บ จึงยังไม่ได้คู่กัน” บดินทร์ กล่าวเริ่ม มณีพงศ์ เผยต่อ “เอ เจ็บไปสามปี พอหายเจ็บคราวนี้ ก็ได้กลับมาจับคู่กันจริงๆซักที”

การหวนกลับมาจับคู่คราวนี้ ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด  เพราะ บดินทร์-มณีพงศ์ ต่างต้องยอมเสียสละหลายอย่าง ทั้งอันดับโลก ที่ต้องไปเริ่มจากศูนย์ ในช่วงเวลาอายุที่มากขึ้น

รวมถึงการลาออกจากสมาคมฯ และต้นสังกัด เพื่อมาลงเล่นในนาม นักกีฬาอิสระ  ที่ต้องวางแผนการฝึกซ้อม, แข่งขันทำอันดับโลก และจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง

“เราก็ได้ตัดสินใจร่วมกันว่า จะขอออกมาเป็น นักกีฬาอิสระ เพื่อที่จะได้ง่ายต่อทุกฝ่าย” บดินทร์ กล่าวเริ่ม

“แต่การออกมาเป็น นักกีฬาอิสระ นั้น เราเองต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น จากเดิม หน้าที่ของเรา มีแค่ตีให้ดี, ซ้อมให้ดี ไม่ต้องสนใจเรื่องภายนอกเลย พอเราแยกมาอยู่ตรงนี้ เหมือนเราต่างต้องดูแลซึ่งกันและกัน ช่วงที่ เอ เจ็บ ผมก็ไปพูดคุยกับ เอ ตลอด เอ มาช่วยดูแลลูกผมด้วย เพราะตอนนี้ เราเหลือกันแค่สองคนแล้ว อยู่กันแค่สองคน ไม่มีใครช่วยเราได้ เราต้องกอดคอสู้ไปด้วยกัน”

เอ มณีพงศ์ เผยต่อว่า  “หลังจากที่ เอ หายเจ็บ เราก็ได้พูดคุยกันหลายเรื่องๆ ทั้ง การวางแผนว่าจะเริ่มต้นแข่งทัวร์นาเมนต์ไหนก่อน ควรซ้อมอย่างไร เหมือนเราต้องช่วยเหลือกันมากขึ้น ทำให้ได้เปิดใจพูดคุยกันมากขึ้นกว่าเดิม”



“สุดท้ายไม่ว่าการตัดสินใจเราจะผิดหรือถูก เราก็ได้ตัดสินใจร่วมกัน พร้อมจะผ่านมันไปด้วยกัน”

“ถ้าคนหนึ่งเหนื่อย อีกคนต้องห้ามยอมแพ้ ต้องช่วยกันพยุงขึ้นมา เรายังเชื่อว่าจะถ้าฝันเรายิ่งใหญ่พอ เป้าหมายเราชัดเจน เราจะสามารถไปถึงจุดที่เราเคยฝันไว้ได้”

 

ฝันที่ยังทำไม่เสร็จ

“เราเคยมีความฝันร่วมกันว่า สักวันเราหนึ่งจะไปให้ถึง มือ 1 ของโลกให้ได้ แต่ก็ดันมาเกิดเหตุการณ์นั้นก่อน วันนี้เราแค่อยากกลับมาสานความฝันของเราสองคน ที่ยังทำไม่เสร็จเท่านั้นเอง” บดินทร์ เผยถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เขาและเพื่อนรัก ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับมาจับคู่ในวันนี้

นับตั้งแต่การแยกทางกันในปี 2013 มีเหตุการณ์ต่างๆมากมาย เกิดขึ้นเพื่อทดสอบใจของ เอ-อาร์ท แต่เรื่องต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้เป้าหมายในการเป็น นักแบดมินตัน คู่มือ 1 ของโลก ของทั้งคู่ จางหายไปตามกาลเวลา

ในปี 2018 บดินทร์ อิสสระ และ มณีพงศ์ จงจิตร กลับมาจับคู่อีกครั้งรอบเกือบ 5 ปี ภายใต้การฝึกสอนของ โค้ช ชัยวัฒน์ เฉลิมภูษิตารักษ์

ประเดิม 3 รายการแรก ด้วยผลงานที่ดีเกินคาด อาทิ ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไทยแลนด์ โอเพ่น, เข้ารอบรอบ 8 คู่สุดท้าย สิงคโปร์ โอเพน ทำให้ เอ-อาร์ท พุ่งขึ้นอยู่อันดับ 70 ของโลกอย่างรวดเร็ว

“เป้าหมายมันก็เข้าใกล้เรามากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเราก็วางไว้ว่าสิ้นปีนี้ ขอติดท็อป 30 ให้ได้  แต่ตอนนี้ 3 รายการแรกมันเกินเป้า เลยคิดว่าเป้าหมายที่เราวางไว้มันอาจจะมาถึงเร็วขึ้น แต่เราก็ต้องไม่ประมาท ต้องทำให้ได้ตามที่เราคุยกันไว้เหมือนเดิม” บดินทร์ กล่าวเริ่ม

“จากตอนแรก เราก็กังวลเหมือนกันนะว่าเราจะไหวไหม แต่พอมันออกมาดี มันก็เริ่มมีสิ่งดีๆเข้ามา อย่างเช่นเรื่องสปอนเซอร์ ในช่วงแรกก็อาจจะยากหน่อยเพราะเราร้างสนามไปนาน แต่พอมีผลงาน เราก็มีโอกาสจะได้รับตรงนี้มากขึ้น เราทั้งคู่ยังต้องพยายามต่อไป”

“ผมคุยกับเอตลอดว่า เราต้องทำให้ทุกคนเห็นว่า เรายังไหว เรายังมีดีกันอยู่นะ ยังไม่หมดไฟ ยังมีแรงที่จะสู้กัน”

มณีพงศ์ เสริมว่า  3 รายการแรกถือเป็นกำไร ช่วยให้เราวางแผนง่ายขึ้น จากเดิมที่เราเคยตั้งเป้าว่าเราต้องแข่ง 13-14 รายการ  อาจจะลดรายการแข่งลงเหลือ 10 รายการ เพื่อทำอันดับ และเน้นไปที่การรักษาสภาพร่างกายแทน จากนั้นในปี 2019 เราจะพยายามเก็บคะแนนสะสม เพื่อลุ้นตั๋วไปโอลิมปิกให้ได้ นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของเรา”

จากการพูดคุยกับ บดินทร์ - มณีพงศ์ ในวัย 27-28 ปี ทำให้เรามองเห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ และความรับผิดชอบที่สูงขึ้นของทั้งคู่ ที่ต้องหมั่นคอยดูแลซึ่งและกัน ในวันที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ชายคาของสมาคมฯ หรือมีผู้ใหญ่มาคอยสนับสนุน บนเป้าหมายที่ยังชัดเจนไม่เปลี่ยนไป

“พอเราออกมาอยู่ข้างนอก มันไม่มีใครมาบอก มาเตือนเรา จำได้เลยว่า รายการแรกที่บาร์เซโลน่า เราเล่นไม่ดี ตีกันแย่มาก เหมือนเรายังไม่รู้จังหวะกัน เพราะเราก็เพิ่งเริ่มออกมาซ้อมเอง” บดินทร์ กล่าวเริ่ม

“เราต้องกลับมาดูเทปเอง แล้วปรับทีละเล็กละน้อย ซึ่งมันก็เห็นผลได้เร็วมาก รายการต่อมา ไทยแลนด์โอเพ่น เราก็เข้ารอบรองฯ และสิงคโปร์โอเพ่น เข้ารอบรอบ 8 คน น่าเสียดายที่รายการนี้ผมเจ็บไปก่อน ก็เลยขอมาพักร่างกายเพื่อให้พร้อมสำหรับรายการต่อไป”

“จริงๆ ผมว่าช่วงนี้ที่เราสองคน อายุ 27-28 น่าจะเป็นช่วงที่นักกีฬากำลังขึ้นถึงจุดพีคที่สุด เราก็อยากที่จะคว้ามันไว้ให้ได้ เราตั้งความหวังกับ โอลิมปิก 2020 ไว้มาก เพราะถ้าเราไม่ได้หนนี้ ก็อาจต้องรอไปอีก 4 ปี  ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้น สภาพร่างกายเรา คงไม่ได้แล้ว ฉะนั้นเราจะมุ่งมั่นเต็มที่ เราตั้งเป้าหมายกันไว้ชัดเจนมากๆครับ”

ไม่น่าเชื่อว่า จากคู่หูที่ใช้ไม้แบดวิ่งไล่หวดในสนามแข่งขัน จะสามารถกลับลงเล่นด้วยกันได้อย่างสนิทใจ โดยตลอดการสนทนากับ เอ-อาร์ท เรามองเห็นแววตาแห่งความมุ่งมั่นของทั้งคู่ที่ต้องการไปให้ถึงความฝันในการเป็นมือ 1 ของโลก

รวมถึงคำพูด ที่ทำให้รู้สึกว่า พวกเขายังคงเชื่อมั่นในกันและกัน ไม่ต่างจากวันแรกที่ มณีพงศ์ และ บดินทร์ เลือกจับไม้แบดลงเล่นประเภทชายคู่ร่วมกัน

“เรื่องความท้อ ผมว่ามันเป็นปกติของนักกีฬาครับ แต่เอเป็นคนก็คิดบวก  พยายามบอกว่าไม่ต้องกังวลอะไร อย่างแมตช์แรกที่เราไปตี คือเราตีกันไม่ได้เลย คือแบบอารมณ์ผมก็จะหงุดหงิดตัวเอง ทำไม แข่งรายการแรก ผมทำอะไรไม่ได้เลยวะ มันจะไหวเหรอ เอ เขาใจเย็นกว่า จะพยายามบอกว่า เออไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ต้องดีขึ้น”

“แต่เวลาอยู่ในสนาม เอ เขาจะมีความเป็นนักสู้ในตัวสูงมาก ทุกๆการต่อสู้ เอจะไม่ทิ้งเกม และไม่ยอมแพ้ง่าย ผมเชื่อมั่นในตัวเอ ว่าเขาคือนักกีฬาที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ จากสิ่งที่เขามี”

“ผมยังเคยพูดคุยกับเอนะ ว่า ถ้าวันนั้นเราไม่ตัดสินใจเร็ว ไม่ใจร้อน ไม่แยกคู่กันจนเกิดเรื่องแบบนั้น  ป่านนี้เราอาจจะไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่เรื่องมันผ่านมาแล้วอ่ะ ก็ต้องลืมมันไป แล้วเดินหน้าลุยอย่างเดียว มีอะไรก็ต้องประคับประคองกันไป” บดินทร์ พูดถึงเพื่อนรัก มณีพงศ์

ด้าน มณีพงศ์ ก็พูดถึงเพื่อนรักรายนี้เช่นกันว่า “ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็น อาร์ท ก็ยังจะตอบเหมือนกับวันแรกที่เลือกจับคู่กับอาร์ทแหละครับ”

“เพราะ อาร์ทเป็นคนที่มีพรสวรรค์ เราก็มีนะ แต่อาจจะมีน้อย ถ้านักแบดที่มีพรสรวรรค์ได้จับคู่กัน ได้เล่นด้วยกัน มันก็มีโอกาสไปได้ไกล เอ ไม่อยากทิ้งโอกาสตรงนี้ไป เอเชื่อมาโดยตลอดว่า อาร์ทนี่แหละคือคนที่จะไปสู่ระดับโลกกับเรา”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง